Facebook

การวิเคราะห์ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากการร่างพระราชบัญญัติระบบสุขภาพปฐมภูมิ พ.ศ. ....

สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข กระทรวงสาธารณสุข ได้วิเคราะห์ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากร่างพระราชบัญญัติระบบสุขภาพปฐมภูมิ พ.ศ. .... อย่างรอบด้านและเป็นระบบ ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๗๗ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย โดยพิจารณาและวิเคราะห์จากสาระสำคัญของบทบัญญัติในแต่ละมาตราของร่างพระราชบัญญัติดังกล่าวประเด็นและความคิดเห็นที่ได้จากการรับฟังความคิดเห็นของผู้เกี่ยวข้องในชั้นของการยกร่างพระราชบัญญัตินี้ ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน สถานพยาบาล ผู้ประกอบวิชาชีพด้านการแพทย์และสาธารณสุข และประชาชน ตลอดจนรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยและบทกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง นอกจากนั้น
ได้พิจารณาและวิเคราะห์ความสอดคล้องกับร่างยุทธศาสตร์ชาติ แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และร่างแผนปฏิรูปประเทศด้านสาธารณสุข  ทั้งนี้ ผลการวิเคราะห์สามารถจำแนกได้เป็น ๓ ส่วน ได้แก่ ส่วนที่ ๑ ผู้ซึ่งได้รับผลกระทบจากการบังคับใช้กฎหมาย ส่วนที่ ๒ ผลกระทบเชิงบวก และส่วนที่ ๓ ผลกระทบเชิงลบ ดังนี้

 

ส่วนที่ ๑ ผู้ซึ่งได้รับผลกระทบจากการบังคับใช้กฎหมาย

เมื่อร่างพระราชบัญญัติระบบสุขภาพปฐมภูมิ พ.ศ. .... ประกาศใช้เป็นกฎหมายย่อมส่งผลกระทบต่อผู้เกี่ยวข้อง ดังนี้

(๑) ประชาชนซึ่งเป็นผู้รับบริการในเขตพื้นที่ของหน่วยบริการปฐมภูมิ

(๒) หน่วยงานของรัฐ เช่น กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงมหาดไทย กรมบัญชีกลาง สำนักงานประกันสังคม และสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ

(๓) สถานพยาบาลทั้งของภาครัฐและภาคเอกชน

(๔) สถาบันการศึกษา

(๕) แพทย์เวชศาสตร์ครอบครัวและผู้ประกอบวิชาชีพทางการแพทย์และสาธารณสุข

 

ส่วนที่ ๒ ผลกระทบเชิงบวก

การจัดบริการสุขภาพปฐมภูมิที่เป็นระบบตามร่างพระราชบัญญัติระบบสุขภาพ
ปฐมภูมิ พ.ศ. .... มีผลกระทบเชิงบวก ดังนี้

(๑) ด้านการปฏิรูปประเทศ

การจัดบริการสุขภาพปฐมภูมิที่เป็นระบบตามร่างพระราชบัญญัติดังกล่าว เป็นการปฏิรูปประเทศตามมาตรา ๒๕๘ ช. (๕) ของรัฐธรรมนูญแห่งประเทศไทย โดยการมีแพทย์เวชศาสตร์ครอบครัวดูแลประชาชนในสัดส่วนที่เหมาะสม สอดคล้องกับหน้าที่ของรัฐตามมาตรา ๕๕ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ที่กำหนดให้รัฐต้องดำเนินการให้ประชาชนได้รับบริการสาธารณสุขที่มีประสิทธิภาพอย่างทั่วถึง เสริมสร้างให้ประชาชนมีความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับการส่งเสริมสุขภาพและการป้องกันโรค โดยบริการสาธารณสุขดังกล่าวต้องครอบคลุมการส่งเสริมสุขภาพ การควบคุมและป้องกันโรค การรักษาพยาบาล และการฟื้นฟูสุขภาพ และรัฐต้องพัฒนาการบริการสาธารณสุขให้มีคุณภาพและมาตรฐานสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง นอกจากนั้น การจัดบริการสุขภาพปฐมภูมิดังกล่าวยังสอดคล้องเชื่อมโยงกับร่างยุทธศาสตร์ชาติ แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และร่างแผนปฏิรูปประเทศด้านสาธารณสุข ซึ่งจะส่งผลให้แนวทางการปฏิรูปประเทศด้านสาธารณสุข เป็นรูปธรรม ชัดเจน เป็นไปในทิศทางเดียวกัน และประเทศมีการพัฒนาอย่างยั่งยืน

(๒) ด้านสังคม

โดยเมื่อพิจารณาผลกระทบด้านสังคมแล้ว การจัดบริการสุขภาพปฐมภูมิที่เป็นระบบตามร่างพระราชบัญญัตินี้ ย่อมมีผลเป็นการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนให้มีสุขภาพที่ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้ประชาชนได้รับบริการสุขภาพปฐมภูมิที่เป็นธรรม มีคุณภาพ มีมาตรฐาน มีแพทย์เวชศาสตร์ครอบครัวและคณะผู้ให้บริการสุขภาพปฐมภูมิดูแล และมีการบันทึกข้อมูล
ด้านสุขภาพที่ครบถ้วน รวมทั้ง
ครอบคลุมการสร้างความรอบรู้ด้านสุขภาพ การป้องกัน และควบคุมปัจจัยเสี่ยงที่คุกคามสุขภาพ และมีการส่งเสริมให้ชุมชนเป็นฐานในการสร้างสุขภาพ
ทุกพื้นที่ ตลอดจนให้หน่วยงานในระดับภูมิภาคและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีส่วนร่วมในการจัดบริการสุขภาพปฐมภูมิ รวมถึงกำหนดให้ทุกภาคส่วนเข้ามามีส่วนร่วมในการดำเนินการตามร่างพระราชบัญญัตินี้ เพื่อลดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงบริการสุขภาพปฐมภูมิ อันเป็นการสร้างความเป็นธรรมและความมั่นคงด้านสุขภาพให้เกิดขึ้นในสังคมและประเทศ

(๓) ด้านเศรษฐกิจ

สำหรับผลกระทบด้านเศรษฐกิจ นั้น โดยที่การจัดบริการสุขภาพปฐมภูมิที่เป็นระบบตามร่างพระราชบัญญัตินี้ จะดำเนินการภายใต้นโยบายและแผนยุทธศาสตร์เกี่ยวกับระบบสุขภาพปฐมภูมิที่คณะรัฐมนตรีเห็นชอบและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องรับไปปฏิบัติ โดยครอบคลุมการพัฒนาบริการสุขภาพปฐมภูมิซึ่งเป็นโครงสร้างพื้นฐานด้านสุขภาพของประเทศ การพัฒนาฐานข้อมูลเกี่ยวกับระบบสุขภาพปฐมภูมิและการสนับสนุนให้มีการศึกษาวิจัยในเรื่องดังกล่าวซึ่งจะทำให้ประเทศมีฐานความรู้ ที่สมบูรณ์ในการจัดบริการสุขภาพปฐมภูมิที่เป็นระบบ รวมตลอดทั้งการสนับสนุนให้มีการผลิตและพัฒนาแพทย์เวชศาสตร์ครอบครัวและคณะผู้ให้บริการสุขภาพปฐมภูมิที่มีศักยภาพเพียงพอกับการให้บริการสุขภาพปฐมภูมิ ซึ่งการดำเนินการดังกล่าวจะทำให้ประเทศไทยยกระดับขึ้นเป็นศูนย์กลางและเป็นฐานการบริการด้านสุขภาพในภูมิภาค

(๔) ด้านงบประมาณแผ่นดิน

เมื่อประชาชนมีสุขภาพที่ดีและมีความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับการส่งเสริมสุขภาพและการป้องกันโรค ประกอบกับการที่ร่างพระราชบัญญัตินี้มีสาระสำคัญในการจัดระบบการเงินการคลังด้านสุขภาพที่มีการบูรณาการให้เป็นเอกภาพและมีประสิทธิภาพ ย่อมทำให้รัฐบาลสามารถลดและประหยัดงบประมาณรายจ่ายด้านสุขภาพลงได้ และสามารถนำงบประมาณส่วนนี้ไปใช้เพื่อดำเนินการด้านอื่น ๆ ที่จำเป็นสำหรับการพัฒนาประเทศต่อไป

(๕) ด้านกฎหมาย

เมื่อร่างพระราชบัญญัติระบบสุขภาพปฐมภูมิ พ.ศ. .... ประกาศใช้เป็นกฎหมายแล้ว ย่อมทำให้ประเทศไทยมีกลไก หลักเกณฑ์ และวิธีการจัดบริการสุขภาพปฐมภูมิที่เป็นระบบ ชัดเจน และมีความต่อเนื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการมีบทกฎหมายสำหรับควบคุมคุณภาพและมาตรฐานของหน่วยบริการปฐมภูมิและเครือข่ายหน่วยบริการปฐมภูมิ อันเป็นการส่งผลดีแก่ประชาชนผู้รับบริการที่มีกฎเกณฑ์คุ้มครองการรับบริการสุขภาพปฐมภูมิและทำให้ได้รับบริการที่มีคุณภาพและมีมาตรฐาน และเป็นผลดีแก่หน่วยบริการปฐมภูมิและเครือข่ายหน่วยบริการปฐมภูมิในการมีกฎเกณฑ์ที่ชัดเจนสำหรับการดำเนินการให้บริการสุขภาพปฐมภูมิ

 

ส่วนที่ ๓ ผลกระทบเชิงลบ

ในระยะสั้น การจัดบริการสุขภาพปฐมภูมิที่เป็นระบบตามร่างพระราชบัญญัติระบบสุขภาพปฐมภูมิ พ.ศ. .... อาจมีผลกระทบด้านงบประมาณ ในการที่ภาครัฐจะต้องดำเนินการขึ้นทะเบียนหน่วยบริการปฐมภูมิและเครือข่ายหน่วยบริการปฐมภูมิ และการพัฒนาระบบสารสนเทศสำหรับเชื่อมโยงข้อมูลเกี่ยวกับการบริหารจัดการระบบสุขภาพปฐมภูมิให้มีประสิทธิภาพ ตามที่กำหนดในร่างพระราชบัญญัตินี้