Facebook

สรุปผลการรับฟังความคิดเห็นร่างพระราชบัญญัติระบบสุขภาพปฐมภูมิ พ.ศ. ....

สรุปผลการรับฟังความคิดเห็นร่างพระราชบัญญัติระบบสุขภาพปฐมภูมิ พ.ศ. ....

 

สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข กระทรวงสาธารณสุข ได้ดำเนินการรับฟังความคิดเห็นจากผู้เกี่ยวข้องที่มีต่อร่างพระราชบัญญัติระบบสุขภาพปฐมภูมิ พ.ศ. .... เพื่อให้เป็นไปตามมาตรา ๗๗ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย และมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ ๔ เมษายน ๒๕๖๐ เรื่อง แนวทางการจัดทำและการเสนอร่างกฎหมายตามบทบัญญัติมาตรา ๗๗ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย โดยสรุปผลการรับฟังความคิดเห็นได้ ดังนี้

          ๑. วิธีการในการรับฟังความคิดเห็น

             ๑.๑ รับฟังความคิดเห็นโดยการจัดประชุมสัมมนาเชิงปฏิบัติการ

             ๑.๒ รับฟังความคิดเห็นผ่าน VDO Conference ร่วมกับสำนักงานสาธารณสุขจังหวัด   ทุกแห่ง

             ๑.๓ รับฟังความคิดเห็นผ่าน Focus Group ร่วมกับทีมวิชาชีพสาธารณสุข แพทย์เวชศาสตร์ครอบครัว พยาบาลวิชาชีพ และสหสาขาวิชาชีพ

             ๑.๔ รับฟังความคิดเห็นจากการประชุมสัมมนาประชาพิจารณ์ร่างพระราชบัญญัติระบบการแพทย์ปฐมภูมิและบริการสาธารณสุข พ.ศ. .... โดยมีผู้เกี่ยวข้อง เช่น ผู้ทรงคุณวุฒิ ผู้แทนหน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้อง ผู้แทนหน่วยงานภาคเอกชน ผู้ประกอบวิชาชีพด้านการแพทย์และสาธารณสุข ผู้แทนสถานพยาบาลทั้งภาครัฐและภาคเอกชน รวมทั้งประชาชน

    ๑.๕ รับฟังความคิดเห็นผ่านทางเว็บไซต์ www.lawamendment.go.th

 

          ๒. จำนวนครั้งและระยะเวลาในการรับฟังความคิดเห็นแต่ละครั้ง

             ได้ดำเนินการรับฟังความคิดเห็นโดยการจัดประชุมที่มีบุคคลที่เกี่ยวข้องจากหลายภาคส่วน ดังนี้

             ๒.๑ รับฟังความคิดเห็นโดยการจัดประชุมสัมมนาเชิงปฏิบัติการ ครั้งที่ ๑ ในวันอังคารที่ ๑๑ เมษายน ๒๕๖๐ เวลา ๙.๐๐ - ๑๖.๐๐ น. ณ ห้องสิริประภา โรงแรมบัดดี้ โอเรียนทอล ริเวอร์ไซด์ จังหวัดนนทบุรี

             ๒.๒ รับฟังความคิดเห็นโดยการจัดประชุมสัมมนาเชิงปฏิบัติการ ครั้งที่ ๒ ในวันอังคารที่ ๑๖ พฤษภาคม ๒๕๖๐ เวลา ๙.๐๐ - ๑๖.๐๐ น. ณ ห้องไมด้า ๖ โรงแรมไมด้า จังหวัดนนทบุรี

             ๒.๓ รับฟังความคิดเห็นโดยการจัดประชุมสัมมนาเชิงปฏิบัติการ ครั้งที่ ๓ วันอังคารที่ ๑๙ กันยายน ๒๕๖๐ เวลา ๙.๐๐ - ๑๖.๐๐ น. ณ ห้องแกรนด์ราชพฤกษ์ บอลรูม โรงแรมแกรนด์ราชพฤกษ์ อำเภอบางกรวย จังหวัดนนทบุรี

             ๒.๔ รับฟังความคิดเห็นผ่าน VDOConference ในวันจันทร์ ที่ ๖ พฤศจิกายน ๒๕๖๐ เวลา ๙.๐๐ - ๑๖.๐๐ น. ณ สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข

             ๒.๕ รับฟังความคิดเห็นผ่าน Focus Group ในวันพุธ ที่ ๘ พฤศจิกายน ๒๕๖๐ เวลา ๙.๐๐ - ๑๖.๐๐ น. ณ สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข

             ๒.๖ รับฟังความคิดเห็นผ่าน FocusGroup ในวันพฤหัสบดี ที่ ๙ พฤศจิกายน ๒๕๖๐ เวลา ๙.๐๐ - ๑๖.๐๐ น. ณ สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข

             ๒.๗ รับฟังความคิดเห็นจากการประชุมสัมมนาประชาพิจารณ์ ร่างพระราชบัญญัติระบบการแพทย์ปฐมภูมิและบริการสาธารณสุข พ.ศ. ....ในวันจันทร์ ที่ ๔ ธันวาคม ๒๕๖๐ เวลา ๐๙.๐๐ - ๑๖.๐๐ น. ณ ห้องประชุมแซฟไฟร์ ๒๐๔ - ๒๐๕ อิมแพค ฟอรั่ม เมืองทองธานี

             ๒.๘ รับฟังความคิดเห็นผ่านทางเว็บไซต์ www.lawamendment.go.th ในระหว่างวันที่ ๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๑ ถึงวันที่ ๕ มีนาคม ๒๕๖๑

 

          ๓. พื้นที่หรือกลุ่มเป้าหมายในการรับฟังความคิดเห็น

             ๓.๑ การรับฟังความคิดเห็นโดยการจัดประชุมสัมมนาเชิงปฏิบัติการ ครั้งที่ ๑
มีผู้เข้าร่วมสัมมนาเชิงปฏิบัติการ จำนวน ๖๐ คน โดยมีผู้แสดงความคิดเห็นและข้อเสนอแนะที่เป็นประโยชน์กับการยกร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้

             ๓.๒ การรับฟังความคิดเห็นโดยการจัดประชุมสัมมนาเชิงปฏิบัติการ ครั้งที่ ๒ จำนวน   ๕๐ คน โดยมีผู้แสดงความคิดเห็นและข้อเสนอแนะที่เป็นประโยชน์กับการยกร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้

             ๓.๓ การรับฟังความคิดเห็นโดยการจัดประชุมสัมมนาเชิงปฏิบัติการ ครั้งที่ ๓ จำนวน  ๘๐ คน โดยมีผู้แสดงความคิดเห็นและข้อเสนอแนะที่เป็นประโยชน์กับการยกร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้

             ๓.๔ การรับฟังความคิดเห็นผ่าน VDO Conference โดยมีบุคลากรจากสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดทุกแห่งเป็นผู้แสดงความคิดเห็นและข้อเสนอแนะกันอย่างกว้างขวาง

             ๓.๕ การรับฟังความคิดเห็นผ่าน Focus Group จำนวน ๑๐๐ คน โดยมีผู้แสดงความคิดเห็นและข้อเสนอแนะกันอย่างกว้างขวาง

       ๓.๖ การรับฟังความคิดเห็นจากการประชุมสัมมนาประชาพิจารณ์ ร่างพระราชบัญญัติระบบการแพทย์ปฐมภูมิและบริการสาธารณสุข พ.ศ. ....จำนวน ๓๕๐ คน โดยมีผู้แสดงความคิดเห็นและข้อเสนอแนะกันอย่าง กว้างขวา

        ๓.๗ การรับฟังความคิดเห็นผ่านเว็บไซต์ www.lawamendment.go.th เป็นการรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐและภาคเอกชน รวมถึงประชาชนทั่วไป โดยมีผู้เข้ามาดูทั้งหมด ๖๔๒ ครั้ง มีผู้แสดงความคิดเห็นจำนวน ๓ ราย

 

          ๔. ประเด็นที่มีการแสดงความคิดเห็น

    ๔.๑ ประเด็นที่มีการรับฟังความคิดเห็นผ่าน VDO Conference และการจัด Focus Group

(๑) ประเด็นที่ ๑ควรเพิ่มเหตุผลและความจำเป็นด้านการแพทย์และสาธารณสุขที่ต้องปฏิรูประบบสุขภาพปฐมภูมิ ได้แก่

            (๑.๑) ด้านประชาชน การเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุทำให้มีโรคเรื้อรังเกิดขึ้นมากขึ้น ความเหลื่อมล้าในการเข้าถึง ระบบบริการสุขภาพระหว่างเขตเมืองและเขตชนบท / เศรษฐสถานะ รูปแบบการดูแลส่งเสริมป้องกันโรคและคุ้มครองผู้บริโภคไม่ครอบคลุมแยกส่วน ตลอดจนประชาชนขาดความรอบรู้และการจัดการทางด้านสุขภาพของตนเองและครอบครัว

            (๑.๒) ด้านระบบบริการ มีความแออัดในโรงพยาบาลขนาดใหญ่ ผู้ป่วยผู้รับบริการได้รับการดูแลแบบแยกส่วนไม่เป็นองค์รวมขาดเจ้าภาพหลักในการดูแลสุขภาพที่มีศักยภาพครบถ้วนในการดูแลประชาชน ตลอดจนค่าใช้จ่ายทางด้านสุขภาพที่สูงขึ้น และภาระงานของบุคลากรทางด้านสุขภาพที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

            คำชี้แจง : เพื่อให้เห็นความจำเป็นที่แท้จริงของการตราเป็นพระราชบัญญัติฉบับนี้ ซึ่งเป็นสาเหตุในการบรรจุ มาตรา ๒๕๘ ช.(๕) ในหมวดปฏิรูปของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. ๒๕๖๐

(๒) ประเด็นที่ ๒ขอให้เน้นเนื้อหาในมาตรา ๕๕ ให้มากขึ้น จากเดิม
ร่างพระราชบัญญัติ
เน้นเนื้อหาสาระในมาตรา ๒๕๘
(ช) ที่ให้มีแพทย์เวชศาสตร์ครอบครัวดูแลประชาชนในสัดส่วนที่เหมาะสมค่อนข้างมาก

    คำชี้แจง : ม. ๕๕ เป็นเป้าหมายของการปฏิรูประบบสาธารณสุขของประเทศ
ส่วน ม. ๒๕๘
(ช) เป็นวิธีการปฏิรูป

(๓) ประเด็นที่ ๓ ขอเปลี่ยนชื่อพระราชบัญญัติ

      (๓.๑) ระบบบริการสาธารณสุขปฐมภูมิ

      (๓.๒) ระบบสุขภาพปฐมภูมิ

    (๓.๓) ระบบสุขภาพและการแพทย์ปฐมภูมิ

    คำชี้แจง : ต้องการให้ชื่อพระราชบัญญัติสื่อถึงสาระสำคัญของร่าง ที่เน้นทั้งส่งเสริม ป้องกัน รักษา ฟื้นฟู และคุ้มครองผู้บริโภค

(๔) ประเด็นที่ ๔ ขอให้นิยามเพิ่ม

    (๔.๑) การแพทย์ปฐมภูมิ

    (๔.๒) บริการสาธารณสุข/สาธารณสุขปฐมภูมิ

    (๔.๓) คุ้มครองผู้บริโภค และปัญหาที่คุกคามสุขภาพ

    สำหรับการดูแลสุขภาพแต่แรก จะมีความหมายเท่ากับ ๑stpointof contact care หรือไม่

    คำชี้แจง : เพื่อเพิ่มความชัดเจนจะได้เข้าใจตรงกันและนำไปสู่การปฏิบัติได้อย่างเป็นรูปธรรม

(๕) ประเด็นที่ ขอเพิ่มภาคเอกชนเป็น “โดยการมีส่วนร่วมกันระหว่างภาครัฐ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ภาคเอกชน และภาคประชาชน”

    คำชี้แจง : เพื่อให้เห็นความชัดเจนในการให้ภาคเอกชนเข้ามามี ส่วนร่วมในการจัดการดูแล

(๖) ประเด็นที่ ๖“หน่วยบริการปฐมภูมิ” และ “เครือข่ายหน่วย บริการปฐมภูมิ” ควรปรากฏคู่กันในทุกแห่งในร่างพระราชบัญญัติ เนื่องจากบางแห่งไม่ปรากฏคำว่า “เครือข่ายหน่วยบริการปฐมภูมิ” ซึ่งอาจทำให้ “เครือข่ายหน่วยบริการปฐมภูมิ” ไม่มีสิทธิหรือหน้าที่ตามกฎหมาย เช่น ในมาตรา ๑๙ เรื่องหน้าที่ของหน่วยบริการปฐมภูมิ (ไม่มี “เครือข่ายหน่วยบริการปฐมภูมิ”) เป็นต้น

    คำชี้แจง : เพื่อเพิ่มความชัดเจน จะได้เข้าใจตรงกันและนำไปสู่การปฏิบัติได้อย่างเป็นรูปธรรม

(๗) ประเด็นที่ ๗เสนอนิยาม หน่วยบริการปฐมภูมิ แทนที่จะมี ๒ คำ ทั้งหน่วยบริการปฐมภูมิและเครือข่ายหน่วยบริการ ขอให้รวมอยู่ในข้อเดียวกันและเรียกเป็น หน่วยบริการปฐมภูมิ เช่น หน่วยบริการปฐมภูมิ หมายถึง (๑) หน่วยบริการที่ได้ขึ้นทะเบียนไว้ตามพระราชบัญญัตินี้ และ (๒) หน่วยบริการที่รวมตัวกันและขึ้นทะเบียนเป็นเครือข่ายหน่วยบริการปฐมภูมิตามพระราชบัญญัตินี้ 

    คำชี้แจง : เพื่อให้สะดวกในการเรียกชื่อไม่ต้องเรียกทั้งหน่วยบริการปฐมภูมิและเครือข่ายหน่วยบริการปฐมภูมิ โดยเรียก เพียง “หน่วยบริการปฐมภูมิ” อย่างเดียว

(๘) ประเด็นที่ ๘คำที่หมายถึงทีมสหวิชาชีพตามพระราชบัญญัติควรเหมือนกัน
ในทุกส่วนของ
พระราชบัญญัติ เช่น “ผู้ประกอบวิชาชีพทางการแพทย์และสาธารณสุข” “แพทย์เวชศาสตร์ครอบครัวและบุคลากรที่เกี่ยวข้อง” “แพทย์เวชศาสตร์ครอบครัวและคณะผู้ให้บริการการแพทย์ปฐมภูมิและบริการสาธารณสุข” เป็นต้น

    คำชี้แจง : เพื่อเพิ่มความชัดเจนจะได้เข้าใจตรงกันและนำไปสู่การ ปฏิบัติได้อย่างเป็นรูปธรรม

(๙) ประเด็นที่ ๙ผู้ประกอบวิชาชีพขอให้ใช้คำตามชื่อพระราชบัญญัติของแต่ละวิชาชีพ เฉพาะพยาบาลวิชาชีพ ขอแก้เป็นวิชาชีพการพยาบาลหรือวิชาชีพการพยาบาลและผดุงครรภ์ และขอเพิ่มนิยามของพยาบาลวิชาชีพเวชปฏิบัติครอบครัวในนิยามของผู้ประกอบวิชาชีพ

    คำชี้แจง : เพื่อให้ถูกต้องตามพระราชบัญญัติวิชาชีพของแต่ละวิชาชีพ และเน้นถึงวิชาชีพที่มี ความสำคัญในระดับปฐมภูมิ

(๑๐) ประเด็นที่ ๑๐เสนอ เพิ่มต่อท้ายว่า และหมายถึงบุคคลที่ได้รับ อนุญาตให้ทำงานตามประกาศของกระทรวง สาธารณสุขทุกฉบับ (เช่น เจ้าพนักงานต่างๆ ที่เรียนในระดับ อนุปริญญา)

      คำชี้แจง : บุคคลตามมาตรา ๓๑ แห่งกฎหมายว่าด้วยการประกอบโรคศิลปะ
รวมบุคลากรสาธารณสุขที่ไม่มีพระราชบัญญัติวิชาชีพที่ได้รับการยกเว้นตามพระราชบัญญัติวิชาชีพ
จากประกาศ หรือกฎกระทรวง หรือไม่ เช่น ทันตาภิบาล ได้รับการยกเว้นจากพระราชบัญญัติวิชาชีพ
ทันตกรรม แต่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของกระทรวงสาธารณสุข จึงไม่น่าจะเข้าตามมาตรา ๓๑

(๑๑) ประเด็นที่ ๑๑ขอเพิ่ม ปลัดกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ๑ ตำแหน่ง

      คำชี้แจง : เพื่อเชื่อมโยงงานภาคสังคมให้เป็นรูปธรรมมากขึ้น

(๑๒) ประเด็นที่ ๑๒ ขอเพิ่ม ประธานราชวิทยาลัยแพทย์เวชศาสตร์ครอบครัวแห่งประเทศไทย ๑ ตำแหน่ง

      คำชี้แจง :เพื่อเป็นกลไกในการสนับสนุนการผลิตแพทย์เวชศาสตร์ ครอบครัวให้เป็นรูปธรรม

(๑๓) ประเด็นที่ ๑๓ ขอเพิ่มผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ ๑ ตำแหน่ง

      คำชี้แจง : เพื่อให้สนับสนุนด้านงบประมาณให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

(๑๔) ประเด็นที่ ๑๔ ขอลด ผู้แทนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เหลือ ๓ ตำแหน่ง โดยเลือกกันเอง

      คำชี้แจง : มี ๔ ตำแหน่งมากเกินไปและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีบทบาทให้พื้นที่บูรณาการกับ คณะกรรมการพัฒนาคุณภาพชีวิตระดับอำเภอ (พชอ.) แล้ว

(๑๕) ประเด็นที่ ๑๕ขอให้ระบุเป็นหน่วยบริการปฐมภูมินอกสังกัดกระทรวงสาธารณสุข

      คำชี้แจง : เพื่อให้ไม่ซ้ำซ้อนกับผู้แทน ผอ.รพ.สต. ที่มีแล้ว

(๑๖) ประเด็นที่ ๑๖ ขอเพิ่ม ผู้แทนผู้อำนวยการโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล ๑ ตำแหน่ง

      คำชี้แจง : เป็นผู้บริหารหน่วยบริการปฐมภูมิที่มีจำนวนมากที่สุด

 

 

 

(๑๗) ประเด็นที่ ๑๗ขอปรับเปลี่ยน ผู้แทนอาสาสมัคร สาธารณสุขประจำหมู่บ้าน ๑ ตำแหน่ง แยกต่างหากอีก ๑ ข้อ ในส่วนภาคประชาชน

      คำชี้แจง : เพื่อให้ที่มาของกรรมการแต่ละส่วนชัดเจนขึ้น โดย อสม. เป็นส่วนของผู้แทนภาคประชาชน

(๑๘) ประเด็นที่ ๑๘ขอเพิ่ม ผู้แทนสภาการพยาบาล ๑ ตำแหน่ง

      คำชี้แจง : เป็นผู้ให้บริการหลักในหน่วยบริการปฐมภูมิ

(๑๙) ประเด็นที่ ๑๙ ขอเพิ่ม ผู้แทนสภาวิชาชีพ ให้คัดเลือกกันเองเหลือ ๑ ตำแหน่ง

      คำชี้แจง : เพื่อให้ข้อเสนอแนะด้านการประกอบวิชาชีพของผู้ปฏิบัติงาน

(๒๐) ประเด็นที่ ๒๐ มาตรา ๙ (๕) ขอเพิ่ม “พยาบาลวิชาชีพ เวชปฏิบัติครอบครัว” ในหน้าที่การผลิต

      คำชี้แจง : ปัจจุบันมีอัตรากำลังไม่เพียงพอ

(๒๑) ประเด็นที่ ๒๑ มาตรา ๙ (๖) ขอเปลี่ยน “เสนอ แนวทางต่อคณะรัฐมนตรีในการกำหนดค่าตอบแทนสำหรับแพทย์เวชศาสตร์ครอบครัวและบุคลากรที่เกี่ยวข้องให้เหมาะสมกับการปฏิบัติการตามพระราชบัญญัตินี้” เป็น “เสนอแนวทางต่อคณะรัฐมนตรีในการกำหนดค่าตอบแทนสำหรับบุคลากรที่เกี่ยวข้องให้เหมาะสมกับการปฏิบัติการตามพระราชบัญญัตินี้”

      คำชี้แจง : เพื่อลดความเหลื่อมล้ำด้านค่าตอบแทนของสหสาขาวิชาชีพ

(๒๒) ประเด็นที่ ๒๒ มาตรา ๙ (๘) ขอเพิ่มบทบาทหน้าที่ขอ เพิ่มอำนาจหน้าที่
ให้มากขึ้น ตามมาตรา๕๕ ซึ่งจะทำให้การสร้างเสริมสุขภาพป้องกันโรคมีประสิทธิภาพมากขึ้น

      คำชี้แจง : เพื่อให้การดำเนินการของคณะกรรมการเป็นไปตามหลักการและเหตุผลตามมาตรา ๕๕ ชัดเจนมากขึ้น

(๒๓) ประเด็นที่ ๒๓ ขอเพิ่มอำนาจหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกับการ พัฒนาวิชาการและ
องค์ความรู้ โดยอาจจะเพิ่มขึ้นมาอีกข้อหนึ่งก็ได้

      คำชี้แจง : เพื่อให้คณะกรรมการมีหน้าที่ด้านการสนับสนุนวิชาการที่จะทำให้การดำเนินงานมีคุณภาพมากขึ้น

(๒๔) ประเด็นที่ ๒๔ ขอให้ทบทวนการให้สำนักสาธารณสุขจังหวัด หรือสำนักงานสาธารณสุขอำภเอเป็นหน่วยบริการปฐมภูมิ

      คำชี้แจง : ตามบทบาทหน้าที่ สสจ. และ สสอ.ควรทำหน้าที่เป็น Regulator เพียงอย่างเดียว

(๒๕) ประเด็นที่ ๒๕ เสนอให้มีกองทุนของตนเองเพิ่มขึ้นมาในการจัดบริการหรือเขียนในวรรคสาม ให้มีความรัดกุมในส่วนของการจ่ายงบประมาณหรือระบุให้จ่ายเป็นรายหัวไปเลย

      คำชี้แจง : เพื่อให้มีงบประมาณสนับสนุนในการดำเนินงานของหน่วยบริการปฐมภูมิได้อย่างเพียงพอ

(๒๖) ประเด็นที่ ๒๖ มาตรา ๑๙ (๑) ควรระบุในส่วนของการตรวจทางห้องปฏิบัติการเข้าไปด้วยเพื่อให้ครบถ้วน

      คำชี้แจง :เนื่องจากการตรวจรักษาต้องมีการอาศัยผลการตรวจทางห้องปฏิบัติการร่วมด้วยเพื่อให้การวินิจฉัยและรักษามีประสิทธิภาพ

(๒๗) ประเด็นที่ ๒๗ ต้องการให้เขียนให้ครอบคลุม ประเด็นที่หน่วยบริการทุกระดับ ทุกแห่งทั้งภาครัฐและเอกชน จำเป็นต้องส่งข้อมูลทางด้านสุขภาพของบุคคลเข้าสู่ ฐานข้อมูลกลางของประเทศ

      คำชี้แจง :ระบบสารสนเทศทางการแพทย์และสาธารณสุข (GlobalMedicalRecord) เป็นระบบสำคัญที่จะทำให้ระบบสุขภาพปฐมภูมิให้มีความเข็มแข็ง

(๒๘) ประเด็นที่ ๒๘ มาตรา ๒๔ วรรคสอง เสนอให้เป็นอำนาจพิจารณา
ของสำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข โดยปลัดกระทรวงสาธารณสุขหรือ เขตสุขภาพเพื่อให้เกิดความคล่องตัวในการดำเนินการ

      คำชี้แจง : ระบบการตรวจสอบมีคณะกรรมการตรวจสอบหลายชุด แต่ต้องไปพิจารณาทั้งหมดที่คณะกรรมการระบบการแพทย์ปฐมภูมิและบริการสาธารณสุขทั้งหมดจะทำให้เกิดความล่าช้าหรือไม่อย่างไร

(๒๙) ประเด็นที่ ๒๙ มาตรา ๒๔ วรรคสาม คณะกรรมการสอบสวนไม่ควรแต่งตั้งล่วงหน้า หากแต่งตั้งล่วงหน้าให้เป็นไปตามวรรคหนึ่งและเมื่อมีเหตุต้องตรวจสอบ

      คำชี้แจง :เพื่อให้มีวิชาชีพที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมเป็นกรรมการสอบสวนด้วย เพื่อให้กระบวนการสอบสวน ได้รับความเป็นธรรมมากที่สุดๆ

(๓๐) ประเด็นที่ ๓๐ มาตรา ๒๕ (๒) (๓) เขียนเป็นหน่วยบริการหรือเครือข่าย
หน่วยบริการ แต่จริงๆ ควรเป็นหน่วยบริการปฐมภูมิหรือเครือข่ายหน่วยบริการปฐมภูมิ หรือไม่

      คำชี้แจง : เพื่อแก้ไขให้ถูกต้อง

(๓๑) ประเด็นที่ ๓๑ ขอตัดข้อความว่า “ผู้รับบริการผู้ใดไม่ได้รับความสะดวก
ตามสมควร”

      คำชี้แจง : เนื่องจากไม่สามารถระบุได้ ชัดเจนในทางปฏิบัติจริง ว่าแค่ไหนอย่างไรจึงบอกว่าไม่ได้รับความสะดวก ซึ่งอาจจะทำให้เกิดความไม่พึงพอใจและนำสู่การฟ้องร้องมากขึ้นตามมาได้

(๓๒) ประเด็นที่ ๓๒ หน่วยบริการปฐมภูมิและเครือข่ายหน่วยบริการปฐมภูมิ
อาจขอรับการสนับสนุนเพื่อการส่งเสริมและพัฒนาระบบการแพทย์ปฐมภูมิและบริการสาธารณสุขหรือการเสริมสร้างให้ประชาชนมีความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับการจัดการ สุขภาพของตนเองในทุกมิติ จากสำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุขหรือ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องก็ได้

      คำชี้แจง :เพื่อให้สามารถรับงบประมาณจากแหล่งงบประมาณอื่นๆ ได้เพิ่มเติม

(๓๓) ประเด็นที่ ๓๓ ให้คณะกรรมการจัดให้มีการรับฟังความคิดเห็นจากผู้รับบริการ หน่วยบริการปฐมภูมิ ผู้ให้บริการและผู้เกี่ยวข้อง เพื่อส่งเสริม ปรับปรุง และพัฒนาการจัดบริการการแพทย์ปฐมภูมิและบริการสาธารณสุขให้มีคุณภาพและมาตรฐานสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

      คำชี้แจง : เพื่อให้ได้รับข้อเสนอแนะในการพัฒนาจากผู้ปฏิบัติ

(๓๔) ประเด็นที่ ๓๔ เสนอให้มีมาตราหรือบทบัญญัติที่เป็นหน้าที่ของประชาชนในการร่วมการดูแลสุขภาพของตนเองและครอบครัวให้มีสุขภาพดีร่วมกับหน่วยบริการสาธารณสุข โดยอาจจะระบุเป็นลักษณะกิจกรรมกว้างๆ ที่ให้ระบุ รายละเอียดในระดับประกาศกำหนด

      คำชี้แจง : ต้องการให้ประชาชนมีสิทธิและหน้าที่ในการดูแลสุขภาพของตนเองและครอบครัว

(๓๕) ประเด็นที่ ๓๕ ต้องการให้ระบุให้ชัดเจนว่าในช่วง ๑๐ ปี จะเกิดอะไรขึ้นบ้างในช่วง ๓ ปี ๕ ปี ๑๐ ปี เป็นกรอบเวลาในแต่ละช่วงที่ชัดเจน

      คำชี้แจง : เพื่อให้ปฏิบัติตามพระราชบัญญัติปฏิบัติได้อย่างชัดเจนและถูกต้อง

(๓๖) ประเด็นที่ ๓๖ กระทรวงสาธารณสุขร่วมกับกระทรวงศึกษาธิการและสถาบันอุดมศึกษาดำเนินการเพื่อให้มีแพทย์เวชศาสตร์ครอบครัวและวิชาชีพที่เกี่ยวข้องดูแลประชาชนในสัดส่วนที่เหมาะสม

      คำชี้แจง : เพื่อให้สหสาขาวิชาชีพอื่นๆ มีกรอบเวลาชัดเจนในการผลิตอัตรากำลังตามพระราชบัญญัติ

(๓๗) ประเด็นที่ ๓๗ กระทรวงสาธารณสุขร่วมกับกระทรวงศึกษาธิการสถาบันอุดมศึกษา และแพทยสภา (สภาวิชาชีพ) ดำเนินการเพื่อให้มีแพทย์เวชศาสตร์ครอบครัวและวิชาชีพที่เกี่ยวข้องดูแลประชาชนในสัดส่วนที่เหมาะสม

                คำชี้แจง : เพื่อให้มีผู้รับผิดชอบต่อการผลิตแพทย์เวชศาสตร์ครอบครัว
(สหสาขาวิชาชีพ) ที่ชัดเจน

             ๔.๒ ประเด็นที่มีการรับฟังความคิดเห็นโดยการจัดประชุมสัมมนาเชิงปฏิบัติการและประชุมสัมมนาประชาพิจารณ์จากผู้เกี่ยวข้อง เช่น ผู้ทรงคุณวุฒิ ผู้แทนหน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้อง ผู้แทนหน่วยงานภาคเอกชน ผู้ประกอบวิชาชีพด้านการแพทย์และสาธารณสุข ผู้แทนสถานพยาบาลทั้งภาครัฐและภาคเอกชน รวมทั้งประชาชน

(๑) ประเด็นที่ ๑ มีข้อเสนอให้เพิ่มเติมเรื่องการส่งเสริมสุขภาพ การป้องกันโรค
การลดความเหลื่อมล้ำหรือแก้ไขถ้อยคำเป็นความเสมอภาคและเท่าเทียมในเหตุผลประกอบร่างพระราชบัญญัติ

    คำชี้แจง : น่าจะเกินเจตนารมณ์ของกฎหมาย

(๒) ประเด็นที่ ๒ มีข้อเสนอให้ตัดเรื่องคุ้มครองผู้บริโภคออกจากนิยามคำว่า “สุขภาพปฐมภูมิ” และให้เพิ่มบทนิยามคำว่า “ปัญหาที่คุกคามสุขภาพ” และ “บริการด่านแรก”

    คำชี้แจง : ความหมายมีความครอบคลุมแล้ว

(๓) ประเด็นที่ ๓ มีข้อเสนอให้มีคำว่าคุ้มครองผู้บริโภคในบทนิยามคำว่า “สุขภาพปฐมภูมิ” เนื่องจากมีความจำเป็นเกี่ยวกับการใช้ยาเพื่อการคุ้มครองผู้บริโภคในระดับปฐมภูมิ

    คำชี้แจง : เห็นด้วย

(๔) ประเด็นที่ ๔ มีข้อเสนอให้แก้ไขบทนิยามคำว่า “สุขภาพปฐมภูมิ” เป็นคำว่า “ระบบบริการสุขภาพปฐมภูมิ” และเพิ่มเติมบทนิยามคำว่า “บริการสุขภาพปฐมภูมิ” โดยให้มีความหมายว่า บริการด่านแรกในการดูแลสุขภาพบุคคล และครอบครัว เพื่อให้สอดคล้องกับกฎหมายว่าด้วยสุขภาพแห่งชาติ

    คำชี้แจง : ไม่เห็นด้วย

(๕) ประเด็นที่ มีข้อเสนอให้มีบทนิยามคำว่า “สุขภาพปฐมภูมิ” “บริการสุขภาพปฐมภูมิ” และ “ระบบบริการสุขภาพปฐมภูมิ” เพื่อให้มีความสอดคล้องกัน

    คำชี้แจง : ไม่เห็นด้วย

(๖) ประเด็นที่ ๖มีข้อเสนอให้ร้านขายยาเป็นหน่วยบริการตามบทนิยาม และสมควรกำหนดรายละเอียดเกี่ยวกับหน่วยบริการอื่นตามที่คณะกรรมการประกาศกำหนดไว้ให้ชัดเจนว่าหมายถึงหน่วยบริการใดบ้าง

    คำชี้แจง : เป็นกรณีที่คณะกรรมการสามารถประกาศกำหนดได้ภายหลังอยู่แล้ว

(๗) ประเด็นที่ ๗มีข้อเสนอให้ตัดบทนิยามคำว่า “คณะผู้ให้บริการสุขภาพ   ปฐมภูมิ” เนื่องจากมีบทนิยามคำว่า “ผู้ประกอบวิชาชีพทางการแพทย์และสาธารณสุข” อยู่แล้ว

    คำชี้แจง : ไม่เห็นด้วย

(๘) ประเด็นที่ ๘มีข้อเสนอให้เพิ่มผู้จัดการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ และประธานราชวิทยาลัยแพทย์เวชศาสตร์ครอบครัว เป็นกรรมการโดยตำแหน่ง

    คำชี้แจง : สามารถเข้ามาในฐานะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิได้

(๙) ประเด็นที่ ๙มีข้อเสนอให้เพิ่มกรรมการผู้แทนหน่วยบริการปฐมภูมิจากเดิม ๒ คน เป็น ๔ คนโดยมีที่มาจากนักวิชาการสาธารณสุข ๒ คน และพยาบาลวิชาชีพ ๒ คน

    คำชี้แจง : ไม่เห็นด้วย

(๑๐) ประเด็นที่ ๑๐มีข้อเสนอให้เพิ่มกรรมการผู้แทนที่มาจากโรงพยาบาลศูนย์ โรงพยาบาลทั่วไป และหน่วยบริการรับส่งต่อเป็นกรรมการ นอกจากนี้ สมควรมีผู้แทนหน่วยบริการจากกรุงเทพมหานคร รวมทั้งน่าจะมีผู้แทนจากสำนักอนามัย กรุงเทพมหานครด้วย

      คำชี้แจง : มีผู้แทนหน่วยบริการปฐมภูมิ ผู้แทนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นรูปแบบอื่นอยู่ในองค์ประกอบของคณะกรรมการแล้ว

(๑๑) ประเด็นที่ ๑๑มีข้อเสนอให้เพิ่มผู้แทนผู้อำนวยการโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลที่มีอยู่ ๑ คน เป็น ๔ คน โดยมีที่มาจากภาคละ ๑ คน

      คำชี้แจง : ไม่เห็นด้วย

(๑๒) ประเด็นที่ ๑๒ มีข้อเสนอให้เพิ่มกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิด้านคุ้มครองผู้บริโภคอีก ๑ คน

      คำชี้แจง : ไม่เห็นด้วย

(๑๓) ประเด็นที่ ๑๓ มีข้อเสนอให้เพิ่มกรรมการที่เป็นผู้แทนภาคประชาชน
หรือองค์กรที่ไม่แสวงหากำไร หรือภาคประชาสังคม หรือภาคประชาชน เป็นกรรมการด้วย

      คำชี้แจง : ไม่เห็นด้วย

(๑๔) ประเด็นที่ ๑๔ มีข้อเสนอให้เพิ่มกรรมการที่มาจากองค์กรวิชาชีพ โดยให้องค์กรวิชาชีพต่าง ๆ ด้านการแพทย์และสาธารณสุขเลือกกันเองเข้ามาเป็นตัวแทน

      คำชี้แจง : ไม่เห็นด้วย

(๑๕) ประเด็นที่ ๑๕มีข้อเสนอให้แก้ไขเพิ่มเติมหน้าที่และอำนาจของคณะกรรมการตามมาตรา ๙ (๗) โดยกำหนดให้ปรับเป็นการส่งเสริมและสนับสนุนให้มีการผลิตบุคลากรที่เกี่ยวข้องให้เพียงพอกับการให้บริการสุขภาพปฐมภูมิ และจัดให้มีการฝึกอบรมเพื่อพัฒนาศักยภาพของผู้ที่เกี่ยวข้องให้มีคุณภาพและมีมาตรฐานสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งดำเนินการเกี่ยวกับแผนกำลังคน

      คำชี้แจง : ไม่เห็นด้วย

(๑๖) ประเด็นที่ ๑๖ มีข้อเสนอให้แก้ไขเพิ่มเติมหน้าที่และอำนาจของคณะกรรมการตามมาตรา ๙ (๘) โดยให้เป็นการกำหนดมาตรการเพื่อเพิ่มสมรรถนะให้ประชาชนมีศักยภาพในการจัดการสุขภาพตนเองได้ หรือส่งเสริมและสร้างเสริมให้ประชาชนมีความรู้

      คำชี้แจง : ไม่เห็นด้วย

(๑๗) ประเด็นที่ ๑๗มีข้อเสนอให้กำหนดหน้าที่ของประชาชนเกี่ยวกับการ
ขึ้นทะเบียน และการป้องกันสุขภาพของตนเอง

      คำชี้แจง : ไม่เห็นด้วย

(๑๘) ประเด็นที่ ๑๘มีข้อสังเกตว่าสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดและสำนักงานสาธารณสุขอำเภอไม่ควรเป็นหน่วยบริการปฐมภูมิ สมควรทำหน้าที่เป็นผู้ควบคุมกำกับดูแลเท่านั้น

      คำชี้แจง : ไม่สอดคล้องกับอำนาจหน้าที่ตามกฎกระทรวง

(๑๙) ประเด็นที่ ๑๙ มีข้อสังเกตว่าผู้ประกันตนสามารถเลือกสถานพยาบาล
ของตนเองได้ จะมีความขัดแย้งกับการให้บริการตามร่างพระราชบัญญัตินี้หรือไม่

      คำชี้แจง : ไม่ขัดแย้งกัน

(๒๐) ประเด็นที่ ๒๐มีข้อสังเกตเกี่ยวกับหน้าที่ของบริการปฐมภูมิตามร่างมาตรา ๑๙ (๑) สมควรกำหนดให้บริการสุขภาพปฐมภูมิเป็นไปตามประเภทและขอบเขตที่จะประกาศกำหนดจะมีความเหมาะสมกว่าหรือไม่

      คำชี้แจง : ไม่เห็นด้วย

(๒๑) ประเด็นที่ ๒๑มีข้อเสนอให้เพิ่มหน้าที่ของหน่วยบริการปฐมภูมิเกี่ยวกับการให้ข้อมูลเรื่องการใช้ยาอย่างสมเหตุผลไว้ด้วย

      คำชี้แจง : เป็นรายละเอียดที่คณะกรรมการประกาศกำหนดเพิ่มเติมได้

(๒๒) ประเด็นที่ ๒๒มีข้อเสนอให้หน่วยบริการปฐมภูมิ โดยเฉพาะที่เป็นภาคเอกชนมีหน้าที่ส่งข้อมูลเวชระเบียนผู้ป่วยให้กับหน่วยบริการปฐมภูมิอื่นเมื่อเลิกกิจการด้วย

      คำชี้แจง : เป็นรายละเอียดที่คณะกรรมการประกาศกำหนดเพิ่มเติมได้

(๒๓) ประเด็นที่ ๒๓ มีข้อเสนอให้ภาคประชาชนเข้าร่วมเป็นกรรมการตรวจสอบหน่วยบริการปฐมภูมิหรือเครือข่ายหน่วยบริการปฐมภูมิที่ไม่ปฏิบัติตามกฎหมายด้วย

      คำชี้แจง : มีกระบวนการควบคุมคุณภาพและมาตรฐานไว้แล้ว

(๒๔) ประเด็นที่ ๒๔ มีข้อเสนอให้กำหนดกรอบระยะเวลาดำเนินการตามบทเฉพาะกาลให้ชัดเจนในแต่ละช่วงเวลา โดยระบุให้ชัดเจนว่า ๓ ปีแรก ๕ ปีแรก และ ๑๐ ปี ต้องมีการดำเนินการเรื่องใดบ้าง

      คำชี้แจง : ไม่ควรกำหนดในลักษณะที่แข็งตัวเกินไป

 

          ๕. การนำผลการรับฟังความคิดเห็นมาประกอบการพิจารณาจัดทำร่างกฎหมาย

             การเสนอร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ในชั้นการสัมมนาเชิงปฏิบัติการ การรับฟังความคิดเห็นผ่าน VDO Conference การจัด Focus Group การจัดสัมมนาประชาพิจารณ์ และการรับฟังผ่านทางเว็บไซต์ ปรากฏว่าไม่มีผู้ใดคัดค้านในหลักการซึ่งเป็นไปตามกรอบการปฏิรูปประเทศที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ในการนี้ กระทรวงสาธารณสุขได้นำความคิดเห็นและข้อเสนอแนะจากทุกช่องทางมาดำเนินการยกร่างพระราชบัญญัติและปรับปรุงแก้ไขเพิ่มเติมร่างพระราชบัญญัติให้มีความถูกต้อง เหมาะสม และชัดเจนยิ่งขึ้น เพื่อนำเสนอให้คณะรัฐมนตรีพิจารณาต่อไป