Facebook

สรุปผลการรับฟังความคิดเห็น ร่างพระราชบัญญัติส่งเสริมวิสาหกิจชุมชน (ฉบับที่ ..) พ.ศ. ....

รายงานสรุปผลการรับฟังความคิดเห็น

ร่างพระราชบัญญัติส่งเสริมวิสาหกิจชุมชน (ฉบับที่ ..) พ.ศ. ....

 

กรมส่งเสริมการเกษตรได้จัดให้มีการรับฟังความคิดเห็นของผู้เกี่ยวข้องกับร่างพระราชบัญญัติส่งเสริมวิสาหกิจชุมชน (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... เพื่อให้เป็นไปตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ ๔ เมษายน ๒๕๖๐ เรื่องแนวทางการจัดทำและการเสนอร่างกฎหมายตามบทบัญญัติมาตรา ๗๗ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. ๒๕๖๐

๑. วิธีการรับฟังความคิดเห็น

กรมส่งเสริมการเกษตรได้จัดให้มีการรับฟังความคิดเห็นของผู้เกี่ยวข้องและประชาชนทั่วไป
ผ่านทางเว็บไซต์การรับฟังความคิดเห็นกฎหมายไทย (
www.lawamendment.go.th) เว็บไซต์กรมส่งเสริม การเกษตร (www.doae.go.th) เว็บไซต์กองส่งเสริมวิสาหกิจชุมชน (www.sceb.doae.go.th) รวมถึงได้แจ้งเป็นหนังสือถึงกรรมการส่งเสริมวิสาหกิจชุมชนและกรรมการส่งเสริมวิสาหกิจชุมชนจังหวัด โดยได้แนบเอกสาร
ที่เกี่ยวข้องได้แก่ ร่างพระราชบัญญัติส่งเสริมวิสาหกิจชุมชน (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... พระราชบัญญัติส่งเสริมวิสาหกิจชุมชน พ.ศ. ๒๕๔๘ และแบบสอบถามความคิดเห็นต่อร่างพระราชบัญญัติ ซึ่งผู้แสดงความคิดเห็นสามารถตอบแบบสอบถามผ่านทางเว็บไซต์ หรือตอบในแบบสอบถามแล้วส่งคืนกรมส่งเสริมการเกษตร
ทางไปรษณีย์ โทรสาร หรือผ่านทางไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์

๒. จำนวนครั้งและระยะเวลาในการรับฟังความคิดเห็น

กรมส่งเสริมการเกษตรได้เปิดรับฟังความคิดเห็น ๑ ครั้ง ระหว่างวันที่ ๑๖ กุมภาพันธ์ –
๕ มีนาคม ๒๕๖๑ โดยมีผู้เข้าดูข้อมูลร่างกฎหมายผ่านทางเว็บไซต์จำนวน ๔๙๙ ราย มีผู้ตอบแบบสอบถามทั้งสิ้น ๑๗๐ ราย เป็นการตอบแบบสอบถามผ่านทางเว็บไซต์ จำนวน ๒๖ ราย และแบบสอบถามทางเอกสาร จำนวน ๑๔๔ ราย ในจำนวนทั้งหมดนี้เป็นผู้ประกอบกิจการวิสาหกิจชุมชน จำนวน ๑๒๑ ราย (ร้อยละ ๗๑.๒)

 

๓. พื้นที่หรือกลุ่มเป้าหมายในการรับฟังความคิดเห็น

เปิดให้กรรมการส่งเสริมวิสาหกิจชุมชน กรรมการส่งเสริมวิสาหกิจชุมชนจังหวัด หน่วยงานภาครัฐ ผู้ประกอบกิจการวิสาหกิจชุมชน รวมทั้งประชาชนทั่วไป สามารถแสดงความคิดเห็นได้

๔. ประเด็นที่มีการแสดงความคิดเห็น

ประเด็นที่ ๑ การกำหนดให้วิสาหกิจชุมชนที่ต้องการจดทะเบียนและมีฐานะเป็นนิติบุคคล
ตามพระราชบัญญัตินี้ จะต้องมีผลประกอบการในลักษณะวิสาหกิจชุมชนมาแล้วไม่น้อยกว่าหนึ่งปี และจะต้องยื่นคำขอจดทะเบียนเป็นวิสาหกิจชุมชนนิติบุคคล โดยต้องมีรายการเพิ่มเติมดังต่อไปนี้ (มาตรา ๗/๑)

(๑)    รายงานการประชุมของคณะบุคคล ที่มีมติให้ดำเนินการยื่นคำขอจดทะเบียนเป็นนิติบุคคล

(๒)   ข้อบังคับของวิสาหกิจชุมชนนิติบุคคล

(๓)   แผนพัฒนากิจการวิสาหกิจชุมชน

(๔)   รายงานงบแสดงฐานะการเงินที่ผู้สอบบัญชีรับอนุญาต หรือบุคคลที่คณะกรรมการกำหนดได้ตรวจสอบรับรองแล้ว

 

 

 

ประเด็นที่ ๒ การกำหนดให้วิสาหกิจชุมชนต้องมีข้อบังคับของวิสาหกิจชุมชน และวิสาหกิจชุมชนนิติบุคคล อย่างน้อยต้องมีรายการ ดังต่อไปนี้ (มาตรา ๗/๒)

(๑)    วัตถุประสงค์ของวิสาหกิจชุมชน

(๒)   ทุนซึ่งแบ่งเป็นหุ้น มูลค่าของหุ้น การชำระค่าหุ้นด้วยเงินหรือทรัพย์สินอื่น การขายและการโอนหุ้น ตลอดจนการจ่ายคืนค่าหุ้น

(๓)   ข้อกำหนดเกี่ยวกับการดำเนินงาน การบัญชี และการเงินของวิสาหกิจชุมชน

(๔)   คุณสมบัติของสมาชิก วิธีรับสมาชิก การขาดจากสมาชิกภาพ ตลอดจนสิทธิหน้าที่
ของสมาชิก

(๕)   การเลือกตั้ง การดำรงตำแหน่ง การพ้นจากตำแหน่งของคณะกรรมการดำเนินการ หรือผู้มีอำนาจทำการแทนวิสาหกิจชุมชน

(๖)    ข้อกำหนดเกี่ยวกับการประชุมวิสาหกิจชุมชนประจำปี

ประเด็นที่ ๓ การกำหนดหน้าที่และความรับผิดชอบ รวมถึงลักษณะต้องห้ามของคณะกรรมการดำเนินการหรือผู้แทนวิสาหกิจชุมชน

มาตรา ๗/๓ ให้คณะกรรมการดำเนินการ หรือผู้มีอำนาจทำการแทนเป็นผู้แทนวิสาหกิจชุมชนในกิจการอันเกี่ยวกับบุคคลภายนอก โดยต้องได้รับความเห็นชอบจากที่ประชุมวิสาหกิจชุมชน

การดำเนินการใดๆ ของคณะกรรมการดำเนินการ หรือผู้มีอำนาจทำการแทนที่ก่อให้เกิดความเสียหายกับบุคคลภายนอกโดยที่ไม่ได้รับความเห็นชอบจากที่ประชุมวิสาหกิจชุมชน คณะกรรมการดำเนินการ หรือผู้มีอำนาจทำการแทนต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้ที่ได้ความเสียหายนั้น

มาตรา ๗/๔ ห้ามมิให้ บุคคลซึ่งมีลักษณะดังต่อไปนี้เป็นหรือทำหน้าที่เป็นคณะกรรมการดำเนินการ หรือผู้มีอำนาจทำการแทน

(๑)    เป็นบุคคลล้มละลาย

(๒)   เคยได้รับโทษจำคุกโดยคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก ในความผิดเกี่ยวกับทรัพย์
ที่กระทำโดยทุจริต

(๓)   เคยถูกไล่ออก ปลดออก หรือให้ออกจากราชการ องค์การหรือหน่วยงานของรัฐ
หรือเอกชนฐานทุจริตต่อหน้าที่

ประเด็นที่ ๔ การกำหนดให้วิสาหกิจชุมชนนิติบุคคลมีหน้าที่ต้องจัดทำบัญชี งบดุล และรายงานการประชุมประจำปี เพื่อแสดงต่อนายทะเบียนเมื่อต่อทะเบียนประจำปี โดยบัญชีและงบดุลต้องได้รับการรับรองจากผู้สอบบัญชีที่ได้รับอนุญาต หรือบุคคลที่คณะกรรมการกำหนด ทั้งนี้ เป็นไปตามวิธีที่คณะกรรมการกำหนด (มาตรา ๗/๕)

ประเด็นที่ ๕ การเพิ่มองค์ประกอบของคณะกรรมการส่งเสริมวิสาหกิจชุมชน และคณะกรรมการส่งเสริมวิสาหกิจชุมชนจังหวัด โดย

(๑)    คณะกรรมการส่งเสริมวิสาหกิจชุมชน ให้เพิ่มรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม ผู้อำนวยการสำนักงานกองทุนหมู่บ้าน
และชุมชนเมืองแห่งชาติ และเพิ่มผู้ทรงคุณวุฒิ ๓ ด้าน ได้แก่ ด้านการพัฒนาชุมชน ด้านการพัฒนาผลิตภัณฑ์ และด้านแรงงานและสวัสดิการสังคม เป็นกรรมการ (มาตรา ๘)

(๒)   คณะกรรมการส่งเสริมวิสาหกิจชุมชนจังหวัด ให้เพิ่มผู้จัดการศูนย์ให้บริการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมครบวงจร ผู้แทนคณะกรรมการเครือข่ายกองทุนหมู่บ้านระดับจังหวัด และเพิ่มผู้ทรงคุณวุฒิ ๒ ด้านได้แก่ ด้านการพัฒนาชุมชน และด้านการพัฒนาผลิตภัณฑ์ เป็นกรรมการ (มาตรา ๑๐)

ประเด็นที่ ๖ การกำหนดโทษทางปกครองแก่ผู้ที่นำคำว่า วิสาหกิจชุมชน“วิสาหกิจชุมชน
นิติบุคคล” “เครือข่ายวิสาหกิจชุมชน” หรือ
เครือข่ายวิสาหกิจชุมชนนิติบุคคลไปใช้ในการประกอบธุรกิจ โดยไม่ได้จดทะเบียนเป็นวิสาหกิจชุมชน “วิสาหกิจชุมชนนิติบุคคล” “เครือข่ายวิสาหกิจชุมชน” หรือเครือข่ายวิสาหกิจชุมชนนิติบุคคล ตามพระราชบัญญัติส่งเสริมวิสาหกิจชุมชน (มาตรา ๓๓/๑)

๕. ข้อคัดค้านหรือความเห็นของหน่วยงานและผู้เกี่ยวข้องในแต่ละประเด็น และคำชี้แจงเหตุผลรายประเด็น

ประเด็นที่ ๑ การกำหนดให้วิสาหกิจชุมชนที่ต้องการจดทะเบียนและมีฐานะเป็นนิติบุคคล
ตามพระราชบัญญัตินี้ จะต้องมีผลประกอบการในลักษณะวิสาหกิจชุมชนมาแล้วไม่น้อยกว่าหนึ่งปี และจะต้อง
ยื่นคำขอจดทะเบียนเป็นวิสาหกิจชุมชนนิติบุคคล โดยต้องมีรายการเพิ่มเติมตาม มาตรา ๗/๑

ประเด็นนี้มีผู้เห็นด้วย ๑๖๐ ราย (ร้อยละ ๙๔.๑) ไม่เห็นด้วย ๘ ราย (ร้อยละ ๔.๗) และไม่แน่ใจ ๑ ราย (ร้อยละ ๐.๖) ไม่ตอบคำถาม ๑ ราย (ร้อยละ ๐.๖) โดยผู้ที่ไม่เห็นด้วยให้ความเห็นว่าไม่มีความจำเป็นต้องจดทะเบียนเป็นวิสาหกิจชุมชนนิติบุคคล และการจดทะเบียนวิสาหกิจชุมชนนิติบุคคลจะทำให้มีค่าใช้จ่ายเพิ่มมากขึ้น

มีกรรมการส่งเสริมวิสาหกิจชุมชนให้ความเห็นว่าควรปรับปรุงความในมาตรา ๗/๑ “วิสาหกิจชุมชนใดที่ประสงค์จะจดทะเบียนเป็นวิสาหกิจชุมชนนิติบุคคลตามพระราชบัญญัตินี้ จะต้องมีผลประกอบการในลักษณะวิสาหกิจชุมชนมาแล้วไม่น้อยกว่าหนึ่งปี” เป็น “วิสาหกิจชุมชนใดที่ประสงค์จะจดทะเบียนเป็นวิสาหกิจชุมชนนิติบุคคลตามพระราชบัญญัตินี้ จะต้องมีการประกอบกิจการในลักษณะวิสาหกิจชุมชนมาแล้วไม่น้อยกว่าหนึ่งปี”

คำชี้แจง การจดทะเบียนวิสาหกิจชุมชนให้มีฐานะเป็นนิติบุคคลตามพระราชบัญญัติฉบับนี้
จะช่วยให้วิสาหกิจชุมสามารถถือครองทรัพย์สินภายใต้ชื่อของวิสาหกิจชุมชนเองได้ และทำให้วิสาหกิจชุมชนสามารถทำธุรกรรมและนิติกรรมได้ นอกจากนี้ยังทำให้สามารถเข้าถึงบริการต่างๆ ของหน่วยงานของรัฐได้มากขึ้น เนื่องจากมีข้อบังคับหรือระเบียบระบุว่าผู้ขอรับบริการต้องเป็นบุคคลธรรมดาหรือมีสถานะเป็นนิติบุคคลเท่านั้น ทำให้วิสาหกิจชุมชนซึ่งไม่มีสถานะเป็นนิติบุคคลไม่สามารถขอรับบริการหรือใช้สิทธิประโยชน์ดังกล่าวได้
การขอรับบริการดังกล่าววิสาหกิจชุมชนอาจให้สมาชิกคนใดคนหนึ่งเป็นผู้ขอรับบริการหรือวิสาหกิจชุมชนนั้นต้องจดทะเบียนเป็นนิติบุคคลตามกฎหมายอื่นจึงจะขอรับบริการได้ ทำให้ไม่สะดวกในการดำเนินการและทำให้เกิดการซ้ำซ้อนในการจดทะเบียนเพื่อยืนยันความมีตัวตนของวิสาหกิจชุมชน

การกำหนดให้วิสาหกิจชุมชนที่ต้องการจดทะเบียนและมีฐานะเป็นนิติบุคคลตามพระราชบัญญัตินี้ จะต้องมีผลประกอบการในลักษณะวิสาหกิจชุมชนมาแล้วไม่น้อยกว่าหนึ่งปี เป็นการกำหนดให้วิสาหกิจชุมชนที่ต้องการจดทะเบียนเป็นวิสาหกิจชุมชนนิติบุคคลต้องยื่นหลักฐานประกอบให้นายทะเบียนเห็นว่ามีการประกอบกิจการจริง ซึ่งต้องเป็นหลักฐานเชิงประจักษ์ เช่น รายงานผลการดำเนินกิจการประจำปี รายงาน
การประชุมประจำปี บัญชีหรืองบแสดงฐานะการเงิน เป็นต้น การใช้คำว่า “จะต้องมีผลประกอบการ” หรือ“จะต้องมีการประกอบกิจการ” จึงไม่มีความแตกต่างกันเนื่องจากต้องการให้วิสาหกิจชุมชนที่ต้องการ
จดทะเบียนเป็นนิติบุคคลมีการประกอบกิจการจริง

ประเด็นที่ ๒ การกำหนดให้วิสาหกิจชุมชนต้องมีข้อบังคับของวิสาหกิจชุมชน และวิสาหกิจชุมชนนิติบุคคล (มาตรา ๗/๒)

ประเด็นนี้มีผู้เห็นด้วย ๑๖๖ ราย (ร้อยละ ๙๗.๖) ไม่เห็นด้วย ๔ ราย (ร้อยละ ๒.๔) โดยผู้ที่
ไม่เห็นด้วยให้ความเห็นว่าจะทำให้วิสาหกิจชุมชนต้องเพิ่มค่าใช้จ่ายในการตรวจสอบและการตรวจบัญชี

คำชี้แจง การกำหนดให้วิสาหกิจชุมชนต้องมีข้อบังคับ จะช่วยให้วิสาหกิจชุมชนมีการดำเนินงานที่ชัดเจน สามารถตรวจสอบได้ ซึ่งจะทำให้สมาชิกวิสาหกิจชุมชนมีความมั่นใจในการดำเนินกิจการของวิสาหกิจชุมชน รวมถึงทำให้หน่วยงานของรัฐสามารถตรวจสอบและให้การส่งเสริมหรือสนับสนุนได้ตามศักยภาพของวิสาหกิจชุมชน

ประเด็นที่ ๓ การกำหนดหน้าที่และความรับผิดชอบ รวมถึงลักษณะต้องห้ามของคณะกรรมการดำเนินการหรือผู้แทนวิสาหกิจชุมชน (มาตรา ๗/๓ และมาตรา ๗/๔)

ประเด็นนี้มีผู้เห็นด้วย ๑๖๗ ราย (ร้อยละ ๙๘.๒) ไม่เห็นด้วย ๑ ราย (ร้อยละ ๐.๖) ไม่ตอบคำถาม ๒ ราย (ร้อยละ ๑.๒) โดยผู้ที่ไม่เห็นด้วยไม่ได้ให้ความเห็นเพิ่มเติมในประเด็นนี้

ในประเด็นนี้มีกรรมการส่งเสริมวิสาหกิจชุมชนให้ความเห็นว่าควรปรับปรุงความในมาตรา ๗/๓ ในทำนองเดียวกับมาตรา ๕๑ แห่งพระราชบัญญัติสหกรณ์ พ.ศ. ๒๕๔๒ ดังนี้ “ให้คณะกรรมการดำเนินการเป็นผู้ดำเนินกิจการและเป็นผู้แทนวิสาหกิจชุมชนนิติบุคคลในกิจการอันเกี่ยวกับบุคคลภายนอก เพื่อการนี้คณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์จะมอบหมายให้กรรมการคนหนึ่งหรือหลายคนหรือผู้จัดการทำการแทนวิสาหกิจชุมชนนิติบุคคลก็ได้”

คำชี้แจง การกำหนดหน้าที่และความรับผิดชอบ รวมถึงลักษณะต้องห้ามของคณะกรรมการดำเนินการหรือผู้แทนวิสาหกิจชุมชน จะช่วยให้การดำเนินงานของคณะกรรมการดำเนินการหรือผู้แทนวิสาหกิจชุมชนมีความรัดกุมมากขึ้น และช่วยป้องกันไม่ให้มีการดำเนินการใดๆ ที่ส่งผลเสียต่อกิจการวิสาหกิจชุมชนในภาพรวม ทั้งนี้ วิสาหกิจชุมชนเป็นการประกอบกิจการขนาดเล็กของคนในชุมชน จำนวนสมาชิกอาจมีจำนวนมากน้อยต่างกันไปในแต่ละกิจการ มีข้อบังคับและการจัดโครงสร้างการดำเนินงานที่แตกต่างกัน
อาจมีคณะกรรมการดำเนินการหรือไม่มีก็ได้ แต่วิสาหกิจชุมชนนิติบุคคลจำเป็นต้องมีผู้ดำเนินการแทน
ซึ่งในพระราชบัญญัติส่งเสริมวิสาหกิจชุมชน พ.ศ. ๒๕๔๘ ได้บัญญัติไว้ว่า มาตรา ๗ การจดทะเบียนวิสาหกิจชุมชนอย่างน้อยต้องมีรายการ ดังต่อไปนี้ (๓) ชื่อและที่อยู่ของผู้มีอำนาจทำการแทนวิสาหกิจชุมชน โดยมิได้กำหนดบทบาทหน้าที่หรือความรับผิดชอบของผู้มีอำนาจทำการแทนวิสาหกิจชุมชน ร่างพระราชบัญญัตินี้
จึงได้กำหนดบทบาทหน้าที่และความรับผิดชอบของคณะกรรมการดำเนินการหรือผู้แทนวิสาหกิจชุมชนไว้
เพื่อป้องกันความเสียหายอันจะเกิดต่อวิสาหกิจชุมชนนิติบุคคล และเป็นไปตามข้อบังคับของวิสาหกิจชุมชน
นิติบุคคล

ประเด็นที่ ๔ การกำหนดให้วิสาหกิจชุมชนนิติบุคคลมีหน้าที่ต้องจัดทำบัญชี งบดุล และรายงานการประชุมประจำปี เพื่อแสดงต่อนายทะเบียนเมื่อต่อทะเบียนประจำปี โดยบัญชีและงบดุลต้องได้รับการรับรองจากผู้สอบบัญชีที่ได้รับอนุญาต หรือบุคคลที่คณะกรรมการกำหนด ทั้งนี้เป็นไปตามวิธีที่คณะกรรมการกำหนด (มาตรา ๗/๕)

ประเด็นนี้มีผู้เห็นด้วย ๑๖๑ ราย (ร้อยละ ๙๔.๗) ไม่เห็นด้วย ๖ ราย (ร้อยละ ๓.๕) ไม่ตอบคำถาม ๓ ราย (ร้อยละ ๑.๘) โดยผู้ที่ไม่เห็นด้วยให้ความเห็นว่าจะทำให้วิสาหกิจชุมชนมีค่าใช้จ่ายในการตรวจบัญชีเพิ่มขึ้น และต้องเพิ่มผู้ที่ทำหน้าที่ด้านบัญชีของกลุ่ม

คำชี้แจง การกำหนดเรื่องการจัดทำบัญชี และการรับรองบัญชี อาจทำให้วิสาหกิจชุมชนมีต้นทุนในการดำเนินกิจการเพิ่มขึ้นบ้าง ทั้งนี้ ขึ้นกับระเบียบที่คณะกรรมการส่งเสริมวิสาหกิจชุมชนกำหนด
ในปัจจุบันการตรวจรับรองบัญชีและงบดุลต้องได้รับการรับรองจากผู้สอบบัญชีที่ได้รับอนุญาต หรือได้รับการรับรองจากหน่วยงานของรัฐที่มีหน้าที่ดังกล่าว เช่น กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ เป็นต้น

 

 

ประเด็นที่ ๕ การเพิ่มองค์ประกอบของคณะกรรมการส่งเสริมวิสาหกิจชุมชน และคณะกรรมการส่งเสริมวิสาหกิจชุมชนจังหวัด

ประเด็นนี้มีผู้เห็นด้วย ๑๔๙ ราย (ร้อยละ ๘๗.๖) ไม่เห็นด้วย ๑๖ ราย (ร้อยละ ๙.๔) ไม่ตอบคำถาม ๕ ราย (ร้อยละ ๒.๙) โดยผู้ที่ไม่เห็นด้วยให้ความเห็นว่าเป็นการเพิ่มเติมกรรมการมากเกินไป

ในประเด็นนี้มีกรรมการส่งเสริมวิสาหกิจชุมชนให้ความเห็นว่าควรเพิ่มอธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้าเป็นกรรมการในคณะกรรมการส่งเสริมวิสาหกิจชุมชน เนื่องจากมีบทบาทในการส่งเสริมผู้ประกอบการธุรกิจของคนไทย

คำชี้แจง การเพิ่มองค์ประกอบของคณะกรรมการส่งเสริมวิสาหกิจชุมชนและคณะกรรมการส่งเสริมวิสาหกิจชุมชนจังหวัด เพิ่มขึ้นเพื่อให้เกิดการประสานทางด้านนโยบายและการปฏิบัติของหน่วยงาน
ที่ให้การส่งเสริมและสนับสนุนผู้ประกอบกิจการวิสาหกิจชุมชน ทำให้มีการส่งต่อกิจการวิสาหกิจชุมชน
เพื่อเข้าสู่กระบวนการพัฒนาอย่างเป็นระบบ ซึ่งจะทำให้การส่งเสริมกิจการวิสาหกิจชุมชนเป็นไปอย่าง
มีประสิทธิภาพเพิ่มมากขึ้น หากมีการปรับปรุงโดยเพิ่มอธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้าเป็นกรรมการ จะเป็นการเพิ่มกรรมการผู้แทนจากส่วนราชการเพิ่มขึ้น อาจต้องมีการพิจารณาปรับลดผู้แทนจากส่วนราชการลง เพื่อให้องค์ประกอบของส่วนราชการและภาคประชาชนมีสัดส่วนที่เหมาะสม

ประเด็นที่ ๖ การกำหนดโทษทางปกครองแก่ผู้ที่นำคำว่า วิสาหกิจชุมชน“วิสาหกิจชุมชน
นิติบุคคล” “เครือข่ายวิสาหกิจชุมชน” หรือ
เครือข่ายวิสาหกิจชุมชนนิติบุคคลไปใช้ในการประกอบธุรกิจ โดยไม่ได้จดทะเบียนเป็น วิสาหกิจชุมชน “วิสาหกิจชุมชนนิติบุคคล” “เครือข่ายวิสาหกิจชุมชน” หรือ เครือข่ายวิสาหกิจชุมชนนิติบุคคล ตามพระราชบัญญัติส่งเสริมวิสาหกิจชุมชน

ประเด็นนี้มีผู้เห็นด้วย ๑๖๒ ราย (ร้อยละ ๙๕.๓) ไม่เห็นด้วย ๖ ราย (ร้อยละ ๓.๕) ไม่ตอบคำถาม ๒ ราย (ร้อยละ ๑.๒) โดยผู้ที่ไม่เห็นด้วยไม่ได้ให้ความเห็นเพิ่มเติมในประเด็นนี้

คำชี้แจง เนื่องจากในปัจจุบัน พบว่ามีหลายกรณีที่บุคคลหรือกลุ่มบุคคลนำชื่อวิสาหกิจชุมชนหรือเครือข่ายวิสาหกิจชุมชนใช้ในการหลอกลวงประชาชนให้หลงเชื่อ โดยให้ข้อมูลแก่ประชาชนว่าจะมีมาตรการหรือโครงการให้ความช่วยเหลือจากหน่วยงานของรัฐหรือจากต่างประเทศ และให้ประชาชนที่สนใจสมัครเข้าร่วมโครงการต่างๆ มีการเรียกค่าสมัคร ค่าใช้จ่าย หรือเรียกเอกสารต่างๆ ทางราชการจากประชาชน ซึ่งโครงการดังกล่าวไม่มีอยู่จริง ทำให้เกิดความเสี่ยงที่จะเกิดความเสียหายต่อประชาชนในวงกว้าง
จึงจำเป็นต้องมีการกำหนดโทษแก่ผู้ดำเนินการดังกล่าว

ประเด็นที่ ๗ อื่นๆ

ข้อ ๑    กรรมการส่งเสริมวิสาหกิจชุมชนให้ความเห็นว่าควรเพิ่มความในมาตรา ๗
แห่งพระราชบัญญัติ
ส่งเสริมวิสาหกิจชุมชน พ.ศ. ๒๕๔๘ “(๕) ข้อบังคับของวิสาหกิจชุมชน” เพื่อให้สอดคล้องกับมาตรา ๗/๒ ของร่างพระราชบัญญัติส่งเสริมวิสาหกิจชุมชน (ฉบับที่ ..) พ.ศ. ....

คำชี้แจง เนื่องจากการจดทะเบียนวิสาหกิจชุมชนตามพระราชบัญญัติส่งเสริมวิสาหกิจชุมชน พ.ศ. ๒๕๔๘ มีวัตถุประสงค์ให้การจดทะเบียนวิสาหกิจชุมชนเป็นไปโดยง่ายและเหมาะสมกับการเริ่มต้น
การประกอบกิจการ จึงกำหนดให้ มาตรา ๗ การจดทะเบียนวิสาหกิจชุมชนอย่างน้อยต้องมีรายการที่ต้องแจ้งต่อนายทะเบียน ๔ รายการ ได้แก่ (๑) ชื่อและที่ตั้งของวิสาหกิจชุมชน (๒) ชื่อและที่อยู่ของผู้มีอำนาจทำการแทนวิสาหกิจชุมชน (๓) ชื่อและที่อยู่ของสมาชิกวิสาหกิจชุมชน และ (๔) กิจการที่วิสาหกิจชุมชนมีความประสงค์จะดำเนินการ ในขณะที่การรับจดทะเบียนวิสาหกิจชุมชนนิติบุคคล ตามร่างพระราชบัญญัติ มาตรา ๗/๑ กำหนดให้วิสาหกิจชุมชนที่ต้องการจดทะเบียนเป็นวิสาหกิจชุมชนนิติบุคคลตามพระราชบัญญัตินี้ จะต้องมี
ผลประกอบการในลักษณะวิสาหกิจชุมชนมาแล้วไม่น้อยกว่าหนึ่งปี และจะต้องยื่นคำขอจดทะเบียน
เป็นวิสาหกิจชุมชนนิติบุคคล โดยต้องมีรายการเพิ่มเติมดังต่อไปนี้
(๒) ข้อบังคับของวิสาหกิจชุมชนนิติบุคคล และ “มาตรา ๗/๒ ข้อบังคับของวิสาหกิจชุมชนและวิสาหกิจชุมชนนิติบุคคล อย่างน้อยต้องมีรายการ ดังต่อไปนี้” วัตถุประสงค์ของมาตรา ๗/๑ และมาตรา ๗/๒ ต้องการให้วิสาหกิจชุมชนนิติบุคคลมีบทบาทและหน้าที่ชัดเจนแยกจากวิสาหกิจชุมชนที่จดทะเบียนตามปกติ

จึงกำหนดให้วิสาหกิจชุมชนนิติบุคคลต้องมีข้อบังคับในการประกอบกิจการ ดังนั้น จึงปรับปรุงมาตรา ๗/๒ โดยใช้ข้อความดังนี้ “มาตรา ๗/๒ ข้อบังคับของวิสาหกิจชุมชนนิติบุคคล อย่างน้อยต้องมีรายการ ดังต่อไปนี้”

ข้อ ๒    กรรมการส่งเสริมวิสาหกิจชุมชนให้แก้ไขเพิ่มเติมมาตรา ๗/๗ (๒) จากเดิม “เงินหรือทรัพย์สินอื่นที่วิสาหกิจชุมชนนิติบุคคลได้รับบริจาค” เป็น “เงินหรือทรัพย์สินอื่นที่วิสาหกิจชุมชนนิติบุคคลได้รับบริจาคหรือรับอุดหนุนตามมาตรา ๗/๖ เพื่อให้สอดคล้องกับมาตรา ๗/๖

คำชี้แจง การเพิ่มเติมความในมาตรา ๗/๗ (๒) โดยเพิ่มคำว่า “หรือรับอุดหนุนตามมาตรา ๗/๖”  ทำให้มาตรา ๗/๗ มีความสมบรูณ์มากขึ้น จึงได้ปรับปรุงข้อความตามร่างพระราชบัญญัติ มาตรา ๗/๗ (๒) จากเดิม “(๒) เงินหรือทรัพย์สินอื่นที่วิสาหกิจชุมชนนิติบุคคลได้รับบริจาค” เป็น “(๒) เงินหรือทรัพย์สินอื่น
ที่วิสาหกิจชุมชนนิติบุคคลได้รับบริจาคหรือรับอุดหนุนตามมาตรา ๗/๖”

ข้อ ๓    มาตรา ๗/๑๐ กำหนดให้การเลิกกิจการวิสาหกิจชุมชนให้ดำเนินการตามมาตรา ๘
แห่งพระราชบัญญัติส่งเสริมวิสาหกิจชุมชน พ.ศ. ๒๕๔๘ แต่มาตรา ๘ หรือมาตราอื่นๆ แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวมิได้กำหนดผลของการเลิกกิจการและวิธีการจัดการทรัพย์สินหรือการชำระบัญชีของวิสาหกิจชุมชน
นิติบุคคลไว้ จึงเห็นควรเพิ่มเติม หมวดการเลิกกิจการและการจัดการทรัพย์ต่างๆ ไว้ในพระราชบัญญัติด้วย

คำชี้แจง  ตามที่กำหนดให้การเลิกกิจการของวิสาหกิจชุมชนตามมาตรา ๗/๑๐ ให้วิสาหกิจชุมชนนิติบุคคลดำเนินการตามมาตรา ๘ แห่งพระราชบัญญัติส่งเสริมวิสาหกิจชุมชน พ.ศ. ๒๕๔๘ นั้น
เดิมคณะกรรมการส่งเสริมวิสาหกิจชุมชนได้ออกกฎหมายลำดับรองไว้อยู่ก่อนแล้วคือ ระเบียบคณะกรรมการส่งเสริมวิสาหกิจชุมชนว่าด้วยการรับจดทะเบียนและการเพิกถอนทะเบียนวิสาหกิจชุมชน พ.ศ. ๒๕๔๘
ไว้อยู่ก่อนแล้ว ซึ่งคณะกรรมการฯ สามารถแก้ไขปรับปรุงระเบียบดังกล่าวให้สอดคล้องกับวิสาหกิจชุมชน
นิติบุคคลได้ อีกทั้งยังสามารถปรับปรุงแก้ไขให้เหมาะสมกับการเปลี่ยนแปลงทางสถานการณ์ทางเศรษฐกิจและสังคมได้ง่ายกว่าการกำหนดไว้ในพระราชบัญญัติ

ข้อ ๔    ร่างพระราชบัญญัติมิได้กำหนดให้มีบุคคลหรือกลไกในการตรวจสอบกิจการของวิสาหกิจชุมชนนิติบุคคล จึงเห็นควรกำหนดไว้ทำนองเดียวกับมาตรา ๑๙ แห่งพระราชบัญญัติสหกรณ์
พ.ศ. ๒๕๔๒ ที่กำหนดว่า “ให้ผู้ตรวจการสหกรณ์มีอำนาจหน้าที่ตรวจสอบกิจการและฐานะการเงินของสหกรณ์ ตามที่นายทะเบียนสหกรณ์กำหนด เมื่อตรวจสอบแล้วให้เสนอรายงานการตรวจสอบต่อนายทะเบียนสหกรณ์”

คำชี้แจง  ในการรับจดทะเบียนวิสาหกิจชุมชน คณะกรรมการส่งเสริมวิสาหกิจชุมชนได้มอบอำนาจให้เกษตรอำเภอทำหน้าที่นายทะเบียน มีอำนาจในการรับจดทะเบียนและเพิกถอนทะเบียนวิสาหกิจชุมชน ตามระเบียบคณะกรรมการส่งเสริมวิสาหกิจชุมชนว่าด้วยการรับจดทะเบียนและการเพิกถอนทะเบียนวิสาหกิจชุมชน พ.ศ. ๒๕๔๘ และในการต่อทะเบียนวิสาหกิจชุมชนจำเป็นต้องแสดงหลักฐานการดำเนิน
กิจการต่อนายทะเบียน ตามประกาศคณะกรรมการส่งเสริมวิสาหกิจชุมชน เรื่อง คุณสมบัติ หลักเกณฑ์ และ
การต่อทะเบียน
ของวิสาหกิจชุมชน การกำหนดให้มีผู้ตรวจการอาจเป็นการสร้างภาระอันเกินควรต่อการ
ดำเนินกิจการของวิสาหกิจชุมชนได้

ข้อ ๕    มาตรา ๑๑ เป็นการบัญญัติในลักษณะกำหนดให้เป็นหน้าที่ของบุคคลภายนอก
ซึ่งบุคคลดังกล่าวนั้น มีกฎหมาย ตลอดจนระเบียบ หรือข้อบังคับที่แตกต่างกัน และอาจไม่สามารถให้การสนับสนุนเงินทุนแก่กิจการวิสาหกิจชุมชนได้ตามเจตนารมณ์ของร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้

คำชี้แจง  การกำหนดหน้าที่ของบุคคลภายนอกตามมาตรา ๑๑ นั้น เกิดขึ้นเนื่องจากพระราชบัญญัติส่งเสริมวิสาหกิจชุมชน พ.ศ. ๒๕๔๘ ไม่ได้กำหนดให้มีกองทุนเพื่อส่งเสริมและพัฒนากิจการวิสาหกิจชุมชนเป็นการเฉพาะ ทำให้การส่งเสริมวิสาหกิจชุมชนส่วนใหญ่ใช้งบประมาณจากหน่วยงานราชการ การกำหนดมาตรา ๑๑ จึงเป็นการกำหนดบทบาทเชิงนโยบายสำหรับหน่วยงานที่เป็นกรรมการส่งเสริมวิสาหกิจชุมชนเพิ่มเติม ทั้งนี้ ให้เป็นไปภายใต้เงื่อนไข กฎระเบียบ และนโยบายของแต่ละหน่วยงาน และได้ปรับปรุงความตามมาตรา ๑๑ ในร่างพระราชบัญญัติแล้ว

๖. การนำผลการรับฟังความคิดเห็นมาประกอบการพิจารณาจัดทำร่างกฎหมาย

เนื่องจากร่างพระราชบัญญัติส่งเสริมวิสาหกิจชุมชน (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... เป็นร่างพระราชบัญญัติที่กรมส่งเสริมการเกษตรร่างขึ้นตามมติที่ประชุมคณะกรรมการส่งเสริมวิสาหกิจชุมชน และมีการแก้ไขปรับปรุงตามข้อเสนอของคณะกรรมการขับเคลื่อนและเร่งรัดการดำเนินงานตามนโยบายรัฐบาล จากการรับฟังความคิดเห็นต่อร่างพระราชบัญญัติดังกล่าว ผู้แสดงความคิดเห็นส่วนใหญ่เห็นด้วยกับการรับจดทะเบียนเพื่อให้วิสาหกิจชุมชนมีสถานะเป็นนิติบุคคลตามร่างพระราชบัญญัติ ซึ่งรวมถึงข้อบังคับและหน้าที่ต่างๆ ที่วิสาหกิจชุมชนต้องดำเนินการในการเป็นนิติบุคคล ซึ่งผู้ไม่เห็นด้วยจำนวนน้อยเห็นว่าอาจทำให้วิสาหกิจชุมชนมีภาระหรือค่าใช้จ่ายในการดำเนินกิจการเพิ่มขึ้น และรวมถึงประเด็นอื่นๆ ที่มีผู้ให้ความคิดเห็นไว้ กรมส่งเสริมการเกษตรในฐานะหน่วยงานที่เสนอร่างพระราชบัญญัติได้พิจารณาความคิดเห็น จึงได้นำความคิดเห็นทั้งหมดไปปรับปรุงร่างพระราชบัญญัติ โดยในบางประเด็นได้กำหนดไว้ในร่างพระราชบัญญัติให้เป็นอำนาจของคณะกรรมการส่งเสริมวิสาหกิจชุมชนในการกำหนดวิธีการ เช่น การจัดทำบัญชี งบดุล และการตรวจสอบ เป็นต้น
ซึ่งกรมส่งเสริมการเกษตรจะนำไปประกอบการพิจารณาในการจัดทำกฎหมายลำดับรอง เช่น ประกาศ หลักเกณฑ์ หรือระเบียบคณะกรรมการส่งเสริมวิสาหกิจชุมชน ที่ไม่สร้างความยุ่งยาก วิสาหกิจชุมชนสามารถปฏิบัติได้ และไม่เกิดภาระอันเกินควรต่อวิสาหกิจชุมชน ต่อไป

 

 

_______________________