Facebook

วิเคราะห์ผลกระทบร่างพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการใช้แรงงานบังคับ พ.ศ. ....

การวิเคราะห์ผลกระทบร่างพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการใช้แรงงานบังคับ พ.ศ. ....

๑. วัตถุประสงค์และเป้าหมายของการออกพระราชบัญญัติฉบับนี้ 

     กระทรวงแรงงานได้รับนโยบายเร่งด่วนสำคัญและข้อสั่งการของรองนายกรัฐมนตรี (พลเอกประวิตร  วงษ์สุวรรณ)

ในการประชุมคณะกรรมการขับเคลื่อนและปฏิรูปการบริหารราชการแผ่นดิน คณะที่ ๕ (กขป. ๕) ให้มีการดำเนินการ

เร่งรัดการดำเนินการให้สัตยาบันพิธีสารปี ค.ศ. ๒๐๑๔ ส่วนเสริมอนุสัญญา ฉบับที่ ๒๙ ว่าด้วยแรงงานบังคับ ค.ศ. ๑๙๓๐ 

ภายในเดือนมิถุนายน ๒๕๖๑ ซึ่งพิธีสารว่าด้วยแรงงานบังคับฯ กำหนดพันธกรณีในการป้องกันการใช้แรงงานบังคับ 

การคุ้มครองเหยื่อ และการเข้าถึงการเยียวยา และกำหนดให้ประเทศสมาชิกต้องมีนโยบายและแผนปฏิบัติการ

ของประเทศ โดยมีการปรึกษาหารือกับองค์กรนายจ้างและองค์กรแรงงานด้วยซึ่งนโยบายและแผนปฏิบัติการดังกล่าว

จะต้องกำหนดให้มีการดำเนินการอย่างเป็นระบบโดยหน่วยงานที่มีหน้าที่เพื่อทำให้มาตรการต่อต้านการใช้แรงงานบังคับ

และการค้ามนุษย์บังเกิดผลมากขึ้น

       ดังนั้น เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ในการดำเนินการให้สัตยาบันพิธีสารปี ค.ศ. ๒๐๑๔ ส่วนเสริมอนุสัญญา ฉบับที่ ๒๙ 

ว่าด้วยแรงงานบังคับ ค.ศ. ๑๙๓๐ ภายในเดือนมิถุนายน ๒๕๖๑ จึงต้องมีกฎหมายเกี่ยวกับป้องกันและปราบปรามการใช้

แรงงานบังคับดังกล่าว ซึ่งในการดำเนินการยกร่างกฎหมายโดยคณะอนุกรรมการซึ่งแต่งตั้งโดยคณะกรรมการนโยบาย

การจัดการปัญหาแรงงานต่างด้าวและการค้ามนุษย์ด้านแรงงาน ซึ่งมีพลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี 

เป็นประธานกรรมการ คณะอนุกรรมการยกร่างกฎหมายประกอบด้วย รองปลัดกระทรวงแรงงาน ที่กำกับดูแลการปฏิบัติ

ราชการในภารกิจด้านการป้องกันการค้ามนุษย์ด้านแรงงาน เป็นประธานอนุกรรมการ ที่ปรึกษากฎหมาย กระทรวงแรงงาน 

เป็นรองประธานอนุกรรมการ ผู้ช่วยปลัดกระทรวงแรงงานที่ได้รับมอบหมาย นางเพียงภาพ วิทยชำนาญกุล ที่ปรึกษา

ปลัดกระทรวงแรงงาน ผู้แทนกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ผู้แทนกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ 

ผู้แทนกระทรวงมหาดไทย ผู้แทนกระทรวงสาธารณสุข ผู้แทนกรมการจัดหางาน ผู้แทนกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน 

ผู้แทนกรมสนธิสัญญาและกฎหมาย ผู้แทนกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน ผู้แทนกรมสอบสวนคดีพิเศษ ผู้แทน

สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ผู้แทนสำนักงานประกันสังคม ผู้แทนศาลอาญา แผนกคดีค้ามนุษย์ ผู้แทนสำนักงาน

อัยการสูงสุด ผู้แทนสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ผู้อำนวยการกองยุทธศาสตร์และแผนงาน สำนักงานปลัดกระทรวงแรงงาน 

ผู้อำนวยการสำนักประสานความร่วมมือระหว่างประเทศ สำนักงานปลัดกระทรวงแรงงาน ผู้เชี่ยวชาญด้านประสานความ

ร่วมมือระหว่างประเทศ สำนักงานปลัดกระทรวงแรงงาน ผู้แทนศูนย์ประสานการปฏิบัติในการรักษาผลประโยชน์ของชาติ

ทางทะเล (ศรชล.) ผู้แทนมูลนิธิเพื่อสิทธิมนุษยชนและการพัฒนา ผู้แทนสมาพันธ์แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ ผู้แทนสภา

องค์การนายจ้างแห่งประเทศไทย นางสาวศิริวรรณ ว่องเกียรติไพศาล ผู้ทรงคุณวุฒิ เป็นอนุกรรมการ ผู้อำนวยการกองกฎหมาย 

สำนักงานปลัดกระทรวงแรงงาน เป็นกรรมการและเลขานุการ เจ้าหน้าที่สำนักประสานความร่วมมือระหว่างประเทศ 

สำนักงานปลัดกระทรวงแรงงาน และเจ้าหน้าที่กองกฎหมาย สำนักงานปลัดกระทรวงแรงงาน เป็นอนุกรรมการ 

และผู้ช่วยเลขานุการ

๒. สภาพปัญหาหรือข้อบกพร่อง

     เนื่องจากประเทศไทยยังไม่มีกฎหมายเกี่ยวกับการกระทำความผิดฐานใช้แรงงานบังคับ ที่ไม่เข้าข่ายการกระทำความผิด

ฐานค้ามนุษย์ไว้อย่างชัดเจน ทำให้ไม่สามารถป้องกันและปราบปรามการใช้แรงงานบังคับได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวมทั้งไม่มี

กลไกในการคุ้มครอง ช่วยเหลือ เยียวยา ตามมาตรฐานสากล และทำให้ประเทศไทยถูกกล่าวหาว่ามีการใช้แรงงานบังคับในเวที

นานาชาติ ซึ่งส่งผลกระทบต่อการส่งออกสินค้าไทยไปต่างประเทศ กฎหมายฉบับนี้จะช่วยแก้ไขปัญหาเกี่ยวกับการคัดแยกผู้เสียหาย

จากการกระทำความผิดฐานใช้แรงงานบังคับ เนื่องจากได้กำหนดลักษณะความผิดฐานใช้แรงงานบังคับไว้อย่างชัดเจน เพื่อไม่ให้

เกิดปัญหากรณีการคัดแยกผู้เสียหายว่าเป็นผู้เสียหายจากกระทำความผิดฐานค้ามนุษย์ตามกฎหมายว่าด้วยการค้ามนุษย์ หรือเป็น

การละเมิดสิทธิแรงงานตามกฎหมายแรงงาน ซึ่งปัญหานี้มีผลต่อการดำเนินการทางกฎหมายและมาตรการที่เกี่ยวข้อง อาทิ 

การคุ้มครองผู้เสียหาย การให้ความช่วยเหลือ และการเข้าถึงค่าชดเชย ดังนั้น เมื่อกฎหมายไทยไม่มีความผิดฐานใช้แรงงาน

บังคับจึงอาจเป็นอุปสรรคต่อการคัดแยก การสอบสวน และการดำเนินคดี ในกรณีที่มีการแสวงหาประโยชน์จากแรงงานอย่างรุนแรง

ที่ไม่ได้เป็นผลจากการค้ามนุษย์ แต่ก็ไม่เข้าข่ายกรณีค้ามนุษย์ หรือกรณีที่องค์ประกอบของการค้ามนุษย์ยังไม่ชัดเจน

๓. ความจำเป็นที่ต้องทำภารกิจ

    เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ในการดำเนินการให้สัตยาบันพิธีสารปี ค.ศ. ๒๐๑๔ ส่วนเสริมอนุสัญญา ฉบับที่ ๒๙ ว่าด้วยแรงงานบังคับ 

ค.ศ. ๑๙๓๐ ภายในเดือนมิถุนายน ๒๕๖๑ และเพื่อให้มีกฎหมายที่มีลักษณะเป็นการกระทำความผิดฐานใช้แรงงานบังคับ สำหรับ

เป็นเครื่องมือในการบังคับใช้กฎหมายกับผู้กระทำผิด และมีกลไกในการป้องกันและปราบปรามการใช้แรงงานบังคับ ตลอดจน

มาตรการในการคุ้มครอง ช่วยเหลือ เยียวยาผู้เสียหายจากการใช้แรงงานบังคับให้สอดคล้องกับหลักสิทธิมนุษยชน สิทธิแรงงาน 

และสิทธิทางสังคม อันจะเป็นการสร้างความมั่นคงทางด้านแรงงาน เศรษฐกิจ และสังคมของประเทศ ซึ่งหากไม่มีกฎหมายเกี่ยวกับ

การกระทำความผิดฐานใช้แรงงานบังคับ จะทำให้เกิดปัญหาการคัดแยกผู้เสียหายว่าเป็นผู้ได้รับความเสียหายจากการกระทำความผิด

ฐานค้ามนุษย์ตามกฎหมายว่าด้วยการค้ามนุษย์ หรือเป็นการละเมิดสิทธิแรงงานตามกฎหมายแรงงาน ซึ่งในกรณีที่ไม่เข้าข่ายเป็น

ผู้เสียหายจากการกระทำความผิดฐานค้ามนุษย์จะไม่ได้รับการคุ้มครอง การให้ความช่วยเหลือ และการเข้าถึงค่าชดเชย

๔. ผลกระทบและความคุ้มค่า

๔.๑ ผู้ซึ่งได้รับผลกระทบจากการบังคับใช้กฎหมาย

      - หน่วยงานของรัฐที่มีอำนาจหน้าที่ในการบังคับใช้กฎหมาย พนักงานเจ้าหน้าที่ที่มีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมาย และบุคคล

ที่มีแรงงานอยู่ในความดูแล

      - กฎหมายฉบับนี้จะใช้บังคับครอบคลุมทั้งประเทศไม่เจาะจงพื้นที่ใด

๔.๒ ผลกระทบด้านต่างๆ 

              ด้านเศรษฐกิจ

               - เชิงบวก เป็นการสร้างรายได้ให้กับผู้ประกอบกิจการและแรงงานในการส่งออกสินค้าไทยไปต่างประเทศ

                  ผู้ได้รับผลกระทบเชิงบวก  ได้แก่ ผู้ประกอบกิจการและแรงงาน

              - เชิงลบ  ไม่มี

                 ผู้ได้รับผลกระทบเชิงลบ  ไม่มี

             ด้านสังคม

              - เชิงบวก  

                 (๑) เป็นการกำหนดนโยบายเกี่ยวกับการป้องกันและปราบปรามการใช้แรงงานบังคับ

                 (๒) เป็นการบูรณาการทำงานระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม

                 (๓) เป็นการกำหนดมาตรการการช่วยเหลือและคุ้มครองผู้เสียหายจากการใช้แรงงานบังคับ

               ผู้ได้รับผลกระทบเชิงบวก ได้แก่ รัฐบาล หน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้อง และภาคประชาสังคม 

              - เชิงลบ  ไม่มี

              ผู้ได้รับผลกระทบเชิงลบ  ไม่มี

              ด้านงบประมาณ

              - เชิงบวก  

               (๑) มีงบประมาณสำหรับการดำเนินการเพื่อให้มีไกลไกที่มีประสิทธิภาพในการคุ้มครอง ช่วยเหลือ เยียวยาผู้เสียหาย

                   จากการกระทำความผิดฐานใช้แรงงานบังคับ ตลอดจนใช้ในการบริหารจัดการเพื่อป้องกันและปราบปรามการใช้แรงงานบังคับ 

              (๒) ผู้เสียหายจากการกระทำความผิดฐานใช้แรงงานบังคับได้รับการช่วยเหลือ เยียวยา ซึ่งจะส่งผลดีต่อภาพลักษณ์ของประเทศ 

                    และความสัมพันธ์อันดีระหว่างประเทศ

              (๓) การดำเนินการตามพระราชบัญญัตินี้ต้องมีการจัดงบประมาณและบุคลากรให้เพียงพอและเหมาะสมกับการปฏิบัติหน้าที่ 

                    แต่ไม่มีผลกระทบต่ออัตรากำลังและงบประมาณ เนื่องจากอัตรากำลังให้เป็นไปตามโครงสร้างองค์กรและกรอบอัตรากำลัง

                    ของสำนักงานปลัดกระทรวงแรงงาน โดยไม่ได้ขออัตรากำลังใหม่แต่ใช้วิธีเกลี่ยอัตรากำลังภายในสำนักงานปลัดกระทรวงแรงงาน 

                     และใช้งบประมาณปกติของสำนักงานปลัดกระทรวงแรงงาน

             - เชิงลบ  ไม่มี

             ด้านอื่นๆ  

            - เชิงบวก เป็นการสร้างภาพลักษณ์เชิงบวกของประเทศไทยตามหลักสิทธิมนุษยชนสิทธิแรงงาน และสิทธิทางสังคม อันจะเป็นการ

              สร้างความมั่นคงทางด้านแรงงาน เศรษฐกิจ และสังคมของประเทศ

           ผู้ได้รับผลกระทบเชิงบวก ประเทศไทย

           - เชิงลบ  ไม่มี

             ผู้ได้รับผลกระทบเชิงลบ   ไม่มี

๔.๓ สิทธิและเสรีภาพของบุคคลในเรื่องใดบ้างที่ต้องถูกจำกัด

       มีการจำกัดสิทธิและเสรีภาพของบุคคลในเรื่องการค้นตัวบุคคล และการจำกัดเสรีภาพในเคหสถาน โดยให้อำนาจพนักงานเจ้าหน้าที่ในการ

ตรวจค้นบุคคล ยานพาหนะ หรือเข้าไปในเคหสถานหรือสถานที่ใดๆ เพื่อตรวจค้น ยึด หรืออายัด เมื่อมีเหตุอันควรเชื่อได้ว่ามีพยานหลักฐานในการ

ใช้แรงงานบังคับ หรือเพื่อพบและช่วยบุคคลที่ตกเป็นผู้เสียหายจากการกระทำความผิดฐานใช้แรงงานบังคับ และหากเนิ่นช้ากว่าจะเอาหมายค้น

มาได้ พยานหลักฐานนั้นอาจถูกโยกย้าย ซ่อนเร้น หรือทำลายไปเสียก่อน หรือบุคคลนั้นอาจถูกประทุษร้าย โยกย้าย หรือซ่อนเร้น

๔.๔ ประโยชน์ที่ประชาชนและสังคมจะได้รับ

     ๔.๔.๑ ประเทศไทยสามารถดำเนินการให้สัตยาบันพิธีสารปี ค.ศ. ๒๐๑๔ ส่วนเสริมอนุสัญญา ฉบับที่ ๒๙ ว่าด้วยแรงงานบังคับ

ค.ศ. ๑๙๓๐ ภายในเดือนมิถุนายน ๒๕๖๑ 

  ๔.๔.๒ กฎหมายฉบับนี้จะช่วยเสริมสร้างภาพลักษณ์ และเศรษฐกิจ การค้า และการลงทุน สร้างรายได้ให้แก่ประชาชน

และผู้ประกอบการต่างๆ ซึ่งจะนำไปสู่การดำรงชีวิตที่ดีขึ้น

  ๔.๔.๓ การป้องกันและปราบปรามการใช้แรงงานบังคับเป็นไปตามยุทธศาสตร์การสร้างความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจ 

และแข่งขันได้อย่างยั่งยืน อันจะเป็นการสร้างความมั่นคงทางด้านแรงงาน เศรษฐกิจ และสังคมของประเทศ

๔.๕ ความคุ้มค่าของภารกิจเมื่อคำนึงถึงงบประมาณที่ต้องใช้ ภาระหน้าที่ที่เกิดขึ้นกับประชาชนและการที่ประชาชน

จะต้องถูกจำกัดสิทธิและเสรีภาพเทียบกับประโยชน์ได้รับ

     มีความคุ้มค่ามากเมื่อเทียบกับบทบาทของประเทศไทยที่เพิ่มขึ้นและภาพลักษณ์ที่ดีในเวทีโลก รวมทั้งการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ การค้า 

และการลงทุนที่ไทยจะได้รับ เนื่องจากประเทศไทยมีกฎหมายที่ปฏิบัติต่อแรงงานตามหลักสิทธิมนุษยชน สิทธิแรงงาน และสิทธิทางสังคม อันจะเป็น

การสร้างความมั่นคงทางด้านแรงงาน เศรษฐกิจ และสังคมของประเทศ