Facebook

รายงานสรุปผลการรับฟังความคิดเห็น ต่อร่างพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. ....

รายงานสรุปผลการรับฟังความคิดเห็น
ต่อร่างพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. ....

----------------------------------------------

 

ร่างพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. ....
(เรื่องเสร็จที่ ๑๕๔๓/๒๕๕๙) ที่คณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณาเสร็จ ประกอบด้วย ๔ หมวด ๓๓ มาตรา สรุปการแก้ไขเพิ่มเติมในสาระสำคัญรวม ๑๐ ประเด็นสำคัญ ดังนี้

(๑)   การเปลี่ยนชื่อร่างพระราชบัญญัติฯ เป็น “พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. ....” เพื่อให้เป็นภาษาทางกฎหมายมากขึ้น

(๒)   การแก้ไขคำนิยามของ “ผู้ได้รับความเสียหาย” ให้หมายความถึง ผู้ที่ถูกกระทำทรมาน
หรือถูกกระทำให้สูญหายตัวจริง

(๓)   กำหนดให้สามี ภริยา ผู้บุพการี และผู้สืบสันดานของผู้ได้รับความเสียหายตามพระราชบัญญัตินี้
เป็นผู้เสียหายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาด้วย เพื่อให้ทายาทของบุคคลที่ถูกกระทำให้สูญหายสามารถฟ้องร้องดำเนินคดีได้

(๔)   การไม่กำหนดอายุความไว้เป็นการเฉพาะ และให้ปรับใช้หลักการทั่วไปตามประมวลกฎหมายอาญาและพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ พ.ศ. ๒๕๕๙

(๕)   การไม่กำหนดห้ามนำคำให้การที่ได้มาจากการกระทำทรมานหรือกระทำให้บุคคลสูญหายดำเนินคดีไว้เป็นการเฉพาะ และให้ปรับใช้หลักการทั่วไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา

(๖)   การกำหนดให้ เลขาธิการศาลยุติธรรม เป็นคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหายเพิ่มเติม การกำหนดให้คณะรัฐมนตรีเป็นผู้แต่งตั้งผู้ทรงคุณวุฒิ พร้อมทั้ง
กำหนดให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย มีอำนาจหน้าที่
เชิงนโยบาย สำหรับการสืบสวนสอบสวนให้เป็นอำนาจหน้าที่ของกรมสอบสวนคดีพิเศษ

(๗)   การแก้ไขมาตราเกี่ยวกับการห้ามควบคุมตัวในที่ลับ ให้ไปเป็นหนึ่งในมาตรการที่คณะกรรมการฯ จะต้องดำเนินการ

(๘)   การกำหนดให้คดีที่เกี่ยวข้องกับการกระทำทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย เป็นคดีพิเศษตามกฎหมายว่าด้วยการสอบสวนคดีพิเศษ โดยให้กรมสอบสวนคดีพิเศษมีอำนาจสืบสวนสอบสวน สำหรับกรณี
กรมสอบสวนคดีพิเศษเป็นผู้ต้องหา ให้พนักงานสอบสวนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา
เป็นผู้มีอำนาจสืบสวนสอบสวน

(๙)   การกำหนดให้ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบเป็นศาลที่มีเขตอำนาจเหนือคดี

(๑๐) การกำหนดเพิ่มเติมความผิดและระวางโทษผู้ที่สมคบคิดหรือมีส่วนร่วมขึ้น เพื่อป้องกัน
การกระทำความผิด

ในการนี้ สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีจึงได้มีหนังสือถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อยืนยันร่างกฎหมายดังกล่าว และนำเสนอต่อคณะรัฐมนตรีในการประชุม เมื่อวันที่ ๒๗ ธันวาคม ๒๕๕๙ โดยมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องรับทราบ จำนวน ๑๓ หน่วยงาน ได้แก่ กระทรวงกลาโหม กระทรวงมหาดไทย กระทรวงพัฒนาสังคม
และความมั่นคงของมนุษย์ กระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงสาธารณสุข สำนักงานตำรวจแห่งชาติ สำนักงานอัยการสูงสุด สำนักงานศาลยุติธรรม สำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา
กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้
ฝ่ายกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม คณะรักษาความสงบแห่งชาติ ต่อมาคณะรัฐมนตรีได้มีมติเมื่อวันที่
๒๗ ธันวาคม ๒๕๕๙ เห็นชอบร่างพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคล
สูญหาย พ.ศ. .... ที่สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณาแล้ว จากนั้น ได้มีการเสนอร่างพระราชบัญญัติฯ
เข้าสู่การพิจารณาตามลำดับ จนกระทั่งถึงชั้นคณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (วิป สนช.)
ซึ่งได้แต่งตั้ง
คณะกรรมการพิจารณาศึกษาการเข้าเป็นภาคีอนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยการคุ้มครอง
บุคคลทุกคนจากการบังคับให้หายสาบสูญ และร่างพระราชบัญญัติป้องกัน และปราบปรามการทรมานและการกระทำ
ให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. .... สภานิติบัญญัติแห่งชาติ
ขึ้น เพื่อ
ศึกษาร่างพระราชบัญญัติฯ โดยคณะกรรมการฯ ดังกล่าว
ได้ประชุมร่วมกันหลายครั้ง
และได้สรุปผลการศึกษาในส่วนร่างพระราชบัญญัติฯ ๕ ประเด็น คือ ๑) การกำหนด
ฐานความผิด ๒) ความไม่เป็นเอกภาพในการใช้ถ้อยคำ ๓) การห้ามอ้างสถานการณ์ฉุกเฉิน ๔) หลักการ
ห้ามผลักดันกลับ ๕) ศาลที่มีเขตอำนาจในการพิจารณาคดี จากนั้น วิป สนช. ได้ส่งประเด็นดังกล่าวไปยังวิป ปนช. เพื่อให้พิจารณาเสนอคณะรัฐมนตรี เนื่องจากมีข้อกฎหมายบางรายการต้องศึกษาเพิ่มเติม ประกอบกับ
จะมีการประกาศใช้บังคับรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. ๒๕๖๐ มาตรา ๗๗ ซึ่งกำหนดให้มีการรับฟังความคิดเห็นและวิเคราะห์ผลกระทบในการออกกฎหมาย (
RIA)

ต่อมา สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี ได้มีหนังสือที่ นร ๐๕๐๓/๘๖๓๖ ลงวันที่ ๑๐ มีนาคม ๒๕๖๐
แจ้งให้กระทรวงยุติธรรมทราบว่าคณะรัฐมนตรีได้มีมติเมื่อวันที่ ๗ มีนาคม ๒๕๖๐ รับทราบรายงานผลการศึกษา
ของคณะกรรมการฯ และมอบหมายให้กระทรวงยุติธรรมนำไปพิจารณาร่วมกับกระทรวงการต่างประเทศ
และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และจัดทำความเห็นเสนอต่อคณะรัฐมนตรีพิจารณาต่อไป นอกจากนั้น สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรียังได้มีหนังสือ ด่วนที่สุด ที่ นร ๐๕๐๓/๑๔๐๗๒ ลงวันที่ ๒๑ เมษายน ๒๕๖๐ และ หนังสือ ด่วนที่สุด
ที่ นร ๐๕๐๓/๑๕๙๑๑ ลงวันที่ ๙ พฤษภาคม ๒๕๖๐ ขอให้กระทรวงยุติธรรมจัดส่งเอกสารเกี่ยวกับการดำเนินการ
ตามมาตรา ๗๗ วรรคสอง ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐ เกี่ยวกับร่างพระราชบัญญัติฯ โดยให้จัดทำลงในหลักเกณฑ์การตรวจสอบความจำเป็นในการตราร่างพระราชบัญญัติ
(Checklist) พร้อมกับ
ให้ทำการเผยแพร่ผ่านระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ เพื่อจะได้ดำเนินการประมวลข้อมูลเสนอต่อสภานิติบัญญัติแห่งชาติต่อไป
ซึ่งกระทรวงยุติธรรมได้มีหนังสือ ด่วนมาก ที่ ยธ ๐๔๑๗/๓๓๑๓ ลงวันที่ ๙ มิถุนายน ๒๕๖๐ แจ้งให้
สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีทราบว่ากระทรวงยุติธรรมอยู่ระหว่างการประชุมหารือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อพิจารณาข้อสังเกตของคณะกรรมการฯ และจะดำเนินการตามมาตรา ๗๗ วรรคสองควบคู่กันไป พร้อมทั้งจะแจ้งผลให้ทราบ
ในโอกาสแรก

เพื่อดำเนินการดังกล่าวเป็นไปด้วยความเรียบร้อยและสอดคล้องกับบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ
แห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา ๗๗ วรรคสอง กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ กระทรวงยุติธรรม จึงได้มีการรับฟังความคิดเห็นของผู้เกี่ยวข้องต่อร่างพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคล
สูญหาย พ.ศ. .... โดยมีรายละเอียด ดังนี้

 

๑.  วิธีการในการรับฟังความคิดเห็น

กระทรวงยุติธรรม โดยกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ ได้จัดการรับฟังความคิดเห็นของผู้เกี่ยวข้องต่อร่างพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. .... โดยดำเนินการ
๓ วิธี คือ (๑) การจัดประชุมหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง (๒) การรับฟังความคิดเห็นผ่านเวทีเสวนา และ (๓) การรับฟัง
ความคิดเห็นผ่านระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ

 

 

 

 

๒.  จำนวนครั้งและระยะเวลาในการรับฟังความคิดเห็นแต่ละครั้ง

วิธีที่ ๑ : การจัดประชุมหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อรับฟังความคิดเห็นต่อร่างพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. .... ซึ่งรวมถึงการพิจารณาประเด็นข้อสังเกต
ตามรายงานผลการศึกษาของคณะกรรมการพิจารณาศึกษาการเข้าเป็นภาคีอนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วย
การคุ้มครองบุคคลทุกคนจากการบังคับให้หายสาบสูญ และร่างพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทรมาน
และการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. .... สภานิติบัญญัติแห่งชาติ จำนวน ๕ ครั้ง ดังนี้ ครั้งที่ ๑ เมื่อวันที่
๒๔ เมษายน ๒๕๖๐ ครั้งที่ ๒ เมื่อวันที่ ๕ มิถุนายน ๒๕๖๐ ครั้งที่ ๓ เมื่อวันที่ ๑ พฤศจิกายน ๒๕๖๐ ครั้งที่ ๔
เมื่อวันที่ ๑๓ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๑
และครั้งที่ ๕ เมื่อวันที่ ๒๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๑ ณ กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ

วิธีที่ ๒ : การรับฟังความคิดเห็นผ่านเวทีเสวนา หัวข้อ : พัฒนาการล่าสุดของร่างพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. .... ในงาน “๑๔ ปีสมชายหาย สังคมไทยได้อะไร” เมื่อวันที่ ๑๒ มีนาคม ๒๕๖๑ ระหว่างเวลา ๑๓.๓๐ – ๑๗.๐๐ น. ณ คณะนิติศาสตร์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์กรุงเทพฯ

วิธีที่ ๓ : การรับฟังความคิดเห็นผ่านระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ ซึ่งกำหนดระยะเวลาในการรับฟังความคิดเห็น ระหว่างวันที่ ๒๐ กรกฎาคม ๒๕๖๑ ถึงวันที่ ๓ สิงหาคม ๒๕๖๑ รวม ๑๕ วัน โดยดำเนินการ
ผ่านช่องทาง ดังนี้

๑.     เว็บไซต์ www.lawamendment.go.th 

๒.     เว็บไซต์ www.rlpd.go.th 

๓.     เว็บไซต์ www.humanrightscenter.go.th

๔.     Facebook webpage กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ

 

๓.  พื้นที่หรือกลุ่มเป้าหมายในการรับฟังความคิดเห็น

วิธีที่ ๑ : การจัดประชุมหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อรับฟังความคิดเห็น จำนวน ๕ ครั้ง ดังนี้ ครั้งที่ ๑ วันที่ ๒๔ เมษายน ๒๕๖๐ ครั้งที่ ๒ วันที่ ๕ มิถุนายน ๒๕๖๐ ครั้งที่ ๓ วันที่ ๑ พฤศจิกายน ๒๕๖๐ ครั้งที่ ๔ วันที่
๑๓ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๑
และครั้งที่ ๕ วันที่ ๒๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๑ ณ กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ อาคาร
ราชบุรีดิเรกฤทธิ์ ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ ๘๐ พรรษาฯ กรุงเทพฯ โดยมีหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง
จำนวน ๑๔ หน่วยงาน เข้าร่วมประชุมฯ ประกอบด้วย

๑.    กระทรวงกลาโหม

๒.    กระทรวงมหาดไทย

๓.    กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์

๔.    กระทรวงการต่างประเทศ

๕.    กระทรวงสาธารณสุข

๖.    กระทรวงยุติธรรม ได้แก่ กรมราชทัณฑ์ กรมสอบสวนคดีพิเศษ

๗.    สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้แก่ กองคดีอาญา และสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง

๘.    สำนักงานศาลยุติธรรม

๙.    สำนักงานศาลปกครอง

๑๐.    สำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ

๑๑.    สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา

๑๒.    สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ

๑๓.    ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้

๑๔.    ฝ่ายกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม คณะรักษาความสงบแห่งชาติ

วิธีที่ ๒ : การรับฟังความคิดเห็นผ่านเวทีเสวนา หัวข้อ : พัฒนาการล่าสุดของร่างพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. .... ในงาน “๑๔ ปีสมชายหาย สังคมไทยได้อะไร” เมื่อวันที่ ๑๒ มีนาคม ๒๕๖๑ ณ ระหว่างเวลา ๑๓.๓๐ – ๑๗.๐๐ น. ณ คณะนิติศาสตร์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กรุงเทพฯ ซึ่งมีภาคประชาชน ภาคประชาสังคม ในประเทศและต่างประเทศ
องค์กรระหว่างประเทศนักวิชาการ และผู้ทรงคุณวุฒิ เข้าร่วมเวทีฯ ประกอบด้วย

๑.    ผู้เสียหายและครอบครัวผู้เสียหาย อาทิ นายอิสมาแอ เต๊ะ (ผู้เสียหายจากการทรมาน)
นางสาวนริศราวัลถ์ แก้วนพรัตน์ (ญาติของนายวิเชียร เผือกสม ผู้เสียหายจากการทรมาน) นายประเสริฐ
เหล่าโสภาพันธ์ (ญาติของนายกมล เหล่าโสภาพันธ์ ผู้สูญหาย)

๒.    มูลนิธิ สมาคม และกลุ่มต่างๆ อาทิ มูลนิธิผสานวัฒนธรรม คณะกรรมการ
นักนิติศาสตร์สากล องค์กรแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล

๓.    นักวิชาการ และผู้ทรงคุณวุฒิ ได้แก่ Mr. Laurent Meillan รักษาการหัวหน้าสำนักงานข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ ประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และวิทยากรเวทีเสวนา ได้แก่ ศาสตราจารย์ณรงค์ ใจหาญ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.รณกรณ์ บุญมี นางอังคณา นีละไพจิตร
นายสมชาย หอมลออ และนางนงภรณ์ รุ่งเพ็ชรวงศ์

วิธีที่ ๓ : การรับฟังความคิดเห็นผ่านระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ ซึ่งกำหนดระยะเวลาในการรับฟัง
ความคิดเห็น ระหว่างวันที่ ๒๐ กรกฎาคม ๒๕๖๑ ถึงวันที่ ๓ สิงหาคม ๒๕๖๑ รวม ๑๕ วัน โดยดำเนินการ
ผ่านเว็บไซต์ www.lawamendment.go.th เว็บไซต์ www.rlpd.go.th เว็บไซต์ www.humanrightscenter.go.th
และ
Facebook webpage กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ ทั้งนี้ มีผู้เข้าเยี่ยมชมจำนวน ๑๔๑ คน และมีผู้ร่วมแสดงความเห็นจำนวน ๗ คน ซึ่งมีผู้เห็นด้วยกับร่างพระราชบัญญัติฯ ร้อยละ ๘๕.๗ และมีผู้ไม่เห็นด้วยร้อยละ ๑๔.๓ ในประเด็นเกี่ยวกับกับคำนิยามการทรมาน และการกำหนดหลักการห้ามผลักดันกลับ

 

๔.  ประเด็นที่มีการแสดงความคิดเห็น

๔.๑ การกำหนดฐานความผิด มีข้อสังเกตและข้อเสนอแนะว่ามีการกำหนดฐานความผิดที่แตกต่าง
และเกินขอบเขตพันธกรณีในอนุสัญญาต่อต้านการทรมาน และการประติบัติ หรือการลงโทษอื่นที่โหดร้าย
ไร้มนุษยธรรม หรือที่ย่ำยีศักดิ์ศรี (
Convention Against Torture and Other Cruel, Inhuman or Degrading Treatment or Punishment – CAT) ข้อบทที่ ๑ ความผิดฐานทรมาน และอนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วย
การคุ้มครองบุคคลทุกคนจากการบังคับให้หายสาบสูญ
(International Convention for the Protection of
All Persons from Enforced Disappearance – ICPPED) ข้อบทที่ ๖ ความผิดฐานการบังคับให้หายสาบสูญ
และข้อบทที่ ๓๒ ความรับผิดของผู้บังคับบัญชา ซึ่งมีการเสนอความเห็นในประเด็นดังกล่าวดังนี้

                 ๔.๑.๑ มาตรา ๕ ความผิดฐานกระทำทรมาน และมาตรา ๖ ความผิดฐานกระทำให้บุคคล
สูญหาย

                              ผู้แทนสำนักงานอัยการสูงสุด : มีความเห็นว่า การอนุวัติการกฎหมายภายในของรัฐภาคีเป็นเจตจำนงของรัฐภาคี แต่ต้องกำหนดไม่ต่ำกว่าหลักการของอนุสัญญาฯ

ผู้แทนกระทรวงการต่างประเทศ : มีความเห็นว่าการกำหนดฐานความผิด
ตามอนุสัญญาฯ เป็นเจตจำนงของรัฐภาคีนั้นๆ แต่ต้องกำหนดไม่ต่ำกว่าหลักการของอนุสัญญาฯ เพราะอนุสัญญาฯ
เป็นเพียงมาตรฐานขั้นต่ำให้รัฐภาคีปฏิบัติตามเท่านั้น รัฐภาคีจึงสามารถกำหนดมาตรการต่างๆ ให้มากกว่าหลักการในอนุสัญญาฯ ได้ ซึ่งเป็นการแสดงเจตนารมณ์ของรัฐในการให้ความสำคัญกับประเด็นดังกล่าว อีกทั้ง
ยังเป็นการยกระดับหลักประกันในการคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของประชาชนมากขึ้นอีกด้วย และเสนอให้กำหนดเพิ่มเติมวรรคท้ายเรื่องการลงโทษที่ชอบด้วยกฎหมายตามข้อบทที่ ๑ ของอนุสัญญา
CAT ในมาตรา ๕
ของความผิดฐานกระทำทรมาน

ผู้แทนสำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ : เสนอให้เพิ่มเติมข้อความ
ตามข้อบทที่ ๑ ของอนุสัญญา
CAT ไว้ในมาตรา ๕ “ทั้งนี้ ไม่รวมถึงความเจ็บปวดหรือความทุกข์ทรมาน
ที่เกิดจาก หรืออันเป็นผลปกติจาก หรืออันสืบเนื่องมาจากการลงโทษทั้งปวงที่ชอบด้วยกฎหมาย” เพื่อให้เกิด
ความชัดเจนแก่ผู้บังคับใช้กฎหมาย และควรกำหนดคำนิยาม “ผู้บังคับบัญชาเพื่อเป็นการป้องกันไม่ให้เกิดปัญหา
ในการตีความว่าผู้บังคับบัญชาที่ต้องรับผิดชอบจะเป็นระดับใด

                               ผู้แทนสำนักงานศาลยุติธรรม : เสนอให้เพิ่มเติมข้อความตามข้อบทที่ ๑
ของอนุสัญญา
CAT ไว้ในมาตรา ๕ “ทั้งนี้ ไม่รวมถึงความเจ็บปวดหรือความทุกข์ทรมานที่เกิดจาก หรือ
อันเป็นผลปกติจาก หรืออันสืบเนื่องมาจากการลงโทษทั้งปวงที่ชอบด้วยกฎหมาย” เพื่อให้เกิดความชัดเจน
และลดความกังวลของผู้บังคับใช้กฎหมาย

ผศ.ดร.รณกรณ์ บุญมี (อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์) : เจตนาพิเศษ ๔ ข้อ ในฐานความผิดฐานกระทำทรมานตามอนุสัญญา CAT เป็นเพียงการยกตัวอย่างเท่านั้น
และในมาตรา ๕ (๓) อาจทำให้เกิดข้อสงสัยว่า “ข่มขู่” แตกต่างจากคำว่า “ขู่เข็ญ” จากประมวลกฎหมายอาญาอย่างไร

นางสาวสัณหวรรณ ศรีสด (เจ้าหน้าที่คณะกรรมการนิติศาสตร์สาก International Commission of Jurists - ICJ) : ตามมาตรา ๕ ความผิดฐานกระทำทรมาน วัตถุประสงค์ที่เป็นเจตนาพิเศษ
ในการทรมานเป็นเพียง “ตัวอย่าง” เท่านั้น นอกจากนี้ ขอเสนอให้เพิ่มข้อความในมาตรา ๕ เรื่องการลงโทษ
ที่ชอบด้วยกฎหมายไม่เข้าข่ายการกระทำความผิดเพื่อให้เกิดความชัดเจน

                    ๔.๑.๒ มาตรา ๓๒ ความรับผิดของผู้บังคับบัญชา

            ผู้แทนกรมสอบสวนคดีพิเศษ : ความรับผิดของผู้บังคับบัญชาในร่างพระราชบัญญัติฯ
มีความคลุมเครือ จึงควรกำหนดคำนิยาม “ผู้บังคับบัญชา” ให้ชัดเจน กล่าวคือ เป็นผู้บังคับบัญชาที่ดูแล ควบคุมการปฏิบัติงานในขณะที่มีกิจกรรมนั้นๆ อยู่ และกำหนดว่าผู้บังคับบัญชากี่ลำดับชั้นที่จะต้องรับผิด เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาในการตีความ นอกจากนี้ ยังต้องพิจารณาด้วยว่า ผู้บังคับบัญชามีส่วนได้เสียกับการกระทำนั้นด้วยหรือไม่

 ผู้แทนกระทรวงการต่างประเทศ : ความรับผิดของผู้บังคับบัญชามีความซับซ้อน เนื่องจากถ้อยคำตามข้อบทที่ ๖ ของอนุสัญญา ICPPED จะมีความผิดเมื่อครบองค์ประกอบ ๓ ประการ คือ ผู้บังคับบัญชาผู้ซึ่ง ๑) ทราบหรือเจตนา ๒) มีความรับผิดชอบหรืออำนาจควบคุมอย่างมีประสิทธิผลเหนือกิจกรรมนั้นๆ ๓) มิได้ดำเนินการที่จำเป็นและสมเหตุสมผลทั้งหมดภายใต้อำนาจของตนในการป้องกันหรือยับยั้งการกระทำให้สูญหายนั้น  ซึ่งแตกต่างจากข้อบทที่ ๒ (๓) ของอนุสัญญา CAT ที่กำหนดไว้เพียงว่า คำสั่งจากผู้บังคับบัญชาหรือจากทางการไม่สามารถนำมาเป็นข้ออ้างสำหรับการทรมานได้ ดังนั้น การกำหนดความรับผิด
ของผู้บังคับบัญชาไว้ แต่ไม่ครบถ้วนอาจทำให้เกิดปัญหาได้ ในการนี้ จึงควรเพิ่มถ้อยคำ “การมีอำนาจควบคุมอย่างมีประสิทธิผลเหนือกิจกรรม” ไว้ในร่างพระราชบัญญัติฯ ด้วย

สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา : ในช่วงการพิจารณาของคณะกรรมการกฤษฎีกา
(คณะพิเศษ) มีประเด็นในการพิจารณา คือ การกำหนดให้มีความรับผิดของผู้บังคับบัญชาเรื่องทรมานด้วย
เพื่อประโยชน์ในการป้องกัน อย่างไรก็ตาม การกำหนดคำนิยามในร่างพระราชบัญญัติฯ จะกำหนดเฉพาะ
คำที่ใช้หลายที่ในร่างพระราชบัญญัติฯ หากมีที่เดียวจะไม่มีการกำหนดคำนิยาม สำหรับการที่ไม่ได้กำหนด
เรื่องการควบคุมเหนือกิจกรรมไว้ เนื่องจากไม่ใช่ภาษากฎหมายและอาจทำให้เกิดปัญหาการตีความได้ อย่างไรก็ดี สามารถกำหนดเพิ่มเติมนิยามผู้บังคับบัญชาในวรรคสองให้มีความชัดเจนขึ้นได้

ผู้แทนฝ่ายกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม คณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ : มีข้อสังเกตว่าหากผู้บังคับบัญชาสั่งการด้วยวาจาจะต้องรับผิดหรือไม่

ผู้แทนสำนักงานศาลยุติธรรม : มีความเห็นว่า หากสามารถกำหนดเรื่องความรับผิดของผู้บังคับบัญชาให้ชัดเจนได้จะส่งผลดี อย่างไรก็ตาม การตีความของศาลไม่ได้ตีความจากคำๆ เดียว
ว่าเป็นผู้บังคับบัญชาโดยตรงเท่านั้น แต่จะพิจารณาข้อความทั้งหมดว่าผู้บังคับบัญชากระทำครบองค์ประกอบความผิดหรือไม่ นอกจากนี้ ขอเสนอว่าความผิดของผู้บังคับบัญชาอาจกำหนดเพียงความผิดฐานกระทำให้บุคคลสูญหาย ตามอนุสัญญา
ICPPED เพราะไม่มีกำหนดในอนุสัญญา CAT

ผศ.ดร.รณกรณ์ บุญมี (อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์) : ควรกำหนดความรับผิดของผู้บังคับบัญชาทั้งกรณีกระทำทรมานและกระทำให้บุคคลสูญหายเนื่องจาก
การกระทำความผิดทั้ง ๒ อย่างมีความร้ายแรงไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน และในมาตรา ๓๒ นี้มีบางส่วนที่แคบ
และบางส่วนที่กว้างกว่าข้อบทที่ ๖ ของอนุสัญญา
ICPPED ส่วนที่แคบกว่าคือไม่รวมถึง “จงใจ ละเลย” และส่วนที่กว้างกว่า คือ ไม่มีการกำหนดว่าผู้บังคับบัญชาจะต้องมีอำนาจความรับผิดเหนือขึ้นไป

นางสาวสัณหวรรณ ศรีสด (เจ้าหน้าที่ ICJ) : ควรกำหนดความรับผิด
ของผู้บังคับบัญชา ทั้งกรณีกระทำทรมานและกระทำให้บุคคลสูญหาย

ญาติผู้เสียหาย (หลานพลทหารวิเชียร เผือกสม) : มีข้อสังเกตว่าผู้บังคับบัญชา
ระดับใดจึงจะเข้าร่วมรับผิดด้วย

๔.๒ ความไม่เป็นเอกภาพในการใช้ถ้อยคำระหว่างร่างพระราชบัญญัติฯ กับประมวลกฎหมายอาญา มีข้อสังเกตและข้อเสนอแนะว่า ในร่างพระราชบัญญัติฯ กำหนดนิยามศัพท์ “การทรมาน” แตกต่าง
จากความหมายคำว่า “กระทำโดยทรมาน” ที่บัญญัติในประมวลกฎหมายอาญา จึงอาจก่อให้เกิดความสับสน
ในการตีความและการบังคับใช้กฎหมายได้

ผู้แทนสำนักงานศาลยุติธรรม : อาจมีปัญหาในการตีความระหว่าง “การทรมาน” ในมาตรา ๓
และ “การกระทำทรมาน” ในมาตรา ๕ ซึ่งเข้าใจว่ามีความมุ่งหมายต่างกันเรื่อง “การทรมาน” สื่อในเรื่อง
ของการป้องกันและการเยียวยา ส่วน “การกระทำทรมาน” เป็นเรื่องของความผิดและบทลงโทษ

ผู้แทนกรมพระธรรมนูญ : คำนิยามคำว่า “การทรมาน” ในมาตรา ๓ ควรกำหนดให้ครบองค์ประกอบ

นางสาวสัณหวรรณ ศรีสด (เจ้าหน้าที่ ICJ) : มาตรา ๓ และ ๕ ควรนำมากำหนดรวมกัน เนื่องจากแยกกันจะทำให้ไม่ครบองค์ประกอบ เช่น มาตรา ๓ การทรมาน กับมาตรา ๕ ความผิดฐานกระทำทรมาน

๔.๓ มาตรา ๑๑ การห้ามอ้างสถานการณ์ฉุกเฉิน สงคราม ความไม่มั่นคงของรัฐหรือสถานการณ์พิเศษใด เพื่อให้การกระทำความผิดตามพระราชบัญญัตินี้เป็นการกระทำที่ชอบด้วยกฎหมาย มีข้อสังเกต
และข้อเสนอแนะว่า มาตรานี้อาจไม่มีความจำเป็นที่ต้องบัญญัติไว้ เพราะหากมีการกำหนดฐานความผิด
เกี่ยวกับการทรมานไว้แล้ว การกระทำของเจ้าหน้าที่ของรัฐแม้จะสืบเนื่องจากการใช้อำนาจตามกฎหมายพิเศษ หากครบองค์ประกอบความผิดฐานกระทำทรมาน เจ้าหน้าที่ของรัฐนั้น ไม่อาจอ้างว่าเป็นการกระทำโดยสุจริตได้
และไม่อาจอ้างเหตุยกเว้นความรับผิดตามกฎหมายใดได้ สำหรับมาตรา ๑๒ หลักการห้ามผลักดันกลับ
(
non – refoulement)/การกำหนดห้ามส่งตัวบุคคลใดกลับออกไปนอกราชอาณาจักร มีข้อสังเกต
และข้อเสนอแนะว่า ประเทศไทยมีกฎหมายที่ให้ดุลพินิจแก่ฝ่ายบริหารที่จะไม่ผลักดันกลับ จึงทำให้ประเทศไทยสามารถปฏิบัติตามพันธกรณีได้อยู่แล้ว เพียงแต่ไม่ได้กำหนดแนวทางในการใช้ดุลพินิจตามที่ระบุไว้ในอนุสัญญาฯเอาไว้ในกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ประกอบกับร่างพระราชบัญญัติฯ ฉบับนี้ไม่ได้กำหนดว่าถ้าฝ่าฝืนแล้วจะเป็นความผิดและมีโทษทางอาญา จึงอาจบัญญัติหรือไม่ก็ได้

ผู้แทนกระทรวงการต่างประเทศ : ตามหลักการของสิทธิเด็ดขาดที่ไม่สามารถล่วงละเมิดได้
(
non – derogation)ไม่ว่าจะในสถานการณ์ใดๆ ซึ่งรวมถึงสิทธิที่จะไม่ถูกทรมานหรือบังคับบุคคลให้หายสาบสูญ 
เป็นสิ่งที่ผูกพันทุกประเทศตามหลักจารีตประเพณีระหว่างประเทศ แม้จะไม่ได้เข้าเป็นภาคีอนุสัญญาฯ ดังนั้น
การบัญญัติไว้ในอนุสัญญาฯ ทั้ง ๒ ฉบับ จึงเป็นเพียงการสร้างหลักประกันและทำให้ชัดเจนตามกฎหมาย
ระหว่างประเทศ อย่างไรก็ตาม
กระทรวงการต่างประเทศเห็นควรคงถ้อยคำในมาตรา ๑๑ และ ๑๒ เนื่องจาก
เป็นพันธกรณีตามอนุสัญญาต่อต้านการทรมานและการกระทำอื่นๆ ที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม หรือย่ำยีศักดิ์ศรี และกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง อีกทั้งกฎหมายที่มีอยู่และการดำเนินการ
ของไทยที่ผ่านมาส่วนใหญ่สอดคล้องกับหลักการอยู่แล้ว ทั้งนี้ ประเด็นเหล่านี้เป็นประเด็นที่อยู่ในความสนใจ
ของภาคส่วนต่างๆ การไม่บรรจุไว้ในร่างพระราชบัญญัติฯ อาจเป็นการให้สัญญาณการเมืองที่สับสน
และมีผลกระทบในทางลบต่อภาพลักษณ์ของประเทศ

ผู้แทนสำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ : เห็นว่าไม่มีความจำเป็นที่จะต้องบัญญัติ มาตรา ๑๑ เรื่องการห้ามกระทำทรมานในสถานการณ์ฉุกเฉิน แม้ว่าการบัญญัติไว้จะเป็นการอนุวัติการตามอนุสัญญาฯ
ทั้ง ๒ ฉบับ แต่การออกกฎหมายต้องคำนึงถึงดุลยภาพของความมั่นคงของประเทศด้วย ซึ่งตามเจตนารมณ์
ของพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. ๒๕๔๘ เป็นไปเพื่อรักษาความมั่นคง
สงบเรียบร้อยของประชาชนและความมั่นคงแห่งรัฐ ประกอบกับมาตรา ๑๗ ของพระราชกำหนดการบริหารราชการ
ในสถานการณ์ฉุกเฉินฯ กำหนดให้พนักงานเจ้าหน้าที่ไม่ต้องรับผิดทั้งทางแพ่ง ทางอาญา เมื่อกระทำโดยสุจริต
ไม่เลือกปฏิบัติ และไม่เกินสมควรแก่เหตุอยู่แล้ว อีกทั้ง ปัจจุบันมีแผนปรับลดพื้นที่การใช้พระราชกำหนด
การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินฯ จึงทำให้สถานการณ์ผ่อนคลายลงแล้ว นอกจากนี้ ยังเห็นด้วยว่า
ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องกำหนด มาตรา ๑๒ เรื่องหลักการห้ามผลักดันกลับ เนื่องจากการร่างกฎหมายใหม่
ต้องคำนึงถึงความเหมาะสม ความพร้อม กับข้อเท็จจริง รวมทั้งปัจจุบันมีมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ ๑๐ มกราคม ๒๕๖๐ กำหนดร่างระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการบริหารจัดการคนเข้าเมืองผิดกฎหมายและผู้ลี้ภัย
ที่คำนึงถึงในส่วนนี้อยู่แล้ว จึงไม่ต้องกังวล

ผู้แทนสำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชน : มีข้อสังเกตในมาตรา ๑๑ และ ๑๒
ซึ่งเป็นหลักการที่ปรากฏในอนุสัญญาฯ อย่างชัดเจน จึงเห็นว่า ควรมีการบัญญัติไว้เพื่อให้เป็นไปตามอนุสัญญาฯ
หากไม่มีการบัญญัติไว้ อาจต้องเตรียมตอบคำถามจากเวทีระหว่างประเทศว่าเพราะเหตุใดหลักการกฎหมายที่สำคัญ
๒ ประการนี้ จึงหายไปและต้องเป็นเหตุผลที่ฟังแล้วมีน้ำหนัก เพราะกฎหมายฉบับนี้ได้ถูกติดตามจากองค์การ
ระหว่างประเทศอย่างใกล้ชิด เนื่องจากเป็นการเอาอนุสัญญาฯ ๒ ฉบับมาไว้ในพระราชบัญญัติฯ ฉบับเดียวเป็นฉบับแรก

ผู้แทนสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา : หลักสำคัญของอนุสัญญาฯ รวมถึง
ร่างพระราชบัญญัติฯ ที่สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาพิจารณาผ่านมา อาศัยหลักการของอนุสัญญาฯ
ที่ไม่ให้บุคคลถูกส่งกลับไปเพื่อการทรมาน ซึ่งประเด็นนี้เกี่ยวกับหลายเรื่อง เช่น การตรวจคนเข้าเมือง ซึ่งกำลังจะมีระบบคัดกรองใหม่ที่ได้รับการเร่งรัดจากรัฐบาล รวมไปถึงผู้ลี้ภัย การโยกย้ายถิ่นฐาน การส่งผู้ร้ายข้ามแดน
ซึ่งจะเกี่ยวกับเจ้าหน้าที่หลายภาคส่วน ถ้าไม่มีความชัดเจนเรื่องตรวจคนเข้าเมือง หรือเรื่องสถานะ แต่ไปเอาหลักการมาใช้อาจจะเป็นปัญหา ดังนั้น หากนำมาเทียบเคียงจะเกิดปัญหาหรือมีผลเสียมากกว่าผลดี ฉะนั้นควรใช้จารีตประเพณีมากกว่า

ผู้แทนฝ่ายกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม คณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ :
เห็นด้วยที่ไม่ต้องกำหนดเรื่องการห้ามอ้างสถานการณ์ฉุกเฉิน และการหลักการห้ามผลักดันกลับไว้
ในร่างพระราชบัญญัติฯ

ผู้แทนกระทรวงกลาโหม : มีความเห็นว่าเจ้าหน้าที่ของรัฐไม่สามารถกระทำการทรมาน
หรือกระทำให้บุคคลสูญหายอยู่แล้ว ไม่ว่าสถานการณ์ใดๆ จึงไม่มีความจำเป็นต้องบัญญัติทั้ง ๒ ประเด็น
ไว้ในร่างพระราชบัญญัติฯ

ผู้แทนสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง: เห็นว่าไม่มีความจำเป็นที่จะต้องบัญญัติ มาตรา ๑๒
เรื่องหลักการห้ามผลักดันกลับไว้ เนื่องจากมีกฎหมายที่เกี่ยวข้องรองรับในเรื่องนี้แล้ว

ผู้แทนสำนักงานตำรวจแห่งชาติ : เห็นว่าไม่ต้องกำหนดเรื่องการห้ามอ้างสถานการณ์ฉุกเฉิน
และหลักการห้ามผลักดันกลับไว้

ผู้แทนกรมราชทัณฑ์ : เห็นว่าไม่จำเป็นต้องกำหนด มาตรา ๑๒ เรื่องหลักการห้ามผลักดันกลับไว้

ผู้แทนสำนักงานอัยการสูงสุด: มีความห่วงกังวลในการรายงานประเทศฯ เนื่องจาก
เป็นหลักการที่กำหนดไว้ในอนุสัญญาฯ ทั้ง ๒ ฉบับ

นางสาวสัณหวรรณ ศรีสด (เจ้าหน้าที่ ICJ): มีความเห็นว่าควรกำหนดหลักการห้ามอ้างสถานการณ์ฉุกเฉิน และหลักการห้ามผลักดันกลับไว้ในร่างพระราชบัญญัติฯ

นายสมชาย หอมลออ (ที่ปรึกษาอาวุโสมูลนิธิผสานวัฒนธรรม) : มีความเห็นว่าควรบรรจุหลักการห้ามผลักดันกลับไว้ในร่างพระราชบัญญัติฯ

๔.๔ การดำเนินคดี มีข้อสังเกตและข้อเสนอแนะว่า ลักษณะการกระทำความผิดตาม
ร่างพระราชบัญญัติฯ เป็นคดีอาญาทั่วไปไม่ใช่คดีทุจริตและประพฤติมิชอบตามความมุ่งหมายของกฎหมาย
อย่างไรก็ตาม หากกำหนดให้การกระทำความผิดตามร่างพระราชบัญญัติฯ นี้ ขึ้นสู่การพิจารณาของศาลอาญา
คดีทุจริตและประพฤติมิชอบก็เห็นควรมีบทบัญญัติที่ระบุว่าคดีความผิดตามร่างพระราชบัญญัติฯ นี้ ให้ถือว่า
เป็นคดีทุจริตและประพฤติมิชอบด้วย

ผู้แทนสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา : คณะกรรมการกฤษฎีกา (คณะพิเศษ)
ให้ใช้ศาลอาญาคดีทุจริตประพฤติมิชอบ เพราะเมื่อคดีเข้าสู่กระบวนการของศาลอาญาแผนกคดีทุจริตประพฤติ
มิชอบจะกลายเป็นคดีเฉพาะที่มีการพิจารณาโดยใช้วิธีเฉพาะ ระยะเวลาเฉพาะ ทำให้กระบวนการพิจารณา
ไม่ช้าเหมือนกระบวนการอาญาปกติซึ่งมีการพิจารณาที่นานกว่า แต่จะมีการพิจารณาเพียง ๒ ชั้นศาล
ใช้กระบวนการไต่สวนที่ศาลสามารถสอบถามพยานหรือมีกระบวนการเป็นพิเศษ อายุความก็จะเป็นอายุความพิเศษ และผู้พิพากษาในศาลนี้จะมีประสบการณ์โดยตรง และจะเป็นการป้องกันการหยิบยกประเด็นว่าผู้พิพากษา
ที่ตัดสินขาดความชำนาญ

ผู้แทนสำนักกฎหมาย สำนักงานปลัดกระทรวงยุติธรรม:เห็นด้วยกับการให้อยู่ในเขตอำนาจของศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ เนื่องจากใช้ระบบไต่สวน ศาลจะลงมาพิจารณาหาข้อเท็จจริงเอง
แต่ถ้าเป็นคดีอาญาทั่วไปจะใช้ระบบกล่าวหาซึ่งการแสวงหาข้อเท็จจริงของประชาชนทั่วไปคงมีไม่มากพอ

ผู้แทนสำนักงานศาลปกครอง : เห็นด้วยกับการกำหนดให้ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติ
มิชอบเป็นศาลที่มีเขตอำนาจ

ผู้แทนสำนักงานศาลยุติธรรม : เห็นด้วยกับการกำหนดให้ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติ
มิชอบเป็นศาลที่มีเขตอำนาจตามร่างพระราชบัญญัติฯ และขอเสนอเพิ่มเติมคำว่า “ตามกฎหมายว่าด้วย
การจัดตั้งศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ” เพิ่มเข้าไปในร่างมาตรา ๒๗ ด้วย ทั้งนี้ ปัจจุบันศาลอาญา
คดีทุจริตฯ ในกรุงเทพฯ มี ๑ แห่ง ต่างจังหวัดมี ๙ แห่ง ซึ่งคดียังมีไม่มากทำให้การกลั่นกรองคดีทำได้รอบคอบ
อีกทั้งผู้พิพากษามีความเชี่ยวชาญและมีเจ้าพนักงานคดีเป็นผู้ช่วย

ศาสตราจารย์ณรงค์  ใจหาญ : เห็นด้วยกับการกำหนดให้ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติ
มิชอบเป็นศาลที่มีเขตอำนาจตามร่างพระราชบัญญัติฯ แต่มีข้อสังเกตว่าคดีทุจริตจะมีหน่วยงานพิเศษเข้ามาร่วม
ในกระบวนการดำเนินคดีด้วย ได้แก่ สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) และสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) ซึ่งจะมีสำนวนการไต่สวนเฉพาะ เนื่องจากตามวิธีพิจารณา ของ ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. พนักงานสอบสวนจะทำหน้าที่เพียงแค่รับคำร้องแล้ว
ส่งเรื่องให้ ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. ดังนั้นสำหรับร่างพระราชบัญญัติฯ นี้ จึงเกิดประเด็นว่ากรมสอบสวนคดีพิเศษ
จะเป็นหน่วยงานหลักในการสอบสวนจนสิ้นสุดกระบวนการหรือไม่ เพราะวิธีพิจารณาจะแตกต่างกัน

นายสมชาย หอมลออ (ที่ปรึกษาอาวุโสมูลนิธิผสานวัฒนธรรม): เห็นด้วยกับการกำหนดให้
ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ มีเขตอำนาจ อย่างไรก็ตาม มีความห่วงกังวลกรณีที่ไม่สามารถตัด
เขตอำนาจของศาลทหารได้ ซึ่งผู้กระทำความผิดเป็นทหารก็ต้องขึ้นศาลทหารเช่นเดิม    

๔.๕ ข้อเสนอแนะอื่นๆ

ผู้แทนสำนักงานตำรวจแห่งชาติ : ร่างพระราชบัญญัติฯ เป็นเรื่องใหม่ จึงอาจยังไม่มีครบ
ทุกประเด็น สำหรับประเด็นการกำหนดฐานความผิด ไม่น่ามีปัญหาเรื่องถ้อยคำ แต่มีข้อห่วงกังวล คือ การตีความ
ที่จะเป็นบรรทัดฐานของการปฏิบัติร่างพระราชบัญญัติฯ ต่อไป รวมถึงหน่วยงานที่ต้องรับผิดชอบในการดำเนินการตามร่างพระราชบัญญัติฯ ซึ่งต้องควบคุมดูแลกระบวนการที่มีทั้งป้องกัน เยียวยา รวมทั้งอยากให้มีการนำเรื่องเทคโนโลยีมาใช้ควบคู่ไปด้วยไม่เช่นนั้นในอนาคตจะเกิดปัญหา

ผู้แทนกรมสอบสวนคดีพิเศษ : กรมสอบสวนคดีพิเศษจะเป็นเจ้าภาพหลักในการสอบสวน
ตามร่างพระราชบัญญัติฯ ทั้งนี้ อำนาจในการสอบสวนของกรมสอบสวนคดีพิเศษโดยปกติมี ๒ ช่องทาง คือ ช่องทางที่ ๑ ตามบัญชีท้ายพระราชบัญญัติฯ ช่องทางที่ ๒ ตามมติของคณะกรรมการคดีพิเศษพิจารณา สำหรับ
ร่างพระราชบัญญัติฯ
ฉบับนี้เป็นช่องทางใหม่ ต้องดูว่าในทางปฏิบัติจะดำเนินการอย่างไร และขอให้ข้อสังเกตว่ากำลังพลของกรมสอบสวนคดีพิเศษมีจำนวนจำกัด ความรวดเร็วในการสอบสวนจะช้า หากตัดอำนาจพนักงานสอบสวนในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาทั้งหมดอาจทำให้ไม่มีประสิทธิภาพ

ผู้แทนกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ : เห็นด้วยกับร่างพระราชบัญญัติฯ ฉบับนี้

ผู้แทนกระทรวงมหาดไทย : เห็นด้วยกับร่างพระราชบัญญัติฯ ฉบับนี้ สำหรับกระทรวงมหาดไทยจะเกี่ยวข้องกับร่างพระราชบัญญัติฯ ในส่วนของมาตรการป้องกัน

ผู้แทนกระทรวงสาธารณสุข : เห็นด้วยกับร่างพระราชบัญญัติฯ นี้ เพราะจะทำให้ประชาชน
ได้รับประโยชน์
ผู้ที่ได้รับความเสียหายได้รับการเยียวยา ในส่วนของคณะกรรมการฯ ถือว่ามีส่วนสำคัญที่จะกำหนดกระบวนการและหลักเกณฑ์การเยียวยา แต่ขอให้เน้นในส่วนการปฏิบัติที่ได้รับการสนับสนุนจากฝ่ายเลขาฯ
ที่มีประสิทธิภาพสามารถสรุปข้อมูลได้ชัดเจน ควรช่วยเหลืออย่างไรจึงจะเหมาะสม ส่วนสถานการณ์ฉุกเฉิน
ถ้าใส่ในร่างพระราชบัญญัติฯ ก็เป็นการปฏิบัติตามอนุสัญญาฯ อย่างครบถ้วน แต่การบริหารประเทศ
ควรมีการยืดหยุ่นซึ่งในภาพรวมก็เห็นด้วยตามร่างพระราชบัญญัติฯ นี้

ผู้แทนศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ : ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ดูแลในส่วนมาตรการช่วยเหลือเยียวยาไม่ว่าจะเป็นการทรมาน การละเมิดสิทธิ รวมถึงการกระทำให้บุคคลสูญหาย ซึ่งในร่างพระราชบัญญัติฯ ยังไม่มีการกำหนดมาตรการไว้ ดังนั้น ควรมีการเทียบเคียง
การนำมาปฏิบัติการช่วยเหลือเยียวยาเพื่อให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน สำหรับการป้องกันจะเป็นความรับผิดชอบ
ของกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค ๔ ส่วนหน้า ควรเชิญกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน ภาค ๔ ส่วนหน้า เข้ามาร่วมประชุมด้วย เพราะเป็นผู้รับผิดชอบโดยตรงในเรื่องนโยบาย และรับนโยบายโดยตรงจากนายกรัฐมนตรี ไม่ว่าจะเป็นการป้องกันหรือพัฒนา นอกจากนี้เสนอให้เพิ่มเติมคณะกรรมการฯ คือ
ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน ภาค ๔ ส่วนหน้า
และกระทรวงศึกษาธิการ ตามเหตุผลที่กล่าวเบื้องต้น

ผู้แทนกรมราชทัณฑ์ : มีความไม่ชัดเจนในเรื่องการบันทึกข้อมูลเกี่ยวกับผู้ถูกจำกัดเสรีภาพ หมายรวมถึง ผู้ถูกควบคุมในเรือนจำทั้งหมดด้วยหรือไม่ และมีข้อห่วงกังวลในการปฏิบัติตามมาตรา ๒๑ วรรคสุดท้าย คือ เวลาปล่อยตัวต้องมีการระบุตัวบุคคลที่มารับ

ศาสตราจารย์ณรงค์  ใจหาญ: เห็นด้วยกับการกำหนดมาตรการป้องกันในร่างพระราชบัญญัติฯ ฉบับนี้

ผศ. ดร. รณกรณ์  บุญมี: มีข้อสังเกตดังนี้

(๑) การกำหนด “เจ้าหน้าที่ของรัฐ” ที่แตกต่างจากประมวลกฎหมายอาญาโดยปรับมาจากอนุสัญญาฯ ทั้ง ๒ ฉบับ

(๒) ความรับผิดของผู้มีส่วนร่วมตามมาตรา ๓๑ วรรค ๒ อาจทำให้เกิดความสับสนได้ว่าแตกต่างจากตัวการ ผู้ใช้ ผู้สนับสนุนอย่างไร

(๓) บทกำหนดโทษไม่มีความเหมาะสม

Mr.Laurent Meillan (ผู้แทนสำนักงานข้าหลวงใหญ่เพื่อสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติประจำเอเชียตะวันออกเฉียงใต้): เสนอให้รัฐบาลไทยผ่านร่างพระราชบัญญัติฯ ฉบับนี้ เพื่อให้มีมาตรฐาน
ด้านสิทธิมนุษยชนเท่ากับระดับสากล และเป็นการดำเนินการตามที่ประเทศไทยได้ให้คำมั่นไว้ในเวทีระหว่างประเทศหลายครั้ง

นายประเสริฐ เหล่าโสภาพันธ์ (ญาติผู้เสียหาย): มีข้อสังเกตเกี่ยวกับการบังคับใช้พระราชบัญญัตินี้ว่ามีผลย้อนหลังหรือไม่

นางสาวสัณหวรรณ ศรีสด (เจ้าหน้าที่ ICJ): มีข้อสังเกตดังนี้

(๑) เสนอให้มีการเพิ่มความผิดฐานพยายามเข้าไปในร่างพระราชบัญญัติฯ ด้วย

(๒) เสนอให้เพิ่มหลักการไม่สามารถรับฟังคำให้การที่ได้มาจากการทรมานได้

(๓) เสนอแนวทางการป้องกันการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหายเพิ่มเติม เช่น
การบันทึกเสียงหรือวีดีโอในระหว่างการสอบสวน และการแจ้งข้อมูลของผู้ที่ถูกสอบสวนแก่ญาติอย่างต่อเนื่อง
โดยไม่ต้องให้ญาติไปร้องขอ

นายอิสะมาแอ เต๊ะ (ผู้เสียหาย) : เห็นด้วยกับการมีร่างพระราชบัญญัติฯ เนื่องจาก
เป็นประโยชน์และมีกลไกที่จะเป็นที่พึ่งแก่ประชาชนได้

 

๕.  คำชี้แจงเหตุผลรายประเด็น

๕.๑ การกำหนดฐานความผิด

๕.๑.๑ มาตรา ๕ ความผิดฐานกระทำทรมาน และมาตรา ๖ ความผิดฐานกระทำให้บุคคล
สูญหาย
จากข้อสังเกตและข้อเสนอแนะที่ว่ามีการกำหนดฐานความผิดที่แตกต่างและเกินขอบเขตพันธกรณี
ในอนุสัญญา
CAT ข้อบทที่ ๑ ความผิดฐานทรมาน และอนุสัญญา ICPPED ข้อบทที่ ๖ ความผิดฐานการบังคับ
ให้หายสาบสูญนั้น ขอเรียนว่า
การอนุวัติการกฎหมายภายในของรัฐภาคีเป็นเจตจำนงของรัฐภาคีนั้นๆ
แต่ต้องกำหนดไม่ต่ำกว่าหลักการของอนุสัญญาฯ เพราะอนุสัญญาฯ เป็นเพียงมาตรฐานขั้นต่ำให้รัฐภาคี
ปฏิบัติตามเท่านั้น รัฐภาคีจึงสามารถกำหนดมาตรการต่างๆ ให้มากกว่าหลักการในอนุสัญญาฯ ได้ ซึ่งเป็นการแสดง
เจตนารมณ์ของรัฐในการให้ความสำคัญกับประเด็นดังกล่าว อีกทั้งยังเป็นการยกระดับหลักประกันในการคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของประชาชนมากขึ้นอีกด้วย

                            สำหรับกรณีมีข้อเสนอให้กำหนดเพิ่มเติมมาตรา ๕ ตามข้อบทที่ ๑ ของอนุสัญญา CAT คือ “ทั้งนี้ ไม่รวมถึงความเจ็บปวดหรือความทุกข์ทรมานที่เกิดจาก หรืออันเป็นผลปกติจาก หรืออันสืบเนื่องมาจากการลงโทษทั้งปวงที่ชอบด้วยกฎหมาย” เพื่อให้เกิดความชัดเจนและลดความกังวลของผู้บังคับใช้กฎหมาย นั้น
ขอเรียนว่า ในประเด็นดังกล่าว คณะกรรมการกฤษฎีกา (คณะพิเศษ) นำโดยนายวัฒนา รัตนวิจิตร เป็นประธาน
ได้มีความเห็นว่า การลงโทษโดยชอบด้วยกฎหมาย เป็นการกระทำที่ถูกกฎหมายอยู่แล้ว ไม่มีโอกาสที่จะเป็น
การกระทำความผิดได้ จึงไม่มีความจำเป็นที่ต้องบัญญัติไว้

๕.๑.๒ มาตรา ๓๒ ความรับผิดของผู้บังคับบัญชา จากข้อสังเกตและข้อเสนอแนะว่า
ตามอนุสัญญา
ICPPED กําหนดให้ผู้บังคับบัญชาที่จะต้องรับผิดต้องเป็นผู้บังคับบัญชาซึ่งมีหน้าที่หรือควบคุม
ในการกระทําที่เกี่ยวข้องกับการกระทําให้บุคคลสูญหาย และรวมผู้บังคับบัญชาโดยตลอดสายไม่จํากัดลําดับชั้น
ของการบังคับบัญชา แต่ร่างพระราชบัญญัติฯ กําหนดให้ผู้บังคับบัญชาที่ต้องรับผิดตามมาตรานี้
จํากัดเฉพาะผู้บังคับบัญชาซึ่งทราบว่า ผู้ใต้บังคับบัญชาที่อยู่ภายใต้การบังคับบัญชาโดยตรงของตนกระทําความผิดเท่านั้น และไม่ได้กําหนดว่า จะต้องเป็นผู้บังคับบัญชาซึ่งมีหน้าที่รับผิดชอบและมีอํานาจควบคุมกิจกรรม
ของผู้ใต้บังคับบัญชาที่เป็นเหตุให้เกิดการบังคับสูญหายเท่านั้นที่ต้องรับผิด ทําให้ผู้บังคับบัญชาซึ่งอยู่ในข่าย
ที่ต้องรับผิดมีมากกว่าที่กําหนดในอนุสัญญาฯ รวมทั้ง มีการเสนอให้มีการกำหนดคำนิยามของผู้บังคับบัญชา
เพื่อให้เกิดความชัดเจนนั้น ขอเรียนว่า
ในชั้นการยกร่างของคณะกรรมการกฤษฎีกา (คณะพิเศษ)
ได้มีการพิจารณาในเรื่องนี้กันอย่างกว้างขวาง ซึ่งพบว่าการกำหนดคำนิยามว่าผู้บังคับบัญชา
เป็นเรื่องที่พิจารณาได้ยาก และในทางปฏิบัติมีทั้งผู้บังคับบัญชาโดยตรงหรือโดยอ้อม อนึ่ง การกำหนดคำนิยาม
คำว่า “ผู้บังคับบัญชา” อาจจะต้องคำนึงถึงหลักการทั่วไปของกฎหมายอาญาในการกำหนดความผิดอาญา
ที่ควรกระทำอย่างจำกัด เพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบเชิงลบทำให้เจ้าหน้าที่ต้องแบกภาระหรือรับผิดเกินจำเป็น
รวมทั้ง หลักการร่างกฎหมายการกำหนดคำนิยามจะใช้สำหรับกรณีมีการใช้คำดังกล่าวในหลายส่วน
ของร่างพระราชบัญญัติฯ เท่านั้น

๕.๒ ความไม่เป็นเอกภาพในการใช้ถ้อยคำระหว่างพระราชบัญญัติกับประมวลกฎหมายอาญา จากข้อสังเกตและข้อเสนอแนะว่าในร่างพระราชบัญญัติฯ กำหนดนิยามศัพท์ในมาตรา ๓  “การทรมาน” แตกต่าง
จากความหมายคำว่า “กระทำโดยทรมาน” ที่บัญญัติในประมวลกฎหมายอาญาซึ่งอาจก่อให้เกิดความสับสน
ในการตีความและการบังคับใช้กฎหมายได้นั้น ขอเรียนว่า ในร่างพระราชบัญญัติฯ ได้ขยายฐานความผิด
ให้มีองค์ประกอบความผิดตามมาตรา ๕ ซึ่งชัดเจนว่าแตกต่างจากประมวลกฎหมายอาญา อีกทั้งในประมวลกฎหมายอาญาเป็นเพียงการกำหนดให้เป็นวิธีการจึงขึ้นอยู่กับดุลพินิจของศาลแต่ละคดีที่จะพิจารณาลักษณะ
ของการกระทําว่าถึงขนาดเป็นการทรมานหรือไม่ ทั้งนี้ ในชั้นการยกร่างของคณะกรรมการกฤษฎีกา (คณะพิเศษ) ได้มีการพิจารณาในประเด็นความซับซ้อนของถ้อยคำดังกล่าวแล้ว จึงได้พยายามนิยามให้แตกต่าง ทั้งนี้ ภายหลังร่างพระราชบัญญัติฯ มีผลบังคับใช้ กระทรวงยุติธรรม โดยกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพจะดำเนินการซักซ้อมความเข้าใจให้กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะ หน่วยงานและเจ้าหน้าที่ในกระบวนการยุติธรรมให้มีความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องตรงกัน

๕.๓ มาตรา ๑๑ การห้ามอ้างสถานการณ์ฉุกเฉิน สงคราม ความไม่มั่นคงของรัฐหรือสถานการณ์พิเศษใด เพื่อให้การกระทำความผิดตามพระราชบัญญัตินี้เป็นการกระทำที่ชอบด้วยกฎหมาย มีข้อสังเกต
และข้อเสนอแนะว่า มาตรานี้อาจไม่มีความจำเป็นที่ต้องบัญญัติไว้ เพราะหากมีการกำหนดฐานความผิดเกี่ยวกับ
การทรมานไว้แล้ว การกระทำของเจ้าหน้าที่ของรัฐแม้จะสืบเนื่องจากการใช้อำนาจตามกฎหมายพิเศษ
หากครบองค์ประกอบความผิดฐานกระทำทรมาน เจ้าหน้าที่ของรัฐนั้น ไม่อาจอ้างว่าเป็นการกระทำโดยสุจริตได้ และไม่อาจอ้างเหตุยกเว้นความรับผิดตามกฎหมายใดได้นั้น ขอเรียนว่า กระทรวงยุติธรรม โดยกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้พิจารณาแล้วเห็นว่าไม่มีความจำเป็นที่จะกำหนดประเด็นดังกล่าวไว้
เนื่องจาก การกระทําของเจ้าหน้าที่รัฐในทุกกรณี แม้จะสืบเนื่องจากการใช้อํานาจตามกฎหมายพิเศษ  เช่น
กรณีการควบคุมตัว
ตามพระราชกําหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. ๒๕๔๘ มาตรา ๑๑ (๑) หรือการปฏิบัติหน้าที่ตามคําสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติที่ ๓/๒๕๕๘ เรื่อง การรักษาความสงบเรียบร้อยและความมั่นคง
ของชาติ หากครบองค์ประกอบความผิดฐานกระทําทรมาน เจ้าหน้าที่รัฐนั้นย่อมไม่อาจนำมาอ้างว่าเป็นการกระทํา
โดยสุจริตได้ และไม่อาจอ้างเป็นเหตุยกเว้นความรับผิดตามกฎหมายใดได้ รวมทั้งไม่มีคำสั่ง หรือกฎหมายใดที่อนุญาต
ให้กระทำการทรมานได้อยู่แล้ว จึงไม่ต้องกำหนดประเด็นนี้ไว้ ทั้งนี้ จะมีการสร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับหลักการ
ของสิทธิเด็ดขาดที่ไม่สามารถล่วงละเมิดได้ (
non – derogation) ให้กับเจ้าหน้าที่ของรัฐให้เกิดการปฏิบัติตามอย่างจริงจัง

๕.๔ มาตรา ๑๒ หลักการห้ามผลักดันกลับ (non – refoulement) /การกำหนดห้ามส่งตัวบุคคลใดกลับออกไปนอกราชอาณาจักร มีข้อสังเกตและข้อเสนอแนะว่า ประเทศไทยมีกฎหมายที่ให้ดุลพินิจ
แก่ฝ่ายบริหารที่จะไม่ผลักดันกลับซึ่งทำให้ประเทศไทยสามารถปฏิบัติตามพันธกรณีได้อยู่แล้ว เพียงแต่ไม่ได้กำหนดแนวทางในการใช้ดุลพินิจตามที่ระบุไว้ในอนุสัญญาไว้ในกฎหมายเหล่านั้น และร่างพระราชบัญญัติฯ ฉบับนี้ ไม่ได้กำหนดว่าถ้าฝ่าฝืนแล้วจะเป็นความผิดและมีโทษทางอาญา จึงอาจบัญญัติหรือไม่ก็ได้ ขอเรียนว่า กระทรวงยุติธรรม โดยกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องพิจารณาแล้วเห็นว่าไม่มีความจำเป็น
ต้องกำหนดประเด็นดังกล่าวไว้
  เนื่องจากประเทศไทยได้ยึดถือหลักการห้ามผลักดันกลับเป็นจารีตประเพณีอยู่แล้ว  เพียงแต่ไม่ได้กําหนดแนวทางในการใช้ดุลพินิจตามที่ระบุไว้ในอนุสัญญาเอาไว้ในกฎหมายรวมทั้งปัจจุบัน
ได้มีนโยบายและมาตรการต่างๆ ที่ให้ความสำคัญต่อหลักการดังกล่าวอย่างจริงจังมากขึ้น อาทิ การประชุมสุดยอดระดับ
ผู้นำด้านผู้ลี้ภัยของประธานาธิบดีสหรัฐฯ (
President Obama’s Leaders’ Summit on Refugees) ในวันที่ ๒๐ กันยายน ๒๕๕๙ ณ นครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา นายกรัฐมนตรีได้เดินทางไปเข้าร่วมและให้คำมั่นของประเทศไทยเพื่อยืนยัน
การบรรจุหลักการห้ามผลักดันกลับไว้ในกฎหมายซึ่งจะเป็นการเสริมสร้างการนำหลักการดังกล่าวอย่างจริงจังมากขึ้น
และมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ ๑๐ มกราคม ๒๕๖๐
ได้อนุมัติหลักการเรื่อง กฎหมายสำคัญที่มีความจำเป็นเร่งด่วน
ที่ต้องเร่งรัดปรับปรุงหรือยกร่างกฎหมายขึ้นใหม่ (ร่างพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง (ฉบับที่ ..) พ.ศ. ....)
ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการตรวจคัดกรองคนเข้าเมืองผิดกฎหมายและผู้ลี้ภัย โดยเห็นชอบในหลักการ
ให้มีระบบคัดกรองคนเข้าเมืองผิดกฎหมายตามผลการพิจารณาของคณะกรรมการกฤษฎีกา โดยใช้แนวทาง
ในการออกระเบียบ และมอบให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติรับร่างระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วย
การบริหารจัดการคนเข้าเมืองผิดกฎหมายและผู้ลี้ภัย พ.ศ. .... ไปพิจารณาร่วมกับกระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงมหาดไทย กระทรวงแรงงาน สำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ซึ่งสำนักงานตำรวจแห่งชาติจะเป็นหน่วยงานผู้รับผิดชอบหลัก โดยทำงานร่วมกับคณะกรรมการบริหารคนเข้าเมืองผิดกฎหมายและผู้ลี้ภัยซึ่งจะจัดตั้งขึ้นใหม่ โดยมีนายกรัฐมนตรีหรือรองนายกรัฐมนตรีซึ่งนายกรัฐมนตรีมอบหมายเป็นประธาน
ประกอบกับร่างพระราชบัญญัติฯ นี้ ไม่ได้กําหนดว่าถ้าฝ่าฝืนแล้วจะเป็นความผิดและมีโทษทางอาญา
จึงไม่จำเป็นต้องบัญญัติไว้

๕.๕ การดำเนินคดี จากข้อสังเกตและข้อเสนอแนะว่า ลักษณะการกระทำความผิด
ตามร่างพระราชบัญญัติฯ เป็นคดีอาญาทั่วไปไม่ใช่คดีทุจริตและประพฤติมิชอบตามความมุ่งหมายของกฎหมาย การกำหนดให้การกระทำความผิดตามร่างพระราชบัญญัติฯ นี้ขึ้นสู่การพิจารณาของศาลอาญาคดีทุจริต
และประพฤติมิชอบก็เห็นควรมีบทบัญญัติที่ระบุว่าคดีความผิดตามร่างพระราชบัญญัติฯ นี้ ให้ถือว่าเป็นคดีทุจริตและประพฤติมิชอบด้วย
นั้น ขอเรียนว่าเมื่อพิจารณาข้อดีข้อเสียระหว่างศาลอาญาปกติ และศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบแล้ว  เห็นว่าคดีการกระทำความผิดฐานกระทำทรมาน และฐานกระทำให้บุคคลสูญหาย
ควรกำหนดให้ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบมีเขตอำนาจ เนื่องจากคดีดังกล่าวควรจะมีกระบวนการพิจารณา
ที่รวดเร็ว ประกอบกับ
เป็นการดำเนินคดีระหว่างเจ้าหน้าที่ของรัฐกับประชาชน ซึ่งราษฎรส่วนมาก
ไม่มีความสามารถที่จะแสวงหาพยานหลักฐานต่างๆ มาแสดงต่อศาลเพื่อพิสูจน์ความจริงได้ การใช้ระบบไต่สวน
ให้ศาลมีบทบาทสำคัญในการแสวงหาข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานจะทำให้การต่อสู้ระหว่างคู่ความ
มีความเสมอภาคมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้การกระทำความผิดดังกล่าว เป็นการละเมิดหลักการสำคัญในเรื่อง
สิทธิมนุษยชนตามพันธกรณีระหว่างประเทศที่ประเทศไทยเข้าเป็นภาคี ซึ่งมีความยุ่งยากซับซ้อน ละเอียดอ่อน และอ่อนไหว จึงจำเป็นต้องมีผู้พิพากษาที่มีประสบการณ์มาพิจารณาคดี ซึ่งศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ
จะแต่งตั้งผู้พิพากษาจากผู้ที่ปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งผู้พิพากษามาแล้วไม่น้อยกว่าสิบปี

๕.๖ การดำเนินคดีโดยกรมสอบสวนคดีพิเศษ จากข้อสังเกตและข้อเสนอแนะที่ว่า กำลังพล
ของกรมสอบสวนคดีพิเศษมีจำนวนจำกัด ความรวดเร็วในการสอบสวนจะช้า หากตัดอำนาจพนักงานสอบสวน
ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาทั้งหมดอาจทำให้ไม่มีประสิทธิภาพ ขอเรียนว่า คณะกรรมการกฤษฎีกา (คณะพิเศษ) ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้มีความเห็นว่า
การดำเนินคดีกระทำทรมาน และการกระทำให้สูญหาย ให้เป็นหน้าที่ของกรมสอบสวนคดีพิเศษ โดยกำหนดให้เป็นความผิดที่เป็นคดีพิเศษตามบัญชีท้ายพระราชบัญญัติการสอบสวนคดีพิเศษ พ.ศ. ๒๕๔๗ เนื่องจากเป็นคดีที่กระทำโดยเจ้าหน้าที่รัฐ ซึ่งส่วนมาก
กลุ่มผู้กระทำความผิดเป็นเจ้าหน้าที่บังคับใช้กฎหมาย และหลายกรณีเป็นผู้มีอิทธิพลในพื้นที่ ดังนั้น
จึงมีความจำเป็นต้องให้หน่วยงานกลางที่มีความเชี่ยวชาญในการสืบสวนสอบสวนเป็นผู้ดำเนินคดีดังกล่าว
(เว้นแต่กรณีที่เจ้าหน้าที่กรมสอบสวนคดีพิเศษเป็นผู้กระทำความผิด จะต้องให้เจ้าหน้าที่ตำรวจเป็นผู้ดำเนินคดี)
ซึ่งกรมสอบสวนคดีพิเศษเป็นหน่วยงานที่มีความพร้อมทั้งในด้านศักยภาพ ความเชี่ยวชาญ บุคลากร งบประมาณ
มีกระบวนการดำเนินงานรองรับที่เป็นระบบอยู่แล้ว จึงไม่มีความจำเป็นต้องตั้งกลไกใหม่ให้เกิดความซ้ำซ้อน

๕.๗ การตีความและการปฏิบัติตามกฎหมาย เช่น การบันทึกข้อมูลผู้ถูกจำกัดเสรีภาพ
จากข้อสังเกตและข้อเสนอแนะว่า มีความห่วงกังวลในการตีความ การปฏิบัติตามร่างพระราชบัญญัติฯ โดยเฉพาะการบันทึกข้อมูลผู้ถูกจำกัดเสรีภาพนั้น ขอเรียนว่า ภายหลังที่ร่างพระราชบัญญัติฯ มีผลใช้บังคับแล้ว กระทรวงยุติธรรม โดยกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ จะมีการฝึกอบรมและจัดทำคู่มือแนวทางการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่
ที่เกี่ยวข้องเพื่อให้เกิดความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องตรงกัน

๕.๘ การเพิ่มองค์ประกอบคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการกระทำทรมาน
และการกระทำให้บุคคลสูญหาย
/เพิ่มคณะกรรมการฯ และมีองค์กรภาคประชาสังคม จากข้อสังเกต
และข้อเสนอแนะให้เพิ่มองค์ประกอบคณะกรรมการฯ เช่น ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้
กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน ภาค ๔ ส่วนหน้า กระทรวงศึกษาธิการ และองค์การภาคประชาสังคมนั้น ขอเรียนว่า หลายหน่วยงานมีความเกี่ยวข้องกับร่างพระราชบัญญัติฯ ฉบับนี้ แต่ไม่สามารถกำหนดให้เป็นคณะกรรมการได้ทั้งหมด จึงจำเป็นต้องกำหนดจำนวนคณะกรรมการฯ เท่าที่ปรากฏเพื่อความคล่องตัว
และความรวดเร็วในการดำเนินงาน สำหรับประเด็นองค์กรภาคประชาสังคมนั้น คณะกรรมการฯ ได้กำหนดให้มีผู้ทรงคุณวุฒิในด้านต่างๆ เข้าร่วมเป็นคณะกรรมการฯ จึงเป็นช่องทางที่เปิดกว้างให้ทุกภาคส่วนเข้ามามีส่วนร่วม

๕.๙ ระยะเวลาในการบังคับใช้กฎหมาย จากข้อสังเกตและข้อเสนอแนะว่า การบังคับใช้พระราชบัญญัติฯ นี้ว่ามีผลย้อนหลังหรือไม่ ขอเรียนว่า ตามหลัก Nullum crimen sine lege คือ ไม่มีการกระทำ
ความผิดหากไม่มีกฎหมายกำหนด และ
Nulla poena sine lege คือ บุคคลจะไม่ต้องรับโทษหากไม่มีกฎหมายกำหนดไว้ หลักกฎหมายห้ามย้อนหลังดังกล่าวนี้หากเป็นการย้อนหลังในโทษทางอาญาถือเป็นหลักกฎหมายเคร่งครัด ผู้ใช้กฎหมายจะตีความเป็นอย่างอื่นนอกจากที่กฎหมายกำหนดไม่ได้ เว้นแต่กฎหมายที่ออกมาภายหลัง
มีลักษณะเป็นคุณแก่ผู้กระทำความผิดยิ่งกว่าและไม่ขัดหรือแย้งกับรัฐธรรมนูญ
ดังนั้น ร่างพระราชบัญญัติฯ
เป็นกฎหมายที่ออกมาใหม่จะใช้บังคับแก่กรณีที่เกิดขึ้นในอนาคตนับแต่วันที่ประกาศใช้กฎหมายเป็นต้นไปเท่านั้น
 
และกฎหมายจะไม่ใช้บังคับแก่การกระทําหรือเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก่อนหน้าวันบังคับใช้กฎหมาย

๕.๑๐ หลักการห้ามรับฟังคำให้การที่ได้มาจากการทรมานฯ จากข้อสังเกตและข้อเสนอแนะว่า ควรเพิ่มหลักการห้ามรับฟังคำให้การที่ได้มาจากการทรมานฯ นั้น ขอเรียนว่า ในชั้นการพิจารณา
ของคณะกรรมการกฤษฎีกา (คณะพิเศษ) ได้มีความเห็นว่าหลักการดังกล่าวสอดคล้องกับประมวลกฎหมาย
วิธีพิจารณาความอาญา
มาตรา ๑๓๕ และ ๒๒๖ และสามารถปรับใช้มาตราดังกล่าวได้อยู่แล้ว จึงไม่จำเป็นต้องกำหนดไว้อีก

 

๖.  การนำผลการรับฟังความคิดเห็นมาประกอบการพิจารณาจัดทำร่างกฎหมาย

กระทรวงยุติธรรม โดยกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้พิจารณาความเห็นและข้อสังเกตข้างต้นแล้ว เห็นควรแก้ไขเพิ่มเติม ดังนี้

๖.๑ มาตรา ๑๑ การห้ามอ้างสถานการณ์ฉุกเฉิน สงคราม ความไม่มั่นคงของรัฐหรือสถานการณ์พิเศษใด เพื่อให้การกระทำความผิดตามพระราชบัญญัตินี้เป็นการกระทำที่ชอบด้วยกฎหมาย กระทรวงยุติธรรม โดยกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้พิจารณาแล้วเห็นว่า ไม่มีความจำเป็น
ที่จะกำหนดประเด็นดังกล่าวไว้
เนื่องจาก การกระทําของเจ้าหน้าที่รัฐในทุกกรณี แม้จะสืบเนื่องจากการใช้อํานาจ
ตามกฎหมายพิเศษ เช่น กรณีการควบคุมตัวตามพระราชกําหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน
พ.ศ. ๒๕๔๘ มาตรา ๑๑ (๑) หรือการปฏิบัติหน้าที่ตามคําสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติที่ ๓/๒๕๕๘ เรื่อง การรักษาความสงบเรียบร้อยและความมั่นคงของชาติ ฯลฯ หากครบองค์ประกอบความผิดฐานกระทําทรมาน เจ้าหน้าที่รัฐนั้นย่อมไม่อาจนำมาอ้างว่าเป็นการกระทําโดยสุจริตได้ และไม่อาจอ้างเป็นเหตุยกเว้นความรับผิด
ตามกฎหมายใดได้ รวมทั้งไม่มีคำสั่ง หรือ กฎหมายใดที่อนุญาตให้กระทำการทรมานได้อยู่แล้ว จึงไม่ต้องกำหนดประเด็นนี้ไว้ ทั้งนี้ จะมีการสร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับหลักการของสิทธิเด็ดขาดที่ไม่สามารถล่วงละเมิดได้
(
non – derogation) ให้กับเจ้าหน้าที่ของรัฐเพื่อให้เกิดความเข้าใจและการนำไปปฏิบัติอย่างจริงจัง

๖.๒ มาตรา ๑๒ หลักการห้ามผลักดันกลับ (non – refoulement) /การกำหนดห้ามส่งตัวบุคคลใดกลับออกไปนอกราชอาณาจักร กระทรวงยุติธรรม โดยกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ และหน่วยงาน
ที่เกี่ยวข้องพิจารณาแล้วเห็นว่า ไม่มีความจำเป็นต้องกำหนดประเด็นดังกล่าวไว้
เนื่องจากประเทศไทย
ได้ยึดถือหลักการ
ห้ามผลักดันกลับเป็นจารีตประเพณีอยู่แล้วเพียงแต่ไม่ได้กําหนดแนวทางในการใช้ดุลพินิจตาม
ที่ระบุไว้ในอนุสัญญาเอาไว้ในกฎหมาย
รวมทั้งปัจจุบันได้มีนโยบายและมาตรการต่างๆ ที่ให้ความสำคัญต่อหลักการดังกล่าวอย่างจริงจังมากขึ้น อาทิ การประชุมสุดยอดระดับผู้นำด้านผู้ลี้ภัยของประธานาธิบดีสหรัฐฯ (President Obama’s Leaders’ Summit on Refugees) ในวันที่ ๒๐ กันยายน ๒๕๕๙ ณ นครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา นายกรัฐมนตรีได้เดินทาง
ไปเข้าร่วมและให้คำมั่นของประเทศไทยเพื่อยืนยันการบรรจุหลักการห้ามผลักดันกลับไว้ในกฎหมายซึ่งจะเป็นการเสริมสร้าง
การนำหลักการดังกล่าวอย่างจริงจังมากขึ้น และมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ ๑๐ มกราคม ๒๕๖๐
ได้อนุมัติหลักการ
เรื่อง กฎหมายสำคัญที่มีความจำเป็นเร่งด่วนที่ต้องเร่งรัดปรับปรุงหรือยกร่างกฎหมายขึ้นใหม่ (ร่างพระราชบัญญัติ
คนเข้าเมือง (ฉบับที่ ..) พ.ศ. ....) ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการตรวจคัดกรองคนเข้าเมืองผิดกฎหมาย
และผู้ลี้ภัย โดยเห็นชอบในหลักการให้มีระบบคัดกรองคนเข้าเมืองผิดกฎหมายตามผลการพิจารณา
ของคณะกรรมการกฤษฎีกา โดยใช้แนวทางในการออกระเบียบ และมอบให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติ
รับร่างระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการบริหารจัดการคนเข้าเมืองผิดกฎหมายและผู้ลี้ภัย พ.ศ. ....
ไปพิจารณาร่วมกับกระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงมหาดไทย กระทรวงแรงงาน สำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ซึ่งสำนักงานตำรวจแห่งชาติจะเป็นหน่วยงานผู้รับผิดชอบหลัก โดยทำงานร่วมกับคณะกรรมการบริหารคนเข้าเมืองผิดกฎหมายและผู้ลี้ภัยซึ่งจะจัดตั้งขึ้นใหม่ โดยมีนายกรัฐมนตรี
หรือรองนายกรัฐมนตรีซึ่งนายกรัฐมนตรีมอบหมายเป็นประธาน
ประกอบกับร่างพระราชบัญญัติฯ นี้ ไม่ได้กําหนดว่าถ้าฝ่าฝืนแล้วจะเป็นความผิดและมีโทษทางอาญา จึงไม่มีความจะเป็นต้องบัญญัติไว้

๖.๓ มาตรา ๒๗ การดำเนินคดี กระทรวงยุติธรรม โดยกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ
และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้พิจารณาข้อดีข้อเสียระหว่างศาลอาญาปกติ และศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติ
มิชอบแล้ว  เห็นว่าคดีการกระทำความผิดฐานกระทำทรมาน และฐานกระทำให้บุคคลสูญหายควรกำหนดให้
ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบมีเขตอำนาจ เนื่องจากคดีดังกล่าวควรจะมีกระบวนการพิจารณาที่รวดเร็ว ประกอบกับเป็นการดำเนินคดีระหว่างเจ้าหน้าที่ของรัฐกับประชาชน ซึ่งราษฎรส่วนมากไม่มีความสามารถ
ที่จะแสวงหาพยานหลักฐานต่างๆ มาแสดงต่อศาลเพื่อพิสูจน์ความจริงได้ การใช้ระบบไต่สวนให้ศาลมีบทบาทสำคัญในการแสวงหาข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานจะทำให้การต่อสู้ระหว่างคู่ความมีความเสมอภาคมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้การกระทำความผิดดังกล่าว เป็นการละเมิดหลักการสำคัญในเรื่องสิทธิมนุษยชนตามพันธกรณี
ระหว่างประเทศที่ประเทศไทยเข้าเป็นภาคี ซึ่งมีความยุ่งยากซับซ้อน ละเอียดอ่อน และอ่อนไหว จึงจำเป็นต้องมี
ผู้พิพากษาที่มีประสบการณ์มาพิจารณาคดี ซึ่งศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ
แต่งตั้งผู้พิพากษา
จากผู้ที่ปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งผู้พิพากษามาแล้วไม่น้อยกว่าสิบปี อย่างไรก็ตาม ขอเสนอให้มีการปรับแก้
ร่างพระราชบัญญัติฯ เพื่อความถูกต้องตรงกันในการตีความ โดยจากเดิม “มาตรา ๒๗ ให้ศาลอาญาคดีทุจริต
และประพฤติมิชอบเป็นศาลที่มีเขตอำนาจเหนือคดีความผิดตามพระราชบัญญัตินี้” แก้ไขเป็น “มาตรา ๒๗
การฟ้องคดีความผิดและการฟ้องคดีเรียกค่าเสียหายตามพระราชบัญญัตินี้ให้อยู่ในเขตอำนาจของศาลอาญา
คดีทุจริตและประพฤติมิชอบ”

๖.๔ มาตรา ๓๒ ความรับผิดชอบของผู้บังคับบัญชา กระทรวงยุติธรรม โดยกรมคุ้มครองสิทธิ
และเสรีภาพ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องพิจารณาแล้วเห็นควรปรับปรุงแก้ไขมาตรา ๓๒ โดยจากเดิม “
มาตรา ๓๒ ผู้บังคับบัญชาผู้ใดทราบว่าผู้ใต้บังคับบัญชาที่อยู่ภายใต้การบังคับบัญชาโดยตรงของตนจะกระทำหรือได้กระทำความผิดตามมาตรา ๒๘ มาตรา ๒๙ หรือมาตรา ๓๐ และไม่ดำเนินการที่จำเป็นและเหมาะสม เพื่อป้องกัน
หรือระงับการกระทำความผิด หรือไม่ดำเนินการหรือส่งเรื่องให้ดำเนินการสอบสวนและดำเนินคดีตามกฎหมาย
ต้องระวางโทษ
กึ่งหนึ่งของโทษที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้น” เป็น “มาตรา ๓๒ ผู้บังคับบัญชาผู้ใดทราบว่าผู้ใต้บังคับบัญชาที่อยู่ภายใต้การบังคับบัญชาของตน จะกระทำหรือได้กระทำความผิดตามมาตรา ๒๘ หรือ
มาตรา ๒๙ หรือมาตรา ๓๐ วรรค ๒ และไม่ดำเนินการที่จำเป็นและเหมาะสม เพื่อป้องกันหรือระงับการกระทำความผิด หรือไม่ดำเนินการหรือส่งเรื่องให้ดำเนินการสอบสวนและดำเนินคดีตามกฎหมาย ต้องระวางโทษกึ่งหนึ่งของโทษที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้น

ผู้บังคับบัญชาตามวรรคหนึ่ง จะต้องเป็นผู้ซึ่งมีหน้าที่รับผิดชอบและมีอำนาจควบคุมการกระทำซึ่งเกี่ยวข้องกับความผิดฐานกระทำให้บุคคลสูญหาย”

  เนื่องจาก ในชั้นการยกร่างของคณะกรรมการกฤษฎีกา (คณะพิเศษ) ได้มีการพิจารณาในเรื่องนี้
กันอย่างกว้างขวาง ซึ่งพบว่าการกำหนดคำนิยามว่าผู้บังคับบัญชาเป็นเรื่องที่พิจารณาได้ยาก และในทางปฏิบัติ
มีทั้งผู้บังคับบัญชาโดยตรงหรือโดยอ้อม อนึ่ง การกำหนดคำนิยามคำว่า “ผู้บังคับบัญชา” อาจจะต้องคำนึงถึง
หลักการทั่วไปของกฎหมายอาญาในการกำหนดความผิดอาญาที่ควรกระทำอย่างจำกัด เพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบเชิงลบทำให้เจ้าหน้าที่ต้องแบกภาระหรือรับผิดเกินจำเป็น จึงควรปรับปรุงร่างพระราชบัญญัติฯ ในประเด็นดังกล่าว มิให้ผู้บังคับบัญชามีความรับผิดมากเกินจำเป็น ทั้งนี้ มิได้กำหนดคำนิยามต่างหาก เนื่องจากตามหลักการร่างกฎหมายการกำหนดคำนิยามจะใช้สำหรับกรณีมีการใช้คำดังกล่าวในหลายส่วนของร่างพระราชบัญญัติฯ เท่านั้น นอกจากนี้ เห็นควรแก้ไขให้มีฐานความผิดสำหรับผู้บังคับบัญชาเฉพาะกรณีกระทำให้บุคคลสูญหายเท่านั้น เนื่องจากมีข้อกำหนดเรื่องความรับผิดของผู้บังคับบัญชาในอนุสัญญา
ICPPED เท่านั้น

 

 

 

 

 

 

กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ

กระทรวงยุติธรรม