Facebook

สรุปผลการรับฟังความคิดเห็นร่างพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีทางการแพทย์ พ.ศ. ....

สรุปผลการรับฟังความคิดเห็นร่างพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีทางการแพทย์ พ.ศ. ....

 

สำนักงานปลัดกระทรวง กระทรวงสาธารณสุข ได้ดำเนินการรับฟังความคิดเห็นจากผู้เกี่ยวข้องที่มีต่อร่างพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีทางการแพทย์ พ.ศ. .... เพื่อให้เป็นไปตามมาตรา ๗๗ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย และมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ ๔ เมษายน ๒๕๖๐ เรื่อง แนวทางการจัดทำและการเสนอร่างกฎหมายตามบทบัญญัติมาตรา ๗๗ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย โดยสรุปผลการรับฟังความคิดเห็นได้ ดังนี้

 

          ๑. วิธีการในการรับฟังความคิดเห็น

             ๑.๑ รับฟังความคิดเห็นผ่านFocus Groupร่วมกับกลุ่มภาครัฐผู้ให้บริการ กลุ่มเอกชนผู้ให้บริการ กลุ่มผู้รับบริการ และกลุ่มหน่วยงานของรัฐ

             ๑.๒ รับฟังความคิดเห็นจากการประชุมสัมมนาประชาพิจารณ์ร่างพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีทางการแพทย์ พ.ศ. .... โดยมีผู้เกี่ยวข้อง เช่น ภาครัฐผู้ให้บริการ ภาคเอกชนผู้ให้บริการ ภาคผู้รับบริการ และหน่วยงานของรัฐ รวมทั้งประชาชน

              ๑.๓ รับฟังความคิดเห็นผ่านทางเว็บไซต์ www.lawamendment.go.th

            

          ๒. จำนวนครั้งและระยะเวลาในการรับฟังความคิดเห็นแต่ละครั้ง

             ได้ดำเนินการรับฟังความคิดเห็นโดยการจัดประชุมที่มีบุคคลที่เกี่ยวข้องจากหลายภาคส่วน ดังนี้

             ๒.๑ รับฟังความคิดเห็นผ่าน Focus Group ในวันจันทร์ที่ ๑๒ มีนาคม ๒๕๖๑  เวลา ๙.๐๐ - ๑๖.๐๐ น. ณ สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข

             ๒.๒ รับฟังความคิดเห็นผ่าน FocusGroup ในวันอังคารที่ ๑๓ มีนาคม ๒๕๖๑ เวลา ๙.๐๐ - ๑๖.๐๐ น. ณ สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข

             ๒.๓ รับฟังความคิดเห็นจากการประชุมสัมมนาประชาพิจารณ์ ร่างพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีทางการแพทย์ พ.ศ. ....ในวันจันทร์พุธที่ ๒๒ มีนาคม ๒๕๖๐  เวลา ๐๙.๐๐ - ๑๖.๐๐ น. ณ โรงแรมทีเค พาเลซ กรุงเทพมหานคร

             ๒.๔ รับฟังความคิดเห็นผ่านทางเว็บไซต์ www.lawamendment.go.th ในระหว่างวันที่ ๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๑ ถึงวันที่ ๕ มีนาคม ๒๕๖๑

 

          ๓. พื้นที่หรือกลุ่มเป้าหมายในการรับฟังความคิดเห็น

             ๓.๑ การรับฟังความคิดเห็นผ่าน Focus Group จำนวน ๒๐๐ คน โดยมีผู้แสดงความคิดเห็นและข้อเสนอแนะกันอย่างกว้างขวาง

             ๓.๒ การรับฟังความคิดเห็นจากการประชุมสัมมนาประชาพิจารณ์ ร่างพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีทางการแพทย์ พ.ศ. .... จำนวน ๓๐๐ คน โดยมีผู้แสดงความคิดเห็นและข้อเสนอแนะกันอย่างกว้างขวา

             ๓.๓ การรับฟังความคิดเห็นผ่านเว็บไซต์ www.lawamendment.go.th  เป็นการรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐและภาคเอกชนรวมถึงประชาชนทั่วไป โดยมีผู้เข้ามาดูทั้งหมด ๖,๓๗๓ ครั้ง

        ๔. ประเด็นที่มีการแสดงความคิดเห็น

   ๔.๑ ประเด็นที่มีการรับฟังความคิดเห็นจากการจัด Focus Group และรับฟังความคิดเห็นจากการประชุมสัมมนาประชาพิจารณ์

              (๑) ประเด็นหลักการและเหตุผล

                    ๑) ศาลควรมีมาตรฐานการตัดสินในระบบไต่สวนอันเป็นที่ยอมรับร่วมกันระหว่างศาลกับแพทย์                  

                    ๒) เสนอให้แยกเป็นคำร้องกับคำฟ้อง โดยกำหนดให้เจ้าพนักงานคดีมีอำนาจตัดสินคำร้องได้

                   ๓)หลักกระบวนการไกล่เกลี่ยควรจะไม่นำหลักกฎหมายมาเข้าสู่กระบวนการไกล่เกลี่ย ควรจะเป็นเรื่องที่ทำอย่างไรให้คู่ความพอใจทั้งสองฝ่าย

                   ๔)เสนอให้ใช้กระบวนการพิจารณาคดีระบบไต่สวน โดยโจทก์มีหน้าที่ในการนำสืบว่าจำเลยกระทำผิดอย่างไร ไม่ควรเป็นหน้าที่ของจำเลยฝ่ายเดียวที่ต้องพิสูจน์ว่าตนเป็นฝ่ายถูก

                   ๕) ไม่ควร  มีการกำหนดขั้นตอนในการไกล่เกลี่ยเนื่องจากเป็นขั้นตอนที่ศาลดำเนินการอยู่เป็นปกติแล้ว

                       ๖) การฟ้องโดยวาจาและไม่เสียค่าธรรมเนียมจะทำให้มีการฟ้องแพทย์เพิ่มขึ้น

              (๒) ชื่อร่างพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีทางการแพทย์ พ.ศ. ....และบทนิยาม

                        ๑) เสนอให้ปรับชื่อพระราชบัญญัติให้มีความคลอบคลุมถึงวิชาชีพอื่น ๆ เช่น พยาบาล นักเทคนิคการแพทย์  เนื่องจากผู้ให้บริการมิได้มีเฉพาะแพทย์เท่านั้นการนำวิธีพิจารณาคดีทางการแพทย์นำไปใช้กับคดีอาญาน่าจะเป็นประเด็นปัญหา เนื่องจากมีความแตกต่างกันมาก

                         ๒)  คดีทางการแพทย์จะรวมถึงคดีที่เกิดขึ้นจากสถาบันเสริมความงามด้วยหรือไม่

                     ๓) บทนิยามคำว่า “ผู้ประกอบวิชาชีพทางการแพทย์” หมายความรวมถึงบุคลากรในกองทัพด้วย หรือไม่

                           ๔) “มาตรฐานวิชาชีพ” ความหมาย เสนอให้แก้ไขจากคำว่า “บริบาล” เป็น “บริการ”

                        ๕)  บทนิยามของคำว่า มาตรฐานวิชาชีพ เห็นว่า อาจจะไม่ครอบคลุมมากนักเห็นว่า มาตรฐานนั้น เป็นไปเพื่อประโยชน์ มากกว่าโทษ กล่าวคือ ในทุก ๆ การรักษา มันมีประโยชน์ มากกว่าโทษ เห็นควรให้เพิ่มเติมในคำนิยามว่า “ได้รับการยอมรับ จากสภาวิชาชีพทางการแพทย์ และการสาธารณสุข ว่าเป็นไปเพื่อประโยชน์มากกว่าโทษในการดูแลรักษา และการให้บริบาลแก่ผู้ป่วย โดยอาศัยองค์ความรู้ในช่วงนั้น ๆ” ด้วยเหตุผล ว่า มาตรฐานในการรักษาพยาบาลของวันนี้ กับมาตรฐานในการรักษาในอีก 5 ปี ข้างหน้า อาจจะไม่เท่ากัน    

              (๓) คณะกรรมการผู้เชี่ยวชาญทางการแพทย์

                      ๑) เสนอให้มีผู้แทนของคู่ความทั้งสองฝ่ายเข้ามาเป็นองค์ประกอบของคณะกรรมการผู้เชี่ยวชาญทางการแพทย์

                      ๒) ควรเพิ่มตัวแทนของผู้เสียหายเพราะคณะกรรมการส่วนใหญ่จะเป็นผู้ทรงคุณวุฒิทางด้านวิชาชีพโดยเฉพาะ

                   ๓) ควรมีกรรมการที่เป็นตัวแทนของหน่วยงานที่มีความเป็นกลางและมีหน้าที่คุ้มครองสิทธิของผู้เสียหายทางการแพทย์ เช่นคณะกรรมการคุ้มครองสิทธิมนุษยชนและผู้แทนของหน่วยงานที่มีความเชี่ยวชาญด้านกฎหมายเช่นคณะกรรมการกฤษฎีกาเพื่อสร้างหลักประกันความเป็นกลาง

              (๔) การฟ้องและการพิจารณาคดีในศาลชั้นต้น

                       ๑) เสนอเพิ่มประเด็นในการไต่สวนมูลฟ้อง จำเลยอาจแถลงให้ศาลทราบถึงข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมายที่สำคัญที่ศาลควรสั่งว่าคดีไม่มีมูล และจะระบุในคำแถลงตัวบุคคล เอกสารหรือวัตถุที่จะสนับสนุนข้อเท็จจริงตามคำแถลงของจำเลยด้วยก็ได้ ศาลจะเรียกพยานดังกล่าวมาเพื่อประกอบการพิจารณาคดีได้ตามที่เห็นสมควร

                    2) เห็นว่าควรตัดคำว่า ศาลชั้นต้น ออกเนื่องจากกระบวนการพิจารณามี 3 ชั้น       และรายละเอียดของกระบวนการขั้นตอนการอุทธรณ์ ฎีกา ระบุไว้ไม่ละเอียด

                    3) กระบวนการฟ้องคดีง่ายเกินไป กล่าวคือฟ้องด้วยวาจาไม่มีค่าฤชาธรรมเนียมศาล   ดังนั้น ขั้นตอนการฟ้องควรเพิ่มให้มีการยื่นเรื่องต่อผู้อำนวยการโรงพยาบาล กรณีหน่วยงานของรัฐ           หรือสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดหรือองค์กรที่เกี่ยวข้องก่อนที่จะมีการฟ้องคดีต่อศาล

                   ๔) โดยปกติคดีผู้บริโภค โจทก์ฟ้องได้โดยไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียมศาลแต่อย่างใด เห็นว่าในกรณีที่โจทก์ฟ้องเกี่ยวกับคดีทางการแพทย์แล้ว หากแพทย์จะฟ้องกลับ ไม่ว่ากรณีใดๆ เช่น โจทก์ออกสื่อแล้วทำให้แพทย์ท่านนั้นเสียชื่อเสียง เห็นว่ากรณี ที่แพทย์ฟ้องกลับนี้ ไม่ควรจะต้องเสียค่าธรรมเนียมเช่นกัน

                  ๕) ก่อนการสืบพยานตามมาตรา ๒๘ ในเรื่องของการแจ้งประเด็นข้อพาทกำหนด การนำสืบก่อนหลัง ได้มีการเสนอให้เพิ่มการนำสืบภาระการพิสูจน์เป็นหน้าที่ของผู้ประกอบวิชาชีพทางการแพทย์ เหตุผลเนื่องจากว่าผู้ป่วยไม่มีสิทธิที่จะทราบรายละเอียด

                  (๕) การทำคำพิพากษาหรือคำสั่งอุทธรณ์ ฎีกา วิธีการชั่วคราวก่อนพิพากษา และการบังคับคดีตามคำพิพากษาหรือคำสั่ง

                         - มาตรา 35 บัญญัติว่า “ ในกรณีที่ความเสียหายเกิดขึ้นแก่ร่างกายสุขภาพ หรืออนามัย และในเวลาที่พิพากษาคดีเป็นการพ้นวิสัยจะหยั่งรู้ได้แน่ว่าความเสียหายนั้น แท้จริงเพียงใด       ศาลอาจกล่าวในคำพิพากษา หรือคำสั่งว่ายังสงวนไว้ซึ่งสิทธิ    ที่จะแก้ไขคำพิพากษาหรือคำสั่งนั้นอีกภาย             ในระยะเวลาที่ศาลกำหนด ทั้งนี้ ต้องไม่เกินสิบปีนับแต่วันที่ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่ง แต่ก่อนการ  แก้ไขต้องให้โอกาสคู่ความอีกฝ่ายที่จะคัดค้าน” มีผู้เสนอให้ตัดมาตรา 35 ออกทั้งหมด ด้วยเหตุผลว่า                               การรักษาพยาบาลอาจเกิดข้อผิดพลาดได้หลังการรักษาในระยะยาว หากเกิดข้อผิดพลาดหลังจากที่ศาล                          มีคำพิพากษามาแล้ว เกิน 10 ปี ไม่เป็นไปตามเจตนารมณ์ของร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้

              (6) บทเฉพาะกาล

                        - เสนอให้ศาลสามารถใช้พระราชบัญญัตินี้กับคดีที่เกิดก่อนวันที่พระราชบัญญัติใช้บังคับ เพราะเป็นประโยชน์กับทุกฝ่าย ไม่ว่าฝ่ายแพทย์ ฝ่ายผู้เสียหาย หรือแม้แต่ศาลเอง

  

          ๕. การนำผลการรับฟังความคิดเห็นมาประกอบการพิจารณาจัดทำร่างกฎหมาย

             การเสนอร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ในชั้นการจัด Focus Group การจัดสัมมนาประชาพิจารณ์ และการรับฟังผ่านทางเว็บไซต์ ปรากฏว่าไม่มีผู้ใดคัดค้านในหลักการซึ่งเป็นไปตามกรอบการปฏิรูปประเทศที่บัญญัติ                 ไว้ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ในการนี้ กระทรวงสาธารณสุขได้นำความคิดเห็น และข้อเสนอแนะจาก             ทุกช่องทางมาดำเนินการยกร่างพระราชบัญญัติและปรับปรุงแก้ไขเพิ่มเติมร่างพระราชบัญญัติให้มีความถูกต้อง เหมาะสม และชัดเจนยิ่งขึ้น เพื่อนำเสนอให้คณะรัฐมนตรีพิจารณาต่อไป

 

                                                          --------------------------------------------------