Facebook


เปิดรับฟังความเห็นต่อร่างพระราชบัญญัติภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง พ.ศ. ....

วัน, วันที่ เดือน ปี ชม:นาที อ่าน 287 เวลา ส่งออกข้อมูล XML ไฟล์
  1. ลงทะเบียน
  2. หลักการ
  3. ปัญหาและสาเหตุฯ
  4. ความจำเป็นที่ต้องตรากฎหมายฯ
  5. สาระสำคัญ
  6. ประเด็นความคิดเห็น

    กฎหมายมหาชน คือ กฎหมายที่บัญญัติให้อำนาจและหน้าที่แก่รัฐ แก่หน่วยงานของรัฐ แก่เจ้าหน้าที่ของรัฐ และแก่ประชาชน ในการบริหาร การปกครองประเทศ และการบริการสาธารณะ ซึ่งหลักการ สำคัญของกฎหมายมหาชนนอกจากจะบัญญัติให้อำนาจและหน้าที่แก่หน่วยงานของรัฐหรือเจ้าหน้าที่ดังที่กล่าวมาแล้ว การใช้อำนาจหน้าที่ที่กฎหมายบัญญัติยังสามารถควบคุมตรวจสอบได้ ตามหลักเกณฑ์และกระบวนการของกฎหมายมหาชน

    กฎหมายมหาชน คือ กฎหมายที่บัญญัติให้อำนาจและหน้าที่แก่รัฐ แก่หน่วยงานของรัฐ แก่เจ้าหน้าที่ของรัฐ และแก่ประชาชน ในการบริหาร การปกครองประเทศ และการบริการสาธารณะ ซึ่งหลักการ สำคัญของกฎหมายมหาชนนอกจากจะบัญญัติให้อำนาจและหน้าที่แก่หน่วยงานของรัฐหรือเจ้าหน้าที่ดังที่กล่าวมาแล้ว การใช้อำนาจหน้าที่ที่กฎหมายบัญญัติยังสามารถควบคุมตรวจสอบได้ ตามหลักเกณฑ์และกระบวนการของกฎหมายมหาชน

    กฎหมายมหาชน คือ กฎหมายที่บัญญัติให้อำนาจและหน้าที่แก่รัฐ แก่หน่วยงานของรัฐ แก่เจ้าหน้าที่ของรัฐ และแก่ประชาชน ในการบริหาร การปกครองประเทศ และการบริการสาธารณะ ซึ่งหลักการ สำคัญของกฎหมายมหาชนนอกจากจะบัญญัติให้อำนาจและหน้าที่แก่หน่วยงานของรัฐหรือเจ้าหน้าที่ดังที่กล่าวมาแล้ว การใช้อำนาจหน้าที่ที่กฎหมายบัญญัติยังสามารถควบคุมตรวจสอบได้ ตามหลักเกณฑ์และกระบวนการของกฎหมายมหาชน

    กรุณากรอกข้อมูลพื้นฐานเพื่อประโยชน์และจัดทำรายงานสำหรับการรับฟังความคิดเห็น

    รายละเอียดบัญชีผู้ใช้งาน
    *
    *
    *
    *
    *
    *
    รายละเอียดส่วนตัว
    ช่องที่ทำสัญลักษณ์ดอกจัน (*) จำเป็นต้องกรอก

    ปรับปรุงกฎหมายว่าด้วยภาษีโรงเรือนและที่ดินและกฎหมายว่าด้วยภาษีบำรุงท้องที่ เนื่องจากกฎหมายทั้ง ๒ ฉบับได้ใช้บังคับมาเป็นระยะเวลานานแล้ว ทำให้ไม่เหมาะสมกับสถานการณ์ในปัจจุบัน จึงสมควรยกเลิกกฎหมายทั้ง ๒ ฉบับดังกล่าว และให้ใช้กฎหมายว่าด้วยภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างแทน



         ปัจจุบันรายได้ภาษีที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ได้แก่ กรุงเทพมหานคร เมืองพัทยา เทศบาล และองค์การบริหารส่วนตำบลทั่วประเทศจัดเก็บเองมาจากการจัดเก็บภาษี ๒ ประเภท คือ (๑) การจัดเก็บภาษีโรงเรือนและที่ดิน ตามพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ. ๒๔๗๕ จากผู้ที่นำโรงเรือนและที่ดินของตนไปใช้เพื่อหาประโยชน์ เช่น ประกอบการค้าหรืออุตสาหกรรม ให้เช่า หรือประกอบกิจการอื่นเพื่อหารายได้ เป็นต้น และ (๒) การจัดเก็บภาษีบำรุงท้องที่ ตามพระราชบัญญัติภาษีบำรุงท้องที่ พ.ศ. ๒๕๐๘ จากผู้ที่ใช้ที่ดินของตนเป็นที่พักอาศัยหรือประกอบเกษตรกรรม


         อย่างไรก็ดี การจัดเก็บภาษีโรงเรือนและที่ดินและภาษีบำรุงท้องที่ดังกล่าวยังมีปัญหา และข้อจำกัดเกี่ยวกับฐานภาษี อัตราภาษี และการลดหย่อนภาษี ดังนี้


         ภาษีโรงเรือนและที่ดินซึ่งจัดเก็บภาษีจากค่ารายปีหรือค่าเช่าของโรงเรือนและที่ดินมีการซ้ำซ้อนกับภาษีเงินได้ซึ่งเก็บจากค่าเช่าเหมือนกัน รวมถึงอัตราภาษีที่จัดเก็บในอัตราสูงถึงร้อยละ ๑๒.๕ โดยไม่อนุญาตให้หักต้นทุนค่าใช้จ่าย ก็เป็นอัตราที่สูงและเป็นภาระต้นทุนของภาคธุรกิจ นอกจากนี้ ก็ยังมีปัญหาการใช้ดุลยพินิจในการประเมินค่ารายปีของพนักงานเจ้าหน้าที่


         สำหรับภาษีบำรุงท้องที่ซึ่งจัดเก็บภาษีจากราคาปานกลางของที่ดินนั้น เนื่องจากราคา ปานกลางของที่ดินที่ใช้ในการประเมินภาษีบำรุงท้องที่ปัจจุบัน เป็นราคาปานกลางของที่ดินที่ใช้ มาตั้งแต่ ปี ๒๕๒๑ – ๒๕๒๔ ราคาปานกลางดังกล่าวจึงไม่สะท้อนราคาของที่ดินที่แท้จริงในปัจจุบัน ส่งผลให้จัดเก็บภาษีบำรุงท้องที่ต่ำกว่าที่ควร ทำให้เกิดการปล่อยที่ดินไว้รกร้างว่างเปล่าหรือไม่ทำประโยชน์ และกักตุนที่ดินเพื่อเก็งกำไร นอกจากนี้ ภาษีบำรุงท้องที่ยังมีอัตราภาษีที่มีลักษณะถดถอยทำให้ที่ดินที่มีราคาสูงเสียภาษีในอัตราเฉลี่ยต่ำกว่าที่ดินที่มีราคาต่ำ



    •       กระทรวงการคลังพิจารณาแล้วเห็นว่า มีความจำเป็นที่ต้องตรากฎหมายว่าด้วยภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง โดยมีเหตุผล ๓ ประการ ประการแรก คือ กฎหมายว่าด้วยภาษีโรงเรือนและที่ดิน และกฎหมายว่าด้วยภาษีบำรุงท้องที่มีข้อบกพร่องอยู่มากในเรื่องฐานภาษี โครงสร้างอัตราภาษี และเกณฑ์การลดหย่อนภาษีที่ไม่สอดคล้องกับสภาวการณ์ในปัจจุบัน ส่งผลให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ไม่สามารถจัดเก็บรายได้ได้เพียงพอต่อการดำเนินภารกิจ (ยังต้องพึ่งพิงเงินจัดสรรจากรัฐบาลอยู่มาก) ดังนั้น กระทรวงการคลังจึงเสนอให้ปรับปรุงแก้ไขกฎหมายการจัดเก็บภาษีจากทรัพย์สินที่เป็นอสังหาริมทรัพย์ โดยยกเลิกพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ. ๒๔๗๕ และพระราชบัญญัติภาษีบำรุงท้องที่ พ.ศ. ๒๕๐๘ และนำ (ร่าง) พระราชบัญญัติภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง พ.ศ .... มาใช้บังคับแทน เพื่อปฏิรูปโครงสร้างระบบภาษีทรัพย์สินของประเทศไทยให้มีความทันสมัยและเป็นสากลเช่นเดียวกับนานาประเทศและแก้ไขปัญหาของระบบภาษีเดิม


            ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างจะจัดเก็บภาษีจากเจ้าของที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง โดยคิดภาษี จากฐานมูลค่าของที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง โดยการคำนวณมูลค่าของที่ดินและสิ่งปลูกสร้างจะใช้ราคาประเมินทุนทรัพย์ของที่ดิน ราคาประเมินทุนทรัพย์ของสิ่งปลูกสร้างและราคาประเมินทุนทรัพย์ของ ห้องชุดของกรมธนารักษ์มาคำนวณ ซึ่งเป็นลักษณะเดียวกับที่กรมที่ดินดำเนินการจัดเก็บค่าธรรมเนียม สำหรับการจดทะเบียนการโอนกรรมสิทธิ์และนิติกรรมในปัจจุบัน ด้วยวิธีการนี้จะสามารถช่วยลด ดุลยพินิจของเจ้าหน้าที่จัดเก็บภาษี


            ประการที่สอง ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างจะช่วยสร้างความเข้มแข็งและความเป็นอิสระทางการคลังให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เนื่องจากได้กำหนดให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นสามารถออกข้อบัญญัติท้องถิ่นเพื่อจัดเก็บภาษีเพิ่มจากอัตราภาษีที่กำหนดไว้ในพระราชกฤษฎีกา แต่ต้อง ไม่เกินเพดานอัตราภาษีที่กำหนดในพระราชบัญญัติ รวมทั้งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจะมีเครื่องมือที่ทันสมัยมากยิ่งขึ้นในการจัดเก็บภาษี เนื่องจากกฎหมายดังกล่าวกำหนดให้กรมที่ดินจัดส่งข้อมูลรูปแปลงที่ดินและข้อมูลเอกสารสิทธิของที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่ตั้งอยู่ในเขตพื้นที่ขององค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่นให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นนั้น ๆ เพื่อใช้ในการเตรียมการจัดเก็บภาษี


             ประการสุดท้าย เพื่อจูงใจและส่งเสริมให้มีการใช้ประโยชน์ที่ดินและสิ่งปลูกสร้างผ่านมาตรการ ทางภาษี โดยจะมีการจัดเก็บภาษีแตกต่างกันตามประเภทการใช้ประโยชน์ (เกษตรกรรม ที่อยู่อาศัย อื่นฯ และปล่อยว่างหรือไม่ใช้ประโยชน์) และจะกำหนดอัตราภาษีที่ให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นใช้จัดเก็บจริงในกฎหมายลำดับรอง โดยกำหนดเป็นอัตราก้าวหน้าเป็นขั้นบันไดตามมูลค่าของที่ดินและ สิ่งปลูกสร้างในลักษณะเดียวกับการจัดเก็บภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ซึ่งจะทำให้เจ้าของที่ดินหรือ สิ่งปลูกสร้างที่มีมูลค่าต่ำเสียภาษีน้อยกว่าเจ้าของที่ดินหรือสิ่งปลูกสร้างที่มีมูลค่าสูงกว่า


            อย่างไรก็ตาม เพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบกับผู้มีรายได้น้อยและปานกลางซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศ จึงจะกำหนดให้มีการลดหย่อนภาษีให้แก่เจ้าของที่ดินที่ใช้ประโยชน์เพื่อเกษตรกรรมทุกแปลง ที่มีมูลค่าไม่เกิน ๕๐ ล้านบาท โดยจัดเก็บภาษีในอัตราร้อยละ ๐ และยกเว้นภาษีให้แก่บ้านที่เจ้าของใช้อยู่อาศัยเองที่มีมูลค่าไม่เกิน ๕๐ ล้านบาทเช่นเดียวกันเนื่องจากเป็นปัจจัยสี่ในการดำรงชีพ

ไม่มีประเด็นที่เกี่ยวข้อง
    ไม่มีรายละเอียดของร่างที่เกี่ยวข้อง
         
      ข้อมูลส่วนบุคคล
         
      เพศ
      อายุ ปี
      อาชีพ
      รายได้ บาท
      จังหวัด
      E-mail