Facebook


ร่างพระราชบัญญัติสถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ พ.ศ. ....

วัน, วันที่ เดือน ปี ชม:นาที อ่าน 5890 เวลา ส่งออกข้อมูล XML ไฟล์

บันทึกหลักการและเหตุผล

 

 

 

ประกอบร่างพระราชบัญญัติสถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์

 

 

 

พ.ศ. ....

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 


หลักการ

 

 

 

                   ปรับปรุงกฎหมายว่าด้วยการจัดการศึกษาระดับปริญญาตรีในสถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

เหตุผล

  1. ลงทะเบียน
  2. หลักการ
  3. ปัญหาและสาเหตุฯ
  4. ความจำเป็นที่ต้องตรากฎหมายฯ
  5. สาระสำคัญ
  6. ประเด็นความคิดเห็น

    กฎหมายมหาชน คือ กฎหมายที่บัญญัติให้อำนาจและหน้าที่แก่รัฐ แก่หน่วยงานของรัฐ แก่เจ้าหน้าที่ของรัฐ และแก่ประชาชน ในการบริหาร การปกครองประเทศ และการบริการสาธารณะ ซึ่งหลักการ สำคัญของกฎหมายมหาชนนอกจากจะบัญญัติให้อำนาจและหน้าที่แก่หน่วยงานของรัฐหรือเจ้าหน้าที่ดังที่กล่าวมาแล้ว การใช้อำนาจหน้าที่ที่กฎหมายบัญญัติยังสามารถควบคุมตรวจสอบได้ ตามหลักเกณฑ์และกระบวนการของกฎหมายมหาชน

    กฎหมายมหาชน คือ กฎหมายที่บัญญัติให้อำนาจและหน้าที่แก่รัฐ แก่หน่วยงานของรัฐ แก่เจ้าหน้าที่ของรัฐ และแก่ประชาชน ในการบริหาร การปกครองประเทศ และการบริการสาธารณะ ซึ่งหลักการ สำคัญของกฎหมายมหาชนนอกจากจะบัญญัติให้อำนาจและหน้าที่แก่หน่วยงานของรัฐหรือเจ้าหน้าที่ดังที่กล่าวมาแล้ว การใช้อำนาจหน้าที่ที่กฎหมายบัญญัติยังสามารถควบคุมตรวจสอบได้ ตามหลักเกณฑ์และกระบวนการของกฎหมายมหาชน

    กฎหมายมหาชน คือ กฎหมายที่บัญญัติให้อำนาจและหน้าที่แก่รัฐ แก่หน่วยงานของรัฐ แก่เจ้าหน้าที่ของรัฐ และแก่ประชาชน ในการบริหาร การปกครองประเทศ และการบริการสาธารณะ ซึ่งหลักการ สำคัญของกฎหมายมหาชนนอกจากจะบัญญัติให้อำนาจและหน้าที่แก่หน่วยงานของรัฐหรือเจ้าหน้าที่ดังที่กล่าวมาแล้ว การใช้อำนาจหน้าที่ที่กฎหมายบัญญัติยังสามารถควบคุมตรวจสอบได้ ตามหลักเกณฑ์และกระบวนการของกฎหมายมหาชน

    กรุณากรอกข้อมูลพื้นฐานเพื่อประโยชน์และจัดทำรายงานสำหรับการรับฟังความคิดเห็น

    รายละเอียดบัญชีผู้ใช้งาน
    *
    *
    *
    *
    *
    *
    รายละเอียดส่วนตัว
    ช่องที่ทำสัญลักษณ์ดอกจัน (*) จำเป็นต้องกรอก
    หลักการ ปรับปรุงกฎหมายว่าด้วยการจัดการศึกษาระดับปริญญาตรีในสถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์
    เหตุผล โดยที่กฎหมายว่าด้วยการศึกษาแห่งชาติกำหนดให้จัดการศึกษาระดับอุดมศึกษาให้จัดในมหาวิทยาลัย สถาบัน วิทยาลัย หรือหน่วยงานที่เรียกชื่ออย่างอื่น และให้สถานศึกษาของรัฐที่จัดการศึกษาระดับปริญญาเป็นนิติบุคคล สามารถดำเนินกิจการได้โดยอิสระ พัฒนาระบบบริหาร และการจัดการที่เป็นของตนเอง มีความคล่องตัว มีเสรีภาพทางวิชาการ และอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของสภาสถานศึกษา ตามกฎหมายว่าด้วยการจัดตั้งสถานศึกษานั้นๆ สมควรมีกฎหมายรับรองให้สถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์มีฐานะเป็นนิติบุคคลในกระทรวงวัฒนธรรม เพื่อจัดการศึกษาด้านนาฏศิลป์ ดุริยางคศิลป์ คีตศิลป์ และช่างศิลป์ สืบทอด สร้างสรรค์ ศิลปะและมรดกทางศิลปวัฒนธรรมของชาติ และส่งเสริมการผลิตบุคลากรเพื่อทำหน้าที่ช่างศิลปกรรม ศิลปินอาชีพ ครูศิลปะ นักวิชาการ และนักวิจัยด้านศิลปวัฒนธรรม ตลอดจนส่งเสริมสุนทรียศาสตร์และเผยแพร่ศิลปวัฒนธรรมระดับท้องถิ่นและระดับชาติอันเป็นเอกลักษณ์ของชาติ จึงจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้

    การกำหนดให้สถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์เป็นนิติบุคคล (มาตรา 4)
    บทนิยาม (มาตรา 5)
    การบริหารงานบุคคลสำหรับข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาในสถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ (มาตรา 6)
    หมวด 1 บททั่วไป (มาตรา 8 - มาตรา 14)
    หมวด 2 การดำเนินการ (มาตรา 15 - มาตรา 42)
    หมวด 3 ตำแหน่งทางวิชาการ (มาตรา 43 - มาตรา 46)
    หมวด 4 ปริญญาและเครื่องหมายวิทยฐานะ (มาตรา 47 - มาตรา 53)
    หมวด 5 บทกำหนดโทษ (มาตรา 54 - มาตรา 55)
    บทเฉพาะกาล (มาตรา 56 - มาตรา 63)

    • การกำหนดสถานภาพของสถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์
    • เนื่องจากตามพระราชบัญญัติการจัดการศึกษาระดับปริญญาตรีในสถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ พ.ศ.2541 กำหนดให้สถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์เป็นสถานศึกษาในสังกัดกรมศิลปากร กระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งต่อมาสถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ได้โอนมาเป็นสถานศึกษาในสังกัดกรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม โดยอาศัยอำนาจตามพระราชกฤษฎีกาโอนกิจการบริหารและอำนาจหน้าที่ของส่วนราชการให้เป็นไปตามพระราชบัญญัติปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม พ.ศ.2545 พ.ศ.2545 และตามกฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการกรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม พ.ศ.2545 ข้อ 3 (9) กำหนดให้สถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์เป็นส่วนราชการภายใต้สังกัดกรมศิลปากร มีอำนาจหน้าที่จัดการศึกษาด้านช่างศิลป์ นาฏศิลป์ ดุริยางคศิลป์ และคีตศิลป์ ทั้งไทยและสากล และศิลปวัฒนธรรมในระดับปริญญาตรีหรือต่ำกว่าปริญญา โดยการจัดการศึกษาระดับต่ำกว่าปริญญาได้มีการจัดอยู่ในวิทยาลัยนาฏศิลป์และวิทยาลัยช่างศิลป์ ดังนั้นจึงได้นำเอาสถานศึกษาดังกล่าวเข้ามารวมไว้กับสถาบันบัณฑิตพัฒศิลป์โดยออกเป็นประกาศกรมศิลปากร ดังนั้นเพื่อการจัดการศึกษาด้านช่างศิลป์ นาฏศิลป์ ดุริยางคศิลป์ และคีตศิลป์ทั้งไทยและสากล และศิลปวัฒนธรรมในระดับปริญญาตรีหรือต่ำกว่าปริญญารวมกันเป็นหนึ่งเดียวและสามารถบริหารจัดการด้านนโยบายและงบประมาณได้อย่างอิสระ จึงจำเป็นต้องกำหนดให้สถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์เป็นนิติบุคคลมีฐานะเทียบเท่ากรมภายใต้สังกัดกระทรวงวัฒนธรรม โดยรวมเอาวิทยาลัยนาฏศิลป์และวิทยาลัยช่างศิลป์เข้ามารวมไว้กับสถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์
    • กำหนดให้นำกฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางศึกษามาใช้บังคับในการบริหารงานบุคคลในสถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์
    • เนื่องจากตามร่างพระราชบัญญัติสถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ พ.ศ. .... ได้กำหนดให้สถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์เป็นนิติบุคคลและเป็นส่วนราชการในสังกัดกระทรวงวัฒนธรรม จึงถือว่าสถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์เป็นสถาบันอุดมศึกษาที่อยู่นอกสายการบังคับบัญชาของกระทรวงศึกษาธิการ ดังนั้นในการบริหารงานบุคคลสำหรับข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาในสถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์จึงจำเป็นต้องกำหนดให้นำบทบัญญัติตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษามาใช้บังคับ
    • การกำหนดผู้รักษาการตามพระราชบัญญัติและสังกัดของสถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์
    • เนื่องจากตามร่างพระราชบัญญัติสถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ พ.ศ. .... มาตรา 6 กำหนดให้สถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์เป็นนิติบุคคลและเป็นส่วนราชการในสังกัดกระทรวงวัฒนธรรม ดังนั้นจึงจำเป็นต้องกำหนดให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรมเป็นผู้รักษาการตามพระราชบัญญัติ ทั้งนี้เพื่อให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงสายการบังคับบัญชาของสถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์
    • การแบ่งส่วนราชการภายในสถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์
    • เนื่องจากตามร่างพระราชบัญญัติสถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ พ.ศ. …. หมวด 4 ปริญญาและเครื่องหมายวิทยฐานะ มาตรา 47 และมาตรา 48 ได้กำหนดให้สถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์มีอำนาจให้ปริญญาในสาขาวิชาและชั้นที่มีการสอนในสถาบัน ซึ่งในร่างพระราชบัญญัติสถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ พ.ศ. .... ได้กำหนดให้สถาบันมีปริญญา 3 ชั้น ได้แก่ ปริญญาเอก ปริญญาโท และปริญญาตรี ดังนั้นจึงจำเป็นต้องปรับปรุงแก้ไขการแบ่งส่วนราชการภายในสถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ เพื่อให้สอดคล้องกับการจัดการเรียนการสอนในสถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์
    • รายได้ของสถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์
    • เนื่องจากตามร่างพระราชบัญญัติสถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ พ.ศ. …. มาตรา 12 ได้กำหนดประเภทของรายได้ที่สถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์อาจมีและนำมาจัดการเพื่อประโยชน์ภายในขอบวัตถุประสงค์ของสถาบันได้ ซึ่งรายได้บางประเภทไม่ได้มีการกำหนดไว้หรือกำหนดเอาไว้ไม่สอดคล้องกับบทบัญญัติของพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2542 ได้แก่
      4.1 เงินอุดหนุนจากราชการส่วนท้องถิ่นหรือเงินอุดหนุนอื่นที่สถาบันได้รับเพื่อใช้ในการดำเนินกิจการของสถาบัน โดยตามพระราชบัญญัติการศึกษา แห่งชาติ พ.ศ.2542 มาตรา 58 ที่กำหนดให้รัฐและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นระดมทรัพยากรและการลงทุนด้านงบประมาณ การเงิน และทรัพย์สินมาใช้จัดการศึกษา โดยองค์การปกครองส่วนท้องถิ่นอาจเป็นผู้จัดและมีส่วนร่วมในการจัดการศึกษา บริจาคทรัพย์สินและทรัพยากรอื่นให้แก่สถานศึกษา และมีส่วนร่วมรับภาระค่าใช้จ่ายทางการศึกษาตามความเหมาะสมและความจำเป็น ซึ่งในพระราชบัญญัติการจัดการศึกษาระดับปริญญาตรีในสถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ พ.ศ.2541 ไม่มีการกำหนดให้เงินอุดหนุนจากราชการส่วนท้องถิ่นหรือเงินอุดหนุนอื่นที่สถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ได้รับเพื่อใช้ในการดำเนินกิจการของสถาบัน เป็นรายได้ของสถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ดังนั้นจึงจำเป็นต้องกำหนดให้เงินอุดหนุนจากราชการส่วนท้องถิ่นหรือเงินอุดหนุนอื่นที่สถาบันได้รับเพื่อใช้ในการดำเนินกิจการของสถาบันเป็นรายได้ประเภทหนึ่งที่สถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์อาจมีได้ ทั้งนี้เพื่อให้สอดคล้องกับหลักการของพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2542
      4.2 ผลประโยชน์ที่เกิดจากที่ราชพัสดุ เบี้ยปรับที่เกิดจากการผิดสัญญาลาศึกษา และเบี้ยปรับที่เกิดจากการผิดสัญญาการซื้อทรัพย์สินหรือจ้างทำของที่ดำเนินการโดยใช้เงินงบประมาณ ซึ่งตามร่างพระราชบัญญัติการจัดการศึกษาระดับปริญญาตรีในสถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ พ.ศ.2541 ได้กำหนดให้รายได้รวมทั้งเบี้ยปรับที่กรมศิลปากรได้รับจากการดำเนินกิจการตามวัตถุประสงค์ของสถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ไม่เป็นรายได้ที่ต้องนำส่งกระทรวงการคลัง เว้นแต่เบี้ยปรับที่เกิดจากการผิดสัญญาลาศึกษา และเบี้ยปรับที่เกิดจากการผิดสัญญาซื้อทรัพย์สินหรือสัญญาจ้างทำของที่ดำเนินการโดยใช้งบประมาณ ซึ่งการกำหนดเช่นนี้เป็นการกำหนดที่ขัดแย้งกับบทบัญญัติของพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2542 มาตรา 59 ที่กำหนดให้สถานศึกษาของรัฐที่เป็นนิติบุคคลมีอำนาจในการปกครอง ดูแล บำรุงรักษา ใช้ และจัดหาผลประโยชน์จากทรัพย์สินของสถานศึกษา ทั้งที่เป็นที่ราชพัสดุตามกฎหมายว่าด้วยที่ราชพัสดุ และที่เป็นทรัพย์สินอื่น รวมทั้งจัดหารายได้จากบริการของสถานศึกษาและเก็บค่าธรรมเนียมการศึกษาที่ไม่ขัดหรือแย้งกับนโยบาย วัตถุประสงค์ และภารกิจหลักของสถานศึกษาโดยบรรดารายได้และผลประโยชน์ของสถานศึกษาของรัฐที่เป็นนิติบุคคล รวมทั้งผลประโยชน์ที่เกิดจากที่ราชพัสดุ เบี้ยปรับที่เกิดจากการผิดสัญญาลาศึกษา และเบี้ยปรับที่เกิดจากการผิดสัญญาการซื้อทรัพย์สินหรือจ้างทำของที่ดำเนินการโดยใช้เงินงบประมาณ ไม่เป็นรายได้ที่ต้องนำส่งกระทรวงการคลังตามกฎหมาย ว่าด้วยเงินคงคลังและกฎหมายว่าด้วยวิธีการงบประมาณ ดังนั้นจึงจำเป็นต้องแก้ไขร่างพระราชบัญญัติสถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ พ.ศ….. ให้สอดคล้องกับบทบัญญัติของพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2542 มาตรา 59
    • องค์ประกอบของสภาสถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์
    • 6.1 ตามพระราชบัญญัติการจัดการศึกษาระดับปริญญาตรีในสถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ พ.ศ.2541 ได้กำหนดให้ประธานกรรมการสถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ ได้แก่ บุคคลที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรมแต่งตั้งจากบุคคลที่ได้รับเลือกตามข้อบังคับของสถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ ซึ่งการบัญญัติเช่นนี้ไม่สอดคล้องกับพระราชบัญญัติของสถาบันอุดมศึกษาอื่นๆ ที่กำหนดให้นายกสภาสถาบัน/มหาวิทยาลัยได้แก่บุคคลที่จะได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง
      6.2 เนื่องด้วยนโยบายปฏิรูปโครงสร้างระบบราชการกำหนดให้มีกระทรวงวัฒนธรรมและกระทรวงศึกษาธิการเห็นควรให้จัดการศึกษาด้านนาฏศิลป์ ดุริยางคศิลป์ คีตศิลป์ และช่างศิลป์ในสถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ ควรจะย้ายไปสังกัดกระทรวงวัฒนธรรมเช่นเดียวกับกรมศิลปากร ทั้งนี้เพื่อให้การประสานงานด้านการจัดการศึกษาของสถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์และการปฏิบัติงานของกรมศิลปากรสามารถทำได้คล่องตัวมากกว่าการแยกกันอยู่คนละกระทรวง ทั้งนี้เนื่องจากการดำเนินงานของทั้งสองหน่วยงานมีความจำเป็นต้องพึ่งพาอาศัยกัน ดังนั้นจึงได้แก้ไขให้อธิบดีกรมศิลปากรเป็นกรรมการสภาสถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์โดยตำแหน่ง
    • อำนาจหน้าที่ของสภาสถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์
    • เนื่องจากตามร่างพระราชบัญญัติสถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ พ.ศ. …. มาตรา 6 กำหนดให้นำกฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษามาใช้บังคับในการบริหารงานบุคคลสำหรับข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาในสถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ เนื่องจากสถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์เป็นสถาบันอุดมศึกษาที่ไม่ได้สังกัดกระทรวงศึกษาธิการ ดังนั้นจึงจำเป็นต้องกำหนดให้สภาสถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์มีอำนาจเสนอความต้องการในการตั้งและขอบเขตการปฏิบัติหน้าที่ของ อ.ก.ค.ศ.สถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ ไปยัง ก.ค.ศ. เพื่อให้ ก.ค.ศ.ดำเนินการตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ทั้งนี้เพื่อประโยชน์และความสอดคล้องในการบริหารงานบุคคลของสถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์
      นอกจากนี้ในพระราชบัญญัติการจัดการศึกษาระดับปริญญาตรีในสถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ พ.ศ.2541 ไม่ได้กำหนดให้คณะกรรมการสถาบันมีอำนาจและหน้าที่ในการพิจารณาให้ความเห็นชอบหลักสูตรให้สอดคล้องกับมาตรฐานการศึกษาและการประกันคุณภาพการศึกษา ซึ่งเป็นการไม่สอดคล้องกับพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2542 มาตรา 48 ที่บัญญัติให้สถานศึกษาจะต้องจัดให้มีระบบประกันคุณภาพภายในสถานศึกษาและให้ถือว่าการประกันคุณภาพภายในเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการบริหารการศึกษาที่ต้องดำเนินการอย่างต่อเนื่อง ดังนั้นเพื่อให้การบริหารงานการศึกษาของสถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ดำเนินการไปโดยสอดคล้องกับพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2542 จึงจำเป็นต้องแก้ไขอำนาจหน้าที่ของสภาสถาบันให้สามารถพิจารณาให้ความเห็นชอบหลักสูตรให้สอดคล้องกับมาตรฐานการศึกษาและการประกันคุณภาพการศึกษา
    • การกำหนดให้มีสภาวิชาการและอำนาจหน้าที่ของสภาวิชาการ
    • ตามพระราชบัญญัติการจัดการศึกษาระดับปริญญาตรีในสถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ พ.ศ.2541 ไม่มีบทบัญญัติเกี่ยวกับสภาวิชาการ ดังนั้นในร่างพระราชบัญญัติบัณฑิตพัฒนศิลป์ พ.ศ….. จึงได้กำหนดให้มีสภาวิชาการ โดยสภาวิชาการจะมีอำนาจหน้าที่ในการพิจารณาเกณฑ์มาตรฐานการศึกษา หลักสูตรการเรียนการสอนในสถาบัน การวิจัย การวัดผลการศึกษา และการประกันคุณภาพการศึกษาให้สอดคล้องกับมาตรฐานที่คณะกรรมการการอุดมศึกษากำหนด เพื่อเสนอต่อสภาสถาบัน รวมทั้งพิจารณาให้ความเห็นเกี่ยวกับวิชาการของสถาบันต่อสภาสถาบัน
    • การกำหนดให้มีสภาคณาจารย์และบุคลากรทางการศึกษาและหน้าที่ของสภาคณาจารย์และบุคลากรทางการศึกษา
    • ตามร่างพระราชบัญญัติสถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ พ.ศ. .... มาตรา 20/1 ได้กำหนดให้มีสภาคณาจารย์และบุคลากรทางการศึกษาในสถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ เหมือนอย่างเช่นในสถาบันอุดมศึกษาอื่นๆ เพียงแต่สภาคณาจารย์และบุคลากรทางการศึกษาในสถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์จะมีเพียงหน้าที่ในการให้คำปรึกษาและข้อเสนอแนะต่อสภาสถาบันและอธิการบดีเฉพาะในเรื่องเกี่ยวกับการบริหารงานบุคคลของสถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์เท่านั้น ซึ่งการดำเนินงานของสภาคณาจารย์และบุคลากรทางการศึกษาจะแตกต่างกับสภาวิชาการ
    • การแต่งตั้งอธิการบดีและเงื่อนไขการพ้นจากตำแหน่งของอธิการบดี
    • ตามพระราชบัญญัติการจัดการศึกษาระดับปริญญาตรีในสถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ พ.ศ.2541 มาตรา 16 วรรคสอง ได้กำหนดให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรมเป็นผู้มีอำนาจแต่งตังอธิการสถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ โดยคำแนะนำของคณะกรรมการสถาบันที่คัดเลือกจากบุคคลที่มีคุณสมบัติ แต่เนื่องจากในร่างพระราชบัญญัติสถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ พ.ศ. .... ได้กำหนดให้สถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์เป็นนิติบุคคลและเป็นส่วนราชการในสังกัดกระทรวงวัฒนธรรม ดังนั้นเพื่อสถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์มีสถานภาพเหมือนกับสถาบันอุดมศึกษาอื่น จึงต้องกำหนดให้การแต่งตั้งอธิการบดีจะต้องนำความขึ้นกราบบังคมทูลเพื่อทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ นอกจากนี้ตามพระราชบัญญัติการจัดการศึกษาระดับปริญญาตรีในสถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ พ.ศ.2541 ไม่ได้กำหนดเงื่อนไขการพ้นจากตำแหน่งของอธิการเอาไว้ ดังนั้นเพื่อมิให้เกิดปัญหาตีความเกี่ยวกับการพ้นจากตำแหน่งของอธิการบดี จึงจำเป็นต้องกำหนดเงื่อนไขการพ้นจากตำแหน่งของอธิการบดีเอาไว้ในร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้
    • คุณสมบัติของผู้ดำรงตำแหน่งอธิการบดี รองอธิการบดี และผู้ช่วยอธิการบดี
    • ตามพระราชบัญญัติการจัดการศึกษาระดับปริญญาตรีในสถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ พ.ศ.2541 ได้กำหนดคุณสมบัติของผู้ดำรงตำแหน่งอธิการ รองอธิการ และผู้ช่วยอธิการ ไว้เป็น 2 ส่วน คือ
      (1) ต้องเป็นผู้ได้รับปริญญาเอกและได้ทำการสอนในสถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์หรือสถานศึกษาอื่นในสังกัดกรมศิลปากร หรือสถาบันอุดมศึกษาอื่นที่สถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์รับรอง หรือมีประสบการณ์ในด้านการบริหารมาแล้วเป็นเวลาไม่น้อยกว่าสองปี หรือเคยดำรงตำแหน่งในคณะกรรมการสถาบันหรือในสภาสถาบันอุดมศึกษาอื่นมาแล้วเป็นเวลาไม่น้อยกว่าสองปี หรือ
      (2) ได้รับปริญญาชั้นใดชั้นหนึ่งหรือเทียบเท่าและได้ทำการสอนในสถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์หรือสถานศึกษาอื่นในสังกัดกรมศิลปากร หรือสถาบันอุดมศึกษาอื่นที่สถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์รับรอง หรือมีประสบการณ์ในด้านการบริหารมาแล้วเป็นเวลาไม่น้อยกว่าสี่ปี หรือเคยดำรงตำแหน่งในคณะกรรมการสถาบันหรือในสภาสถาบันอุดมศึกษาอื่นมาแล้วเป็นเวลาไม่น้อยกว่าสี่ปี
      ดังนั้นเพื่อเป็นเปิดกว้างให้คณาจารย์ในสถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์หรือสถาบันอุดมศึกษาอื่นที่มีคุณสมบัติเหมาะสม สามารถเข้าบริหารงานได้ จึงได้แก้ไขคุณสมบัติของผู้ดำรงตำแหน่งอธิการบดีและรองอธิการบดีต้องเป็นผู้สำเร็จการศึกษาไม่ต่ำกว่าปริญญาตรีหรือเทียบเท่า และได้ทำการสอนหรือมีประสบการณ์ด้านการบริหารมาแล้วไม่น้อยกว่าห้าปีในสถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์หรือสถานศึกษาระดับอุดมศึกษาอื่นที่สภาสถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์รับรอง หรือดำรงตำแหน่งกรรมการสภาสถาบัน หรือดำรงตำแหน่งหรือเคยดำรงตำแหน่งศาสตราจารย์ นอกจากนี้ในร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ยังได้แยกการกำหนดคุณสมบัติของผู้ช่วยอธิการบดีออกจากการกำหนดคุณสมบัติของอธิการบดีและรองอธิการบดี โดยกำหนดให้ผู้ดำรงตำแหน่งผู้ช่วยอธิการบดีจะต้องสำเร็จการศึกษาไม่ต่ำกว่าปริญญาตรีหรือเทียบเท่า และได้ทำการสอนหรือมีประสบการณ์ด้านการบริหารมาแล้วไม่น้อยกว่าสามปีในสถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์หรือสถาบันอุดมศึกษาอื่นที่สภาสถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์รับรอง
    • เพิ่มเติมอำนาจหน้าที่ของอธิการบดี
    • เนื่องจากในร่างพระราชบัญญัติสถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ พ.ศ. .... ได้กำหนดให้สถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์เป็นนิติบุคคลและเป็นส่วนราชการตามกฎหมายว่าด้วยวิธีงบประมาณ ในสังกัดกระทรวงวัฒนธรรม ประกอบกับได้มีการกำหนดให้นำกฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษามาใช้บังคับในการบริหารงานบุคคลสำหรับข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาในสถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ ดังนั้นจึงจำเป็นต้องเพิ่มเติมให้อธิการบดีมีอำนาจหน้าที่
      (1) รักษาระเบียบวินัย จรรยาบรรณ และมารยาทแห่งวิชาชีพของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาในสถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์
      (2) เสนอแผนดำเนินงานและงบประมาณประจำปี
      (3) ส่งเสริม สนับสนุนกิจการนักศึกษา และปฏิบัติภารกิจร่วมกับสถาบันอื่น
    • การดำเนินการภายในวิทยาเขต
    • สืบเนื่องจากตามพระราชบัญญัติการจัดการศึกษาระดับปริญญาตรีในสถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ พ.ศ.2541 ไม่ได้กำหนดเกี่ยวกับการจัดตั้งวิทยาเขตเอาไว้ ดังนั้นเพื่อให้การจัดการศึกษาในสถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์สามารถพัฒนาโดยการใช้ทรัพยากรร่วมกัน ดังนั้นในร่างพระราชบัญญัติสถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ พ.ศ. .... จึงได้กำหนดให้สถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์สามารถจัดตั้งวิทยาเขตขึ้นได้ และเนื่องจากการจัดตั้งวิทยาเขตภายใต้สถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์เกิดจากการรวมวิทยาลัยนาฏศิลป์และวิทยาลัยช่างศิลป์ในพื้นที่ใกล้เคียงที่มีความพร้อมเป็นวิทยาเขต ซึ่งภายใต้วิทยาเขตยังคงมีวิทยาลัยนาฏศิลป์และวิทยาลัยช่างศิลป์อยู่ ยกตัวอย่างเช่น วิทยาเขตภาคเหนือเกิดจากการรวมวิทยาลัยนาฏศิลปเชียงใหม่กับวิทยาลัยนาฏศิลปสุโขทัย เป็นวิทยาเขต ดังนั้นจึงควรมีรองอธิการบดีเป็นผู้บังคับบัญชาและรับผิดชอบการบริหารงานของวิทยาเขตแทนอธิการบดีในวิทยาเขตนั้นๆ โดยในส่วนของวิทยาลัยนาฏศิลปและวิทยาลัยช่างศิลปที่อยู่ภายใต้วิทยาเขตยังคงมีผู้อำนวยการวิทยาลัย นอกจากนี้ในร่างพระราชบัญญัติสถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ พ.ศ. .... ยังได้กำหนดให้ในแต่ละวิทยาเขตจะต้องมีคณะกรรมการประจำวิทยาเขต โดยมีองค์ประกอบ อำนาจหน้าที่ วาระการดำรงตำแหน่ง และการได้มาตามที่กฎหมายกำหนด
    • การดำเนินการภายในบัณฑิตวิทยาลัย
    • สืบเนื่องจากตามพระราชบัญญัติการจัดการศึกษาระดับปริญญาตรีในสถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ พ.ศ.2541 ได้กำหนดให้สถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์จัดการศึกษาได้แค่ระดับปริญญาตรี ซึ่งต่อมาในร่างพระราชบัญญัติสถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ พ.ศ. .... จึงได้แก้ไขให้สถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์สามารถจัดการศึกษาถึงระดับปริญญาโทและปริญญาเอก ดังนั้นเพื่อให้สถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์สามารถจัดการศึกษาระดับที่สูงกว่าปริญญาได้ ในร่างพระราชบัญญัติสถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ พ.ศ. .... จึงได้กำหนดให้สถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์สามารถจัดตั้งบัณฑิตวิทยาลัยขึ้นได้ นอกจากนี้ในร่างพระราชบัญญัติสถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ พ.ศ. .... ยังได้กำหนดให้ในบัณฑิตวิทยาลัยจะต้องมีคณะกรรมการประจำบัณฑิตวิทยาลัย โดยมีองค์ประกอบ อำนาจหน้าที่ วาระการดำรงตำแหน่ง และการได้มาตามที่กฎหมายกำหนด
    • การดำเนินการภายในคณะ
    • เพื่อให้การดำเนินงานของคณะซึ่งเป็นส่วนราชการภายใต้สถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์เป็นไปในแนวทางเดียวกับส่วนราชการอื่น ดังนั้นในร่างพระราชบัญญัติสถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ พ.ศ. .... จึงได้กำหนดให้ในแต่ละคณะต้องมีคณะกรรมการประจำคณะ โดยคณะกรรมการประจำคณะจะต้องมีองค์ประกอบ อำนาจหน้าที่ วาระการดำรงตำแหน่ง และการได้มาตามที่กฎหมายกำหนด
    • การแบ่งภาควิชาหรือส่วนราชการที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีฐานะเทียบเท่าภาควิชา
    • เนื่องจากในพระราชบัญญัติการจัดการศึกษาระดับปริญญาตรีในสถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ พ.ศ.2541 ไม่ได้แยกเรื่องการแบ่งภาควิชาหรือส่วนราชการที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีฐานะเทียบเท่าภาควิชาออกจากการดำเนินงานของคณะหรือหน่วยงานที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีฐานะเทียบเท่าคณะ ดังนั้นเพื่อให้การแบ่งภาควิชาหรือส่วนราชการที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีฐานะเทียบเท่าภาควิชา รวมทั้งการดำเนินงานภายในภาควิชาหรือส่วนราชการที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีฐานะเทียบเท่าภาควิชามีความชัดเจน จึงได้แยกเรื่องดังกล่าวออกมาบัญญัติเป็นอีกมาตราหนึ่งต่างหาก
    • การดำเนินการภายในสำนัก ศูนย์ หรือส่วนราชการที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีฐานะเทียบเท่าคณะ
    • เพื่อให้การดำเนินงานของสำนัก ศูนย์ หรือส่วนราชการที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีฐานะเทียบเท่าคณะ ซึ่งเป็นส่วนราชการภายใต้สถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์เป็นไปในแนวทางเดียวกับส่วนราชการอื่น ดังนั้นในร่างพระราชบัญญัติสถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ พ.ศ. .... จึงได้กำหนดให้สำนัก ศูนย์ หรือส่วนราชการที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีฐานะเทียบเท่าคณะต้องมีคณะกรรมการประจำสำนัก ศูนย์ และส่วนราชการที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีฐานะเทียบเท่าคณะ โดยคณะกรรมการดังกล่าวจะต้องมีองค์ประกอบ อำนาจหน้าที่ วาระการดำรงตำแหน่ง และการได้มาตามที่กฎหมายกำหนด
    • การดำเนินการภายในวิทยาลัย
    • ตามร่างพระราชบัญญัติสถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ พ.ศ. .... ได้กำหนดแยกเกี่ยวกับการบริหารงานและการดำเนินงานภายในวิทยาลัยออกมาชัดเจนเหมือนอย่างเช่นส่วนราชการอื่นๆ ในสถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ ดังนั้นเพื่อให้การดำเนินงานภายในวิทยาลัยเป็นไปในแนวทางเดียวกับส่วนราชการอื่นในสถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ จึงจำเป็นต้องกำหนดบทบัญญัติเกี่ยวกับการดำเนินงานของวิทยาลัยให้ชัดเจน ซึ่งวิทยาลัยในที่นี้หมายถึงวิทยาลัยนาฏศิลป์และวิทยาลัยช่างศิลป์ มิใช่วิทยาลัยตามความหมายเหมือนอย่างเช่นที่ปรากฏในสถาบันอุดมศึกษาอื่นๆ นอกจากนี้ในร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ยังได้กำหนดให้ในแต่ละวิทยาลัยจะต้องมีคณะกรรมการประจำวิทยาลัย โดยคณะกรรมการประจำวิทยาลัยจะต้องมีองค์ประกอบ อำนาจหน้าที่ วาระการดำรงตำแหน่ง และการได้มาตามที่กฎหมายกำหนด
    • การมอบอำนาจของอธิการบดีและขอบเขตอำนาจของผู้รักษาราชการแทนอธิการบดี
    • สืบเนื่องจากพระราชบัญญัติการจัดการศึกษาระดับปริญญาตรีในสถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ พ.ศ.2541 ไม่ได้กำหนดเกี่ยวกับการมอบอำนาจในการสั่ง การอนุญาต การอนุมัติ การปฏิบัติการ หรือการดำเนินการอื่นใดที่อธิการบดีจะพึงปฏิบัติหรือดำเนินการตามกฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับ คำสั่ง หรือมติคณะรัฐมนตรีให้แก่รองอธิการบดีประจำวิทยาเขต คณบดี ผู้อำนวยการ และหัวหน้าภาควิชาหรือหัวหน้าส่วนราชการที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีฐานะเทียบเท่าคณะหรือภาควิชาปฏิบัติราชการแทน ทั้งนี้เพราะสถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ไม่ได้มีฐานะเป็นนิติบุคคล ดังนั้นเมื่อร่างพระราชบัญญัติสถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ พ.ศ. .... ได้กำหนดให้สถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์เป็นนิติบุคคล จึงจำเป็นกำหนดบทบัญญัติเกี่ยวกับการมอบอำนาจของอธิการบดีให้แก่รองอธิการบดีประจำวิทยาเขต คณบดี ผู้อำนวยการ และหัวหน้าภาควิชาหรือหัวหน้าส่วนราชการที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีฐานะเทียบเท่าคณะหรือภาควิชาปฏิบัติราชการแทน ทั้งนี้เพื่อประโยชน์ในการบริหารราชการ นอกจากนี้ยังได้กำหนดให้ผู้รักษาราชการแทนตามพระราชบัญญัตินี้มีขอบเขตอำนาจเช่นเดียวกับผู้ซึ่งตนแทน และในกรณีที่กฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับ คำสั่งหรือมติคณะรัฐมนตรีแต่งตั้งให้ผู้ดำรงตำแหน่งในสถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์เป็นกรรมการหรือมีอำนาจหน้าที่อย่างใด ให้ผู้รักษาราชการแทนทำหน้าที่เช่นเดียวกับผู้ดำรงตำแหน่งนั้นในระหว่างรักษาราชการแทนด้วย
    • ตำแหน่งทางวิชาการของข้าราชการครูและบุคลากรทางศึกษาในสถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์
    • จากที่ร่างพระราชบัญญัติสถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ พ.ศ. .... ได้กำหนดให้สถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์เป็นส่วนราชการในสายการบังคับบัญชาของกระทรวงวัฒนธรรม ดังนั้นเพื่อให้คณาจารย์ประจำสถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์มีตำแหน่งทางวิชาการ จึงจำเป็นต้องกำหนดให้นำหลักเกณฑ์วิธีการแต่งตั้งถอดถอนตำแหน่งทางวิชาการของคณาจารย์ประจำตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา มาใช้บังคับกับคณาจารย์ประจำสถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ นอกจากนี้ยังได้กำหนดให้ตำแหน่งศาสตราจารย์และศาสตราจารย์พิเศษ เป็นตำแหน่งที่ต้องนำขึ้นกราบบังคมทูลเพื่อทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง ทั้งนี้เพื่อให้สอดคล้องกับหลักเกณฑ์ที่ใช้บังคับอยู่ในสถาบันอุดมศึกษาอื่น
    • การกำหนดให้มีประกาศนียบัตรดุษฎีบัณฑิตและประกาศนียบัตรชี้นสูง
    • จากการที่ร่างพระราชบัญญัติสถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ พ.ศ..... ได้กำหนดให้สถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์สามารถจัดการเรียนการสอนได้ถึงระดับปริญญาโทและปริญญาเอก ดังนั้นจึงจำเป็นต้องกำหนดให้สถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์มีอำนาจออกประกาศนียบัตรชั้นต่างๆ ที่สูงกว่าปริญญาตรีได้
    • บทกำหนดโทษ
    • ตามพระราชบัญญัติการจัดการศึกษาระดับปริญญาตรีในสถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ พ.ศ.2541 ได้กำหนดโทษเฉพาะในกรณีดังต่อไปนี้
      1.การใช้ครุยวิทยฐานะ เข็มวิทยฐานะ ครุยประจำตำแหน่ง เครื่องหมายของสถาบัน เครื่องแบบ เครื่องหมายหรือเครื่องแต่งกายของนักศึกษาสถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์โดยไม่มีสิทธิที่จะใช้ หรือ
      2.การแสดงด้วยประการใดๆ ว่าตนมีตำแหน่ง ปริญญา อนุปริญญา หรือประกาศนียบัตรของสถาบันโดยที่ตนไม่มีสิทธิ
      ซึ่งบทกำหนดดังกล่าวไม่ครอบคลุมถึงการกระทำความผิดฐานปลอม เลียน ซึ่งตรา เครื่องหมาย หรือสัญลักษณ์ของสถาบันหรือส่วนราชการในสถาบัน ไม่ว่าจะทำเป็นสีใดหรือทำด้วยวิธีใดๆ หรือทำให้ปรากฏที่วัตถุหรือสินค้าใดๆ โดยไม่ได้รับอนุญาตจากสถาบัน ดังนั้นจึงจำเป็นต้องเพิ่มเติมบทกำหนดโทษเพื่อให้ครอบคลุมถึงฐานความผิดดังกล่าว
    • การดำรงตำแหน่ง การรับเงินเดือน และสิทธิประโยชน์ของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาตามบทเฉพาะกาล
    • เนื่องจากตามร่างพระราชบัญญัติสถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ พ.ศ. .... กำหนดให้การแต่งตั้งและถอดถอนตำแหน่งทางวิชาการของคณาจารย์ประจำสถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ต้องนำหลักเกณฑ์ตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษามาใช้บังคับ ดังนั้นจึงจำเป็นต้องกำหนดในเรื่องการดำรงตำแหน่ง การรับเงินเดือนและสิทธิประโยชน์ของข้าราชการที่โอนไปเป็นข้าราชการสถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ตามบทเฉพาะกาลของพระราชบัญญัตินี้ ยังคงดำรงตำแหน่งเดิมและได้รับเงินเดือนรวมทั้งสิทธิประโยชน์ไม่น้อยกว่าเดิมต่อไปจนกว่าจะได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งตามหลักเกณฑ์ของกฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา
    • การกำหนดวาระการดำรงตำแหน่งของประธานกรรมการสถาบัน กรรมการสถาบัน อธิการ คณบดี หัวหน้าภาควิชา หัวหน้าหน่วยงานที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีฐานะเทียบเท่าคณะหรือภาควิชา ผู้อำนวยการวิทยาลัยนาฏศิลป์ ผู้อำนวยการวิทยาลัยช่างศิลป์ ในระหว่างใช้บังคับบทเฉพาะกาล
    • เนื่องจากไม่สามารถจะกำหนดเวลาล่วงหน้าในการใช้บังคับร่างพระราชบัญญัติสถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ พ.ศ. .... ดังนั้นเพื่อไม่ให้ภาวะขาดองค์ประกอบการบริหารงานของสถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ภายหลังจากพระราชบัญญัติมีผลใช้บังคับ ดังนั้นจึงจำเป็นต้องกำหนดให้ประธานกรรมการสถาบัน กรรมการสถาบัน อธิการ คณบดี หัวหน้าภาควิชา หัวหน้าหน่วยงานที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีฐานะเทียบเท่าคณะหรือภาควิชา อยู่ในวันที่พระราชบัญญัติมีผลใช้บังคับ ปฏิบัติหน้าที่นายกสภาสถาบัน กรรมการสภาสถาบัน อธิการบดี คณบดี ผู้อำนวยการ หัวหน้าภาควิชา และหัวหน้าส่วนราชการที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีฐานะเทียบเท่าคณะหรือภาควิชา ตามพระราชบัญญัตินี้ จนกว่าจะได้มีการดำเนินการให้เป็นไปตามพระราชบัญญัตินี้ โดยการดำรงตำแหน่งดังกล่าวจะมีเงื่อนเวลาบังคับไว้
    • การรักษาการปฏิบัติหน้าที่ของสภาวิชาการในระหว่างใช้บังคับบทเฉพาะกาล
    • เนื่องจากตามร่างพระราชบัญญัติสถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ พ.ศ. …. ได้กำหนดให้มี สภาวิชาการ ซึ่งแต่เดิมตามพระราชบัญญัติการจัดการศึกษาระดับปริญญาตรีในสถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ พ.ศ.2541 ไม่ได้กำหนดให้มีสภาวิชาการ ดังนั้นเพื่อให้สภาวิชาการสามารถปฏิบัติงานได้เมื่อร่างพระราชบัญญัติสถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ พ.ศ. .... มีผลใช้บังคับ จึงจำเป็นต้องบัญญัติให้สภาสถาบันรักษาการทำหน้าที่สภาวิชาการด้วยอีกหน้าที่หนึ่งในระหว่างใช้บังคับบทเฉพาะกาล จนกว่าจะได้มีการจัดตั้งสภาวิชาการขึ้นตามบทบัญญัติของกฎหมาย
ไม่มีประเด็นที่เกี่ยวข้อง
    • หลักการ
    • ปรับปรุงกฎหมายว่าด้วยการจัดการศึกษาระดับปริญญาตรีในสถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์
    • เหตุผล
    • โดยที่กฎหมายว่าด้วยการศึกษาแห่งชาติกำหนดให้จัดการศึกษาระดับอุดมศึกษาให้จัดในมหาวิทยาลัย สถาบัน วิทยาลัย หรือหน่วยงานที่เรียกชื่ออย่างอื่น และให้สถานศึกษาของรัฐที่จัดการศึกษาระดับปริญญาเป็นนิติบุคคล สามารถดำเนินกิจการได้โดยอิสระ พัฒนาระบบบริหาร และการจัดการที่เป็นของตนเอง มีความคล่องตัว มีเสรีภาพทางวิชาการ และอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของสภาสถานศึกษา ตามกฎหมายว่าด้วยการการจัดตั้งสถานศึกษานั้นๆ สมควรมีกฎหมายรับรองให้สถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์มีฐานะเป็นนิติบุคคลในกระทรวงวัฒนธรรม เพื่อจัดการศึกษาด้านนาฏศิลป์ ดุริยางคศิลป์ คีตศิลป์ และช่างศิลป์ สืบทอด สร้างสรรค์ ศิลปะและมรดกทางศิลปวัฒนธรรมของชาติ และส่งเสริมการผลิตบุคลากรเพื่อทำหน้าที่ช่างศิลปกรรม ศิลปินอาชีพ ครูศิลปะ นักวิชาการ และนักวิจัยด้านศิลปวัฒนธรรม ตลอดจนส่งเสริมสุนทรียศาสตร์และเผยแพร่ศิลปวัฒนธรรมระดับท้องถิ่นและระดับชาติอันเป็นเอกลักษณ์ของชาติ จึงจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้
    • มาตรา ๑
    • พระราชบัญญัตินี้เรียกว่า พระราชบัญญัติสถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ พ.ศ. ....
    • มาตรา ๒
    • พระราชบัญญัตินี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป
    • มาตรา ๓
    • ให้ยกเลิกพระราชบัญญัติการจัดการศึกษาระดับปริญญาตรีในสถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์
      พ.ศ.๒๕๔๑
    • มาตรา ๔
    • ให้รวมสถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ที่จัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติการจัดการศึกษาระดับปริญญาตรีในสถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ พ.ศ. ๒๕๔๑ วิทยาลัยนาฏศิลป วิทยาลัยนาฏศิลปกาฬสินธุ์ วิทยาลัยนาฏศิลปจันทบุรี วิทยาลัยนาฏศิลปเชียงใหม่ วิทยาลัยนาฏศิลปนครศรีธรรมราช วิทยาลัยนาฏศิลปนครราชสีมา วิทยาลัยนาฏศิลปพัทลุง วิทยาลัยนาฏศิลปร้อยเอ็ด วิทยาลัยนาฏศิลปลพบุรี วิทยาลัยนาฏศิลปสุโขทัย วิทยาลัยนาฏศิลปสุพรรณบุรี วิทยาลัยนาฏศิลปะอ่างทอง วิทยาลัยช่างศิลป วิทยาลัยช่างศิลปะนครศรีธรรมราช วิทยาลัยช่างศิลปสุพรรณบุรี มาจัดตั้งเป็นสถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ตามพระราชบัญญัตินี้
      สถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์เป็นนิติบุคคลและเป็นส่วนราชการตามกฎหมายว่าด้วยวิธีการงบประมาณ ในสังกัดกระทรวงวัฒนธรรม
    • มาตรา ๕
    • ในพระราชบัญญัตินี้
      สถาบัน หมายความว่า สถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์
      สภาสถาบัน หมายความว่า สภาสถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์
      สภาวิชาการ หมายความว่า สภาวิชาการสถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์
      วิทยาเขต หมายความว่า เขตการศึกษาของสถาบันที่มีคณะ สำนัก วิทยาลัย ศูนย์ หรือส่วนราชการที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีฐานะเทียบเท่าคณะ ตั้งแต่สองส่วนราชการขึ้นไปตั้งอยู่ในเขตการศึกษานั้นตามที่สภาสถาบันกำหนด
      กระทรวง หมายความว่า กระทรวงวัฒนธรรม
      รัฐมนตรี หมายความว่า รัฐมนตรีผู้รักษาการตามพระราชบัญญัตินี้
      สภาคณาจารย์และบุคลากร หมายความว่า สภาคณาจารย์และบุคลากรสถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์
    • มาตรา ๖
    • การบริหารงานบุคคลสำหรับข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาในสถาบันให้เป็นไปตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา เว้นแต่พระราชบัญญัตินี้บัญญัติไว้เป็นอย่างอื่น
    • มาตรา ๗
    • ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรมรักษาการตามพระราชบัญญัตินี้และให้มีอำนาจออกกฎกระทรวงและประกาศเพื่อปฏิบัติการตามพระราชบัญญัตินี้
      กฎกระทรวงและประกาศนั้น เมื่อได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้ว ให้ใช้บังคับได้
    • หมวด ๑ บททั่วไป
    • มาตรา ๘
    • ให้สถาบันเป็นสถานศึกษา มีวัตถุประสงค์ให้การศึกษา ส่งเสริมวิชาการและวิชาชีพชั้นสูง ทำการสอน ทำการวิจัย ให้บริการทางวิชาการด้านนาฏศิลป์ ดุริยางคศิลป์ คีตศิลป์ และช่างศิลป์ทั้งไทยและสากล และศิลปวัฒนธรรมระดับท้องถิ่นและระดับชาติ ตลอดจนส่งเสริม สืบทอด สร้างสรรค์ ทะนุบำรุง และเผยแพร่ศิลปวัฒนธรรมอันเป็นเอกลักษณ์ของชาติ
    • มาตรา ๙
    • สถาบันอาจแบ่งส่วนราชการ ดังนี้
      (๑) สำนักงานอธิการบดี
      (๒) สำนักงานวิทยาเขต
      (๓) บัณฑิตวิทยาลัย
      (๔) คณะ
      (๕) สำนัก
      (๖) วิทยาลัย
      (๗) ศูนย์
      สถาบันอาจให้มีส่วนราชการที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีฐานะเทียบเท่าคณะ เพื่อดำเนินการตามวัตถุประสงค์ในมาตรา ๘ เป็นส่วนราชการของสถาบันอีกก็ได้
      สำนักงานอธิการบดีและสำนักงานวิทยาเขตอาจแบ่งส่วนราชการเป็นกองหรือส่วนราชการที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีฐานะเทียบเท่ากอง
      บัณฑิตวิทยาลัยอาจแบ่งส่วนราชการเป็นสำนักงานคณบดี กองหรือส่วนราชการที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีฐานะเทียบเท่ากอง
      คณะอาจแบ่งส่วนราชการเป็นสำนักงานคณบดี ภาควิชา กอง หรือส่วนราชการที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีฐานะเทียบเท่าภาควิชาหรือกอง
      สำนัก ศูนย์ และส่วนราชการที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีฐานะเทียบเท่าคณะ อาจแบ่ง ส่วนราชการเป็นสำนักงานงานผู้อำนวยการ กอง หรือส่วนราชการที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีฐานะเทียบเท่ากอง
      วิทยาลัยอาจแบ่งส่วนราชการเป็นสำนักงานผู้อำนวยการ ภาควิชา กอง หรือส่วนราชการที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีฐานะเทียบเท่าภาควิชาหรือกอง
      สำนักงานคณบดี สำนักงานผู้อำนวยการ กอง หรือส่วนราชการที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีฐานะเทียบเท่ากอง อาจแบ่งส่วนราชการเป็นงานหรือส่วนราชการที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีฐานะเทียบเท่างาน

    • มาตรา ๑๐
    • การจัดตั้ง การรวม และการยุบเลิกสำนักงานวิทยาเขต บัณฑิตวิทยาลัย คณะ สำนัก วิทยาลัย และศูนย์หรือส่วนราชการที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีฐานะเทียบเท่าคณะ ให้ออกเป็นกฎกระทรวง
      การแบ่งส่วนราชการเป็นสำนักงานคณบดี สำนักงานผู้อำนวยการ ภาควิชา และกอง หรือส่วนราชการที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีฐานะเทียบเท่าภาควิชาหรือกอง ให้ทำเป็นประกาศกระทรวง
      การแบ่งส่วนราชการเป็นงานหรือส่วนราชการที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีฐานะเทียบเท่างานให้ทำเป็นประกาศของสถาบัน
    • มาตรา ๑๑
    • ภายใต้วัตถุประสงค์ตามมาตรา ๘ สถาบันอาจรับสถาบันการศึกษาชั้นสูงหรือสถาบันอื่นเข้าสมทบในสถาบันก็ได้ และมีอำนาจให้ปริญญา อนุปริญญา หรือประกาศนียบัตรชั้นหนึ่งชั้นใดแก่ผู้สำเร็จการศึกษาจากสถาบันสมทบนั้นได้
      การรับเข้าสมทบหรือการยกเลิกการสมทบซึ่งสถาบันการศึกษาชั้นสูงหรือสถาบัน ให้เป็นไปตามข้อบังคับของสถาบัน และประกาศในราชกิจจานุเบกษา
      การควบคุมสถาบันการศึกษาชั้นสูงหรือสถาบันอื่นที่เข้าสมทบในสถาบัน ให้เป็นไปตามข้อบังคับของสถาบัน
    • มาตรา ๑๒
    • นอกจากเงินที่กำหนดไว้ในงบประมาณแผ่นดิน สถาบันอาจมีรายได้ ดังนี้
      (๑) เงินผลประโยชน์ ค่าธรรมเนียม ค่าบำรุง ค่าตอบแทน เบี้ยปรับ ค่าปรับ และค่าบริการต่างๆ ของสถาบัน
      (๒) รายได้หรือผลประโยชน์ที่ได้จากการใช้หรือจัดหาประโยชน์ในที่ราชพัสดุซึ่งสถาบันปกครอง ดูแล ใช้ หรือจัดหาประโยชน์
      (๓) เงินและทรัพย์สินซึ่งมีผู้อุทิศให้แก่สถาบัน
      (๔) เงินอุดหนุนจากราชการส่วนท้องถิ่น หรือเงินอุดหนุนอื่นที่สถาบันได้รับเพื่อใช้ในการดำเนินกิจการของสถาบัน
      (๕) รายได้หรือผลประโยชน์อื่น
      ให้สถาบันมีอำนาจในการปกครอง ดูแล บำรุงรักษา ใช้ และจัดหาประโยชน์จากทรัพย์สินของสถาบัน ทั้งที่เป็นที่ราชพัสดุตามกฎหมายว่าด้วยที่ราชพัสดุและที่เป็นทรัพย์สินอื่น
      บรรดารายได้และผลประโยชน์ของสถาบันรวมทั้งผลประโยชน์ที่เกิดจากที่ราชพัสดุ เบี้ยปรับที่เกิดจากการผิดสัญญาลาศึกษา และเบี้ยปรับที่เกิดจากการผิดสัญญาการซื้อทรัพย์สินหรือจ้างทำของที่ดำเนินการโดยใช้เงินงบประมาณ ไม่เป็นรายได้ที่ต้องนำส่งกระทรวงการคลังตามกฎหมายว่าด้วยเงินคงคลัง และกฎหมายว่าด้วยวิธีการงบประมาณ
    • มาตรา ๑๓
    • บรรดาอสังหาริมทรัพย์ที่สถาบันได้มาจากการให้ หรือซื้อจากเงินรายได้ของสถาบัน หรือแลกเปลี่ยนกับทรัพย์สินของสถาบัน หรือได้มาโดยวิธีอื่นตั้งแต่วันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ ไม่ถือว่าเป็นที่ราชพัสดุและให้เป็นกรรมสิทธิ์ของสถาบัน
    • มาตรา ๑๔
    • บรรดารายได้และทรัพย์สินของสถาบัน จะต้องจัดการเพื่อประโยชน์ภายใต้วัตถุประสงค์ของสถาบันตามมาตรา ๘
      เงินและทรัพย์สินที่มีผู้อุทิศให้แก่สถาบันจะต้องจัดการตามเงื่อนไขที่ผู้อุทิศให้กำหนดไว้และต้องเป็นไปตามวัตถุประสงค์ของสถาบัน แต่ถ้ามีความจำเป็นต้องเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขดังกล่าว สถาบันต้องได้รับความยินยอมจากผู้อุทิศให้หรือทายาท หากไม่มีทายาทหรือทายาทไม่ปรากฏจะต้องได้รับอนุมัติจากสภาสถาบัน
    • หมวด ๒ การดำเนินการ
    • มาตรา ๑๕
    • ให้มีสภาสถาบันประกอบด้วย
      (๑) นายกสภาสถาบัน ซึ่งจะได้ทรงพระกรุณา โปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง
      (๒) กรรมการสภาสถาบันโดยตำแหน่ง ได้แก่ เลขาธิการคณะกรรมการการอุดมศึกษา อธิบดีกรมศิลปากร และอธิการบดี
      (๓) กรรมการสภาสถาบันจำนวนห้าคน ซึ่งเลือกจากผู้ดำรงตำแหน่งรองอธิการบดี คณบดี ผู้อำนวยการสำนัก ผู้อำนวยการวิทยาลัย ผู้อำนวยการศูนย์ หรือหัวหน้าส่วนราชการที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีฐานะเทียบเท่าคณะ
      (๔) กรรมการสภาสถาบันจำนวนสี่คน ซึ่งเลือกจากข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาของสถาบัน ซึ่งมิใช่ผู้ดำรงตำแหน่งตาม (๓)
      (๕) กรรมการสภาสถาบันผู้ทรงคุณวุฒิจำนวนสิบสามคน ซึ่งจะได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งจากบุคคลภายนอกสถาบันโดยคำแนะนำของนายกสภาสถาบัน และกรรมการสภาสถาบันตาม (๒) (๓) และ (๔)
      ให้สภาสถาบันแต่งตั้งรองอธิการบดีคนหนึ่งซึ่งมิใช่กรรมการสภาสถาบันเป็นเลขานุการสภาสถาบัน โดยคำแนะนำของอธิการบดี
      ให้สภาสถาบันแต่งตั้งกรรมการสภาสถาบันผู้ทรงวุฒิคนหนึ่งเป็นอุปนายกสภาสถาบัน และให้อุปนายกสภาสถาบันทำหน้าที่แทนนายกสภาสถาบัน เมื่อนายกสภาสถาบันไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ได้หรือเมื่อไม่มีผู้ดำรงตำแหน่งนายกสภาสถาบัน
      คุณสมบัติ หลักเกณฑ์ และวิธีการได้มา ซึ่งนายกสภาสถาบันและกรรมการสภาสถาบันตาม (๓) (๔) และ (๕) ให้เป็นไปตามข้อบังคับของสถาบัน
    • มาตรา ๑๖
    • นายกสภาสถาบันและกรรมการสภาสถาบันตามมาตรา ๑๕ (๓) (๔) และ (๕) มีวาระการดำรงตำแหน่งคราวละสี่ปี แต่จะทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง หรืออาจได้รับเลือกใหม่อีกได้
      นอกจากการพ้นจากตำแหน่งตามวาระตามวรรคหนึ่ง นายกสภาสถาบันและกรรมการ สภาสถาบันตามมาตรา ๑๕ (๓) (๔) และ (๕) พ้นจากตำแหน่งเมื่อ
      (๑) ตาย
      (๒) ลาออก
      (๓) ขาดคุณสมบัติของการเป็นนายกสภาสถาบันหรือกรรมการสภาสถาบันในประเภทนั้น
      (๔) สภาสถาบันให้ออกเพราะมีความประพฤติเสื่อมเสีย บกพร่องต่อหน้าที่หรือหย่อนความสามารถ
      (๕) ถูกจำคุกโดยคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก
      (๖) เป็นบุคคลล้มละลาย
      (๗) เป็นคนไร้ความสามารถหรือคนเสมือนไร้ความสามารถ
      การพ้นจากตำแหน่งตาม (๔) ต้องมีคะแนนเสียงลงมติไม่น้อยกว่าสองในสามของจำนวนกรรมการสภาสถาบันเท่าที่มีอยู่
      ในกรณีที่ตำแหน่งนายกสภาสถาบันหรือกรรมการสภาสถาบันว่างลงไม่ว่าด้วยเหตุใดและยังไม่ได้ดำเนินการให้ได้มาซึ่งนายกสภาสถาบันหรือกรรมการสภาสถาบันแทนตำแหน่งที่ว่าง ให้สภาสถาบันประกอบด้วยกรรมการสภาสถาบันเท่าที่มีอยู่
      ในกรณีที่นายกสภาสถาบันหรือกรรมการสภาสถาบันตามมาตรา ๑๕ (๓) (๔) และ (๕) พ้นจากตำแหน่งก่อนครบวาระ และได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งหรือได้มีการเลือกผู้ดำรงตำแหน่งแทนแล้ว ให้ผู้ซึ่งได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งหรือได้รับเลือกอยู่ในตำแหน่งเพียงเท่ากับวาระที่เหลืออยู่ของผู้ซึ่งตนแทน แต่ถ้าวาระการดำรงตำแหน่งเหลืออยู่น้อยกว่าเก้าสิบวัน จะไม่ดำเนินการให้มี ผู้ดำรงตำแหน่งแทนก็ได้
      ในกรณีที่นายกสภาสถาบันหรือกรรมการสภาสถาบันพ้นจากตำแหน่งตามวาระ แต่ยังมิได้ดำเนินการให้ได้มาซึ่งนายกสภาสถาบันหรือกรรมการสภาสถาบันใหม่ ให้นายกสภาสถาบันหรือกรรมการสภาสถาบันซึ่งพ้นจากตำแหน่งปฏิบัติหน้าที่ต่อไปพลางก่อนจนกว่าจะมีนายกสภาสถาบันหรือกรรมการสภาสถาบันใหม่แล้ว
    • มาตรา ๑๗
    • สภาสถาบันมีอำนาจหน้าที่ควบคุมดูแลกิจการทั่วไปของสถาบันและโดยเฉพาะให้มีอำนาจหน้าที่ ดังนี้
      (๑) วางนโยบายของสถาบันเกี่ยวกับการศึกษา การวิจัย การให้บริการทางวิชาการแก่สังคม การทะนุบำรุงศิลปวัฒนธรรม และสนับสนุนกิจการของหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชนเกี่ยวกับงานด้านศิลปวัฒนธรรม
      (๒) วางระเบียบ ออกข้อบังคับและประกาศของสถาบัน และอาจมอบให้ส่วนราชการใดในสถาบันเป็นผู้วางระเบียบ ออกข้อบังคับและประกาศสำหรับส่วนราชการนั้นเป็นเรื่องๆ ไปก็ได้
      (๓) อนุมัติให้ปริญญา ประกาศนียบัตรดุษฎีบัณฑิต ประกาศนียบัตรบัณฑิตชั้นสูง ประกาศนียบัตรบัณฑิต อนุปริญญา และประกาศนียบัตร
      (๔) พิจารณาการจัดตั้ง การรวม และการยุบเลิกส่วนราชการของสถาบันตามมาตรา ๙ รวมทั้งการแบ่งส่วนราชการของส่วนราชการดังกล่าว
      (๕) อนุมัติรับสถาบันการศึกษาชั้นสูงหรือสถาบันวิจัยเข้าสมทบในสถาบันและการยกเลิกการสมทบ
      (๖) พิจารณาให้ความเห็นชอบหลักสูตรการศึกษาให้สอดคล้องกับมาตรฐานที่ คณะกรรมการการอุดมศึกษากำหนด และการประกันคุณภาพภายในสถานศึกษา (๗) พิจารณาดำเนินการเพื่อทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง และถอดถอนนายกสภาสถาบัน กรรมการสภาสถาบันผู้ทรงคุณวุฒิ อธิการบดี ศาสตราจารย์ และศาสตราจารย์พิเศษ
      (๘) แต่งตั้งและถอดถอนรองอธิการบดี คณบดี ผู้อำนวยการสำนัก ผู้อำนวยการวิทยาลัย ผู้อำนวยการศูนย์ และหัวหน้าส่วนราชการที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีฐานะเทียบเท่าคณะ ศาสตราจารย์เกียรติคุณ รองศาสตราจารย์ รองศาสตราจารย์พิเศษ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ และ ผู้ช่วยศาสตราจารย์พิเศษ
      (๙) อนุมัติงบประมาณรายจ่ายจากเงินรายได้ของสถาบัน
      (๑๐) วางระเบียบและออกข้อบังคับเกี่ยวกับการบริหารงาน การเงิน การจัดหารายได้ และผลประโยชน์จากทรัพย์สินของสถาบัน
      (๑๑) แต่งตั้งคณะกรรมการ คณะอนุกรรมการ หรือบุคคลหนึ่งบุคคลใด เพื่อพิจารณาและเสนอความเห็นในเรื่องหนึ่งเรื่องใด หรือมอบหมายให้ปฏิบัติการอย่างหนึ่งอย่างใดอันอยู่ในอำนาจและหน้าที่ของสภาสถาบัน
      (๑๒) พิจารณาและให้ความเห็นชอบเกี่ยวกับกิจการของสถาบันตามที่อธิการบดีเสนอ และอาจมอบหมายให้อธิการบดีปฏิบัติการอย่างหนึ่งอย่างใดอันอยู่ในอำนาจและหน้าที่ของสภาสถาบันได้
      (๑๓) ให้คำปรึกษาและข้อแนะนำในกิจการของสถาบันต่ออธิการบดี
      (๑๓/๑) เสนอความต้องการในการตั้งและขอบเขตการปฏิบัติหน้าที่ของ อ.ก.ค.ศ. สถาบันไปยัง ก.ค.ศ. เพื่อให้ ก.ค.ศ. ดำเนินการตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ทั้งนี้ เพื่อประโยชน์และความสอดคล้องในการบริหารงานบุคคลของสถาบัน
      (๑๔) ปฏิบัติหน้าที่อื่นเกี่ยวกับกิจการของสถาบันที่มิได้ระบุให้เป็นหน้าที่ของผู้หนึ่ง ผู้ใดโดยเฉพาะ
    • มาตรา ๑๘
    • การประชุมสภาสถาบัน ให้เป็นไปตามข้อบังคับของสถาบัน
    • มาตรา ๑๙
    • ให้มีสภาวิชาการ ประกอบด้วย
      (๑) ประธานสภาวิชาการ ได้แก่ อธิการบดี
      (๒) รองประธานสภาวิชาการ ได้แก่ รองอธิการบดีฝ่ายวิชาการ
      (๓) กรรมการสภาวิชาการจำนวนไม่เกินห้าคน ซึ่งเลือกจากคณบดี
      (๔) กรรมการสภาวิชาการจำนวนไม่เกินห้าคนซึ่งแต่งตั้งจากผู้อำนวยการสำนัก ผู้อำนวยการวิทยาลัย ผู้อำนวยการศูนย์ หรือหัวหน้าส่วนราชการที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีฐานะเทียบเท่าคณะ
      (๕) กรรมการสภาวิชาการจำนวนไม่เกินห้าคน ซึ่งเลือกจากข้าราชการครูและบุคลากรทางการ ศึกษาของสถาบัน
      (๖) กรรมการสภาวิชาการผู้ทรงคุณวุฒิจำนวนไม่เกินเก้าค้น ซึ่งแต่งตั้งจากผู้ซึ่งเป็นกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการการอุดมศึกษาจำนวนหนึ่งคน และบุคลากรภายนอกที่มีความรู้และความเชี่ยวชาญในด้านนาฏศิลป์ ดุริยางคศิลป์ คีตศิลป์ หรือช่างศิลป์ อย่างน้อยด้านละหนึ่งคน
      ให้สภาวิชาการแต่งตั้งข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาของสถาบันโดยคำแนะนำของอธิการบดีคนหนึ่งเป็นเลขานุการสภาวิชาการ และอาจแต่งตั้งบุคคลใดอีกไม่เกินสองคนเป็นผู้ช่วยเลขานุการด้วยก็ได้
      คุณสมบัติ หลักเกณฑ์ วิธีการได้มา วาระการดำรงตำแหน่ง และการพ้นจากตำแหน่งของกรรมการสภาวิชาการ ตลอดจนการประชุมและการดำเนินงานของสภาวิชาการ ให้เป็นไปตามข้อบังคับของสถาบัน
    • มาตรา ๒๐
    • สภาวิชาการมีอำนาจหน้าที่ ดังนี้
      (๑) พิจารณาเกณฑ์มาตรฐานการศึกษา หลักสูตร การเรียนการสอน การวิจัย การวัดผลการศึกษา และการประกันคุณภาพการศึกษาให้สอดคล้องกับมาตรฐานที่คณะกรรมการการอุดมศึกษากำหนด เพื่อเสนอต่อสภาสถาบัน
      (๒) เสนอความเห็นเกี่ยวกับการรวมและการยกเลิกสาขาวิชาต่อสภาสถาบัน
      (๓) เสนอความเห็นเกี่ยวกับการเปิดสอนตามหลักสูตรของสถาบันต่อสภาสถาบัน
      (๔) พิจารณาให้ความเห็นในเรื่องที่เกี่ยวกับวิชาการของสถาบันต่อสภาสถาบัน
      (๕) ส่งเสริมการวิจัยที่สอดคล้องกับภารกิจของสถาบันและความต้องการของชุมชน
      (๖) แต่งตั้งคณะกรรมการ อนุกรรมการ หรือบุคคลหนึ่งบุคคลใดเพื่อดำเนินการใดๆ อันอยู่ในอำนาจและหน้าที่ของสภาวิชาการ
    • มาตรา ๒๐/๑
    • ให้มีสภาคณาจารย์และบุคลากรประกอบด้วย ประธานและกรรมการซึ่งมาจากคณาจารย์ประจำ ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาซึ่งปฏิบัติงานในสถาบัน
      จำนวน คุณสมบัติ หลักเกณฑ์และวิธีการได้มา วาระการดำรงตำแหน่งและการพ้นจากตำแหน่งของประธานและกรรมการ การดำเนินงาน ตลอดจนการประชุมของสภาคณาจารย์และบุคลากรให้เป็นไปตามข้อบังคับของสถาบัน
    • มาตรา ๒๐/๒
    • สภาคณาจารย์และบุคลากรมีหน้าที่ ดังนี้
      (๑) ให้คำปรึกษาและข้อเสนอแนะต่อสภาสถาบัน และอธิการบดีในการบริหารงานของบุคคลของสถาบัน
      (๒) ส่งเสริมจริยธรรมของคณาจารย์ประจำ ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาซึ่งปฏิบัติงานในสถาบัน
      (๓) สร้างและส่งเสริมความสามัคคีในหมู่คณาจารย์ประจำ ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาซึ่งปฏิบัติงานในสถาบัน
      (๔) ปฏิบัติหน้าที่อื่นตามที่สภาสถาบันหรืออธิการบดีมอบหมาย
    • มาตรา ๒๑
    • ให้อธิการบดีเป็นผู้บังคับบัญชาและรับผิดชอบการบริหารงานของสถาบัน และจะให้มีรองอธิการบดีหรือผู้ช่วยอธิการบดี หรือจะมีทั้งรองอธิการบดีและผู้ช่วยอธิการบดีตามจำนวนที่สภาสถาบันกำหนด เพื่อทำหน้าที่และรับผิดชอบตามที่อธิการบดีมอบหมายก็ได้
    • มาตรา ๒๒
    • อธิการบดีนั้นจะได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งโดยคำแนะนำของสภาสถาบันจากผู้มีคุณสมบัติตามมาตรา ๒๓ วรรคหนึ่ง
      หลักเกณฑ์และวิธีการสรรหาอธิการบดีให้เป็นไปตามข้อบังคับของสถาบัน
      อธิการบดีมีวาระการดำรงตำแหน่งคราวละสี่ปี และจะทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งใหม่อีกได้ แต่จะดำรงตำแหน่งติดต่อกันเกินสองวาระไม่ได้
      นอกจากการพ้นจากตำแหน่งตามวาระตามวรรคสาม อธิการบดีพ้นจากตำแหน่งเมื่อ
      (๑) ตาย
      (๒) ลาออก
      (๓) ขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา ๒๓
      (๔) สภาสถาบันให้ออกเพราะมีความประพฤติเสื่อมเสีย บกพร่องต่อหน้าที่หรือหย่อนความสามารถ
      (๕) ถูกลงโทษทางวินัยอย่างร้ายแรงหรือถูกให้ออกจากราชการเพราะเหตุมีมลทินหรือมัวหมองในกรณีถูกสอบสวนทางวินัยอย่างร้ายแรง
      (๖) ได้รับโทษจำคุกโดยคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก
      (๗) เป็นบุคคลล้มละลาย
      (๘) เป็นคนไร้ความสามารถหรือคนเสมือนไร้ความสามารถ
      การพ้นจากตำแหน่งตาม (๔) ต้องมีคะแนนเสียงลงมติไม่น้อยกว่าสองในสามของจำนวนกรรมการสภาสถาบันเท่าที่มีอยู่
      รองอธิการบดีนั้น ให้สภาสถาบันแต่งตั้งโดยคำแนะนำของอธิการบดีจากผู้มีคุณสมบัติตามมาตรา ๒๓ วรรคหนึ่ง
      ผู้ช่วยอธิการบดีนั้น ให้อธิการบดีแต่งตั้งจากข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาในสถาบัน ซึ่งมีคุณสมบัติตามมาตรา ๒๓ วรรคสอง
      เมื่ออธิการบดีพ้นจากตำแหน่ง ให้รองอธิการบดีและผู้ช่วยอธิการบดีพ้นจากตำแหน่งด้วย
    • มาตรา ๒๓
    • อธิการบดีและรองอธิการบดีต้องสำเร็จการศึกษาไม่ต่ำกว่าปริญญาตรีหรือเทียบเท่าจากสถาบันหรือสถานศึกษาระดับอุดมศึกษาอื่นที่สภาสถาบันรับรอง และได้ทำการสอนหรือมีประสบการณ์ด้านการบริหารมาแล้วไม่น้อยกว่าห้าปีในสถาบันหรือสถานศึกษาระดับอุดมศึกษาอื่นที่สภาสถาบันรับรอง หรือเคยดำรงตำแหน่งกรรมการสภาสถาบัน หรือดำรงตำแหน่งหรือเคยดำรงตำแหน่งศาสตราจารย์
      ผู้ช่วยอธิการบดีต้องสำเร็จการศึกษาไม่ต่ำกว่าปริญญาตรีหรือเทียบเท่าจากสถาบันหรือสถานศึกษาระดับอุดมศึกษาอื่นที่สภาสถาบันรับรอง และได้ทำการสอนหรือมีประสบการณ์ด้านการบริหารมาแล้วไม่น้อยกว่าสามปีในสถาบันหรือสถาบันอุดมศึกษาอื่นที่สภาสถาบันรับรอง
      นอกจากคุณสมบัติตามวรรคหนึ่งหรือวรรคสองแล้วแต่กรณี อธิการบดี รองอธิการบดี และผู้ช่วยอธิการบดีต้องมีคุณสมบัติอื่นและไม่มีลักษณะต้องห้ามตามที่กำหนดในข้อบังคับของสถาบัน
    • มาตรา ๒๔
    • อธิการบดีมีอำนาจหน้าที่ ดังนี้
      (๑) บริหารกิจการของสถาบันให้เป็นไปตามกฎหมาย กฎ ระเบียบ และข้อบังคับของทาง ราชการและของสถาบัน รวมทั้งนโยบายและวัตถุประสงค์ของสถาบัน
      (๒) ควบคุมดูแลบุคลากร การเงิน การพัสดุ สถานที่ และทรัพย์สินอื่นของสถาบันให้เป็นไปตามกฎหมาย ระเบียบ และข้อบังคับของทางราชการและของสถาบัน
      (๓) จัดทำแผนพัฒนาสถาบันและปฏิบัติตามแผนงาน รวมทั้งติดตามประเมินผลการดำเนินงานด้านต่างๆ ของสถาบัน
      (๔) แต่งตั้งและถอดถอนผู้ช่วยอธิการบดี รองคณบดี รองผู้อำนวยการสำนัก รองผู้อำนวยการวิทยาลัย รองผู้อำนวยการศูนย์ รองหัวหน้าส่วนราชการที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีฐานะเทียบเท่าคณะ หัวหน้าภาควิชา รองหัวหน้าภาควิชา หัวหน้ากอง รองหัวหน้ากอง หัวหน้าส่วนราชการที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีฐานะเทียบเท่าภาควิชา รองหัวหน้าส่วนราชการที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีฐานะเทียบเท่าภาควิชา และอาจารย์พิเศษ
      (๕) รักษาระเบียบวินัย จรรยาบรรณ และมารยาทแห่งวิชาชีพของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาในสถาบัน
      (๖) เสนอแผนดำเนินงานและงบประมาณประจำปี ตลอดจนรายงานประจำปีเกี่ยวกับ กิจการด้านต่างๆ ของสถาบันต่อสภาสถาบัน
      (๖/๑) ส่งเสริม สนับสนุนกิจการนักศึกษา และปฏิบัติภารกิจร่วมกับสถาบันอื่น
      (๗) เป็นผู้แทนของสถาบันในกิจการทั่วไป
      (๘) ปฏิบัติหน้าที่อื่นตามระเบียบ ข้อบังคับและประกาศของสถาบัน หรือตามที่ สภาสถาบันมอบหมาย
    • มาตรา ๒๕
    • ในกรณีที่ผู้ดำรงตำแหน่งอธิการบดี ไม่อาจปฏิบัติราชการได้ ให้ รองอธิการบดีเป็นผู้รักษาราชการแทน ถ้ามีรองอธิการบดีหลายคน ให้รองอธิการบดีซึ่งอธิการบดีมอบหมายเป็นผู้รักษาราชการแทน ถ้าอธิการบดีมิได้มอบหมาย ให้รองอธิการบดีซึ่งมีอาวุโสสูงสุดเป็นผู้รักษาราชการแทน
      ในกรณีที่ไม่มีผู้ดำรงตำแหน่งอธิการบดีหรือไม่มีผู้รักษาราชการแทนอธิการบดีตามวรรคหนึ่ง หรือมีแต่ไม่อาจปฏิบัติราชการได้ ให้สภาสถาบันแต่งตั้งกรรมการสภาสถาบันตามมาตรา ๑๕ (๓) คนหนึ่งเป็นผู้รักษาราชการแทนอธิการบดี และให้นำความในมาตรา ๓๙ วรรคสองมาใช้บังคับโดยอนุโลม
    • มาตรา ๒๖
    • ในวิทยาเขตหนึ่งให้มีรองอธิการบดีคนหนึ่งเป็นผู้บังคับบัญชาและรับผิดชอบการบริหารงานของวิทยาเขตนั้นแทนอธิการบดีตามที่ได้รับมอบหมาย และจะให้มีผู้ช่วยอธิการบดีตามจำนวนที่สภาสถาบันกำหนดเพื่อทำหน้าที่และรับผิดชอบตามที่อธิการบดีและรองอธิการบดีมอบหมายก็ได้
    • มาตรา ๒๗
    • ในวิทยาเขตหนึ่งให้มีคณะกรรมการประจำวิทยาเขต ประกอบด้วยรองอธิการบดีประจำวิทยาเขตเป็นประธานกรรมการ และกรรมการอื่นอีกจำนวนหนึ่ง
      ให้คณะกรรมการประจำวิทยาเขตแต่งตั้งกรรมการคนหนึ่งเป็นเลขานุการของคณะกรรมการ
      จำนวน คุณสมบัติ หลักเกณฑ์ วิธีการได้มา วาระการดำรงตำแหน่ง และการพ้นจากตำแหน่งของกรรมการ ตลอดจนการประชุมและการดำเนินงานของคณะกรรมการประจำวิทยาเขต และการจัดระบบบริหารในวิทยาเขต ให้เป็นไปตามข้อบังคับของสถาบัน
    • มาตรา ๒๘
    • คณะกรรมการประจำวิทยาเขตมีอำนาจหน้าที่ ดังนี้
      (๑) ให้คำปรึกษาและข้อเสนอแนะเกี่ยวกับการดำเนินกิจการต่าง ๆ ของวิทยาเขตแก่อธิการบดี
      (๒) ประสานงานระหว่างบัณฑิตวิทยาลัย คณะ สำนัก วิทยาลัย ศูนย์ และส่วนราชการที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีฐานะเทียบเท่าคณะภายในวิทยาเขต
      (๓) พิจารณาเสนอการออกระเบียบปฏิบัติของวิทยาเขตต่ออธิการบดีและวางระเบียบหรือออกข้อบังคับอื่นตามที่สภาสถาบันมอบหมาย
      (๔) พิจารณาเสนอแผนพัฒนา แผนงาน และงบประมาณประจำปีของส่วนราชการต่างๆ ของวิทยาเขตต่ออธิการบดี
      (๕) แต่งตั้งคณะอนุกรรมการหรือบุคคลหนึ่งบุคคลใดเพื่อดำเนินการใดๆ อันอยู่ในอำนาจและหน้าที่ของคณะกรรมการประจำวิทยาเขต
      (๖) ปฏิบัติงานอื่นตามที่อธิการบดีมอบหมาย
    • มาตรา ๒๙
    • ในบัณฑิตวิทยาลัย ให้มีคณบดีเป็นผู้บังคับบัญชาและรับผิดชอบงานของบัณฑิตวิทยาลัย และจะให้มีรองคณบดีตามจำนวนที่สภาสถาบันกำหนด เพื่อทำหน้าที่และรับผิดชอบตาม ที่คณบดีมอบหมายก็ได้
      คณบดีนั้น ให้สภาสถาบันแต่งตั้งโดยการสรรหาตามข้อบังคับของสถาบันจากผู้ที่สำเร็จการศึกษาไม่ต่ำกว่าปริญญาตรีหรือเทียบเท่าจากสถาบันหรือสถาบันอุดมศึกษาอื่นที่สภาสถาบันรับรอง และได้ทำการสอนหรือมีประสบการณ์ด้านการบริหารมาแล้วไม่น้อยกว่าสามปีในสถาบันหรือสถาบันอุดมศึกษาอื่นที่สภาสถาบันรับรอง
      รองคณบดีนั้น ให้อธิการบดีแต่งตั้งโดยคำแนะนำของคณบดีจากผู้มีคุณสมบัติเช่นเดียวกับคณบดี และให้อธิการบดีมีอำนาจถอดถอนรองคณบดีโดยคำแนะนำของคณบดี
      คณบดีมีวาระการดำรงตำแหน่งคราวละสี่ปี และอาจได้รับแต่งตั้งใหม่อีกได้ แต่จะดำรงตำแหน่ง ติดต่อกันเกินสองวาระไม่ได้ และให้นำความในมาตรา ๒๒ วรรคสามและวรรคสี่ มาใช้บังคับแก่การพ้นจากตำแหน่งก่อนวาระของคณบดีโดยอนุโลม
      การรักษาราชการแทนคณบดี ให้นำความในมาตรา ๒๕ วรรคหนึ่ง มาใช้บังคับโดยอนุโลม
      ในกรณีที่ไม่มีผู้ดำรงตำแหน่งคณบดี หรือไม่มีผู้รักษาราชการแทนคณบดี หรือมีแต่ไม่อาจปฏิบัติราชการได้ ให้อธิการบดีแต่งตั้งข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาในสถาบันที่มีคุณสมบัติเช่นเดียวกับคณบดีเป็นผู้รักษาราชการแทนคณบดีเป็นการชั่วคราว
      เมื่อคณบดีพ้นจากตำแหน่ง ให้รองคณบดีพ้นจากตำแหน่งด้วย
    • มาตรา ๓๐
    • ในบัณฑิตวิทยาลัย ให้มีคณะกรรมการประจำบัณฑิตวิทยาลัยประกอบด้วย คณบดีเป็นประธานกรรมการ และกรรมการอื่นอีกจำนวนหนึ่ง มีอำนาจหน้าที่ในการบริหารงานของบัณฑิตวิทยาลัย
      จำนวน คุณสมบัติ หลักเกณฑ์ วิธีการได้มา วาระการดำรงตำแหน่ง และการพ้นจากตำแหน่ง ของกรรมการประจำบัณฑิตวิทยาลัย ตลอดจนการประชุมและการดำเนินงานของคณะกรรมการประจำบัณฑิตวิทยาลัย และการจัดระบบบริหารในบัณฑิตวิทยาลัย ให้เป็นไปตามข้อบังคับของสถาบัน
    • มาตรา ๓๑
    • ในคณะหนึ่ง ให้มีคณบดีเป็นผู้บังคับบัญชาและรับผิดชอบงานของคณะ และจะให้มีรองคณบดีตามจำนวนที่สภาสถาบันกำหนด เพื่อทำหน้าที่และรับผิดชอบตามที่คณบดีมอบหมาย ก็ได้
      คุณสมบัติ การแต่งตั้ง วาระการดำรงตำแหน่ง และการพ้นจากตำแหน่งของคณบดี และรองคณบดีตามวรรคหนึ่ง และการรักษาราชการแทนให้นำความในมาตรา ๒๙ มาใช้บังคับโดยอนุโลม
    • มาตรา ๓๒
    • ในคณะหนึ่ง ให้มีคณะกรรมการประจำคณะ ประกอบด้วยคณบดีเป็นประธานกรรมการ และกรรมการอื่นอีกจำนวนหนึ่ง
      จำนวน คุณสมบัติ หลักเกณฑ์ วิธีการได้มา วาระการดำรงตำแหน่ง และการพ้นจากตำแหน่งของกรรมการประจำคณะ ตลอดจนการประชุมและการดำเนินงานของคณะกรรมการประจำคณะและการจัดระบบบริหารในคณะ ให้เป็นไปตามข้อบังคับของสถาบัน
    • มาตรา ๓๓
    • คณะกรรมการประจำคณะมีอำนาจหน้าที่ ดังนี้
      (๑) วางนโยบายและแผนงานของคณะให้สอดคล้องกับนโยบายของสถาบัน
      (๒) พิจารณาหลักสูตรและรายละเอียดเกี่ยวกับหลักสูตรสำหรับคณะเสนอต่อสภาวิชาการ
      (๓) พิจารณาวางระเบียบและออกข้อบังคับภายในคณะตามที่สภาสถาบันมอบหมาย
      (๔) จัดการวัดผล ประเมินผล และควบคุมมาตรฐานการศึกษาของคณะ
      (๕) ส่งเสริมงานวิจัย งานบริการวิชาการแก่สังคม และงานทะนุบำรุงศิลปวัฒนธรรม
      (๖) ให้คำปรึกษาและเสนอความเห็นแก่คณบดี
      (๗) ปฏิบัติหน้าที่อื่นเกี่ยวกับกิจการของคณะหรือตามที่อธิการบดีมอบหมาย
      (๘) แต่งตั้งคณะอนุกรรมการหรือบุคคลหนึ่งบุคคลใดเพื่อดำเนินการใดๆ อันอยู่ในอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการประจำคณะ
    • มาตรา ๓๔
    • ในกรณีที่มีการแบ่งภาควิชาหรือส่วนราชการที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีฐานะเทียบเท่าภาควิชาในคณะ ให้มีหัวหน้าภาควิชาหรือหัวหน้าส่วนราชการที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีฐานะเทียบเท่าภาควิชาเป็นผู้บังคับบัญชาและรับผิดชอบงานของภาควิชาหรือส่วนราชการที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีฐานะเทียบเท่าภาควิชา และจะให้มีรองหัวหน้าภาควิชาหรือรองหัวหน้าส่วนราชการที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีฐานะเทียบเท่าภาควิชาคนหนึ่งหรือหลายคน เพื่อทำหน้าที่และรับผิดชอบตามที่หัวหน้าภาควิชาหรือหัวหน้าส่วนราชการที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีฐานะเทียบเท่าภาควิชามอบหมายก็ได้
      หัวหน้าภาควิชาหรือหัวหน้าส่วนราชการที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีฐานะเทียบเท่าภาควิชาให้อธิการบดีแต่งตั้งจากคณาจารย์ประจำ โดยการสรรหาตามข้อบังคับของสถาบันจากผู้มีคุณสมบัติเช่นเดียวกับคณบดี และให้อธิการบดีมีอำนาจถอดถอนหัวหน้าภาควิชา หรือหัวหน้าส่วนราชการที่เรียกชื่อ อย่างอื่นที่มีฐานะเทียบเท่าภาควิชาโดยคำแนะนำของคณบดี
      คุณสมบัติ วาระการดำรงตำแหน่ง และการพ้นจากตำแหน่งของหัวหน้าภาควิชาหรือ
      หัวหน้าส่วนราชการที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีฐานะเทียบเท่าภาควิชาตามวรรคสอง และการรักษาราชการแทนให้นำมาตรา ๒๙ มาใช้บังคับโดยอนุโลม
      ในกรณีที่มีรองหัวหน้าภาควิชาหรือรองหัวหน้าส่วนราชการที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีฐานะเทียบเท่าภาควิชา ให้การแต่งตั้งผู้ดำรงตำแหน่งดังกล่าวเป็นไปตามข้อบังคับของสถาบัน
      เมื่อหัวหน้าภาควิชาหรือหัวหน้าส่วนราชการที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีฐานะเทียบเท่าภาควิชาพ้นจากตำแหน่ง ให้รองหัวหน้าภาควิชาหรือรองหัวหน้าส่วนราชการที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีฐานะเทียบเท่าภาควิชาพ้นจากตำแหน่งด้วย
    • มาตรา ๓๕
    • ในสำนัก ศูนย์ หรือส่วนราชการที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีฐานะเทียบเท่าคณะ ให้มีผู้อำนวยการสำนัก ผู้อำนวยการศูนย์ หรือหัวหน้าส่วนราชการที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีฐานะเทียบเท่าคณะเป็นผู้บังคับบัญชาและรับผิดชอบงานของสำนัก ศูนย์ หรือส่วนราชการที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีฐานะเทียบเท่าคณะ แล้วแต่กรณี และจะให้มีรองผู้อำนวยการสำนัก รองผู้อำนวยการศูนย์ หรือรองหัวหน้าส่วนราชการที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีฐานะเทียบเท่าคณะตามจำนวนที่สภาสถาบันกำหนดเพื่อทำหน้าที่และรับผิดชอบตามที่ผู้อำนวยการสำนัก ผู้อำนวยการศูนย์ หรือหัวหน้าส่วนราชการที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีฐานะเทียบเท่าคณะมอบหมายก็ได้
      คุณสมบัติ การแต่งตั้ง วาระการดำรงตำแหน่ง และการพ้นจากตำแหน่งของผู้อำนวยการสำนัก ผู้อำนวยการศูนย์ หรือหัวหน้าส่วนราชการที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีฐานะเทียบเท่าคณะ รวมทั้งผู้ดำรงตำแหน่งรองของตำแหน่งดังกล่าวตามวรรคหนึ่ง และการรักษาราชการแทน ให้นำความในมาตรา ๒๙ มาใช้บังคับโดยอนุโลม
    • มาตรา ๓๖
    • ในสำนัก ศูนย์ หรือส่วนราชการที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีฐานะเทียบเท่าคณะแต่ละแห่ง ให้มีคณะกรรมการประจำสำนัก ศูนย์ หรือส่วนราชการที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีฐานะเทียบเท่าคณะ แล้วแต่กรณี
      องค์ประกอบ จำนวน คุณสมบัติ หลักเกณฑ์ วิธีการได้มา อำนาจและหน้าที่ วาระการดำรงตำแหน่ง และการพ้นจากตำแหน่งของกรรมการประจำสำนัก กรรมการประจำศูนย์ หรือกรรมการ ประจำส่วนราชการที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีฐานะเทียบเท่าคณะ ตลอดจนการประชุมและการดำเนินงานของคณะกรรมการประจำสำนัก คณะกรรมการประจำศูนย์ และคณะกรรมการประจำส่วนราชการที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีฐานะเทียบเท่าคณะ และการจัดระบบบริหารงานในสำนัก ศูนย์ หรือส่วนราชการที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีฐานะเทียบเท่าคณะ ให้เป็นไปตามข้อบังคับของสถาบัน
    • มาตรา ๓๗
    • ในวิทยาลัยให้มีผู้อำนวยการวิทยาลัยเป็นผู้บังคับบัญชาและรับผิดชอบงานของวิทยาลัย และจะให้มีรองผู้อำนวยการวิทยาลัยตามจำนวนที่สภาสถาบันกำหนด เพื่อทำหน้าที่และรับผิดชอบตามที่ผู้อำนวยการวิทยาลัยมอบหมายก็ได้
      คุณสมบัติ การแต่งตั้ง วาระการดำรงตำแหน่ง และการพ้นจากตำแหน่งของผู้อำนวยการวิทยาลัย และรองผู้อำนวยการวิทยาลัย และการรักษาราชการแทน ให้นำความในมาตรา ๒๙ มาใช้บังคับโดยอนุโลม
      ในกรณีที่มีการแบ่งภาควิชาหรือส่วนราชการที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีฐานะเทียบเท่าภาควิชาในวิทยาลัยให้นำความในมาตรา ๓๔ มาใช้บังคับโดยอนุโลม
    • มาตรา ๓๘
    • ในวิทยาลัยหนึ่งให้มีคณะกรรมการ ประจำวิทยาลัย
      องค์ประกอบ จำนวน คุณสมบัติ หลักเกณฑ์วิธีการได้มา อำนาจและหน้าที่ วาระการดำรงตำแหน่ง และการพ้นจากตำแหน่งของกรรมการประจำวิทยาลัย ตลอดจนการประชุมและการดำเนินงานของคณะกรรมการประจำวิทยาลัย และการจัดระบบบริหารงานในวิทยาลัย ให้เป็นไปตามข้อบังคับของสถาบัน
    • มาตรา ๓๙
    • ผู้ดำรงตำแหน่งอธิการบดี คณบดี ผู้อำนวยการ หัวหน้าภาควิชา และหัวหน้าส่วนราชการที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีฐานะเทียบเท่าคณะหรือภาควิชา รวมทั้งผู้ดำรงตำแหน่งรองและผู้ช่วยของตำแหน่งดังกล่าว จะดำรงตำแหน่งดังกล่าวเกินหนึ่งตำแหน่งในขณะเดียวกันมิได้
      ผู้ดำรงตำแหน่งตามวรรคหนึ่งอยู่หนึ่งตำแหน่งแล้ว จะรักษาราชการแทนตำแหน่งอื่นอีกหนึ่งตำแหน่งก็ได้ แต่ต้องไม่เกินหนึ่งร้อยแปดสิบวัน
    • มาตรา ๔๐
    • การสรรหาบุคคลเพื่อแต่งตั้งเป็นคณบดี ผู้อำนวยการ หัวหน้าภาควิชา และหัวหน้าส่วนราชการที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีฐานะเทียบเท่าคณะหรือภาควิชา ให้เป็นไปตามข้อบังคับของสถาบัน
    • มาตรา ๔๑
    • เพื่อประโยชน์ในการบริหารราชการในวิทยาเขต บัณฑิตวิทยาลัย คณะ สำนัก วิทยาลัย ศูนย์ และภาควิชา หรือส่วนราชการที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีฐานะเทียบเท่าคณะหรือภาควิชา อำนาจในการสั่ง การอนุญาต การอนุมัติ การปฏิบัติการหรือการดำเนินการอื่นใดที่อธิการบดีจะพึงปฏิบัติหรือดำเนินการตามกฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับ คำสั่ง หรือมติคณะรัฐมนตรีในเรื่องใด ถ้ากฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับ คำสั่ง หรือมติคณะรัฐมนตรีในเรื่องนั้นมิได้กำหนดเรื่องการมอบอำนาจไว้เป็นอย่างอื่นหรือมิได้ห้ามเรื่องการมอบอำนาจไว้ อธิการบดีจะมอบอำนาจโดยทำเป็นหนังสือให้ผู้ดำรงตำแหน่งรองอธิการบดีประจำวิทยาเขต คณบดี ผู้อำนวยการ และหัวหน้าภาควิชาหรือหัวหน้าส่วนราชการที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีฐานะเทียบเท่าคณะหรือภาควิชาปฏิบัติราชการแทนอธิการบดีเฉพาะในราชการของส่วนราชการนั้นก็ได้
      ให้ผู้ปฏิบัติราชการตามวรรคหนึ่ง มีอำนาจหน้าที่ตามที่อธิการบดีกำหนด
    • มาตรา ๔๒
    • ให้ผู้รักษาราชการแทนตามที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัตินี้มีอำนาจและหน้าที่เช่นเดียวกับผู้ซึ่งตนแทน
      ในกรณีที่กฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับ คำสั่งหรือมติคณะรัฐมนตรีแต่งตั้งให้ผู้ดำรงตำแหน่งใดเป็นกรรมการหรือให้มีอำนาจและหน้าที่อย่างใด ให้ผู้รักษาราชการแทนทำหน้าที่กรรมการ หรือมีอำนาจและหน้าที่เช่นเดียวกับผู้ดำรงตำแหน่งนั้นในระหว่างที่รักษาราชการแทนด้วย
    • หมวด ๓ ตำแหน่งทางวิชาการ
    • มาตรา ๔๓
    • คณาจารย์ประจำสถาบันมีตำแหน่งทางวิชาการดังนี้
      (๑) ศาสตราจารย์
      (๒) รองศาสตราจารย์
      (๓) ผู้ช่วยศาสตราจารย์
      (๔) อาจารย์
      ศาสตราจารย์นั้น จะได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งโดยคำแนะนำของสภาสถาบัน
      คุณสมบัติ หลักเกณฑ์ วิธีการแต่งตั้งและถอดถอนคณาจารย์ประจำตามวรรคหนี่ง ให้เป็นไปตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา
    • มาตรา ๔๔
    • ศาสตราจารย์พิเศษนั้น จะได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งโดยคำแนะนำของสภาสถาบันจากผู้ซึ่งมิได้เป็นคณาจารย์ประจำของสถาบัน
      คุณสมบัติและหลักเกณฑ์ในการแต่งตั้งศาสตราจารย์พิเศษ ให้เป็นไปตามข้อบังคับของสถาบัน
    • มาตรา ๔๔/๑
    • ศาสตราจารย์ซึ่งมีความรู้ ความสามารถ และความชำนาญเป็นพิเศษ และพ้นจากตำแหน่งไปโดยไม่มีความผิด สภาสถาบันอาจแต่งตั้งให้เป็นศาสตราจารย์เกียรติคุณในสาขาที่ศาสตราจารย์ผู้นั้นมีความเชี่ยวชาญเพื่อเป็นเกียรติยศและเป็นประโยชน์แก่สถาบัน
      คุณสมบัติ หลักเกณฑ์ และวิธีการแต่งตั้งศาสตราจารย์เกียรติคุณให้เป็นไปตามข้อบังคับของสถาบัน
    • มาตรา ๔๕
    • สภาสถาบันอาจแต่งตั้งผู้ซึ่งมีคุณสมบัติเหมาะสมและมิได้เป็นคณาจารย์ประจำของสถาบันเป็นรองศาสตราจารย์พิเศษและผู้ช่วยศาสตราจารย์พิเศษได้ โดยคำแนะนำของอธิการบดี
      อธิการบดีอาจแต่งตั้งผู้ซึ่งมีคุณสมบัติเหมาะสมและมิได้เป็นคณาจารย์ประจำของสถาบันเป็นอาจารย์พิเศษได้ โดยคำแนะนำของคณบดี ผู้อำนวยการ หรือหัวหน้าส่วนราชการที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีฐานะเทียบเท่าคณะ
      คุณสมบัติและหลักเกณฑ์ในการแต่งตั้งรองศาสตราจารย์พิเศษ ผู้ช่วยศาสตราจารย์พิเศษ และอาจารย์พิเศษ ให้เป็นไปตามข้อบังคับของสถาบัน
    • มาตรา ๔๖
    • ให้ผู้ดำรงตำแหน่งศาสตราจารย์ ศาสตราจารย์พิเศษ ศาสตราจารย์เกียรติคุณ รองศาสตราจารย์ รองศาสตราจารย์พิเศษ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ และผู้ช่วยศาสตราจารย์พิเศษ มีสิทธิใช้ตำแหน่งศาสตราจารย์ ศาสตราจารย์พิเศษ ศาสตราจารย์เกียรติคุณ รองศาสตราจารย์ รองศาสตราจารย์พิเศษ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ หรือผู้ช่วยศาสตราจารย์พิเศษ แล้วแต่กรณี เป็นคำนำหน้านาม เพื่อแสดงวิทยฐานะได้ตลอดไป
      การใช้คำนำหน้านามตามความในวรรคหนึ่งให้ใช้อักษรย่อดังนี้
      ศาสตราจารย์ ใช้อักษรย่อ ศ.
      ศาสตราจารย์พิเศษ ใช้อักษรย่อ ศ.(พิเศษ)
      ศาสตราจารย์เกียรติคุณ ใช้อักษรย่อ ศ.(เกียรติคุณ)
      รองศาสตราจารย์ ใช้อักษรย่อ รศ.
      รองศาสตราจารย์พิเศษ ใช้อักษรย่อ รศ.(พิเศษ)
      ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ใช้อักษรย่อ ผศ.
      ผู้ช่วยศาสตราจารย์พิเศษ ใช้อักษรย่อ ผศ.(พิเศษ)
    • หมวด ๔ ปริญญาและเครื่องหมายวิทยฐานะ
    • มาตรา ๔๗
    • ปริญญามีสามชั้น คือ
      ปริญญาเอก เรียกว่า ดุษฎีบัณฑิต ใช้อักษรย่อ ด.
      ปริญญาโท เรียกว่า มหาบัณฑิต ใช้อักษรย่อ ม.
      ปริญญาตรี เรียกว่า บัณฑิต ใช้อักษรย่อ บ.
    • มาตรา ๔๘
    • สถาบันมีอำนาจให้ปริญญาในสาขาวิชาที่มีการสอนในสถาบัน
      การกำหนดให้สาขาวิชาใดมีปริญญาชั้นใด และจะใช้อักษรย่อสำหรับสาขาวิชานั้นอย่างไร ให้ตราเป็นพระราชกฤษฎีกา
    • มาตรา ๔๙
    • สภาสถาบันอาจออกข้อบังคับให้ผู้สำเร็จการศึกษาชั้นปริญญาตรีได้รับปริญญาตรีเกียรตินิยมอันดับหนึ่ง หรือปริญญาตรีเกียรตินิยมอันดับสองก็ได้
    • มาตรา ๕๐
    • สภาสถาบันอาจออกข้อบังคับกำหนดให้มีประกาศนียบัตรชั้นต่างๆ และอนุปริญญาได้ ดังนี้
      (๑) ประกาศนียบัตรดุษฎีบัณฑิต ออกให้แก่ผู้สำเร็จการศึกษาในสาขาวิชาใดสาขา วิชาหนึ่งภายหลังที่ได้รับปริญญาเอกหรือเทียบเท่าแล้ว
      (๒) ประกาศนียบัตรบัณฑิตชั้นสูง ออกให้แก่ผู้สำเร็จการศึกษาในสาขาวิชาใดสาขา วิชาหนึ่งภายหลังที่ได้รับปริญญาโทหรือเทียบเท่าแล้ว
      (๓) ประกาศนียบัตรบัณฑิต ออกให้แก่ผู้สำเร็จการศึกษาในสาขาวิชาใดสาขาวิชาหนึ่งภายหลังที่ได้รับปริญญาตรีแล้ว
      (๔) อนุปริญญา ออกให้แก่ผู้สำเร็จการศึกษาตามหลักสูตรในสาขาวิชาใดสาขาวิชาหนึ่งก่อนถึงขั้นได้รับปริญญาตรี
      (๕) ประกาศนียบัตร ออกให้แก่ผู้สำเร็จการ ศึกษาเฉพาะวิชา และตามหลักสูตรที่ต่ำกว่าอนุปริญญา
    • มาตรา ๕๑
    • สถาบันมีอำนาจให้ปริญญากิตติมศักดิ์แก่บุคคลซึ่งสภาสถาบันเห็นว่าทรงคุณวุฒิและคุณธรรม มีผลงานเป็นที่ประจักษ์และ เป็นประโยชน์ต่อสังคมสมควรแก่ปริญญานั้นๆ แต่จะให้ปริญญาดังกล่าวแก่ผู้ดำรงตำแหน่งต่างๆ ในสถาบัน นายกสภาสถาบัน หรือกรรมการสภาสถาบันในขณะที่ดำรงตำแหน่งนั้นมิได้
      ชั้น สาขาของปริญญากิตติมศักดิ์ และหลักเกณฑ์การให้ปริญญากิตติมศักดิ์ ให้เป็นไปตามข้อบังคับของสถาบัน
    • มาตรา ๕๒
    • สถาบันอาจกำหนดให้มีครุยวิทยฐานะหรือเข็มวิทยฐานะเป็นเครื่องหมายแสดงวิทยฐานะของผู้ได้รับปริญญา ประกาศนียบัตรดุษฎีบัณฑิต ประกาศนียบัตรบัณฑิตชั้นสูง ประกาศนียบัตรบัณฑิต อนุปริญญา และประกาศนียบัตร และอาจกำหนดให้มีครุยประจำตำแหน่งนายกสภาสถาบัน กรรมการสภาสถาบัน ครุยประจำตำแหน่งผู้บริหาร และครุยประจำตำแหน่งคณาจารย์ประจำของสถาบันก็ได้
      การกำหนดลักษณะ ชนิด ประเภท และส่วนประกอบของครุยวิทยฐานะ เข็มวิทยฐานะ และครุยประจำตำแหน่ง ให้ตราเป็นพระราชกฤษฎีกา
      ครุยวิทยฐานะ เข็มวิทยฐานะ และครุยประจำตำแหน่งจะใช้ในโอกาสใด โดยมีเงื่อนไขอย่างใด ให้เป็นไปตามข้อบังคับของสถาบัน
    • มาตรา ๕๓
    • สภาสถาบันอาจกำหนดให้มีตรา เครื่องหมาย หรือสัญลักษณ์ของสถาบัน หรือส่วนราชการของสถาบันก็ได้ โดยทำเป็นข้อบังคับของสถาบันและประกาศในราชกิจจานุเบกษา
      การใช้ตรา เครื่องหมาย หรือสัญลักษณ์ตามวรรคหนึ่งเพื่อการค้า หรือการใช้สิ่งดังกล่าว ที่มิใช่เพื่อประโยชน์ของสถาบันหรือสภาสถาบัน ต้องได้รับอนุญาตเป็นหนังสือจากสถาบัน
      สภาสถาบันอาจกำหนดให้มีเครื่องแบบ เครื่อง หมาย และเครื่องแต่งกายนักศึกษาก็ได้ โดยทำเป็นข้อบังคับของสถาบันและประกาศในราชกิจจานุเบกษา
    • หมวด ๕ บทกำหนดโทษ
    • มาตรา ๕๔
    • ผู้ใดใช้ตรา เครื่องหมาย สัญลักษณ์ ครุยวิทยฐานะ เข็มวิทยฐานะ ครุยประจำตำแหน่ง เครื่องแบบ เครื่องหมาย หรือเครื่องแต่งกายนักศึกษาของสถาบัน โดยไม่มีสิทธิที่ จะใช้หรือแสดงด้วยประการใดๆ ว่าตนมีตำแหน่ง ปริญญา ประกาศนียบัตรดุษฎีบัณฑิต ประกาศนียบัตรชั้นสูง ประกาศนียบัตรบัณฑิต อนุปริญญา หรือประกาศนียบัตรของสถาบัน โดยที่ตนไม่มี ถ้าได้กระทำเพื่อให้บุคคลอื่นเชื่อว่าตนมีสิทธิจะใช้ หรือมีตำแหน่ง หรือมีวิทยฐานะเช่นนั้น ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหกเดือน หรือปรับไม่เกินห้าหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
    • มาตรา ๕๕
    • ผู้ใด
      (๑) ปลอม หรือทำเลียนแบบซึ่งตรา เครื่องหมาย หรือสัญลักษณ์ของสถาบันหรือ ส่วนราชการของสถาบันไม่ว่าจะทำเป็นสีใด หรือทำด้วยวิธีใดๆ
      (๒) ใช้ตรา เครื่องหมาย หรือสัญลักษณ์ของสถาบันหรือส่วนราชการของสถาบัน ปลอม หรือซึ่งทำเลียนแบบ
      (๓) ใช้หรือทำให้ปรากฏซึ่งตรา เครื่องหมาย หรือสัญลักษณ์ของสถาบันหรือส่วนราชการของสถาบันที่วัตถุหรือสินค้าใดๆ โดยไม่ได้รับอนุญาตจากสถาบัน
      ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
      ถ้าผู้กระทำความผิดตาม (๑) เป็นผู้กระทำความผิดตาม (๒) ด้วย ให้ลงโทษตาม (๒) แต่ละกระทงเดียว
      ความผิดตาม (๓) เป็นความผิดอันยอมความได้
    • บทเฉพาะกาล
    • มาตรา ๕๖
    • ให้โอนบรรดากิจการ อำนาจหน้าที่ ทรัพย์สิน งบประมาณ หนี้ สิทธิ ข้าราชการ ลูกจ้าง และอัตรากำลังของสถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ วิทยาลัยนาฏศิลป วิทยาลัยนาฏศิลปกาฬสินธุ์ วิทยาลัยนาฏศิลปจันทบุรี วิทยาลัยนาฏศิลปเชียงใหม่ วิทยาลัยนาฏศิลปนครศรีธรรมราช วิทยาลัยนาฏศิลปนครราชสีมา วิทยาลัยนาฏศิลปพัทลุง วิทยาลัยนาฏศิลปร้อยเอ็ด วิทยาลัยนาฏศิลปลพบุรี วิทยาลัยนาฏศิลปสุโขทัย วิทยาลัยนาฏศิลปสุพรรณบุรี วิทยาลัยนาฏศิลปอ่างทอง วิทยาลัยช่างศิลป วิทยาลัยช่างศิลปนครศรีธรรมราช และวิทยาลัยช่างศิลปสุพรรณบุรี สังกัดกรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม มาเป็นของสถาบัน ตามพระราชบัญญัตินี้
      ในระยะเริ่มแรก ให้ข้าราชการซึ่งโอนไปเป็นข้าราชการของสถาบันตามพระราชบัญญัตินี้ยังคงดำรงตำแหน่งเดิม และรับเงินเดือน รวมทั้งสิทธิประโยชน์ไม่น้อยกว่าเดิมต่อไปจนกว่าจะได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา
    • มาตรา ๕๗
    • ให้ผู้ดำรงตำแหน่งประธานกรรมการสถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์และกรรมการสถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ตามพระราชบัญญัติการจัดการศึกษาระดับปริญญาตรีในสถาบัน บัณฑิตพัฒนศิลป์ พ.ศ.๒๕๔๑ อยู่ในวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ ปฏิบัติหน้าที่นายกสภาสถาบัน และกรรมการสภาสถาบันตามพระราชบัญญัตินี้ต่อไป จนกว่าจะทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งนายกสภาสถาบันและกรรมการสภาสถาบันผู้ทรงคุณวุฒิ และมีการเลือกกรรมการสภาสถาบันตามพระราชบัญญัตินี้ ทั้งนี้ต้องไม่เกินหนึ่งปีนับแต่วันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ
    • มาตรา ๕๘
    • ให้ผู้ดำรงตำแหน่งอธิการตามพระราชบัญญัติการจัดการศึกษาระดับปริญญาตรีในสถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ พ.ศ.๒๕๔๑ อยู่ในวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ คงดำรงตำแหน่งอธิการบดีตามพระราชบัญญัตินี้ต่อไปจนกว่าจะครบวาระ
      ให้ผู้ดำรงตำแหน่งคณบดี ผู้อำนวยการ หัวหน้าภาควิชา และหัวหน้าส่วนราชการที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีฐานะเทียบเท่าคณะหรือภาควิชาของสถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ ตามพระราชบัญญัติการจัดการศึกษาระดับปริญญาตรีในสถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ พ.ศ.๒๕๔๑ อยู่ในวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ ดำรงตำแหน่งต่อไปจนกว่าจะมีการแบ่งส่วนราชการและแต่งตั้งผู้ดำรงตำแหน่งขึ้นใหม่ตามพระราชบัญญัตินี้ และมิให้นับวาระการดำรงตำแหน่งของบุคคลดังกล่าวเป็นวาระการดำรงตำแหน่งต่อเนื่องในการนับวาระตามพระราชบัญญัตินี้
      ให้ผู้ดำรงตำแหน่งรองหรือผู้ช่วยของผู้ดำรงตำแหน่งตามวรรคหนึ่งหรือวรรคสองอยู่ในวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ ดำรงตำแหน่งต่อไปจนกว่าผู้ดำรงตำแหน่งตามวรรคหนึ่งหรือวรรคสอง จะพ้นจากตำแหน่ง
    • มาตรา ๕๙
    • การนับวาระการดำรงตำแหน่งของอธิการบดีตามมาตรา ๕๘ ให้นับวาระการดำรงตำแหน่งเป็นวาระการดำรงตำแหน่งต่อเนื่องในการนับวาระตามพระราชบัญญัตินี้
    • มาตรา ๖๐
    • ให้ผู้ซึ่งเป็นศาสตราจารย์ ศาสตราจารย์พิเศษ รองศาสตราจารย์ รองศาสตราจารย์พิเศษ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ผู้ช่วยศาสตราจารย์พิเศษ และอาจารย์ประจำของสถาบัน บัณฑิตพัฒนศิลป์ตามพระราชบัญญัติการจัดการศึกษาระดับปริญญาตรีในสถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ พ.ศ.๒๕๔๑ อยู่ในวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ มีฐานะเป็นศาสตราจารย์ ศาสตราจารย์พิเศษ รองศาสตราจารย์ รองศาสตราจารย์พิเศษ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ผู้ช่วยศาสตราจารย์พิเศษ และอาจารย์ประจำของสถาบันตามพระราชบัญญัตินี้
      ให้ผู้ซึ่งเป็นอาจารย์พิเศษของสถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ตามพระราชบัญญัติการจัดการศึกษาระดับปริญญาตรีในสถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ พ.ศ.๒๕๔๑ อยู่ในวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ เป็นอาจารย์พิเศษของสถาบันต่อไปตามพระราชบัญญัตินี้จนครบกำหนดที่ได้รับ แต่งตั้ง
    • มาตรา ๖๑
    • ในระหว่างไม่มีสภาวิชาการตามมาตรา ๑๙ ให้สภาสถาบันตามมาตรา ๕๗ ทำหน้าที่สภาวิชาการจนกว่าจะได้มีสภาวิชาการตามพระราชบัญญัตินี้
    • มาตรา ๖๒
    • ผู้ที่ได้รับปริญญา อนุปริญญา และประกาศนียบัตรตามพระราชบัญญัติการจัดการศึกษาระดับปริญญาตรีในสถาบันบัณฑิต พัฒนศิลป์ พ.ศ.๒๕๔๑ และผู้ได้รับอนุปริญญา และประกาศนียบัตรของวิทยาลัยนาฏศิลป วิทยาลัยนาฏศิลปกาฬสินธุ์ วิทยาลัยนาฏศิลปจันทบุรี วิทยาลัย นาฏศิลปเชียงใหม่ วิทยาลัยนาฏศิลปนครศรีธรรมราช วิทยาลัยนาฏศิลปนครราชสีมา วิทยาลัยนาฏศิลปพัทลุง วิทยาลัยนาฏศิลปร้อยเอ็ด วิทยาลัยนาฏศิลปลพบุรี วิทยาลัยนาฏศิลปสุโขทัย วิทยาลัยนาฏศิลปสุพรรณบุรี วิทยาลัยนาฏศิลปอ่างทอง วิทยาลัยช่างศิลป วิทยาลัยช่างศิลปนครศรีธรรมราช และวิทยาลัยช่างศิลปสุพรรณบุรี ก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ ให้มีศักดิ์และสิทธิเท่ากับผู้ได้รับปริญญา อนุปริญญา และประกาศนียบัตรของสถาบันตามพระราชบัญญัตินี้
    • มาตรา ๖๓
    • ในระหว่างที่ยังไม่มีพระราชกฤษฎีกา กฎกระทรวง ประกาศ ระเบียบ และข้อบังคับเพื่อปฏิบัติการตามพระราชบัญญัตินี้ ให้นำพระราชกฤษฎีกา กฎกระทรวง ประกาศ ระเบียบ และข้อบังคับตามพระราชบัญญัติการจัดการศึกษาระดับปริญญาตรีในสถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ พ.ศ.๒๕๔๑ และพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ.๒๕๔๗ ที่ใช้อยู่ในวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ มาใช้บังคับโดยอนุโลมเท่าที่ไม่ขัดหรือแย้งกับพระราชบัญญัตินี้
         
      ข้อมูลส่วนบุคคล
         
      เพศ
      อายุ ปี
      อาชีพ
      รายได้ บาท
      จังหวัด
      E-mail