Facebook


ร่างพระราชบัญญัติส่งเสริมการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทในชุมชน พ.ศ. ...

วัน, วันที่ เดือน ปี ชม:นาที อ่าน 4264 เวลา ปรับปรุงล่าสุดเมื่อ วัน, วันที่ เดือน ปี ชม:นาที ส่งออกข้อมูล XML ไฟล์

(ร่าง)

 

พระราชบัญญัติ

 

ส่งเสริมการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทในชุมชน

 

พ.ศ. ...

 

 

.................................................................

 

.................................................................

 

................................................................. 

 

              ……………………………………………………………………………………………………………………………………..….....................

 

            โดยที่เป็นการสมควรให้มีกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทในชุมชุน โดยคนในชุมชนทำหน้าที่เป็นผู้ไกล่เกลี่ยข้อพิพาท อันเป็นการรับรองสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐาน ภายใต้หลักการเข้าถึงความยุติธรรม (Right to Justice) ลักษณะอื่น นอกเหนือจากการเข้าถึงความยุติธรรมตามกระบวนการยุติธรรมหลัก

 

              ………………………………………………………………………………………………………………………………………………….….......

 

 

 

              มาตรา ๑  พระราชบัญญัตินี้เรียกว่า “พระราชบัญญัติส่งเสริมการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทในชุมชน พ.ศ. ...”

 

 

 

                  มาตรา ๒  พระราชบัญญัตินี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป

 

 

 

              มาตรา ๓  ในพระราชบัญญัติฉบับนี้

 

              การไกล่เกลี่ย หมายความว่า วิธีการระงับข้อพิพาทนอกศาลโดยคนในชุมชนทำหน้าที่คนกลางหนึ่งคนเป็นผู้ไกล่เกลี่ยหรือหลายคนเป็นคณะผู้ไกล่เกลี่ย ทำหน้าที่ช่วยเหลือ จัดให้มีการไกล่เกลี่ย เสนอแนะแนวทางแก้ไขข้อพิพาทให้กับคู่พิพาท จัดทำข้อตกลงการไกล่เกลี่ยที่เป็นธรรมและยอมรับระหว่างคู่พิพาท

 

              “ข้อพิพาท” หมายความว่า ข้อขัดแย้งในทางแพ่ง ข้อขัดแย้งทางอาญาในความผิดอันยอมความกันได้ และ ความผิดลหุโทษ

 

              “คณะกรรมการ” หมายความว่า คณะกรรมการส่งเสริมการไกล่เกลี่ยข้อพิพาท

 

              คู่พิพาท หมายความว่า คู่พิพาทสองฝ่ายหรือหลายฝ่าย

 

              ชุมชน หมายความว่า พื้นที่ที่คนในพื้นที่มีความรู้สึกเป็นกลุ่มหรือหน่วยเดียวกัน

 

              “ผู้ไกล่เกลี่ย” หมายความว่า บุคคลหรือคณะบุคคล ที่คู่พิพาทแต่งตั้งให้ทำหน้าที่เป็นคนกลางไกล่เกลี่ยข้อพิพาท

 

                  ข้อตกลงการไกล่เกลี่ยหมายความว่า บันทึกข้อสรุปจากการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทเป็นลายลักษณ์อักษร

 

                  “รัฐมนตรีหมายความว่า รัฐมนตรีผู้รักษาการตามพระราชบัญญัติฉบับนี้

 

 

 

                  มาตรา ๔  ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมเป็นผู้รักษาการตามพระราชบัญญัตินี้ และให้มีอำนาจแต่งตั้งพนักงานเจ้าหน้าที่กับออกกฎกระทรวงเพื่อปฏิบัติการตามพระราชบัญญัตินี้

 

              กฎกระทรวง เมื่อได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้วให้ใช้บังคับได้

 

หมวด ๑

 

ผู้ไกล่เกลี่ย

 

 

 

              มาตรา ๕  ผู้ไกล่เกลี่ยต้องมีคุณสมบัติ ดังต่อไปนี้

 

                   (๑) ผ่านการอบรมการไกล่เกลี่ยระงับข้อพิพาท

 

                   (๒) ได้รับความไว้วางใจ เชื่อถือในการทำหน้าที่ผู้ไกล่เกลี่ย

 

                   (๓) ปราศจากอคติ ไม่เลือกประติบัติ เป็นกลาง และ เป็นอิสระในการทำหน้าที่ผู้ไกล่เกลี่ย

 

                   (๔) ไม่เคยต้องคำพิพากษาให้จำคุกหรือถูกคุมขังอยู่โดยหมายของศาล เว้นแต่ในความผิด    อันได้กระทำโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ

 

                   (๕) ไม่เป็นบุคคลที่ศาลมีคำสั่งให้เป็นคนไร้ความสามารถ คนเสมือนไร้ความสามารถ วิกลจริตจิตฟั่นเฟือน เป็นบุคคลล้มละลาย หรือ เป็นผู้มีความประพฤติไม่เหมาะสม

 

                   (๖) เป็นผู้ไกล่เกลี่ยตามกฎหมายอื่นซึ่งผ่านการอบรมการไกล่เกลี่ยข้อพิพาท

 

 

 

              มาตรา ๖  ผู้ไกล่เกลี่ยมีอำนาจหน้าที่ ดังนี้

 

                   (๑) กำหนดและแจ้งวัน เวลาและสถานที่ไกล่เกลี่ยให้คู่พิพาทและผู้เกี่ยวข้องทราบ

 

                   (๒) จัดให้มีการไกล่เกลี่ยและกำหนดแนวทางการไกล่เกลี่ย

 

                   (๓) ช่วยเหลือ อำนวยความสะดวก ชี้แนะคู่พิพาทในการหาแนวทางยุติข้อพิพาท

 

                   (๔) จัดทำข้อตกลงการไกล่เกลี่ย

 

                   (๕) ติดตามการปฏิบัติตามข้อตกลงการไกล่เกลี่ยระหว่างคู่พิพาท

 

                   (๖) เสนอเรื่องต่อคณะกรรมการส่งเสริมการไกล่เกลี่ยข้อพิพาท กรณีคู่พิพาทไม่ปฏิบัติตามข้อตกลงการไกล่เกลี่ย

 

 

 

              มาตรา ๗  ผู้ไกล่เกลี่ยอาจถูกถอดถอนโดยคู่พิพาททั้งสองฝ่ายหรือคณะกรรมการส่งเสริม       การไกล่เกลี่ย ดังนี้

 

                   (๑) ขาดความเป็นกลาง ไม่เป็นอิสระ มีอคติในการไกล่เกลี่ย

 

                   (๒) ต้องโทษถึงที่สุดให้จำคุกโดยไม่ได้รับการรอลงอาญา

 

                   (๓) ฉ้อฉล ข่มขู่ในกระบวนการไกล่เกลี่ย

 

                   (๔) ไม่มาทำหน้าที่ผู้ไกล่เกลี่ยเกินสองครั้ง โดยไม่มีเหตุอันควร

 

 

 

              มาตรา ๘  การเป็นผู้ไกล่เกลี่ยสิ้นสุด เมื่อ

 

                   (๑) ตาย

 

                   (๒) ลาออก

 

                   (๓) ไม่สามารถทำหน้าที่ผู้ไกล่เกลี่ยได้

 

                   (๔) ถูกถอดถอนโดยคู่พิพาทหรือคณะกรรมการส่งเสริมการไกล่เกลี่ยข้อพิพาท

 

 

 

              มาตรา ๙  ผู้ไกล่เกลี่ยได้รับความคุ้มกันจากความรับผิดในความเสียหายใด ๆ ที่เกิดจากการ     ทำหน้าที่ไกล่เกลี่ยและมีความรับผิดในการกระทำหรือละเว้นการกระทำที่ไม่สุจริต ฉ้อฉล ข่มขู่ ไม่เป็นกลาง     มีอคติในการไกล่เกลี่ย

 

 

 

 

 

หมวด ๒

 

กระบวนการไกล่เกลี่ยข้อพิพาท

 

 

 

              มาตรา ๑๐  การไกล่เกลี่ยระหว่างคู่พิพาทเริ่มได้ ดังนี้

 

                   (๑) คู่พิพาทตกลงระหว่างกันเลือกระงับข้อพาทโดยวิธีการไกล่เกลี่ยในชุมชน

 

                   (๒) คู่พิพาทเสนอเรื่องต่อศูนย์ประสานงานการไกล่เกลี่ยและประนอมข้อพิพาท ตามระเบียบกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพว่าด้วยการประสานงานการไกล่เกลี่ยและประนอมข้อพิพาท พ.ศ. ๒๕๕๓ หรือ เครือข่ายหรืออาสาสมัครคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ ตามระเบียบกระทรวงยุติธรรม ว่าด้วยเครือข่ายและอาสาสมัครคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ พ.ศ. ๒๕๔๘ ให้ริเริ่มกระบวนการไกล่เกลี่ย ตามพระราชบัญญัติฉบับนี้

 

                   (๓) คณะกรรมการส่งเสริมการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทเสนอให้คู่พิพาทระงับข้อพิพาทโดยการ   ไกล่เกลี่ยในชุมชนและคู่พิพาทยอมรับข้อเสนอระงับข้อพิพาทโดยการไกล่เกลี่ยในชุมชน หรือการระงับข้อพิพาท  โดยการไกล่เกลี่ยตามกฎหมายอื่น

 

 

 

              มาตรา ๑๑  คู่พิพาทเลือกบุคคลตามบัญชีรายชื่อผู้ไกล่เกลี่ยหรือบุคคลนอกบัญชีรายชื่อผู้ไกล่เกลี่ย     ที่มีคุณสมบัติคนหนึ่งหรือหลายคนทำหน้าที่เป็นผู้ไกล่เกลี่ย

 

              กรณีคู่พิพาทเลือกผู้ไกล่เกลี่ยหลายคนทำหน้าที่ผู้ไกล่เกลี่ยให้แต่ละฝ่ายเลือกบุคคลตามบัญชีรายชื่อหรือบุคคลนอกบัญชีรายชื่อผู้ไกล่เกลี่ยที่มีคุณสมบัติในจำนวนที่เท่ากัน ผู้ไกล่เกลี่ยที่ได้รับการเลือกจากคู่พิพาทแต่ละฝ่ายร่วมกันเลือกผู้ไกล่เกลี่ยอีกคนหนึ่งทำหน้าที่ประธานคณะผู้ไกล่เกลี่ย ทำหน้าที่จัดการไกล่เกลี่ย ช่วยเหลือ ชี้แนะแนวทางในการยุติข้อพิพาทที่เป็นธรรมแก่คู่พิพาท จัดทำบันทึกกระบวนการไกล่เกลี่ยและข้อตกลงการไกล่เกลี่ย

 

 

 

              มาตรา ๑๒  ผู้ไกล่เกลี่ยต้องดำเนินการไกล่เกลี่ยด้วยความเป็นกลาง ปราศจากอคติ มีความเป็นอิสระ และคำนึงถึงหลักความเสมอภาคของคู่พิพาท ดังนี้

 

                   (๑) กำหนดนัดวัน เวลา และสถานที่ไกล่เกลี่ยร่วมกับคู่พิพาทและผู้ที่เกี่ยวข้อง

 

                   (๒) กำหนดกระบวนการไกล่เกลี่ยและดำเนินการไกล่เกลี่ยให้แล้วเสร็จโดยไม่ชักช้าและให้แล้วเสร็จก่อนที่ข้อพิพาทจะขาดอายุความ

 

                   (๓) ดำเนินการไกล่เกลี่ยด้วยความโปร่งใส โดยกระบวนการในทางลับหรือเปิดเผยต่อสาธารณะ   ให้ผู้ไกล่เกลี่ยและคู่พิพาททั้งสองฝ่ายตกลงกัน คำวินิจฉัยของผู้ไกล่เกลี่ยหรือประธานการไกล่เกลี่ยถือเป็นที่สุด

 

                   (๔) เชิญที่ปรึกษา ผู้เชี่ยวชาญ ร่วมให้ความเห็นในการไกล่เกลี่ย

 

                   (๕) จัดทำบันทึกการไกล่เกลี่ย

 

                   (๖) จัดทำข้อตกลงการไกล่เกลี่ย

 

 

 

              มาตรา ๑๓  ให้ผู้ไกล่เกลี่ยจัดทำข้อตกลงการไกล่เกลี่ยเป็นลายลักษณ์อักษร โดยบันทึกผลการไกล่เกลี่ย กรณีคู่พิพาทตกลงไกล่เกลี่ยกันได้ให้กำหนดหน้าที่ของคู่พิพาทแต่ละฝ่ายให้กระทำการหรืองดเว้นกระทำการใด หรืออื่น ๆ ในข้อตกลงการไกล่เกลี่ย กรณีคู่พิพาทตกลงไกล่เกลี่ยไม่ได้ให้ผู้ไกล่เกลี่ยแนะนำ    แนวทางออกให้แก่คู่พิพาท

 

              ให้จัดทำข้อตกลงการไกล่เกลี่ยจำนวนสามชุด มอบให้แก่คู่พิพาทฝ่ายละหนึ่งชุดและจัดเก็บไว้ที่สำนักงานยุติธรรมจังหวัดหนึ่งชุด

 

              ก่อนมอบข้อตกลงไกล่เกลี่ยแก่คู่พิพาททั้งสองฝ่ายให้ผู้ไกล่เกลี่ยแจ้งแก่คู่พิพาททั้งสองฝ่ายทราบรายละเอียดข้อตกลงการไกล่เกลี่ยว่าถูกต้องตรงตามที่ได้ไกล่เกลี่ย

 

              ให้สำนักงานยุติธรรมจังหวัดจัดเจ้าหน้าที่ช่วยเหลือผู้ไกล่เกลี่ยทำข้อตกลงไกล่เกลี่ยเป็นลายลักษณ์อักษร ตามความจำเป็นหรือผู้ไกล่เกลี่ยร้องขอ

 

 

 

              มาตรา ๑๔  ข้อตกลงการไกล่เกลี่ยเป็นที่ยุติ ผูกพันคู่พิพาทต้องปฏิบัติตามข้อตกลงการไกล่เกลี่ย  โดยมิชักช้าและมีผลเช่นเดียวกับคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการตามกฎหมายว่าด้วยอนุญาโตตุลาการ ให้นำกฎหมายว่าด้วยอนุญาโตตุลาการมาบังคับใช้โดยอนุโลม

 

 

 

              มาตรา ๑๕  กระบวนการไกล่เกลี่ยสิ้นสุด ในกรณีดังต่อไปนี้

 

                   (๑) คู่พิพาทยอมรับและปฏิบัติตามข้อตกลงการไกล่เกลี่ย

 

                   (๒) คู่พิพาทตกลงยุติการระงับข้อพิพาทโดยการไกล่เกลี่ย

 

                   (๓) คู่พิพาทฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งนำข้อพิพาทสู่กระบวนพิจารณาคดีของศาล

 

                   (๔) เหตุแห่งการพิพาทสิ้นสุด หรือ สิ้นสุดลงด้วยเหตุอื่น

 

 

 

หมวด ๓

 

คณะกรรมการส่งเสริมการไกล่เกลี่ยข้อพิพาท

 

 

 

              มาตรา ๑๖  ให้มีคณะกรรมการส่งเสริมการไกล่เกลี่ยข้อพิพาท ประกอบด้วย

 

                   (๑)  ผู้แทนจากสำนักงานยุติธรรมจังหวัด                ๓ คน   กรรมการ

 

                   (๒) ผู้แทนจากองค์การบริหารส่วนท้องถิ่น              ๓ คน   กรรมการ

 

                   (๓) ผู้แทนภาคประชาชน                                ๓ คน   กรรมการ

 

                   (๔) ผู้ทรงคุณวุฒิด้านกฎหมาย สังคม หรือ อื่น ๆ       ๒ คน   กรรมการ

 

                   (๕) เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานในสำนักงานยุติธรรมจังหวัด               กรรมการและเลขานุการ

 

                         ที่ได้รับมอบหมาย                                                     

 

                   (๖) เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานในสำนักงานยุติธรรมจังหวัด          กรรมการและผู้ช่วยเลขานุการ

 

                         ที่ได้รับมอบหมาย                                                     

 

                   ให้กรรมการเลือกกรรมการคนหนึ่งทำหน้าที่ประธานคณะกรรมการส่งเสริมการไกล่เกลี่ย    ข้อพิพาท

 

                   ประธานคณะกรรมการส่งเสริมการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทไม่สามารถปฏิบัติงานได้ ให้กรรมการ   ผู้มีอาวุโสสูงสุดในที่ประชุมเป็นผู้ทำการแทน

 

                   คณะกรรมการส่งเสริมการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทประเภทผู้แทนภาคประชาชน มีวาระการดำรงตำแหน่งคราวละสามปี และอาจได้รับเลือกดำรงตำแหน่งอีกได้แต่ไม่เกินสองวาระติดกัน

 

 

 

              มาตรา ๑๗  ให้คณะกรรมการส่งเสริมการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทมีอำนาจหน้าที่ ดังนี้

 

                   (๑) ช่วยเหลือชุมชนในการสรรหาผู้ไกล่เกลี่ยแต่ละชุมชน

 

                   (๒) จัดทำและประกาศบัญชีรายชื่อผู้ไกล่เกลี่ยระดับชุมชน พร้อมประวัติ

 

                   (๓) กำกับดูแลและอำนวยความสะดวกในกระบวนการไกล่เกลี่ย

 

                   (๔) เสนอให้คู่พิพาทระงับข้อพิพาทโดยการไกล่เกลี่ย

 

                   (๕) จัดทำบันทึกการไกล่เกลี่ยและบันทึกข้อตกลงการไกล่เกลี่ย กรณีจำเป็นหรือผู้ไกล่เกลี่ย   ร้องขอ

 

                   (๖) จัดเก็บบันทึกข้อตกลงการไกล่เกลี่ย

 

                   (๗) ถอดถอนผู้ไกล่เกลี่ย

 

                   (๘) จัดอบรมความรู้เกี่ยวกับการไกล่เกลี่ยแก่ผู้ไกล่เกลี่ย

 

                   (๙) เผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับการระงับข้อพิพาทโดยการไกล่เกลี่ยในชุมชนแก่ประชาชน

 

                   (๑๐) รับเรื่องการไม่ปฏิบัติตามข้อตกลงไกล่เกลี่ยของคู่พิพาท เพื่อดำเนินการ หรือ เสนอเรื่องต่อกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ กระทรวงยุติธรรม เพื่อดำเนินการต่อไป

 

 

 

หมวด ๔

 

ค่าใช้จ่าย

 

 

 

              มาตรา ๑๘  คู่พิพาทแต่ละฝ่ายเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายส่วนของตนในการไกล่เกลี่ย แต่ไม่เสียสิทธิขอรับการสนับสนุนเงินหรือค่าใช้จ่ายจากกองทุนยุติธรรม

 

 

 

              มาตรา ๑๙  สำนักงานยุติธรรมจังหวัดรับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการเดินทาง ค่าที่พัก ค่าตอบแทน     ผู้ไกล่เกลี่ย ผู้เชี่ยวชาญ ที่ปรึกษา พยาน และค่าใช้จ่ายอื่นใดที่เกี่ยวกับการไกล่เกลี่ยระงับข้อพิพาท           ตามระเบียบกระทรวงยุติธรรม

 

 

 

บทเฉพาะกาล

 

 

 

              มาตรา ๒๐  ให้ออกกฎกระทรวงกำหนดการอบรมการไกล่เกลี่ยข้อพิพาท ตามมาตรา ๕ ให้แล้วเสร็จภายในหนึ่งร้อยแปดสิบวันนับแต่วันที่พระราชบัญญัตินี้มีผลบังคับใช้

 

              ในระหว่างที่ยังไม่มีกฎกระทรวงตามมาตรา ๕ ให้ผู้ไกล่เกลี่ย ซึ่งทำหน้าที่ผู้ไกล่เกลี่ย ตามระเบียบกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพว่าด้วยการประสานงานการไกล่เกลี่ยและประนอมข้อพิพาท พ.ศ. ๒๕๕๓ และ ระเบียบกระทรวงยุติธรรม ว่าด้วยเครือข่ายและอาสาสมัครคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ พ.ศ. ๒๕๔๘ ให้ทำหน้าที่ต่อไปได้ 

 

 

 

ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ 

นายกรัฐมนตรี

ไอเท็มน่าสนใจ
ดาวน์โหลดไฟล์แนบ:
  1. ลงทะเบียน
  2. หลักการ
  3. ปัญหาและสาเหตุฯ
  4. ความจำเป็นที่ต้องตรากฎหมายฯ
  5. สาระสำคัญ
  6. ประเด็นความคิดเห็น

    กฎหมายมหาชน คือ กฎหมายที่บัญญัติให้อำนาจและหน้าที่แก่รัฐ แก่หน่วยงานของรัฐ แก่เจ้าหน้าที่ของรัฐ และแก่ประชาชน ในการบริหาร การปกครองประเทศ และการบริการสาธารณะ ซึ่งหลักการ สำคัญของกฎหมายมหาชนนอกจากจะบัญญัติให้อำนาจและหน้าที่แก่หน่วยงานของรัฐหรือเจ้าหน้าที่ดังที่กล่าวมาแล้ว การใช้อำนาจหน้าที่ที่กฎหมายบัญญัติยังสามารถควบคุมตรวจสอบได้ ตามหลักเกณฑ์และกระบวนการของกฎหมายมหาชน

    กฎหมายมหาชน คือ กฎหมายที่บัญญัติให้อำนาจและหน้าที่แก่รัฐ แก่หน่วยงานของรัฐ แก่เจ้าหน้าที่ของรัฐ และแก่ประชาชน ในการบริหาร การปกครองประเทศ และการบริการสาธารณะ ซึ่งหลักการ สำคัญของกฎหมายมหาชนนอกจากจะบัญญัติให้อำนาจและหน้าที่แก่หน่วยงานของรัฐหรือเจ้าหน้าที่ดังที่กล่าวมาแล้ว การใช้อำนาจหน้าที่ที่กฎหมายบัญญัติยังสามารถควบคุมตรวจสอบได้ ตามหลักเกณฑ์และกระบวนการของกฎหมายมหาชน

    กฎหมายมหาชน คือ กฎหมายที่บัญญัติให้อำนาจและหน้าที่แก่รัฐ แก่หน่วยงานของรัฐ แก่เจ้าหน้าที่ของรัฐ และแก่ประชาชน ในการบริหาร การปกครองประเทศ และการบริการสาธารณะ ซึ่งหลักการ สำคัญของกฎหมายมหาชนนอกจากจะบัญญัติให้อำนาจและหน้าที่แก่หน่วยงานของรัฐหรือเจ้าหน้าที่ดังที่กล่าวมาแล้ว การใช้อำนาจหน้าที่ที่กฎหมายบัญญัติยังสามารถควบคุมตรวจสอบได้ ตามหลักเกณฑ์และกระบวนการของกฎหมายมหาชน

    กรุณากรอกข้อมูลพื้นฐานเพื่อประโยชน์และจัดทำรายงานสำหรับการรับฟังความคิดเห็น

    รายละเอียดบัญชีผู้ใช้งาน
    *
    *
    *
    *
    *
    *
    รายละเอียดส่วนตัว
    ช่องที่ทำสัญลักษณ์ดอกจัน (*) จำเป็นต้องกรอก
    ไม่มีหลักการที่เกี่ยวข้อง
    ไม่มีโครงสร้างที่เกี่ยวข้อง
    ไม่มีสาระสำคัญที่เกี่ยวข้อง
ไม่มีประเด็นที่เกี่ยวข้อง
    ไม่มีรายละเอียดของร่างที่เกี่ยวข้อง
         
      ข้อมูลส่วนบุคคล
         
      เพศ
      อายุ ปี
      อาชีพ
      รายได้ บาท
      จังหวัด
      E-mail