Facebook


การวิเคราะห์ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากกฎหมายร่างพระราชบัญญัติส่งเสริมวิสาหกิจเพื่อสังคม พ.ศ. ...

วัน, วันที่ เดือน ปี ชม:นาที อ่าน 899 เวลา ปรับปรุงล่าสุดเมื่อ วัน, วันที่ เดือน ปี ชม:นาที ส่งออกข้อมูล XML ไฟล์

ร่างพระราชบัญญัติส่งเสริมวิสาหกิจเพื่อสังคม พ.ศ. .... เป็นร่างกฎหมายที่เสนอโดยสภาปฏิรูปแห่งชาติเพื่อเป็นกลไกในการปฏิรูปสังคมขององค์กรในสังคมจากภาคส่วนต่างๆ ให้เข้ามาร่วมในการแก้ไขปัญหาสังคมและสิ่งแวดล้อมได้อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืนมากยิ่งขึ้น

เพื่อให้กระบวนการพิจารณาร่างกฎหมายเกิดความสมบูรณ์ก่อนการนำไปสู่การบังคับใช้จริง จึงได้มีการจัดทำเอกสารบทวิเคราะห์ผลกระทบนี้ขึ้นโดยนำเอาผลที่ได้จากกระบวนการรับฟังความคิดเห็น และผลการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติดังกล่าวของคณะกรรมการดำเนินการปฏิรูปกฎหมายในระยะเร่งด่วน รวมทั้งข้อเสนอแนะจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งภาครัฐและภาคเอกชนมาประกอบการจัดทำ เพื่อใช้เป้นข้อมูลประกอบการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติต่อไป

๑.      ผู้ซึ่งอาจได้รับผลกระทบจากการบังคับใช้กฎหมาย

     จากการวิเคราะห์พบว่า ผู้ซึ่งอาจได้รับผลกระทบจากการบังคับใช้กฎหมายโดยตรง ดังนี้

(๑)คณะกรรมการสร้างเสริมกิจการเพื่อสังคมแห่งชาติ (คกส.) ซึ่งได้รับการจัดตั้งตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการสร้างเสริมกิจการเพื่อสังคม พ.ศ. ๒๕๕๔ และที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๖๐

              (๒)สำนักงานสร้างเสริมกิจการเพื่อสังคมแห่งชาติ (สกส.) ซึ่งได้รับการจัดตั้งตามระเบียบสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) พ.ศ. ๒๕๕๓ (ยกเลิกแล้ว)

              (๓)   องค์กรหรือบริษัทเอกชนที่มีการใช้ชื่อ สัญลักษณ์ และหรือดำเนินการในรูปแบบวิสาหกิจเพื่อสังคม (ก่อนที่ร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ใช้บังคับ)

              (๔)ผู้ประกอบการวิสาหกิจเพื่อสังคม ตามนิยามของร่างพระราชบัญญัติส่งเสริมวิสาหกิจเพื่อสังคม พ.ศ. ....

     ส่วนที่ได้รับผลกระทบทางอ้อม ได้แก่

(๑)กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ ในส่วนของการจดทะเบียนและระบบรับรอง

(๒)กรมสรรพากร กระทรวงการคลัง ในส่วนของการออกกฎหมายเพื่อสิทธิประโยชน์ด้านภาษี

(๓)กรมการพัฒนาชุมชน กระทรวงมหาดไทย ในส่วนของการจดทะเบียนและระบบรับรอง

                (๔) องค์กรที่มีวัตถุประสงค์ทางสังคมหรือชุมชน ได้แก่ วิสาหกิจชุมชน สหกรณ์ องค์กรสาธารณะประโยชน์ องค์กรพัฒนาภาคเอกชน หน่วยธุรกิจด้านความรับผิดชอบทางสังคมของบริษัทเอกชน

 

๒.   ผลกระทบที่อาจได้รับจากร่างกฎหมาย โดยการวิเคราะห์ผลกระทบแยกออกเป็น ๒ ส่วน คือ         ผลกระทบเชิงบวกและผลกระทบเชิงลบในแต่ละด้าน ดังนี้

     (๑) ด้านเศรษฐกิจ

          ผลกระทบเชิงบวก

          ทำให้การประกอบกิจการหรือการดำเนินการของภาคเอกชน ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อแก้ไขปัญหาและพัฒนาชุมชน สังคม หรือสิ่งแวดล้อม อันถือเป็นการประกอบกิจการหรือการดำเนินการเพื่อสังคมมีความ

พร้อมจะเข้ามาแข่งขันทางการค้า ทั้งในระดับภายในประเทศและระหว่างประเทศ โดยประสานการสนับสนุนและความร่วมมือจากภาคส่วนต่างๆ ซึ่งเมื่อผู้ประกอบการวิสาหกิจเพื่อสังคมมีความเข็มแข็งสามารถแข่งขันทางการค้าได้ จะทำให้สามารถพึ่งพาตนเองได้ทางการเงิน ส่งผลให้สังคมหรือสิ่งแวดล้อมได้รับการแก้ไขปัญหาและพัฒนาอย่างเหมาะสมและยั่งยืนยิ่งขึ้น จะทำให้เศรษฐกิจและสังคมเติบโตซึ่งจะส่งผลให้ภาพรวมทางเศรษฐกิจต่อไป

          ผลกระทบเชิงลบ

            - ไม่มี -

     (๒) ด้านสังคม

          ผลกระทบเชิงบวก

                   เนื่องจากปัจจุบันมีการประกอบกิจการของภาคเอกชนในลักษณะเป็นวิสาหกิจเพื่อสังคม
มากขึ้น แต่ยังไม่มีกฎหมายเกี่ยวกับวิสาหกิจเพื่อสังคม ที่จะช่วยส่งเสริมหรือสนับสนุนจากภาครัฐเท่าที่ควร และยังไม่มีการจัดตั้งองค์กรที่ทำหน้าที่เฉพาะในการส่งเสริมวิสาหกิจเพื่อสังคม รวมทั้งให้มีการแต่งตั้งคณะกรรมการส่งเสริมวิสาหกิจเพื่อสังคมแห่งชาติ เพื่อกำหนดนโยบายเกี่ยวกับเรื่องนี้อย่างรอบด้านและเป็นไปในแนวทางเดียวกัน จึงต้องมีการออกกฎหมาย ซึ่งจะส่งผลทำ
ให้การประกอบกิจการหรือการดำเนินการของภาคเอกชนที่มีเป้าหมายเพื่อที่จะแก้ไขปัญหาและพัฒนาชุมชน สังคม หรือสิ่งแวดล้อม อันเป็นการประกอบกิจการหรือการดำเนินการเพื่อสังคมมีระบบที่ชัดเจน และได้รับการส่งเสริมหรือสนับสนุนจากภาครัฐ รวมทั้งมีการประสานงาน การสนับสนุน และร่วมมือจากภาคส่วนต่างๆ ซึ่งจะส่งผลให้การดำเนินการของวิสาหกิจเพื่อสังคมดังกล่าวเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ และทำให้ชุมชน สังคม หรือสิ่งแวดล้อมได้รับการแก้ไขปัญหาและพัฒนา
อย่างเหมาะสมและยั่งยืน

          ผลกระทบเชิงลบ

          - ไม่มี -

     (๓) ด้านอื่นๆ

          ผลกระทบเชิงบวก

                   - เกิดความชัดเจนในการดำเนินการวิสาหกิจเพื่อสังคมที่เกิดจากระบบการขึ้นทะเบียน
การออกใบรับรองจากภาครัฐ และ การเกิดหน่วยงานที่มารับผิดชอบอย่างชัดเจนทั้งในระดับนโยบาย ระดับปฏิบัติ และในภาคผู้ประกอบการ

                   - เกิดระบบนิเวศน์สนับสนุนที่มีคุณภาพเพียงพอต่อการเกิดและเติบโตของเครือข่ายวิสาหกิจเพื่อสังคมที่ยั่งยืน อันเนื่องมาจากมาตรการส่งเสริมที่ชัดเจนและกลไกการทำงานที่มีประสิทธิภาพ อันจะช่วยจูงใจให้องค์กรจากทุกภาคส่วนมาร่วมเป็นภาคีเพื่อการพัฒนาประเทศในรูปแบบวิสาหกิจเพื่อสังคม

- องค์กรภาคสังคม เช่น วิสาหกิจเพื่อสังคม สหกรณ์ องค์กรสาธารณประโยชน์ องค์กรพัฒนาเอกชน จะเกิดการยกระดับการทำงานที่จะเน้นผลลัพธ์ของการดำเนินการ และสามารถพึ่งพาตนเองได้ทางการเงิน

- องค์กรภาคเอกชนจำนวนมากจะปรับเปลี่ยนการดำเนินการงานทางสังคมจากเดิมที่เน้นการบริจาคเงินและสิ่งของมาสู่การดำเนินการในรูปแบบวิสาหกิจเพื่อสังคม และหรือการลงทุนทางสังคม ซึ่งมีประสิทธิภาพและนำสู่ผลกระทบทางสังคมสูงกว่า

ผลกระทบเชิงลบ

องค์กรที่ไม่ได้มีวัตถุประสงค์ทางสังคมจำนวนมากอาจแฝงตัวเข้ามาขอการส่งเสริมเพื่อรับสิทธิประโยชน์ที่จะเกิดขึ้น เช่น การยกเว้นภาษีนิติบุคคล โดยตรวจสอบได้ยาก หากไม่มีการควบคุมกำกับที่ดี อันอาจนำไปสู่ช่องทางในการฟอกเงินหรือหลีกเลี่ยงภาษี

 

๑.      ประโยชน์ที่ประชาชนและสังคมจะได้รับ

๓.๑ เกิดรูปแบบองค์กรทางสังคมแบบใหม่ที่เข้ามาช่วยสนับสนุนการดำเนินการแก้ไขปัญหาสังคมและสิ่งแวดล้อมที่ต่างไปจากรูปแบบเดิม เช่น หน่วยงานภาครัฐ หน่วย CSR ภาคเอกชน องค์กรสาธารณประโยชน์ องค์กรพัฒนาภาคเอกชน โดยจะเป็นองค์กรที่มีประสิทธิภาพ สามารถพึ่งพาตนเองได้ทางการเงิน และเติบโตได้
ในระบบตลาดปกติของสังคม

๓.๒ ประชาชนและภาคเอกชนจะมีทางเลือกในการสนับสนุนงานทางสังคมมากขึ้น นอกเหนือไปจากเพียงการบริจาคซึ่งให้แล้วหมดไป เช่น การร่วมสนับสนุนผ่านการซื้อสินค้าหรือบริการ
การลงทุนทางสังคม นอกจากนั้นประชาชนยังจะมีทางเลือกในระบบบริการสาธารณะ (
Public services) เพิ่มเติมนอกเหนือไปจากการบริการที่ดำเนินการเองโดยหน่วยงานรัฐ และให้สัมปทานภาคเอกชน

๓.๓  ภาครัฐจะสามารถลดภาระทางงบประมาณในการดำเนินการลงได้อันเนื่องมาจากการ
มีกลไกวิสาหกิจเพื่อสังคมและเงินลงทุนทางสังคมจากประชาชนและภาคเอกชนที่มีประสิทธิภาพเข้ามาสนับสนุนการดำเนินการเพิ่มเติม

๓.๔ รูปแบบการดำเนินการของสำนักงานฯ และกองทุนที่เน้นผลลัพธ์การดำเนินการ (performance-based) และพึ่งพาตนเองได้ แทนที่จะเน้นไปที่การทำงานในรูปแบบค่าใช้จ่ายซึ่งต้องพึ่งพางบประมาณจากภาครัฐ (expense-based) จะเป็นการปฏิรูปรูปแบบการทำงานของหน่วยงานภาครัฐที่จะต้องตอบสนองความต้องการที่แท้จริงของสังคมและมีประสิทธิภาพ ซึ่งจะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงเชิงระบบของประเทศได้ต่อไปในอนาคตหากดำเนินการได้สำเร็จ

  1. ลงทะเบียน
  2. หลักการ
  3. ปัญหาและสาเหตุฯ
  4. ความจำเป็นที่ต้องตรากฎหมายฯ
  5. สาระสำคัญ
  6. ประเด็นความคิดเห็น

    กฎหมายมหาชน คือ กฎหมายที่บัญญัติให้อำนาจและหน้าที่แก่รัฐ แก่หน่วยงานของรัฐ แก่เจ้าหน้าที่ของรัฐ และแก่ประชาชน ในการบริหาร การปกครองประเทศ และการบริการสาธารณะ ซึ่งหลักการ สำคัญของกฎหมายมหาชนนอกจากจะบัญญัติให้อำนาจและหน้าที่แก่หน่วยงานของรัฐหรือเจ้าหน้าที่ดังที่กล่าวมาแล้ว การใช้อำนาจหน้าที่ที่กฎหมายบัญญัติยังสามารถควบคุมตรวจสอบได้ ตามหลักเกณฑ์และกระบวนการของกฎหมายมหาชน

    กฎหมายมหาชน คือ กฎหมายที่บัญญัติให้อำนาจและหน้าที่แก่รัฐ แก่หน่วยงานของรัฐ แก่เจ้าหน้าที่ของรัฐ และแก่ประชาชน ในการบริหาร การปกครองประเทศ และการบริการสาธารณะ ซึ่งหลักการ สำคัญของกฎหมายมหาชนนอกจากจะบัญญัติให้อำนาจและหน้าที่แก่หน่วยงานของรัฐหรือเจ้าหน้าที่ดังที่กล่าวมาแล้ว การใช้อำนาจหน้าที่ที่กฎหมายบัญญัติยังสามารถควบคุมตรวจสอบได้ ตามหลักเกณฑ์และกระบวนการของกฎหมายมหาชน

    กฎหมายมหาชน คือ กฎหมายที่บัญญัติให้อำนาจและหน้าที่แก่รัฐ แก่หน่วยงานของรัฐ แก่เจ้าหน้าที่ของรัฐ และแก่ประชาชน ในการบริหาร การปกครองประเทศ และการบริการสาธารณะ ซึ่งหลักการ สำคัญของกฎหมายมหาชนนอกจากจะบัญญัติให้อำนาจและหน้าที่แก่หน่วยงานของรัฐหรือเจ้าหน้าที่ดังที่กล่าวมาแล้ว การใช้อำนาจหน้าที่ที่กฎหมายบัญญัติยังสามารถควบคุมตรวจสอบได้ ตามหลักเกณฑ์และกระบวนการของกฎหมายมหาชน

    กรุณากรอกข้อมูลพื้นฐานเพื่อประโยชน์และจัดทำรายงานสำหรับการรับฟังความคิดเห็น

    รายละเอียดบัญชีผู้ใช้งาน
    *
    *
    *
    *
    *
    *
    รายละเอียดส่วนตัว
    ช่องที่ทำสัญลักษณ์ดอกจัน (*) จำเป็นต้องกรอก
    ไม่มีหลักการที่เกี่ยวข้อง
    ไม่มีโครงสร้างที่เกี่ยวข้อง
    ไม่มีสาระสำคัญที่เกี่ยวข้อง
ไม่มีประเด็นที่เกี่ยวข้อง
    ไม่มีรายละเอียดของร่างที่เกี่ยวข้อง
         
      ข้อมูลส่วนบุคคล
         
      เพศ
      อายุ ปี
      อาชีพ
      รายได้ บาท
      จังหวัด
      E-mail