Facebook


ร่างพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ. ....

วัน, วันที่ เดือน ปี ชม:นาที อ่าน 3527 เวลา ปรับปรุงล่าสุดเมื่อ วัน, วันที่ เดือน ปี ชม:นาที ส่งออกข้อมูล XML ไฟล์

 

     สำนักงาน ก.ค.ศ. ขอเรียนเชิญผู้มีส่วนเกี่ยวข้องและประชาชนทั่วไปร่วมแสดงความคิดเห็นต่อร่างพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ. .... ตามแบบที่กำหนด ได้ตั้งแต่บัดนี้จนถึงวันที่ 31 กรกฎาคม 2561 ผ่านช่องทางดังนี้

1.  ส่งความคิดเห็นเป็นลายลักษณ์อักษรทางจดหมายลงทะเบียน : โดยถือเอาวันที่ไปรษณีย์ลงทะเบียนได้ประทับตรารับจดหมาย

     ที่อยู่ “ภารกิจกฎหมาย อุทธรณ์ และร้องทุกข์ สำนักงาน ก.ค.ศ. กระทรวงศึกษาธิการ ดุสิต กรุงเทพฯ 10300” วงเล็บมุมซองว่า “แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับร่างพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ. ....”

2.  ยื่นความคิดเห็นเป็นลายลักษณ์อักษรด้วยตนเอง : ณ ภารกิจกฎหมาย อุทธรณ์ และร้องทุกข์ ชั้น 7 อาคารรัชมังคลาภิเษก สำนักงาน ก.ค.ศ. ในวันและเวลาทำการ (08.30 – 16.30 น.)

3.  ทางโทรสาร : หมายเลข 0 2280 2839

4.  ทางจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ : Legal.OTEPC@ gmail.com ทั้งนี้ โปรดระบุชื่อและนามสกุลจริง พร้อมหมายเลขโทรศัพท์ติดต่อกลับในจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ด้วย

5.  ทางเว็บไซต์ : www.lawamendment.go.th

 

ติดต่อสอบถามโทรศัพท์ : 0 2280 2824

 

 

  1. ลงทะเบียน
  2. หลักการ
  3. ปัญหาและสาเหตุฯ
  4. ความจำเป็นที่ต้องตรากฎหมายฯ
  5. สาระสำคัญ
  6. ประเด็นความคิดเห็น

    กฎหมายมหาชน คือ กฎหมายที่บัญญัติให้อำนาจและหน้าที่แก่รัฐ แก่หน่วยงานของรัฐ แก่เจ้าหน้าที่ของรัฐ และแก่ประชาชน ในการบริหาร การปกครองประเทศ และการบริการสาธารณะ ซึ่งหลักการ สำคัญของกฎหมายมหาชนนอกจากจะบัญญัติให้อำนาจและหน้าที่แก่หน่วยงานของรัฐหรือเจ้าหน้าที่ดังที่กล่าวมาแล้ว การใช้อำนาจหน้าที่ที่กฎหมายบัญญัติยังสามารถควบคุมตรวจสอบได้ ตามหลักเกณฑ์และกระบวนการของกฎหมายมหาชน

    กฎหมายมหาชน คือ กฎหมายที่บัญญัติให้อำนาจและหน้าที่แก่รัฐ แก่หน่วยงานของรัฐ แก่เจ้าหน้าที่ของรัฐ และแก่ประชาชน ในการบริหาร การปกครองประเทศ และการบริการสาธารณะ ซึ่งหลักการ สำคัญของกฎหมายมหาชนนอกจากจะบัญญัติให้อำนาจและหน้าที่แก่หน่วยงานของรัฐหรือเจ้าหน้าที่ดังที่กล่าวมาแล้ว การใช้อำนาจหน้าที่ที่กฎหมายบัญญัติยังสามารถควบคุมตรวจสอบได้ ตามหลักเกณฑ์และกระบวนการของกฎหมายมหาชน

    กฎหมายมหาชน คือ กฎหมายที่บัญญัติให้อำนาจและหน้าที่แก่รัฐ แก่หน่วยงานของรัฐ แก่เจ้าหน้าที่ของรัฐ และแก่ประชาชน ในการบริหาร การปกครองประเทศ และการบริการสาธารณะ ซึ่งหลักการ สำคัญของกฎหมายมหาชนนอกจากจะบัญญัติให้อำนาจและหน้าที่แก่หน่วยงานของรัฐหรือเจ้าหน้าที่ดังที่กล่าวมาแล้ว การใช้อำนาจหน้าที่ที่กฎหมายบัญญัติยังสามารถควบคุมตรวจสอบได้ ตามหลักเกณฑ์และกระบวนการของกฎหมายมหาชน

    กรุณากรอกข้อมูลพื้นฐานเพื่อประโยชน์และจัดทำรายงานสำหรับการรับฟังความคิดเห็น

    รายละเอียดบัญชีผู้ใช้งาน
    *
    *
    *
    *
    *
    *
    รายละเอียดส่วนตัว
    ช่องที่ทำสัญลักษณ์ดอกจัน (*) จำเป็นต้องกรอก

    บันทึกหลักการและเหตุผล


    ประกอบร่างพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา


    พ.ศ. ....


    ---------------------------


    หลักการ


                                                 ปรับปรุงกฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา


     


    เหตุผล


    โดยที่ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาถือเป็นบุคคลที่มีความสำคัญ และเป็นกลไกที่จะขับเคลื่อนการศึกษาของประเทศไทย โดยเฉพาะแก่เด็กและนักเรียนที่ต้องได้รับการพัฒนาจากการเรียนการสอน และได้รับการปลูกฝังในสิ่งที่ดี ๆ อย่างถูกต้องและต่อเนื่อง แต่เนื่องจากในปัจจุบัน การบริหารงานบุคคลของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาได้มีการเปลี่ยนแปลงองค์กรการบริหารงานบุคคลในจังหวัด การแต่งตั้งโยกย้าย การดำเนินการทางวินัย และการประสานงานกระทรวงส่วนกลาง จังหวัด และเขตพื้นที่การศึกษา นอกจากนี้ ยังไม่เหมาะสมกับสภาพการณ์ และไม่สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญในปัจจุบัน จึงสมควรปรับปรุงกฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา เพื่อกำหนดให้คณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา สำนักงาน ก.ค.ศ. คณะกรรมการในระดับจังหวัด เขตพื้นที่การศึกษา รวมทั้งผู้บังคับบัญชาในตำแหน่งต่าง ๆ มีความชัดเจน ในการบริหารงานและดำเนินการตามภารกิจที่ตนรับผิดชอบที่มีความคล่องตัว เกิดการประสานงาน และเกิดประสิทธิภาพที่ดีในงานบุคคลยิ่งขึ้น อันจะทำให้ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาเกิดความมั่นใจ มีขวัญและกำลังใจ ได้รับความเป็นธรรมยิ่งขึ้น และมีจิตวิญญาณความเป็นครูโดยแท้ ซึ่งจะส่งผลให้เด็กและนักเรียนได้รับการเรียนการสอน และการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง เป็นกำลังในการพัฒนาประเทศชาติต่อไป  จึงจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้


     



             สภาพปัญหาและสาเหตุของปัญหา


    1. ความมุ่งหมายและหลักการของการจัดการศึกษาตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยได้บัญญัติให้มีกฎหมายเกี่ยวกับการบริหารงานบุคคลของหน่วยงานของรัฐให้เป็นไปตามระบบคุณธรรม(มาตรา 76 (2)) ประกอบรับพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 บัญญัติให้มีการกระจายอำนาจการบริหารงานบุคคลจากส่วนกลางสู่เขตพื้นที่การศึกษาและสถานศึกษา ซึ่งโดยหลักการดังกล่าวจึงได้มีการกำหนดโครงสร้าง ในการบริหารงานบุคคลของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา โดยให้มีองค์กรบริหารงานบุคคลอยู่ 2 ระดับ กล่าวคือองค์กรกลางบริหารงานบุคคล ได้แก่ ก.ค.ศ. และองค์กรระดับปฏิบัติการในระดับเขตพื้นที่การศึกษา ได้แก่ อ.ก.ค.ศ. เขตพื้นที่การศึกษา รวมทั้งได้กำหนดบทบาทและอำนาจหน้าที่ในการปฏิบัติการ การควบคุมตรวจสอบ ตลอดจนการกำกับดูแลขององค์กรในแต่ระดับไว้ แต่จากการบังคับใช้กฎหมายว่าด้วยการบริหารงานบุคคลของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ตามพระราชบัญญัติระเบียบบริหารงานบุคคลของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ. 2547 มาระยะหนึ่ง พบว่า ก.ค.ศ. ซึ่งเป็นองค์กรกลางบริหารงานบุคคลของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ซึ่งโดยหลักการควรทำหน้าที่เป็นองค์กรกำหนดนโยบาย และมีบทบาทหน้าที่ในการกำกับดูแลนโยบายและกำหนดกรอบมาตรฐานหลักเกณฑ์กลางของการบริหารงานบุคคลในเรื่องต่าง ๆ เพื่อให้การบริหารงานบุคคลของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาเป็นไปตามระบบคุณธรรมดังเจตนารมณ์ที่รัฐธรรมนูญกำหนดไว้ แต่เนื่องจากการกำหนดกลไกการบริหารงานบุคคลเป็น 2 ระดับดังกล่าว ทำให้ ก.ค.ศ. ยังคงต้องมีบทบาทหน้าที่เป็นทั้งองค์กรฝ่ายนโยบายซึ่งมีหน้าที่ในการกำกับดูแล รวมทั้งเป็นองค์กรฝ่ายปฏิบัติการในระดับส่วนราชการและฝ่ายงานควบคุมตรวจสอบไปด้วย ส่งผลให้ ก.ค.ศ. มีภาระงานในส่วนปฏิบัติการอยู่เป็นจำนวนมาก เช่น การพิจารณาคำขอให้มีและเลื่อนวิทยฐานะในระดับสูง การพิจารณาดำเนินการทางวินัยตามคำสั่งหัวหน้าส่วนราชการ การพิจารณารายงานการดำเนินการทางวินัย การอุทธรณ์และการร้องทุกข์ เป็นต้น เป็นเหตุให้ ก.ค.ศ. ประสบปัญหาในการขับเคลื่อนงานบริหารงานบุคคลของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาหลายประการ เช่น ภาระงานที่มีมากเกินไป ความล่าช้าในงานปฏิบัติการ ก.ค.ศ. จึงไม่อาจทำหน้าที่ขับเคลื่อนนโยบายการบริหารงานบุคคลของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาได้อย่างเต็มที่ รวมทั้งมิได้กระจายอำนาจการบริหารงานบุคคลของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาไปสู่เขตพื้นที่การศึกษาและสถานศึกษาอย่างแท้จริง 


    2. องค์กรบริหารงานบุคคลของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ทั้ง 2 ระดับ ได้แก่ ก.ค.ศ.และ อ.ก.ค.ศ. เขตพื้นที่การศึกษา ต่างมีบทบาทหน้าที่สำคัญในงานบริหารงานบุคคลทั้งในทางให้คุณและให้โทษซึ่งล้วนส่งผลต่อขวัญกำลังใจของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาโดยตรง แต่การที่พระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ. 2547 กำหนดองค์ประกอบขององค์กรบริหารงานบุคคล ทั้ง 2 ระดับดังกล่าวให้มีลักษณะเป็นไตรภาคี ประกอบด้วย กรรมการ/อนุกรรมการโดยตำแหน่งกรรมการ/อนุกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ และกรรมการ/อนุกรรมการผู้แทนข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาในสัดส่วนจำนวนใกล้เคียงกัน และกำหนดรูปแบบและวิธีการได้มาซึ่งกรรมการ/อนุกรรมผู้แทนฯ ให้มาจากการเลือกตั้ง ซึ่งเป็นรูปแบบของการได้มาซึ่งผู้แทนที่มีอุดมการณ์ แนวความคิด และแนวทางการใช้อำนาจที่สอดคล้องกับอุดมการณ์และผลประโยชน์ของกลุ่มผู้เลือกเป็นสำคัญ อันมีลักษณะเป็นผู้แทนของกลุ่มผลประโยชน์มากกว่าประโยชน์สาธารณะ จึงไม่สอดคล้องกับหลักการของการบริหารจัดการศึกษาโดยยึดประโยชน์สูงสุดต่อผู้เรียนเป็นสำคัญ ส่งผลให้เกิดปัญหาขัดข้องในระบบการบริหารงานบุคคล ทั้งในระดับเขตพื้นที่การศึกษาและระดับองค์กรกลางบริหารงานบุคคลในหลายประการ เช่น ปัญหาการเอื้อประโยชน์ต่อพวกพ้องมากกว่าประโยชน์ส่วนรวม ปัญหาการมีผลประโยชน์ทับซ้อนของกรรมการ/อนุกรรมการ เป็นต้น เป็นเหตุให้รัฐบาลโดยคณะรักษาความสงบแห่งชาติได้พยายามแก้ไขปัญหาดังกล่าวหลายเรื่อง ทั้งนี้ เพื่อประโยชน์ต่อการจัดการศึกษาและประโยชน์ของผู้เรียนเป็นสำคัญ ได้แก่


              (1) การออกคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 10/2559 เมื่อวันที่ 21 มีนาคม 2559 เรื่อง การขับเคลื่อนการปฏิรูปการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการในภูมิภาค


              (2) การออกคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 11/2559 เมื่อวันที่ 21 มีนาคม 2559 เรื่อง การบริหารราชการของกระทรวงศึกษาธิการในภูมิภาค


              (3) การออกคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 38/2559 เมื่อวันที่ 12 กรกฎาคม 2559 เรื่อง แก้ไขเพิ่มเติมคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 10/2559 และคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 11/2559


       (4) การออกคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 16/2560 เมื่อวันที่ 21 มีนาคม 2560 เรื่อง การบริหารงานบุคคลของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา


       (5) การออกคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 19/2560 เมื่อวันที่ 3 เมษายน 2560 เรื่อง การปฏิรูปการศึกษาในภูมิภาคของกระทรวงศึกษาธิการ


    การแก้ไขปัญหาโดยการออกคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติจำนวนหลายฉบับดังกล่าวเป็นเหตุให้หลักการตลอดจนกลไกการบริหารงานบุคคลของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาในปัจจุบัน ตามพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ. 2547 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก บทบัญญัติในหลายเรื่องไม่สามารถใช้บังคับได้อีกต่อไป แต่อย่างไรก็ดี แม้ปัญหาหลายเรื่องได้รับการแก้ไข แต่ก็ยังคงมีปัญหาข้อขัดข้องในการบริหารงานบุคคลของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาอีกหลายประการที่ยังไม่ได้รับการแก้ไข และบางเรื่องไม่อาจแก้ไขได้โดยคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ เช่น การกำหนดกลไกการบริหารงานบุคคลและการพิทักษ์ระบบคุณธรรมของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา เป็นต้น


    3. รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ตั้งแต่ฉบับพุทธศักราช 2540 เป็นต้นมา ต่างให้ความสำคัญกับหลักการบริหารงานบุคคลภาครัฐตามระบบคุณธรรม รวมทั้งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยฉบับปัจจุบันก็มีบทบัญญัติให้มีกฎหมายเกี่ยวกับการบริหารงานบุคคลของหน่วยงานของรัฐให้เป็นไปตามระบบคุณธรรม (มาตรา 76 (2)) และการสร้างกลไกสร้างระบบคุณธรรมในการบริหารงานบุคคลของผู้ประกอบวิชาชีพครู ตามมาตรา (258 จ (3)) ประกอบกับองค์กรบริหารบุคคลข้าราชการประเภทอื่น ได้แก่ ข้าราชการพลเรือนตามพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 ได้จัดตั้งคณะกรรมการพิทักษ์ระบบคุณธรรมขึ้น เพื่อทำหน้าที่เป็นองค์กรพิทักษ์ระบบคุณธรรมของข้าราชการพลเรือน และข้าราชการกรุงเทพมหานคร ตามพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการกรุงเทพมหานคร พ.ศ. 2554 ก็ได้จัดตั้งคณะกรรมการพิทักษ์ระบบคุณธรรมกรุงเทพมหานคร เพื่อเป็นองค์กรทำหน้าที่พิทักษ์ระบบคุณธรรมของข้าราชการกรุงเทพมหานครเช่นกันโดยองค์กรดังกล่าวได้จัดตั้งขึ้นโดยแยกเป็นอิสระจากองค์การบริหารงานบุคคล คือ คณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) และคณะกรรมการข้าราชการกรุงเทพมหานคร (ก.ก.) อันมีความมุ่งหมายคุ้มครองข้าราชการ จากการดำเนินการด้านการบริหารงานบุคคลภาครัฐ แต่สำหรับการบริหารงานบุคคลของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ตามพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ. 2547 และที่แก้ไขเพิ่มเติม มิได้มีกลไกการควบคุมตรวจสอบโดยองค์กรที่เป็นอิสระดังเช่นข้าราชการประเภทอื่นดังกล่าวแต่อย่างใด ดังนั้น สำหรับข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาซึ่งมีจำนวนมากที่สุดเมื่อเทียบกับข้าราชการประเภทอื่น จึงสมควรที่จะต้องมีองค์กรเพื่อทำหน้าที่พิทักษ์ระบบคุณธรรมเป็นการเฉพาะและเป็นอิสระจาก ก.ค.ศ. เพื่อให้การดำเนินการเกี่ยวกับการบริหารงานบุคคลของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา เป็นไปอย่างโปร่งใส เป็นธรรม และปราศจากอคติตามแนวทางการบริหารจัดการบ้านเมืองที่ดีและสมความมุ่งหมายตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ


     



    • ความจำเป็นที่ต้องตรากฎหมาย
    • ความจำเป็นที่จะต้องตรากฎหมายขึ้นเพื่อแก้ไขปัญหานั้น


      1.  รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ประกาศใช้เมื่อวันที่ 6 เมษายน 2560 ได้มีบทบัญญัติให้รัฐพึงดำเนินการให้มีกฎหมายเกี่ยวกับการบริหารงานบุคคลของหน่วยงานของรัฐ ให้เป็นไปตามระบบคุณธรรม (มาตรา 76 วรรคสอง) รวมทั้งให้มีกลไกสร้างระบบคุณธรรมในการบริหารงานบุคคลของผู้ประกอบวิชาชีพครู (มาตรา 258 จ. (3)) และได้มีการตั้งคณะกรรมการอิสระเพื่อการปฏิรูปการศึกษา (ตามมาตรา 261)


      2.  ได้มีการประกาศใช้คำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 16/2560 เรื่อง การบริหารงานบุคคลของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ลงวันที่ 21 มีนาคม 2560 ซึ่งมีผลเป็นการปรับหลักการตามพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ. 2547 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ในหลายประเด็น เช่น การปรับแก้องค์ประกอบของ ก.ค.ศ. ซึ่งเป็นองค์กรกลางบริหารงานบุคคลของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา เปลี่ยนระบบการเลื่อนขั้นเงินเดือนเป็นระบบการเลื่อนเงินเดือนเป็นขั้นต่ำขั้นสูง เป็นต้น


      3.  ได้มีการประกาศใช้บังคับคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติที่เกี่ยวข้องกับการปฏิรูปการศึกษาหลายฉบับ รวมถึงคำสั่ง ที่ 19/2560 เรื่อง การปฏิรูปการศึกษาในภูมิภาคของกระทรวงศึกษาธิการ ลงวันที่ 3 เมษายน 2560 ซึ่งคำสั่งดังกล่าวมีผลกระทบโดยตรงต่อการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการบริหารงานของกระทรวงศึกษาธิการในระดับภูมิภาค เช่น กำหนดให้มี กศจ. และให้มีอำนาจดำเนินการเกี่ยวกับการบริหารงานบุคคลของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาที่เดิมเคยเป็นอำนาจของ อ.ก.ค.ศ. เขตพื้นที่การศึกษา และกำหนดให้มีสำนักงานศึกษาธิการจังหวัด โดยให้ข้าราชการ ที่ปฏิบัติงานในสำนักงานศึกษาธิการจังหวัดเป็นข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา เป็นต้น


      4.  กฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการศึกษาได้เปลี่ยนแปลงไปจากเดิมเป็นอันมาก เช่น กฎหมายว่าด้วยการอาชีวศึกษา, กฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย, กฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมการศึกษาเอกชน, กฎหมายว่าด้วยสถาบันวิทยาลัยชุมชน, กฎหมายว่าด้วยสถาบันการอุดมศึกษา, กฎหมายว่าด้วยสถาบันการพลศึกษา, กฎหมายว่าด้วยการจัดการศึกษาระดับปริญญาตรีในสถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ ฯลฯ


      5.  พระราชกฤษฎีกาการทบทวนความเหมาะสมของกฎหมาย พ.ศ. 2558 ได้กำหนดให้มีการทบทวนความเหมาะสมของกฎหมายทุกห้าปีที่กฎหมายใช้บังคับ


      6.  พระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ. 2547 ได้มีการได้ประกาศใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 24 ธันวาคม 2557 แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2551 เมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2551 และแก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2553 เมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม 2553 โดยพระราชบัญญัติดังกล่าว ได้ยึดหลักการกระจายอำนาจการบริหารงานบุคคลไปยังเขตพื้นที่การศึกษาและสถานศึกษาโดยตรง แต่จากการบังคับใช้กฎหมายดังกล่าวมาเป็นระยะเวลาพอสมควร ประกอบกับได้มีการศึกษา วิเคราะห์ วิจัย การบังคับใช้กฎหมายมาอย่างต่อเนื่อง พบว่า ระบบกลไกการบริหารงานบุคคลของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาที่กำหนดไว้เดิม ไม่สอดคล้องกับบริบทและสภาพการณ์ปัจจุบันซึ่งเปลี่ยนแปลงไปและไม่เอื้ออำนวยต่อการบริหารงานบุคคลของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาให้มีประสิทธิภาพได้อย่างแท้จริง และเกิดข้อขัดข้องในการบังคับใช้ในหลายประการ


      7.  สถาบันวิจัยและให้คำปรึกษาแห่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้ทำการศึกษาวิจัยการบังคับใช้กฎหมายว่าด้วยการบริหารงานบุคคลของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา เมื่อ พ.ศ. 2552 พบว่า การบังคับใช้พระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ. 2547 เกิดปัญหาเกี่ยวกับระบบและกลไกการบริหารงานบุคคลของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาหลายประการ อาทิเช่น ปัญหาความเหมาะสมในการกำหนดกลไกการปริหารงานบุคคลให้มีเพียง 2 ระดับ ปัญหาความเหมาะสมในองค์ประกอบขององค์กรบริหารงานบุคคล ปัญหาการวางระบบการกำกับ ดูแล ควบคุมและตรวจสอบ การใช้อำนาจหน้าที่ ตลอดถึงการอุทธรณ์ การร้องทุกข์ และการพิทักษ์ระบบคุณธรรมของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา เป็นต้น ทั้งนี้ ได้ให้ข้อเสนอแนะควรมีการปรับปรุงแก้ไขกฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาที่ให้บังคับอยู่ในปัจจุบัน พร้อมทั้งเสนอแนะแนวทางที่เป็นประโยชน์ในการแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ไว้อย่างชัดเจน


      ดังนั้น เพื่อให้ระบบการบริหารงานบุคคลของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา มีประสิทธิภาพ และสอดคล้องเหมาะสมกับบริบทต่าง ๆ ที่เปลี่ยนแปลงไป จึงจำเป็นต้องปรับปรุงกฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา 


       

  • หลักการอันเป็นสาระสำคัญ
  •        หลักการอันเป็นสาระสำคัญของกฎหมายที่ตราขึ้น


    1.  กำหนดให้องค์กรกลางบริหารงานบุคคลของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษามีอำนาจหน้าที่เป็นหน่วยนโยบายไม่ใช่หน่วยปฏิบัติการ กำหนดมาตรฐานการบริหารงานบุคคล และกำกับดูแลให้การบริหารงานบุคคลให้เป็นไปตามมาตรฐานที่กำหนดไว้ สำหรับองค์ประกอบ คุณสมบัติ และการได้มาขององค์กรกลางบริหารงานบุคคลของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ยังคงรูปแบบของ “คณะกรรมการ” ไว้เช่นเดิม และให้คณะกรรมการชุดนี้เน้นบทบาทด้านการพัฒนา ไม่ใช่การออกคำสั่งทางปกครอง โดยกำหนดให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานกรรมการ และประกอบด้วย กรรมการโดยตำแหน่งและกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ โดยไม่กำหนดให้มีองค์ประกอบในส่วนของกรรมการผู้แทนข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาเนื่องจากเป็นองค์กรในระดับนโยบาย และเป็นไปตามหลักการเดิมของคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ แต่จะกำหนดให้มีในองค์กรระดับส่วนราชการและระดับจังหวัดเพื่อสะท้อนความคิดเห็นของผู้ที่อยู่ภายใต้การบังคับใช้พระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา


    2.  ออกแบบโครงสร้างการกระจายอำนาจการบริหารงานบุคคลใหม่โดยกำหนดให้มีองค์กรบริหารงานบุคคล ระดับส่วนราชการและระดับจังหวัด ให้สอดคล้องกับหลักการกระจายอำนาจตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย เพื่อให้องค์กรกลางบริหารงานบุคคลของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาได้ทำหน้าที่อย่างเหมาะสม โดยเน้นงาน นโยบาย งานวิจัย และงานวิชาการเป็นหลัก เนื่องจากการแบ่งโครงสร้างขององค์กรกลางบริหารงานบุคคลของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาแบบเดิมไม่มีองค์กรระดับกลางที่จะกลั่นกรองงาน จากเขตพื้นที่การศึกษามายัง ก.ค.ศ. ส่งผลให้องค์กรกลางมีภาระงานด้านการปฏิบัติมาก จนไม่สามารถพัฒนางานด้านนโยบายได้อย่างเต็มที่ และให้มีผู้แทนของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา เข้ามาเป็นคณะกรรมการในระดับส่วนราชการและระดับจังหวัดด้วย เพื่อสะท้อนความคิดเห็นของผู้ที่อยู่ภายใต้การบังคับใช้พระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา โดยตำแหน่งดังกล่าวควรมีที่มาจากการสรรหา ไม่ใช่การเลือกตั้ง เพื่อให้สามารถแสดงความคิดเห็นได้อย่างอิสระและตรงกับข้อเท็จจริงโดยไม่ถูกครอบงำจากฐานคะแนนเสียง


    3.  กำหนดอำนาจหน้าที่ขององค์กรบริหารงานบุคคลในระดับส่วนราชการ ให้รองรับการกระจายอำนาจจากองค์กรกลางบริหารงานบุคคลของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา และกำกับ ดูแล ตรวจสอบ การบริหารงานบุคคลระดับจังหวัด


    4.  ในระดับจังหวัด


         (1) อ.ก.ค.ศ. จังหวัด กำหนดอำนาจหน้าที่ขององค์กรบริหารงานบุคคลในระดับจังหวัด ให้สอดคล้องรองรับกับอำนาจหน้าที่ด้านการบริหารงานบุคคลของคณะกรรมการศึกษาธิการจังหวัด ทั้งนี้ โดยให้มีอำนาจหน้าที่ในการดูแลข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาในภาพรวมของทุกหน่วยงานการศึกษาที่มีหัวหน้าหน่วยงานระดับจังหวัด เช่น บุคลากรสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน บุคลากรสังกัดสำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย บุคลากรสังกัดสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน เป็นต้น โดยไม่จำเป็นต้องแยกให้แต่ละหน่วยงานดูแลบุคลากรของตนเองเท่านั้น


         (2) อ.ก.ค.ศ. หน่วยงานการศึกษา กำหนดอำนาจหน้าที่ขององค์กรบริหารงานบุคคลในหน่วยงานการศึกษาที่จัดการศึกษาเป็นการเฉพาะหรือไม่มีหัวหน้าหน่วยงานระดับจังหวัด โดยให้มีอำนาจหน้าที่ในการดูแลบุคลากรด้านการศึกษาในภาพรวมของหน่วยงานการศึกษานั้น เช่น บุคลากรสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา กลุ่มโรงเรียนที่จัดการศึกษาเป็นการเฉพาะ หน่วยงานการศึกษาที่จัดตั้งขึ้นเป็นการเฉพาะ เป็นต้น 


    5.  กำหนดให้มีคณะกรรมการพิทักษ์ระบบคุณธรรมของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาเป็นอิสระจากองค์กรกลางบริหารงานบุคคล โดยคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิทักษ์ระบบคุณธรรมให้เป็นที่สุด หากไม่เห็นด้วยกับคำวินิจฉัยมีสิทธิฟ้องคดีต่อศาลปกครองสูงสุดโดยไม่ต้องฟ้องคดีต่อศาลปกครองชั้นต้น เพื่อยกระดับมาตรฐานการพิทักษ์ระบบคุณธรรมให้มีความโปร่งใส มีความเป็นมืออาชีพมีองค์ความรู้เฉพาะทาง และมีวิธีพิจารณาที่ชัดเจน 


    6.  กำหนดให้สำนักงาน ก.ค.ศ. เป็นหน่วยงานที่ในการดูแลงานบริหารงานบุคคลของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา รวมทั้งทำหน้าที่รองรับบทบาทหน้าที่ของ ก.ค.ศ. และคณะกรรมการพิทักษ์ระบบคุณธรรมของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาด้วย โดยให้มีฐานะเป็นส่วนราชการระดับกรม ขึ้นตรงต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ


    7.  กำหนดให้การแต่งตั้งข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาที่มีคุณสมบัติเฉพาะต่างไปจากที่กำหนดในมาตรฐานตำแหน่ง มาตรฐานวิทยฐานะและมาตรฐานตำแหน่งทางวิชาการได้ในบางกรณีเพื่อแก้ไขปัญหาข้อขัดข้องทางปฏิบัติในการเปลี่ยนตำแหน่ง การโอน การย้าย ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา เนื่องจากตามพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ. 2547 และที่แก้ไขเพิ่มเติม มีอำนาจหน้าที่บริหารงานบุคคลครอบคลุม ทั้งข้าราชการครูและข้าราชการพลเรือนสามัญ (เดิม) ที่ถ่ายโอนมาเป็นประเภทบุคลากรทางการศึกษาอื่น ตามมาตรา 38 ค. (2) รวมทั้งมีการโอนข้าราชการส่วนท้องถิ่นและข้าราชการอื่นมาเป็นข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาด้วยซึ่งเดิมตามพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการครู พ.ศ. 2523 ก็มีบัญญัติไว้ นอกจากนั้นพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือนฉบับปัจจุบันก็มีการบัญญัติไว้เช่นเดียวกัน จึงต้องกำหนดเรื่องการยกเว้นคุณสมบัติไว้ในพระราชบัญญัตินี้ด้วย


    8.  กำหนดให้มีบทบัญญัติเรื่องการกันพยาน เพื่อเป็นการคุ้มครองข้าราชการที่ให้ข้อมูลต่อผู้บังคับบัญชาหรือให้ถ้อยคำในฐานะพยานอันเป็นประโยชน์และเป็นผลดียิ่งต่อทางราชการ 


    9.  กำหนดบทบัญญัติเรื่องหลักเกณฑ์และเงื่อนไขการดำเนินการทางวินัยแก่ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาซึ่งออกจากราชการไปแล้ว ให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น รวมทั้งมีกรอบระยะเวลาการดำเนินการทางวินัยที่ชัดเจน เพื่อความเป็นธรรมแก่ผู้ที่ออกจากราชการไปแล้วในการแสวงหาพยานหลักฐานเพื่อต่อสู้ข้อกล่าวหา


    10.  กำหนดกระบวนการการดำเนินการทางวินัย โดยให้สอดคล้องกับการกำหนดให้มีองค์กรบริหารงานบุคคล 3 ระดับ และอำนาจสั่งบรรจุและแต่งตั้ง


     

    • ประเด็นรับฟังความคิดเห็น
    • ประเด็นที่จะรับฟังความคิดเห็นหรือร่างพระราชบัญญัติที่จะรับฟังความคิดเห็น


      1.  การกำหนดให้องค์กรบริหารงานบุคคลของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา มี 3 ระดับ ได้แก่ ก.ค.ศ., อ.ก.ค.ศ. ส่วนราชการ และ อ.ก.ค.ศ. จังหวัด ทั้งนี้ ในกรณีที่มีความจำเป็นอาจตั้ง อ.ก.ค.ศ. ที่ ก.ค.ศ. ตั้ง ในหน่วยงานการศึกษาอื่นใดเป็นการเฉพาะก็ได้


            (1) กำหนดองค์ประกอบ ก.ค.ศ. ประกอบด้วย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานกรรมการ กรรมการโดยตำแหน่ง และกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ


                   (2) กำหนดองค์ประกอบ อ.ก.ค.ศ. ส่วนราชการ ประกอบด้วย เลขาธิการ/หัวหน้าส่วนราชการ เป็นประธาน รองเลขาธิการ/รองหัวหน้าส่วนราชการ เป็นรองประธาน กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ กรรมการผู้แทนสำนักงาน ก.ค.ศ. และกรรมการผู้แทนข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาในส่วนราชการนั้น


                  (3) กำหนดองค์ประกอบ อ.ก.ค.ศ. จังหวัด หรือ อ.ก.ค.ศ. กรุงเทพมหานคร ประกอบด้วย ผู้ว่าราชการจังหวัด/ปลัดกระทรวงศึกษาธิการหรือรองปลัดกระทรวงศึกษาธิการที่ได้รับมอบหมาย เป็นประธาน ศึกษาธิการภาค กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ กรรมการผู้แทนหน่วยงานการศึกษา และกรรมการผู้แทนข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา 


        กรณีที่มีความจำเป็น ก.ค.ศ. อาจตั้ง อ.ก.ค.ศ. ที่ ก.ค.ศ. ตั้งในหน่วยงานการศึกษาอื่นใดเป็นการเฉพาะก็ได้ โดยให้มีอำนาจหน้าที่ในการดูแลบุคลากรด้านการศึกษาในภาพรวมของหน่วยงานการศึกษานั้น


      2.  การกำหนดบทบาท อำนาจ หน้าที่ ขององค์กรบริหารงานบุคคลแต่ละระดับ ดังนี้


                   (1) องค์กรกลางบริหารงานบุคคล กำหนดอำนาจหน้าที่ของ ก.ค.ศ. โดยเน้นงานด้านนโยบาย งานวิจัย และงานวิชาการเป็นหลัก รวมทั้ง การกำกับ ดูแล ตรวจสอบ และรักษามาตรฐานในการบริหารงานบุคคลของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา


                   (2) ระดับส่วนราชการ กำหนดอำนาจหน้าที่ของ อ.ก.ค.ศ. ส่วนราชการ ให้รองรับการกระจายอำนาจจาก ก.ค.ศ. และกำกับ ดูแล ควบคุม ตรวจสอบ การบริหารงานบุคคลระดับจังหวัดในส่วนที่เกี่ยวกับข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาในสังกัด (ร่างมาตรา 17)


                   (3) ในระดับจังหวัด


         องค์กรบริหารงานบุคคลในระดับจังหวัด กำหนดอำนาจหน้าที่ของ อ.ก.ค.ศ. จังหวัด ให้สอดคล้อง รองรับกับอำนาจหน้าที่ด้านการบริหารงานบุคคลของคณะกรรมการศึกษาธิการจังหวัด (กศจ.) ทั้งนี้ โดยให้มีอำนาจหน้าที่ในการดูแลข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาในภาพรวมของหน่วยงานการศึกษาที่มีหัวหน้าหน่วยงานระดับเขตพื้นที่การศึกษาและระดับจังหวัด เช่น ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาสังกัดเขตพื้นที่การศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน สังกัดสำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย สังกัดสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน เป็นต้น โดยไม่จำเป็นต้องแยกให้แต่ละหน่วยงานดูแลบุคลากรของตนเองเท่านั้น (ร่างมาตรา 20)


          อ.ก.ค.ศ. ที่ ก.ค.ศ. ตั้งในหน่วยงานการศึกษา กำหนดอำนาจหน้าที่ขององค์กรบริหารงานบุคคลในหน่วยงานการศึกษาที่จัดการศึกษาเป็นการเฉพาะหรือไม่มีหัวหน้าหน่วยงานระดับจังหวัด โดยให้มีอำนาจหน้าที่ในการดูแลข้าราชการครูและบุคลากรในภาพรวมของหน่วยงานการศึกษานั้น เช่น ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา กลุ่มโรงเรียนที่จัดการศึกษาเป็นการเฉพาะหน่วยงานการศึกษาที่จัดตั้งขึ้นเป็นการเฉพาะ เป็นต้น 


      3.  การกำหนดอำนาจสั่งบรรจุและแต่งตั้ง ให้มีความสอดคล้องกับการมีองค์กรบริหารงานบุคคล 3 ระดับ ดังนี้ (ร่างมาตรา 65)


           (1) ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามีอำนาจสั่งบรรจุและแต่งตั้งข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาตำแหน่งรองผู้อำนวยการสถานศึกษา ผู้อำนวยการสถานศึกษา ตำแหน่งศึกษานิเทศก์ ตำแหน่งบุคลากรทางการศึกษาอื่น ตำแหน่งครูและตำแหน่งครูผู้ช่วยในสังกัดเขตพื้นที่การศึกษาโดยอนุมัติ อ.ก.ค.ศ. จังหวัด


           (2) ศึกษาธิการจังหวัดมีอำนาจสั่งบรรจุและแต่งตั้งข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาในสำนักงานศึกษาธิการจังหวัด โดยอนุมัติ อ.ก.ค.ศ. จังหวัด 


           (3) ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยจังหวัด (กศน.จังหวัด) มีอำนาจสั่งบรรจุและแต่งตั้งข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาในสังกัด โดยอนุมัติ อ.ก.ค.ศ. จังหวัด


           (4) ผู้อำนวยการสำนักงานการศึกษาเอกชนจังหวัด มีอำนาจสั่งบรรจุและแต่งตั้งข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาในสังกัด โดยอนุมัติ อ.ก.ค.ศ. จังหวัด


           (5) ศึกษาธิการภาคมีอำนาจสั่งบรรจุและแต่งตั้งข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาในสำนักงานศึกษาธิการภาค โดย อ.ก.ค.ศ. ส่วนราชการ


           (6) ผู้บังคับบัญชาสูงสุดของส่วนราชการหรือผู้ที่ได้รับมอบหมาย มีอำนาจสั่งบรรจุและแต่งตั้งข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาในสังกัดสำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษ, ฯลฯ โดยอนุมติ อ.ก.ค.ศ. ที่ ก.ค.ศ. ตั้งในหน่วยงานการศึกษา 


           (7) ผู้บังคับบัญชาสูงสุดของส่วนราชการ มีอำนาจสั่งบรรจุและแต่งตั้งข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาตำแหน่งรองผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา รองศึกษาธิการจังหวัด ศึกษาธิการจังหวัด ตำแหน่งรองผู้บริหารการศึกษาอื่น หรือตำแหน่งผู้บริหารการศึกษาอื่นซึ่งเป็นหัวหน้าหน่วยงานระดับจังหวัด ตำแหน่งประเภทอำนวยการระดับต้น ตำแหน่งประเภทอำนวยการระดับสูง ในสังกัดโดยอนุมัติ อ.ก.ค.ศ. ส่วนราชการ


           (8) การบรรจุและแต่งตั้งข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาตำแหน่งซึ่งมีวิทยฐานะเชี่ยวชาญพิเศษ เมื่อได้รับอนุมัติจาก ก.ค.ศ. แล้ว ให้หัวหน้าส่วนราชการที่ผู้นั้นสังกัดเป็นผู้มีอำนาจสั่งบรรจุโดยให้รัฐมนตรีเจ้าสังกัดนำเสนอนายกรัฐมนตรีเพื่อนำความกราบบังคมทูลเพื่อทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง


      4.  การกำหนดระบบตำแหน่งและวิทยฐานะของข้าราชการครู กำหนดคงเดิมทั้งตำแหน่งในสายงานการสอน สายงานบริหารสถานศึกษา สายงานบริหารการศึกษา สายงานนิเทศการศึกษา และสายงานบุคลากรทางการศึกษาอื่น


      5.  การย้ายข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาตำแหน่งครูผู้ช่วย ตำแหน่งครู และตำแหน่งบุคลากรทางการศึกษา เป็นอำนาจหน้าที่ของผู้มีอำนาจสั่งบรรจุและแต่งตั้ง (ร่างมาตรา 71) 


           การย้ายข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาในสังกัดสำนักงานศึกษาธิการจังหวัด เป็นอำนาจของศึกษาธิการจังหวัด


           การย้ายข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาตำแหน่งผู้อำนวยการสถานศึกษา รองผู้อำนวยการสถานศึกษา เป็นอำนาจของผู้มีอำนาจสั่งบรรจุและแต่งตั้ง โดยอนุมัติ อ.ก.ค.ศ. จังหวัด 


           การย้ายตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา/รองผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ศึกษาธิการจังหวัด/รองศึกษาธิการจังหวัด หรือผู้บริหารการศึกษาซึ่งเป็นหัวหน้าหน่วยงานการศึกษา/รองผู้บริหารการศึกษา เป็นอำนาจของหัวหน้าส่วนราชการ โดยอนุมัติ อ.ก.ค.ศ. ส่วนราชการ


      6.  การเลื่อนเงินเดือน ให้ผู้บังคับบัญชาแต่งตั้งคณะกรรมการขึ้นพิจารณา และให้เป็นอำนาจของผู้มีอำนาจสั่งบรรจุและแต่งตั้งเป็นผู้สั่งเลื่อนเงินเดือน


      7.  บทที่เป็นกรณีความผิดทางวินัยยังคงเดิม แต่เปลี่ยนระบบการดำเนินการทางวินัยและการรายงานการดำเนินการทางวินัยใหม่ โดยให้สอดคล้องกับการกำหนดให้มีองค์กรบริหารงานบุคคล 3 ระดับ และอำนาจสั่งบรรจุและแต่งตั้ง 


           (1) การดำเนินการทางวินัยไม่ร้ายแรง


          การดำเนินการทางวินัยไม่ร้ายแรงของผู้บังคับบัญชาที่มีตำแหน่งต่ำกว่าหัวหน้าส่วนราชการลงมาเมื่อผู้บังคับบัญชาได้ดำเนินการทางวินัยแล้ว ให้รายงานไปยังหัวหน้าส่วนราชการ หรือผู้บริหารการศึกษา แล้วแต่กรณี และรายงาน อ.ก.ค.ศ. จังหวัด/อ.ก.ค.ศ. กรุงเทพมหานคร/อ.ก.ค.ศ. ที่ ก.ค.ศ. ตั้งในหน่วยงานการศึกษา พิจารณาจนถึง อ.ก.ค.ศ. ส่วนราชการ 


         การดำเนินการทางวินัยไม่ร้ายแรงของหัวหน้าส่วนราชการลงมา เมื่อได้ดำเนินการทางวินัยแล้วให้รายงาน อ.ก.ค.ศ. ส่วนราชการ พิจารณา


             (2) การดำเนินการทางวินัยอย่างร้ายแรง 


          เมื่อผู้บังคับบัญชาได้ดำเนินการทางวินัยอย่างร้ายแรงแล้วมีคำสั่งยุติเรื่อง หรือลงโทษวินัยไม่ร้ายแรงแล้ว ให้รายงาน อ.ก.ค.ศ. จังหวัด/อ.ก.ค.ศ. กรุงเทพมหานคร/อ.ก.ค.ศ. ที่ ก.ค.ศ. ตั้งในหน่วยงานการศึกษา และ/หรือ อ.ก.ค.ศ. ส่วนราชการ แล้วแต่กรณี ตามลำดับ


          เมื่อผู้บังคับบัญชาได้ดำเนินการทางวินัยอย่างร้ายแรงแล้วเห็นว่าเป็นความผิดวินัยอย่างร้ายแรง ให้รายงาน อ.ก.ค.ศ. จังหวัด/อ.ก.ค.ศ. กรุงเทพมหานคร/อ.ก.ค.ศ. ที่ ก.ค.ศ. ตั้งในหน่วยงานการศึกษา และ/หรือ อ.ก.ค.ศ. ส่วนราชการ แล้วแต่กรณี เพื่อพิจารณา เมื่อพิจารณาแล้วให้รายงาน อ.ก.ค.ศ. ส่วนราชการ พิจารณา


      8.  การดำเนินการทางวินัยแก่ผู้ที่พ้นจากราชการไปแล้ว 


           (1) ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาที่ก่อนพ้นจากราชการถูกกล่าวหาว่ากระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรงหรือถูกฟ้องคดีอาญาหรือต้องหาคดีอาญาซึ่งไม่ใช่ความผิดที่กระทำโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ ถูกดำเนินการทางวินัยต่อไปได้ แต่ต้องสั่งลงโทษภายในสามปีนับแต่วันที่ผู้นั้นพ้นจากราชการ 


        (2) การดำเนินการทางวินัยแก่ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาที่พ้นจากราชการไปแล้วถูกกล่าวหาว่ากระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรงหรือถูกฟ้องคดีอาญาหรือต้องหาคดีอาญาซึ่งไม่ใช่ความผิดที่กระทำโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ หลังพ้นจากราชการไปแล้ว ต้องเริ่มดำเนินการสอบสวนภายในหนึ่งปีและต้องสั่งลงโทษภายในสามปี นับแต่ ผู้นั้นพ้นจากราชการ ถ้าเป็นกรณีความผิดที่ปรากฏชัดแจ้งต้องสั่งลงโทษภายในสามปี นับแต่วันที่ผู้นั้นพ้นจากราชการ 


          (3) กรณีที่ศาลปกครองมีคำพิพากษาถึงที่สุดให้เพิกถอนคำสั่งลงโทษ หรือองค์กรพิจารณาอุทธรณ์คำสั่งลงโทษทางวินัยหรือองค์กรตรวจสอบรายงานการดำเนินการทางวินัยมีคำวินิจฉัยถึงที่สุด หรือมีมติให้เพิกถอนคำสั่งลงโทษ เพราะเหตุกระบวนการดำเนินการทางวินัยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ให้ผู้มีอำนาจดำเนินการทางวินัยดำเนินการทางวินัยให้แล้วเสร็จภายในสองปีนับแต่วันที่มีคำพิพากษาถึงที่สุด หรือมีคำวินิจฉัยถึงที่สุดหรือมีมติ แล้วแต่กรณี


           (4) กรณีที่ ป.ป.ช. หรือ ป.ป.ท. มีมติชี้มูลความผิด การดำเนินการทางวินัย ให้เป็นไปตามกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันหรือปราบปรามการทุจริต หรือกฎหมายว่าด้วยมาตรการของฝ่ายบริหารในการป้องกันและปราบปรามการทุจริต


      9.  การกำหนดให้มีคณะกรรมการพิทักษ์ระบบคุณธรรมของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาและให้การอุทธรณ์และการร้องทุกข์เป็นอำนาจของคณะกรรมการพิทักษ์ระบบคุณธรรมของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ดังนี้


          (1) การอุทธรณ์คำสั่งลงโทษ คำสั่งให้ออกจากราชการเพื่อรับบำเหน็จบำนาญทดแทน ให้อุทธรณ์ต่อคณะกรรมการพิทักษ์ระบบคุณธรรมของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา


          (2) การร้องทุกข์คำสั่งของผู้บังคับบัญชาตั้งแต่หัวหน้าส่วนราชการลงมา ให้ร้องทุกข์ต่อ อ.ก.ค.ศ. จังหวัด/อ.ก.ค.ศ. กรุงเทพมหานคร อ.ก.ค.ศ. ที่ ก.ค.ศ. ตั้งในหน่วยงานการศึกษา หรือ อ.ก.ค.ศ. ส่วนราชการ


          (3) การร้องทุกข์คำสั่งที่สั่งตามมติของ อ.ก.ค.ศ. จังหวัด/อ.ก.ค.ศ. กรุงเทพมหานคร/อ.ก.ค.ศ. ที่ ก.ค.ศ. ตั้งในหน่วยงานการศึกษา และ อ.ก.ค.ศ. ส่วนราชการ หรือการร้องทุกข์คำสั่งของผู้บังคับบัญชาที่เหนือกว่าหัวหน้าส่วนราชการขึ้นไป ให้ร้องทุกข์ต่อคณะกรรมการพิทักษ์ระบบคุณธรรมของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา


      10.  การกำหนดให้ สำนักงาน ก.ค.ศ. ทำหน้าที่เป็นหน่วยงานดำเนินการในหน้าที่ของ ก.ค.ศ. และคณะกรรมการพิทักษ์ระบบคุณธรรมของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา และกำหนดให้มีฐานะเป็นกรมขึ้นตรงต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ


       

         
      ข้อมูลส่วนบุคคล
         
      เพศ
      อายุ ปี
      อาชีพ
      รายได้ บาท
      จังหวัด
      E-mail