Facebook


ร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองอนามัยการเจริญพันธุ์ พ.ศ.....

วัน, วันที่ เดือน ปี ชม:นาที อ่าน 11632 เวลา ส่งออกข้อมูล XML ไฟล์

บันทึกหลักการและเหตุผล

 

 

 

 

ประกอบร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองอนามัยการเจริญพันธุ์ พ.ศ. ....

 

 

 

 

หลักการ

 

 

 

 

 

 

 

ให้มีกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองอนามัยการเจริญพันธุ์

เหตุผล

 

 

 

 

                โดยที่ผ่านมา ปัญหาด้านอนามัยการเจริญพันธุ์ได้ทวีความรุนแรงมากขึ้น และมีขอบเขตกว้างขวาง
ทั่วทั้งประเทศ  ปัญหาดังกล่าว ได้แก่ การมีเพศสัมพันธ์ที่ไม่ปลอดภัย  การล่วงละเมิดทางเพศ  การตั้งครรภ์ที่ไม่พร้อม การแท้งที่ไม่ปลอดภัย การทอดทิ้งหรือการทำร้ายทารก อนามัยวัยรุ่น การแพร่ระบาดของ
โรคเอดส์  การติดเชื้อทางเพศสัมพันธ์   มะเร็งของระบบอวัยวะสืบพันธุ์  และปัญหาสุขภาพในวัยทองและวัยสูงอายุ ปัญหาเหล่านี้เป็นปัญหาทางสาธารณสุขที่มีความเชื่อมโย
งกับมิติทางเศรษฐกิจ สังคมและวัฒนธรรม ทั้งยังเกี่ยวพันกับการให้การคุ้มครองสิทธิอนามัยการเจริญพันธุ์ของประชาชน ซึ่งปัจจุบันยังไม่มีมาตรการทางกฎหมายที่คุ้มครองสิทธิดังกล่าว ดังนั้น เพื่อเป็นการยืนยันถึงเจตนารมณ์และความมุ่งมั่นในการพัฒนาประชากรจากรากฐานของชีวิตตามนโยบายอนามัยการเจริญพันธุ์ในปี ๒๕๔๐ ให้

  1. ลงทะเบียน
  2. หลักการ
  3. ปัญหาและสาเหตุฯ
  4. ความจำเป็นที่ต้องตรากฎหมายฯ
  5. สาระสำคัญ
  6. ประเด็นความคิดเห็น

    กฎหมายมหาชน คือ กฎหมายที่บัญญัติให้อำนาจและหน้าที่แก่รัฐ แก่หน่วยงานของรัฐ แก่เจ้าหน้าที่ของรัฐ และแก่ประชาชน ในการบริหาร การปกครองประเทศ และการบริการสาธารณะ ซึ่งหลักการ สำคัญของกฎหมายมหาชนนอกจากจะบัญญัติให้อำนาจและหน้าที่แก่หน่วยงานของรัฐหรือเจ้าหน้าที่ดังที่กล่าวมาแล้ว การใช้อำนาจหน้าที่ที่กฎหมายบัญญัติยังสามารถควบคุมตรวจสอบได้ ตามหลักเกณฑ์และกระบวนการของกฎหมายมหาชน

    กฎหมายมหาชน คือ กฎหมายที่บัญญัติให้อำนาจและหน้าที่แก่รัฐ แก่หน่วยงานของรัฐ แก่เจ้าหน้าที่ของรัฐ และแก่ประชาชน ในการบริหาร การปกครองประเทศ และการบริการสาธารณะ ซึ่งหลักการ สำคัญของกฎหมายมหาชนนอกจากจะบัญญัติให้อำนาจและหน้าที่แก่หน่วยงานของรัฐหรือเจ้าหน้าที่ดังที่กล่าวมาแล้ว การใช้อำนาจหน้าที่ที่กฎหมายบัญญัติยังสามารถควบคุมตรวจสอบได้ ตามหลักเกณฑ์และกระบวนการของกฎหมายมหาชน

    กฎหมายมหาชน คือ กฎหมายที่บัญญัติให้อำนาจและหน้าที่แก่รัฐ แก่หน่วยงานของรัฐ แก่เจ้าหน้าที่ของรัฐ และแก่ประชาชน ในการบริหาร การปกครองประเทศ และการบริการสาธารณะ ซึ่งหลักการ สำคัญของกฎหมายมหาชนนอกจากจะบัญญัติให้อำนาจและหน้าที่แก่หน่วยงานของรัฐหรือเจ้าหน้าที่ดังที่กล่าวมาแล้ว การใช้อำนาจหน้าที่ที่กฎหมายบัญญัติยังสามารถควบคุมตรวจสอบได้ ตามหลักเกณฑ์และกระบวนการของกฎหมายมหาชน

    กรุณากรอกข้อมูลพื้นฐานเพื่อประโยชน์และจัดทำรายงานสำหรับการรับฟังความคิดเห็น

    รายละเอียดบัญชีผู้ใช้งาน
    *
    *
    *
    *
    *
    *
    รายละเอียดส่วนตัว
    ช่องที่ทำสัญลักษณ์ดอกจัน (*) จำเป็นต้องกรอก
    บันทึกหลักการและเหตุผล
    ประกอบร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองอนามัยการเจริญพันธุ์ พ.ศ. ....
    หลักการ

    ให้มีกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองอนามัยการเจริญพันธุ์
    เหตุผล
    โดยที่ผ่านมา ปัญหาด้านอนามัยการเจริญพันธุ์ได้ทวีความรุนแรงมากขึ้น และมีขอบเขตกว้างขวาง
    ทั่วทั้งประเทศ ปัญหาดังกล่าว ได้แก่ การมีเพศสัมพันธ์ที่ไม่ปลอดภัย การล่วงละเมิดทางเพศ การตั้งครรภ์ที่ไม่พร้อม การแท้งที่ไม่ปลอดภัย การทอดทิ้งหรือการทำร้ายทารก อนามัยวัยรุ่น การแพร่ระบาดของ
    โรคเอดส์ การติดเชื้อทางเพศสัมพันธ์ มะเร็งของระบบอวัยวะสืบพันธุ์ และปัญหาสุขภาพในวัยทองและวัยสูงอายุ ปัญหาเหล่านี้เป็นปัญหาทางสาธารณสุขที่มีความเชื่อมโยงกับมิติทางเศรษฐกิจ สังคมและวัฒนธรรม ทั้งยังเกี่ยวพันกับการให้การคุ้มครองสิทธิอนามัยการเจริญพันธุ์ของประชาชน ซึ่งปัจจุบันยังไม่มีมาตรการทางกฎหมายที่คุ้มครองสิทธิดังกล่าว ดังนั้น เพื่อเป็นการยืนยันถึงเจตนารมณ์และความมุ่งมั่นในการพัฒนาประชากรจากรากฐานของชีวิตตามนโยบายอนามัยการเจริญพันธุ์ในปี ๒๕๔๐ ให้ “ คนไทยทุกคนทั้งชาย หญิง ทุกกลุ่มอายุ จะต้องมีอนามัยการเจริญพันธุ์ที่ดี” รวมทั้งให้สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ. ๒๕๔๙ และบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัติสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๕๐ มาตรา ๖ ที่บัญญัติให้ “สุขภาพของหญิงในด้านสุขภาพทางเพศและสุขภาพของระบบเจริญพันธุ์ซึ่งมีความจำเพาะ ซับซ้อนและมีอิทธิพลต่อสุขภาพหญิงตลอดช่วงชีวิต ต้องได้รับการสร้างเสริม และคุ้มครองอย่างสอดคล้องและเหมาะสม” นอกจากนี้ยังเป็นไปตามข้อตกลงระหว่างประเทศ ซึ่งประเทศไทยได้ลงนามให้สัตยาบันและรับหลักการเพื่อดำเนินงานด้านอนามัยการเจริญพันธุ์ ได้แก่ การลงนามรับรองเป้าหมายการพัฒนาแห่งสหัสวรรษขององค์การสหประชาชาติเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๔๓ การลงนามในอนุสัญญาว่าด้วยการขจัดการเลือกปฏิบัติต่อสตรีทุกรูปแบบ (Convention on the Elimination of All Forms of Discrimination Against Women-CEDAW) การประชุมระหว่างประเทศเรื่องประชากรกับการพัฒนา เมื่อปีพ.ศ. ๒๕๓๗ และพ.ศ. ๒๕๔๗ รวมทั้งการประชุมสตรีโลกที่กรุงปักกิ่ง ปี พ.ศ. ๒๕๓๘
    ดังนั้น จึงควรมีกฎหมายด้านอนามัยการเจริญพันธุ์ เพื่อกำหนดหลักการ ทิศทาง มาตรการ เครื่องมือ และเงื่อนไขสำคัญ ของระบบสุขภาพที่จะช่วยส่งเสริม ป้องกันโรคและแก้ไขปัญหาอนามัยการเจริญพันธุ์ได้อย่างเหมาะสม สอดคล้องกับสภาพปัญหาที่เปลี่ยนแปลงไป จึงจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้






    โครงสร้างของกฎหมายประกอบด้วย
    อารัมภบท
    หมวด ๑ ส่วนที่ ๑ บททั่วไป
    ส่วนที่ ๒ การคุ้มครองสิทธิและการให้บริการด้านอนามัยการเจริญพันธุ์
    ส่วนที่ ๓ คณะกรรมการอนามัยการเจริญพันธุ์
    หมวด ๒ ข้อมูลข่าวสารอนามัยการเจริญพันธุ์และเพศศึกษา
    หมวด ๓ สุขภาพทางเพศ
    หมวด ๔ การวางแผนครอบครัว
    หมวด ๕ การตั้งครรภ์และการคลอด
    หมวด ๖ ครอบครัวและการเลี้ยงดูบุตร
    หมวด ๗ สุขภาพวัยทองและผู้สูงอายุ
    หมวด ๘ เทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์


    • หมวด ๑ ส่วนที่ ๑ บททั่วไป
    • ประกอบด้วยนิยาม ผู้รักษาการตามพระราชบัญญัติฯ อำนาจในการออกกฎกระทรวง หรือประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี และวันใช้บังคับ
    • ส่วนที่ ๒
    • การคุ้มครองสิทธิและการให้บริการด้านอนามัยการเจริญพันธุ์ ประกอบด้วยสิทธิของบุคคล หน้าที่ของรัฐ และหน้าที่ของผู้ให้บริการด้านอนามัยการเจริญพันธุ์
    • ส่วนที่ ๓ คณะกรรมการอนามัยการเจริญพันธุ์ ประกอบด้วย
    • - องค์ประกอบ อำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการฯ หลักเกณฑ์ในการประชุม
      - อำนาจในการแต่งตั้งคณะอนุกรรมการหรือคณะทำงาน
      - วาระและการพ้นจากตำแหน่งของผู้ทรงคุณวุฒิ การแต่งตั้งคณะกรรมการสรรหาผู้ทรงคุณวุฒิ
    • หมวด ๒ ข้อมูลข่าวสารอนามัยการเจริญพันธุ์และเพศศึกษา ประกอบด้วย
    • - สิทธิของบุคคลในการได้รับข้อมูลข่าวสาร
      - หน้าที่ของรัฐในการจัดการเรียนการสอน การส่งเสริมสื่อที่มีคุณภาพ การผลิต/พัฒนาครูหรือบุคลากรที่ให้คำปรึกษาด้านอนามัยการเจริญพันธุ์
      - มาตรฐานของหลักสูตร
    • หมวด ๓ สุขภาพทางเพศ ประกอบด้วย
    • - หน้าที่ของรัฐในการคุ้มครองและป้องกันปัญหาความรุนแรงทางเพศ
      - หน้าที่ของผู้ให้บริการบำบัดรักษาหรือให้คำปรึกษาด้านสุขภาพทางเพศ
    • หมวด ๔ การวางแผนครอบครัว ประกอบด้วย
    • - หน้าที่ของรัฐในการให้คำปรึกษาและบริการการวางแผนครอบครัว
      - คุณสมบัติและหลักปฏิบัติของผู้ให้บริการในการให้คำปรึกษาการวางแผนครอบครัว
    • หมวด ๕ การตั้งครรภ์และการคลอด ประกอบด้วย
    • - การให้บริการสำหรับผู้ตั้งครรภ์ที่ไม่พร้อม
      - สิทธิของหญิงตั้งครรภ์ในการได้รับบริการทางการแพทย์ สิทธิของหญิงตั้งครรภ์ที่ติดเชื้อ
      เอชไอวี
      - หน้าที่ของรัฐในการส่งเสริมให้สามีมีส่วนร่วมในการดูแลภรรยาและบุตร รวมทั้งส่งเสริมนายจ้างหรือผู้บังคับบัญชาของหญิงตั้งครรภ์
      - หน้าที่ของรัฐในการช่วยเหลือหญิงตั้งครรภ์ที่ไม่สามารถช่วยเหลือตนเองและไม่สามารถเลี้ยงดูบุตร รวมทั้งการดูแลหญิงตั้งครรภ์ที่ถูกควบคุมตัวในเรือนจำหรือทัณฑ์สถาน
    • หมวด ๖ ครอบครัวและการเลี้ยงดูบุตร ประกอบด้วย
    • - หน้าที่ของรัฐในการส่งเสริมให้ครอบครัวเข้มแข็งและมีคุณภาพ การปลูกฝังค่านิยมเรื่องความเสมอภาคและเท่าเทียมทางเพศให้ครอบครัวและสังคม
      - หน้าที่ของรัฐในการให้ข้อมูลข่าวสารและความรู้ด้านการครองเรือน การเลี้ยงดูบุตร
      - หน้าที่ของรัฐในการส่งเสริมการให้บริการให้คำปรึกษาที่ได้มาตรฐาน
      - สิทธิของเด็กในการได้รับความคุ้มครองจากครอบครัวหรือสถาบันทางสังคม
      -สิทธิของคู่สมรสหรือบุคคลในครอบครัวในการได้รับความคุ้มครองจากการกระทำรุนแรงหรือการปฏิบัติไม่เป็นธรรมจากคู่สมรสหรือบุคคลในครอบครัว
    • หมวด ๗ สุขภาพวัยทองและผู้สูงอายุ ประกอบด้วย
    • - หน้าที่ของรัฐในการให้ข้อมูลข่าวสารด้านวัยทองและผู้สูงอายุ การจัดให้มีบริการวัยทองและผู้สูงอายุ การจัดหาบุคลากรทางการแพทย์ เพื่อให้บริการด้านวัยทองและผู้สูงอายุ และการจัดสถานที่และอุปกรณ์ในการออกกำลังกายและพักผ่อนหย่อนใจ
      - สิทธิของบุคคลในการได้รับบริการด้านวัยทองและผู้สูงอายุ
    • หมวด ๘ เทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ ประกอบด้วย
    • - หน้าที่ของรัฐในการส่งเสริมการจัดบริการให้คำปรึกษาและรักษาผู้มีบุตรยาก
      - หลักเกณฑ์ของการให้บริการด้านเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์
      -สิทธิของบุคคลในการได้รับการคุ้มครองในการเข้าร่วมโครงการวิจัยหรือทดลองเกี่ยวกับอนามัยการเจริญพันธุ์
  • ความเห็นในภาพรวมของร่างพรบ. อนามัยการเจริญพันธุ์ เป็นอย่างไร
  • เนื้อหาที่เขียนในร่างพรบ อนามัยการเจริญพันธุ์ แสดงให้เห็นกลไกที่ชัดเจน ที่จะนำไปสู่การคุ้มครองประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม หรือไม่ ควรเพิ่มเติมในส่วนใดบ้าง
  • มาตรา 16 17 นอกจากรัฐแล้วท่านคิดว่าเพียงพอต่อสถานการณ์อนามัยการเจริญพันธ์ในปัจจุบัน หรือไม่ หรือน่าจะเป็นความรับผิดชอบของใครอีก
  • กล่าวถึงสิทธิของบุคคลในการได้รับข่าวสาร อย่างทั่วถึง ท่านคิดว่ามาตรานี้มีผลดี หรือผลเสียอย่างไรบ้าง
    • มาตรา ๑
    • มาตรา ๑ พระราชบัญญัตินี้เรียกว่า พระราชบัญญัติคุ้มครองอนามัยการเจริญพันธุ์
      พ.ศ. ....
    • มาตรา ๒
    • มาตรา ๒ พระราชบัญญัตินี้ให้ใช้บังคับเมื่อพ้นกำหนดหนึ่งร้อยแปดสิบวันนับตั้งแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป
    • มาตรา ๓
    • มาตรา ๓ ในพระราชบัญญัตินี้
      คณะกรรมการ หมายความว่า คณะกรรมการคุ้มครองอนามัยการเจริญพันธุ์แห่งชาติ
      อนามัยการเจริญพันธุ์ หมายความว่า ภาวะสุขภาพของมนุษย์ อันเป็นผลสัมฤทธิ์ที่เกิดจาก กระบวนการและการทำหน้าที่ของระบบการเจริญพันธุ์ที่สมบูรณ์ แต่ละช่วงชีวิต
      สุขภาพทางเพศ หมายความว่า การมีสุขภาพด้านเพศที่ดีทั้ง กาย ใจ และสังคม ซึ่งไม่ใช่แค่การไม่มีโรค หรือปราศจากความทุพพลภาพเท่านั้น สุขภาพทางเพศจะดีได้ต้องมีความคิดเชิงบวกต่อความสัมพันธ์ทางเพศ และมีความเคารพต่อวิถี ทางเพศที่แตกต่าง นอกจากนี้ สุขภาพทางเพศ ยังครอบคลุมถึงการมีประสบการณ์ทางเพศที่ปลอดภัยและมีความพึงพอใจ ปราศจากการบังคับ การเลือกปฏิบัติและความรุนแรง
      เพศภาวะ (Gender) หมายความว่า ภาวะความเป็นหญิงชายที่ถูกกำหนดโดยปัจจัยแวดล้อมและสังคมวัฒนธรรมในช่วงเวลาหนึ่ง ๆ
      วิถีชีวิตทางเพศ (Sexuality) หมายความว่า การประพฤติปฏิบัติหรือการมีปฏิสัมพันธ์เกี่ยวกับเรื่องเพศในช่วงชีวิตของบุคคล
      สิทธิทางเพศ หมายความว่า สิทธิของบุคคลที่ถูกระบุไว้แล้วในกฎหมายและข้อตกลงต่าง ๆ ทั้งในระดับประเทศและนานาชาติ เป็นสิทธิของคนทุกคนที่ต้องได้รับโดยไม่ถูกเลือกปฏิบัติ ไม่มีการบังคับ และไม่มีความรุนแรงในเรื่องต่อไปนี้ คือ การได้รับบริการด้านสุขภาพทางเพศและอนามัยการเจริญพันธุ์ที่มีมาตรฐาน การได้รับข้อมูลที่ถูกต้องเกี่ยวกับวิถีชีวิตทางเพศ การได้รับการให้การศึกษาเรื่องวีถีชีวิตทางเพศ การควบคุมเนื้อตัวร่างกายของตนเอง การเลือกคู่ครอง การสมัครใจมีความสัมพันธ์ทางเพศ การสมัครใจแต่งงาน การตัดสินใจว่าจะมีบุตรหรือไม่และมีเมื่อใด การมีชีวิตด้านเพศที่พึงใจและปลอดภัย
      ความรุนแรงทางเพศ หมายความว่า การกระทำใด ๆ เกี่ยวกับเพศ วิถีชีวิตทางเพศจนเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่ร่างกาย จิตใจ ชื่อเสียงเกียรติคุณ การดูหมิ่นเหยียดหยาม การกีดกันทางเพศ การกีดกันทางสังคม รวมถึงการเลือกปฏิบัติอันไม่เป็นธรรม
      เพศศึกษา หมายความว่า กระบวนการเรียนรู้แต่ละช่วงวัยเกี่ยวกับทัศนคติ ความรู้และพฤติกรรม เรื่องเพศ เพศภาวะและวิถีชีวิตทางเพศ เพื่อก่อให้เกิดความรับผิดชอบและความสัมพันธ์อันดีระหว่างเพศ
      การวางแผนครอบครัว หมายความว่า การวางแผนเตรียมตัวก่อนการสมรส หรือการที่คู่สมรสตัดสินใจร่วมกันในการมีบุตร จำนวนบุตร ความถี่ในการมีบุตรตลอดจนความสามารถในการอบรมเลี้ยงดูบุตรให้เจริญเติบโตและมีพัฒนาการทั้งด้านร่างกาย จิตใจ และสังคม
      การคุมกำเนิด หมายความว่า การป้องกันการปฏิสนธิระหว่างเชื้ออสุจิและไข่ หรือป้องกันการฝังตัวของตัวอ่อนในโพรงมดลูก
      วัยทอง หมายความว่า บุคคลที่เข้าสู่วัยที่ระดับฮอร์โมนเพศเริ่มลดลงยังผลให้เกิดความเปลี่ยนแปลงทางร่างกาย อารมณ์และจิตใจ
      คู่สมรส หมายความว่า บุคคลที่อยู่กินฉันท์สามีภรรยากันไม่ว่าจะจดทะเบียนสมรสหรือไม่
      ครอบครัว หมายความว่า สถาบันพื้นฐานของสังคมที่ประกอบด้วยสามี ภรรยา รวมถึงบุตร หรือรวมถึงบุคคลที่มีความเกี่ยวพันทางสายโลหิตหรือทางสังคม ที่อาศัยอยู่ในครัวเรือนเดียวกัน และให้หมายรวมถึงบุคคลที่เลี้ยงดูบุตรเพียงลำพังตนเอง
      เทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ หมายความว่า การปฏิสนธิโดยอาศัยเทคโนโลยีช่วยการ
      เจริญพันธุ์ทางการแพทย์อันมิใช่การปฏิสนธิที่เกิดจากการร่วมประเวณีตามธรรมชาติ
      การยุติการตั้งครรภ์ หมายความว่า การทำให้การตั้งครรภ์สิ้นสุดลง
      ผู้ให้บริการ หมายความว่า บุคลากรด้านสาธารณสุขตามกฎหมายว่าด้วยสุขภาพแห่งชาติ และบุคลากรอื่นที่มีคุณสมบัติ ได้มาตรฐานตามที่คณะกรรมการประกาศกำหนด ที่ให้บริการและการปรึกษาด้านอนามัยการเจริญพันธุ์ทั้งด้านการป้องกัน ส่งเสริม บำบัดรักษาและฟื้นฟู
      ผู้ให้การปรึกษา หมายความว่า บุคคลที่มีความรู้ความสามารถในการให้การปรึกษาด้านอนามัยการเจริญพันธุ์
    • มาตรา ๔
    • ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขรักษาการตามพระราชบัญญัตินี้และให้มีอำนาจออกกฎกระทรวงหรือประกาศเพื่อปฏิบัติตามพระราชบัญญัตินี้
      กฎกระทรวงหรือประกาศสำนักนายกรัฐมนตรีเมื่อประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้วให้ใช้บังคับได้
    • มาตรา ๕
    • บุคคลย่อมมีสิทธิเข้าถึงและได้รับบริการแบบผสมผสานทั้งการส่งเสริม ป้องกัน รักษา และฟื้นฟู ด้านอนามัยการเจริญพันธุ์ สุขภาพทางเพศ เทคโนโลยีด้านอนามัยการเจริญพันธุ์ เทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ โดยปราศจากการบังคับหรือเลือกปฏิบัติไม่ว่าด้วยเหตุ ถิ่นกำเนิด เชื้อชาติ ภาษา เพศ อายุ สุขภาพทางร่างกายและจิตใจ สถานะบุคคล ฐานะทางเศรษฐกิจ หรือสังคม ความเชื่อทางศาสนา การศึกษาอบรม หรือวัฒนธรรมของผู้รับบริการ ทั้งนี้ โดยเคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์อย่างเสมอภาค
    • มาตรา ๖
    • รัฐต้องส่งเสริมและสนับสนุนให้หน่วยงานภาครัฐและเอกชนให้บริการด้านอนามัยการเจริญพันธุ์อย่างทั่วถึง ได้มาตรฐานและมีคุณภาพ โดยคำนึงถึงประโยชน์สูงสุดของผู้รับบริการ
    • มาตรา ๗
    • ผู้ให้บริการด้านอนามัยการเจริญพันธุ์พึงปฏิบัติและตระหนักในสิ่งต่อไปนี้
      (๑) ให้ข้อมูลอย่างถูกต้อง ครบถ้วนและเพียงพอแก่ผู้รับบริการถึงวิธีการและขั้นตอนการบริการหรือการบำบัดรักษา ด้านสุขภาพและอนามัยการเจริญพันธุ์ตลอดจนผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น
      (๒) ต้องให้ผู้รับบริการมีทางเลือกและตัดสินใจอย่างอิสระปราศจากการชักจูงโน้มน้าว
      (๓) ในการให้บริการต้องได้รับความยินยอมจากผู้รับบริการ เว้นแต่ผู้รับบริการอยู่ในภาวะที่เสี่ยงอันตรายถึงชีวิตและมีความจำเป็นต้องให้ความช่วยเหลือเป็นการรีบด่วน
      (๔) ผู้ให้บริการพึงตระหนักถึงเพศภาวะและความเป็นส่วนตัวไม่ก่อให้ผู้รับบริการเกิดความ
      อับอาย
      (๕) ข้อมูลส่วนตัวหรือประวัติการบำบัดรักษาด้านสุขภาพและอนามัยการเจริญพันธุ์ของผู้รับบริการต้องเก็บรักษาเป็นความลับ
    • มาตรา ๘
    • ให้มีคณะกรรมการคณะหนึ่ง เรียกว่า คณะกรรมการคุ้มครองอนามัยการเจริญพันธุ์ ประกอบด้วย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขเป็นประธานกรรมการ ปลัดกระทรวงสาธารณสุข เป็นรองประธานกรรมการคนที่หนึ่ง ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ปลัดกระทรวงวัฒนธรรม เลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ เลขาธิการคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น นายกสมาคมสื่อสารมวลชนแห่งประเทศไทยหรือผู้แทน เป็นกรรมการ กับกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิด้านอนามัยการเจริญพันธุ์ ด้านพัฒนาสตรีด้านละสองคน และด้านกฎหมาย ด้านสังคมศาสตร์ ด้านสังคมสงเคราะห์ และ ด้านการศึกษาอีกด้านละหนึ่งคน และ ผู้แทนองค์กรภาคเอกชนที่มีบทบาทด้านในงานด้านอนามัยการเจริญพันธุ์อีกจำนวนสามคน ทั้งนี้กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิและผู้แทนองค์กรเอกชน ถูกคัดเลือกโดยคณะกรรมการสรรหาและแต่งตั้งโดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข
      ให้คณะกรรมการคัดเลือกกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิจำนวนหนึ่งคนเป็นรองประธานคนที่สอง
      ให้อธิบดีกรมอนามัยเป็นกรรมการและเลขานุการ
    • มาตรา ๙
    • กรรมการผู้ทรงวุฒิตามมาตรา ๘ อยู่ในตำแหน่งคราวละสามปี กรรมการซึ่งพ้นจากตำแหน่งตามวาระอาจได้รับแต่งตั้งอีกได้แต่ไม่เกินกว่าสองวาระติดต่อกัน
      ในกรณีที่กรรมการผู้ทรงวุฒิดำรงตำแหน่งครบวาระแล้วแต่ยังมิได้มีการแต่งตั้งกรรมการผู้ทรงวุฒิขึ้นใหม่ ให้กรรมการผู้ทรงวุฒิที่พ้นจากตำแหน่งตามวาระปฏิบัติหน้าที่ไปพลางก่อน
    • มาตรา ๑๐
    • นอกจากการพ้นจากตำแหน่งตามวาระตาม มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง กรรมการผู้ทรงวุฒิตามมาตรา ๘ พ้นจากตำแหน่งเมื่อ
      (๑) ตาย
      (๒) ลาออก
      (๓) เป็นบุคคลล้มละลาย
      (๔) เป็นคนไร้ความสามารถหรือศาลสั่งให้เป็นคนเสมือนไร้ความสามารถ
      (๕) พ้นจากการเป็นผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรม ผู้ประกอบโรคศิลปะ ผู้ประกอบวิชาชีพ
      (๖) ถูกให้ออก ปลดออกหรือไล่ออกจากราชการในกรณีกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิเป็นเจ้าพนักงานของรัฐ
      (๗) ขาดการประชุมติดต่อกันสามครั้งโดยไม่มีเหตุอันสมควร
      (๘) ได้รับโทษจำคุกโดยคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก เว้นแต่เป็นโทษสำหรับความผิดที่ได้กระทำโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ
      ในกรณีที่กรรมการผู้ทรงวุฒิพ้นจากตำแหน่งก่อนครบวาระให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขแต่งตั้งบุคคลซึ่งมี คุณสมบัติและภายใต้เงื่อนไข มาตรา ๘ เป็นกรรมการแทนและให้กรรมการผู้ทรงวุฒิซึ่งได้รับแต่งตั้งแทนอยู่ในตำแหน่งเท่ากับวาระที่เหลืออยู่ของกรรมการซึ่งตนแทน แต่ถ้าวาระการดำรงตำแหน่งของกรรมการผู้ทรงวุฒิเหลือไม่ถึงเก้าสิบวันจะไม่แต่งตั้งแทนก็ได้
    • มาตรา ๑๑
    • ต้องจัดให้มีการประชุมคณะกรรมการอย่างน้อยปีละ ๒ ครั้ง การประชุมคณะกรรมการต้องมีกรรมการมาร่วมประชุมไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนกรรมการทั้งหมดจึงจะเป็นองค์ประชุม
      ถ้าประธานกรรมการไม่มาประชุมหรือไม่อยู่ในที่ประชุมให้รองประธานกรรมการเป็นประธานในที่ประชุมตามลำดับ หากรองประธานไม่มาประชุมหรือไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ได้ให้กรรมการซึ่งมาประชุมเลือกกรรมการคนหนึ่งเป็นประธานในที่ประชุมครั้งนั้น
      การวินิจฉัยชี้ขาดของที่ประชุมให้ถือเสียงข้างมาก กรรมการคนหนึ่งให้มีเสียงหนึ่งเสียงในการลงคะแนน ถ้าคะแนนเสียงเท่ากันให้ประธานในที่ประชุมออกเสียงเพิ่มอีกเสียงหนึ่งเป็นเสียงชี้ขาด
    • มาตรา ๑๒
    • คณะกรรมการมีอำนาจและหน้าที่ ดังต่อไปนี้
      (๑) เสนอความเห็นต่อคณะรัฐมนตรีเพื่อการกำหนดยุทธศาสตร์ และนโยบาย การส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิด้านอนามัยการเจริญพันธุ์แห่งชาติ
      (๒) จัดทำและพัฒนาแผนงานหลัก และมาตรการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิด้านอนามัยการเจริญพันธุ์สำหรับประชาชนแบบบูรณาการ ตามบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัตินี้ พร้อมกำหนดงบประมาณและหน่วยงานของรัฐที่ต้องรับผิดชอบดำเนินการ เสนอต่อคณะรัฐมนตรีเพื่อให้ความเห็นชอบ
      (๓) ให้การปรึกษา แนะนำ ส่งเสริมพัฒนา สนับสนุน ประสานงาน และติดตามประเมินผลการดำเนินงานด้านอนามัยการเจริญพันธุ์ การเผยแพร่และสื่อด้านเพศศึกษาและอนามัยการเจริญพันธุ์ ของหน่วยงานภาครัฐและเอกชน เพื่อให้เกิดผลสัมฤทธิ์ตามแผนงานหลัก
      (๔) เสนอความเห็นต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขในการออกกฎกระทรวง หรือประกาศกระทรวงตามพระราชบัญญัตินี้ รวมทั้งเสนอความเห็นในการปรับปรุงแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิด้านอนามัยการเจริญพันธุ์
      (๕) กำหนดมาตรฐาน หลักเกณฑ์ วิธีการ เกี่ยวกับการให้บริการส่งเสริม ป้องกัน บำบัดรักษาและฟื้นฟู การอนามัยการเจริญพันธุ์ ตามบทแห่งพระราชบัญญัตินี้ และกฎหมายอื่นที่ให้อำนาจไว้
      (๖) ดำเนินการอื่นใดที่เกี่ยวกับการคุ้มครองสิทธิด้านอนามัยการเจริญพันธุ์ตามพระราชบัญญัตินี้ และกฎหมายอื่นที่ให้อำนาจไว้ หรือตามที่คณะรัฐมนตรีมอบหมาย
    • มาตรา ๑๓
    • คณะกรรมการมีอำนาจแต่งตั้งคณะอนุกรรมการด้านต่างๆ เช่น ด้านกำหนดมาตรฐานวิชาการ ด้านติดตามประเมินผล ด้านประชาสัมพันธ์ และด้านอื่นๆ ตามความเหมาะสม เพื่อให้ปฏิบัติตาม
      ที่คณะกรรมการมอบหมาย ทั้งนี้ ให้แต่งตั้งได้คณะละไม่เกินกว่า ๙ คน
      ให้นำบทบัญญัติ มาตรา ๑๑ มาใช้บังคับกับการประชุมของคณะอนุกรรมการหรือคณะทำงานโดยอนุโลม
      ในการปฏิบัติหน้าที่ตามพระราชบัญญัตินี้ให้กรรมการ อนุกรรมการและคณะทำงานเป็นเจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญา
    • มาตรา ๑๔
    • ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขแต่งตั้งคณะกรรมการสรรหา จำนวนไม่เกินเจ็ดคน ทำหน้าที่คัดเลือกกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิตาม มาตรา ๘ หลักเกณฑ์การประชุมของคณะกรรมการสรรหาให้นำมาตรา ๑๑ มาใช้บังคับโดยอนุโลม
      ให้คณะกรรมการสรรหา จัดทำและประกาศหลักเกณฑ์วิธีการสรรหา และดำเนินการสรรหากรรมการผู้ทรงคุณวุฒิให้แล้วเสร็จภายในหกสิบวันนับแต่วันคำสั่งแต่งตั้งมีผล
    • มาตรา ๑๕
    • บุคคลย่อมมีสิทธิได้รับข้อมูลข่าวสารอย่างทั่วถึงในด้านอนามัยการเจริญพันธุ์และเพศศึกษา ที่ถูกต้องเหมาะสมกับวิถีชีวิตทางเพศและวัยทั้งต้องสอดคล้องกับวัฒนธรรมประเพณีและ
      ความเชื่อแห่งตน
      ข้อมูลข่าวสารด้านอนามัยการเจริญพันธุ์หรือเพศศึกษาต้องไม่เป็นการส่งเสริมหรือยั่วยุหรือขัดต่อศีลธรรมอันดีของประชาชน
    • มาตรา ๑๖
    • รัฐต้องจัดให้มีการเรียนการสอน และเผยแพร่ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการอนามัย
      เจริญพันธุ์และเพศศึกษาในสถานศึกษา และสถาบันทางสังคม อย่างต่อเนื่อง และเหมาะสมกับเพศ วัยและวัฒนธรรม
      รัฐต้องส่งเสริมสนับสนุน ให้มีการเรียนรู้และเผยแพร่ความรู้ความเข้าใจด้านอนามัยการเจริญพันธุ์และเพศศึกษาในครอบครัว ชุมชน สถาบัน สถานประกอบการ และสังคมอย่างต่อเนื่องและเหมาะสมกับ
      เพศ วัย และวัฒนธรรม
    • มาตรา ๑๗
    • รัฐต้องกำหนดมาตรการเชิงส่งเสริมและสร้างสรรค์ให้เกิดการผลิตและเผยแพร่สื่อที่มีคุณภาพ สามารถสื่อสารข้อมูลอนามัยการเจริญพันธุ์และเพศศึกษาโดยครอบคลุมถึงสิทธิทางเพศ เพศภาวะ เพื่อก่อให้เกิดความรับผิดชอบและความสัมพันธ์อันดีระหว่างเพศ
    • มาตรา ๑๘
    • รัฐต้องส่งเสริมให้มีการผลิตครู หรือพัฒนาครู หรือบุคลากรให้การปรึกษาด้านอนามัยการเจริญพันธุ์และเพศศึกษาให้มีคุณภาพและได้มาตรฐาน ทั้งต้องมีทัศนคติเรื่องเพศอย่างถูกต้อง และให้มีจำนวนอย่างเพียงพอและทั่วถึง โดยสามารถสื่อและสอนกลุ่มเป้าหมายในสถานศึกษาหรือสถาบันทางสังคมอย่างเหมาะสมกับเพศและช่วงวัยของผู้เรียน
    • มาตรา ๑๙
    • รัฐต้องส่งเสริมให้มีหลักสูตรการเรียนการสอนด้านอนามัยการเจริญพันธุ์และเพศศึกษาให้ได้มาตรฐานและสอดคล้องกับความหลากหลายทางวัฒนธรรมและความต้องการของกลุ่มเป้าหมายที่แตกต่างกันทั้งเพศและวัย โดยคำนึงถึงเพศภาวะ ความรับผิดชอบและความสัมพันธ์อันดีระหว่างเพศ
    • มาตรา ๒๐
    • รัฐต้องส่งเสริมและสนับสนุนให้ประชาชนมีสุขภาพทางเพศที่ดีอย่างทั่วถึงและ
      มีคุณภาพ ประชาชนสามารถเข้าถึงบริการด้านอนามัยการเจริญพันธุ์ได้สะดวกและเหมาะสม
      ภายใต้สวัสดิการด้านสุขภาพ หน่วยงานภาครัฐหรือเอกชนต้องจัดบริการให้การปรึกษาการป้องกัน ส่งเสริม บำบัดรักษา และฟื้นฟู ด้านสุขภาพทางเพศที่หลากหลายและที่มีลักษณะเฉพาะกลุ่ม รวมถึงวัยรุ่น ผู้ตั้งครรภ์ไม่พร้อม คู่สมรส ผู้มีบุตรยาก ผู้สูงอายุ ผู้ติดเชื้อเอช ไอ วี ผู้มีวิถีชีวิตทางเพศที่แตกต่าง หรือผู้ถูกกระทำรุนแรงทางเพศ
      รัฐต้องมีมาตรการให้ความคุ้มครองและป้องกันปัญหาความรุนแรงทางเพศทุกรูปแบบโดยดำเนินการอย่างจริงจัง ต่อเนื่องแบบบูรณาการ ส่งเสริมให้มีชุมชนปลอดภัยจากความรุนแรงทางเพศ เฝ้าระวังและรณรงค์เผยแพร่ข้อมูลข่าวสารผ่านสื่อทุกแขนงเพื่อสร้างจิตสำนึกและมีส่วนร่วมในการป้องกันและแก้ไขปัญหา
    • มาตรา ๒๑
    • รัฐต้องส่งเสริมให้มีการพัฒนาผู้ให้บริการด้านอนามัยการเจริญพันธุ์และสุขภาพ
      ทางเพศให้มีความสามารถและทักษะเฉพาะด้านในการให้บริการบำบัดรักษา และพัฒนาบุคลากรให้การปรึกษาด้านอนามัยการเจริญพันธุ์และสุขภาพทางเพศแก่ประชาชนอย่างเพียงพอและมีคุณภาพ
    • มาตรา ๒๒
    • ผู้ให้บริการบำบัดรักษาหรือให้การปรึกษาด้านสุขภาพทางเพศหรือโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ต้องคำนึงถึงเพศ วัย และความเป็นส่วนตัวของผู้รับบริการ จัดให้มีการส่งต่อที่เหมาะสม ทั้ง
      ต้องไม่เลือกปฏิบัติหรือกีดกันผู้มีวิถีชีวิตทางเพศที่แตกต่าง
    • มาตรา ๒๓
    • รัฐต้องจัดให้มีบริการให้การปรึกษาและบริการการวางแผนครอบครัวและการคุมกำเนิดแก่ประชาชนอย่างทั่วถึง มีคุณภาพและได้มาตรฐาน
      การวางแผนครอบครัวและการคุมกำเนิดครอบคลุมถึง การให้ข้อมูล ข่าวสารที่ถูกต้องและเหมาะสมและสอดคล้องกับกลุ่มเป้าหมายที่มีความหลากหลายทางวัฒนธรรมและความเชื่อ
    • มาตรา ๒๔
    • รัฐต้องส่งเสริมสนับสนุนให้หน่วยงานทั้งภาครัฐหรือเอกชนให้มีความพร้อมในการให้บริการด้านวางแผนครอบครัวให้สอดคล้องกับความต้องการและความจำเป็นของผู้รับบริการ
    • มาตรา ๒๕
    • ผู้ให้บริการหรือผู้ให้การปรึกษาด้านการวางแผนครอบครัวหรือการคุมกำเนิด ต้องตระหนักถึงความสมัครใจและตามความประสงค์ของผู้รับบริการ
      หญิงต้องมีสิทธิและมีส่วนร่วมในการตัดสินใจในการวางแผนครอบครัวได้โดยอิสระ
      ชายต้องได้รับการส่งเสริมให้มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการวางแผนครอบครัวและการคุมกำเนิด รวมถึงการสนับสนุนให้ชายเป็นผู้คุมกำเนิดมากขึ้น ตลอดจนการมีเพศสัมพันธ์ที่ปลอดภัย
    • มาตรา ๒๖
    • ผู้ให้บริการการวางแผนครอบครัวและการคุมกำเนิดต้องยึดหลัก ดังนี้
      (๑) การให้บริการต้องเป็นไปอย่างเสมอภาคไม่คำนึงถึงอายุ เพศ เชื้อชาติ ศาสนา หรือสภาวะทุพลภาพ
      (๒) การให้บริการต้องได้คุณภาพตามมาตรฐานสากล
      (๓) ให้ผู้รับบริการต้องมีทางเลือกในการใช้วิธีคุมกำเนิด และต้องเป็นผู้ตัดสินใจเลือกวิธีการคุมกำเนิดสำหรับตนเองภายหลังได้รับข้อมูลที่ถูกต้องรอบด้าน
    • มาตรา ๒๗
    • การคุมกำเนิดจะกระทำได้เมื่อผู้รับบริการให้ความยินยอมเท่านั้น
      บุคคลที่ไม่อยู่ในสภาวะที่จะตัดสินใจให้ความยินยอมได้ ให้อยู่ภายใต้การพิจารณาของผู้ปกครองหรือผู้ดูแล โดยได้รับการปรึกษาอย่างถูกต้องรอบด้านแล้ว
    • มาตรา ๒๘
    • ในกรณีหญิงตั้งครรภ์โดยไม่พร้อม แต่ประสงค์ หรือจำเป็นให้การตั้งครรภ์ดำเนินต่อไป รัฐต้องจัดให้มีหรือสนับสนุนให้มีการดูแลและฟื้นฟูสุขภาพร่างกายและจิตใจในสถานที่ที่เหมาะสมทั้งระหว่างตั้งครรภ์ คลอด และหลังคลอดอย่างต่อเนื่อง หากหญิงนั้นอยู่ระหว่างศึกษา ให้มีสิทธิได้ศึกษาต่อ หรือกลับมาศึกษาต่อได้
    • มาตรา ๒๙
    • รัฐต้องส่งเสริมมาตรการให้นายจ้างหรือผู้บังคับบัญชาของหญิงตั้งครรภ์ จะต้องไม่ใช้หรือมอบหมายงานที่ไม่เหมาะสมกับสรีระหรือสุขภาพอนามัยของหญิงที่ตั้งครรภ์หรืออาจเป็นอันตราย
      ต่อสุขภาพของทารกในครรภ์
      ในกรณีมีภาวะแทรกซ้อนต่อการตั้งครรภ์หรือผลกระทบใดจากการปฏิบัติงานที่อาจก่อให้เกิดผลเสีย หรือเมื่อมีความเห็นของแพทย์มาแสดงประกอบ นายจ้างหรือผู้บังคับบัญชาต้องยินยอมให้
      หญิงดังกล่าวหยุดพักงานได้โดยไม่ถูกหักค่าจ้างหรือค่าตอบแทนหรือสิทธิประโยชน์ใด ๆ โดยไม่เป็นธรรม
    • มาตรา ๓๐
    • กรณีหญิงตั้งครรภ์ที่ติดเชื้อเอช ไอ วี ให้หญิงนั้นมีสิทธิได้รับยาป้องกันหรือยาต้านไวรัส อย่างต่อเนื่องจากรัฐ รวมทั้งมีมาตรการการดูแลทารกที่เหมาะสมด้วย
    • มาตรา ๓๑
    • กรณีหญิงตั้งครรภ์อยู่ในภาวะไม่สามารถช่วยเหลือตนเองหรือไม่สามารถเลี้ยงดูบุตรด้วยตนเองได้ รัฐต้องจัดให้มีหน่วยงานของรัฐหรือสนับสนุนภาคเอกชนในการให้ความช่วยเหลืออย่างเหมาะสม
    • มาตรา ๓๒
    • หญิงตั้งครรภ์มีสิทธิได้รับบริการทางการแพทย์ที่จำเป็นในทุกขั้นตอนเริ่มตั้งแต่ตั้งครรภ์จนคลอด ภายใต้ระบบสวัสดิการด้านสุขภาพ
      หญิงตั้งครรภ์และคู่สมรสมีสิทธิได้รับข้อมูลข่าวสารความรู้เกี่ยวกับการตั้งครรภ์ตั้งแต่การเตรียมความพร้อมก่อนตั้งครรภ์ ระหว่างตั้งครรภ์ และการคลอดจากผู้ให้บริการทางการแพทย์
    • มาตรา ๓๓
    • รัฐต้องส่งเสริมมาตรการให้สามีมีส่วนร่วมในการดูแลภรรยาและบุตรระหว่างการตั้งครรภ์ การคลอด หลังคลอด และระยะให้นมบุตร
      รัฐต้องมีมาตรการในการส่งเสริมและสนับสนุนให้มารดาสามารถเลี้ยงบุตรด้วยน้ำนมมารดารวมทั้งมีกระบวนการส่งเสริมการมีส่วนร่วมของสามี
    • มาตรา ๓๔
    • การยุติการตั้งครรภ์จะกระทำได้เมื่อจำเป็นต้องกระทำเนื่องจากสุขภาพทางกายหรือจิตใจของหญิงนั้น หรือเมื่อหญิงมีครรภ์เนื่องจากการกระทำความผิดอาญาตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๒๗๖ มาตรา ๒๗๗ มาตรา ๒๘๒ มาตรา ๒๘๓ หรือ มาตรา ๒๘๔ หรือเมื่อจำเป็นต้องกระทำเนื่องจากสุขภาพของทารกในครรภ์ และต้องกระทำโดยผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรม ทั้งนี้ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ เงื่อนไขและวิธีการ ที่กำหนดในข้อบังคับแพทยสภาว่าด้วยหลักเกณฑ์การปฏิบัติเกี่ยวกับการยุติการตั้งครรภ์ทางการแพทย์
    • มาตรา ๓๕
    • รัฐต้องจัดให้มีการดูแลหญิงตั้งครรภ์ที่ถูกควบคุมตัวในเรือนจำหรือทัณฑ์สถาน ด้านร่างกายและจิตใจแก่หญิงนั้นทั้งก่อนคลอด ระหว่างคลอดและหลังคลอดอย่างเหมาะสม รวมทั้งเมื่อคลอดแล้วต้องจัดให้มีการดูแลทารกเพื่อให้ได้รับการพัฒนาด้านร่างกาย จิตใจ อารมณ์และสติปัญญาอย่างเหมาะสม
    • มาตรา ๓๖
    • รัฐต้องส่งเสริมมาตรการให้ครอบครัวมีความเข้มแข็งและมีคุณภาพเพื่อให้สามารถเลี้ยงดู พัฒนาและปกป้องคุ้มครองบุตร ให้มีความเจริญเติบโตทั้งร่างกาย จิตใจ อารมณ์และสังคม จัดบริการให้การปรึกษาแก่ครอบครัวอย่างทั่วถึงและมีคุณภาพ โดยเฉพาะคู่สมรสที่เริ่มครอบครัวใหม่
      ในกรณีครอบครัวไม่สามารถเลี้ยงดูบุตรได้ไม่ว่าด้วยสาเหตุใด หรือให้การเลี้ยงดูโดยมิชอบหรือกระทำทารุณกรรมต่อบุตร รัฐจะต้องให้การช่วยเหลือสงเคราะห์แก่ครอบครัวโดยเร่งด่วนหรือจัดหาครอบครัวทดแทน ที่เหมาะสมให้แก่เด็กเป็นการชั่วคราวก่อน
      กรณีที่บิดามารดาติดเชื้อเอช ไอ วี รัฐต้องให้ความดูแลเลี้ยงดูบุตรนั้นด้วย
    • มาตรา ๓๗
    • เด็กจำต้องได้รับการปกป้องคุ้มครองจากครอบครัวหรือสถาบันทางสังคมโดยปราศจากการเลือกปฏิบัติ เด็กต้องไม่ถูกใช้เป็นแรงงานที่ไม่เหมาะสมหรือผิดกฎหมาย หรือถูกใช้เป็นเครื่องมือในการแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบไม่ว่าเด็กนั้นจะยินยอมหรือไม่ก็ตาม
      เด็กที่พิการไม่ว่าทางร่างกาย จิตใจ หรือสติปัญญา หรือเด็กกำพร้าถูกทอดทิ้งรัฐจำต้องให้ความคุ้มครองและพัฒนาศักยภาพอย่างเหมาะสมกับเพศและวัยของเด็กแต่ละคน
    • มาตรา ๓๘
    • สมรสหรือบุคคลในครอบครัวถูกกระทำรุนแรงหรือได้รับการปฏิบัติ
      อันไม่เป็นธรรมจากคู่สมรสหรือบุคคลในครอบครัว มีสิทธิโดยอิสระที่จะขอให้ศาลออกคำสั่งคุ้มครองสวัสดิภาพและได้รับการสงเคราะห์ช่วยเหลือในเบื้องต้นจากหน่วยงานภาครัฐหรือเอกชน การแทรกแซงด้วยวิธีการกระบวนการทางอาญาโดยเจ้าพนักงานของรัฐให้เป็นทางเลือกสุดท้ายและด้วยความยินยอมของคู่สมรสหรือบุคคลในครอบครัวที่ได้รับผลกระทบจากความรุนแรงหรือการปฏิบัติอันไม่เป็นธรรมนั้น ทั้งนี้ เพื่อไม่ให้สมาชิกในครอบครัวได้รับผลกระทบเกี่ยวกับภาวะความเป็นอยู่โดยเฉพาะครอบครัวที่มี
      บุตรผู้เยาว์ซึ่งต้องพึ่งพิงคู่สมรสหรือบุคคลในครอบครัวที่ก่อเหตุรุนแรงในการดำรงชีพ
    • มาตรา ๓๙
    • รัฐต้องจัดให้มีข้อมูลข่าวสาร ข้อความรู้เกี่ยวกับการครองเรือน การเลี้ยงดูบุตร รวมทั้งจัดให้มีบริการให้การปรึกษาครอบครัว ครอบครัวบำบัดอย่างมีคุณภาพได้มาตรฐานเพียงพอและทั่วถึง
      รัฐต้องมีมาตรการส่งเสริมให้มีการเลี้ยงดูและปลูกฝังค่านิยมให้เกิดขึ้นในระดับครอบครัวและสังคม ในเรื่องความเสมอภาคทางเพศไม่ว่าจะเป็นด้านการศึกษา อาชีพ สวัสดิการทางสังคม การตัดสินใจและการเลือกที่จะดำรงชีวิตของบุคคล
    • มาตรา ๔๐
    • รัฐต้องส่งเสริมให้หน่วยงานภาครัฐและเอกชน สถานพยาบาล และสถานศึกษา โดยเฉพาะสถานบริการในระดับชุมชน จัดให้มีบุคลากรให้การปรึกษาแก่เด็ก วัยรุ่น ครอบครัวหรือคู่สมรสใหม่เกี่ยวกับเพศศึกษาและอนามัยการเจริญพันธุ์อย่างมีคุณภาพ ได้มาตรฐานเพียงพอและทั่วถึง
      รัฐต้องส่งเสริมให้เด็กและครอบครัวทำกิจกรรมร่วมกันในเชิงสร้างสรรค์
    • มาตรา ๔๑
    • รัฐต้องให้ข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับวัยทองและผู้สูงอายุแก่ประชาชนทั่วไปเพื่อเตรียมความพร้อม ทั้งนี้ เพื่อให้มีความรู้ความเข้าใจในเรื่องสุขภาพอนามัย สิทธิพึงมีพึงได้อย่างชัดเจนและใส่ใจดูแลรักษาสุขภาพอนามัยของตนเอง โดยมีมาตรการส่งเสริมให้สื่อแขนงต่าง ๆ เผยแพร่ข้อมูลด้านสุขภาพวัยทองและวัยสูงอายุอย่างสม่ำเสมอและต่อเนื่อง
    • มาตรา ๔๒
    • รัฐต้องจัดให้มีบริการคลินิกวัยทองและคลินิกผู้สูงอายุในสถานพยาบาลของรัฐ และกำหนดมาตรการส่งเสริมให้สถานพยาบาลเอกชนมีบทบาทในการให้บริการอย่างมีคุณภาพ มาตรฐานอย่างเพียงพอและทั่วถึง
    • มาตรา ๔๓
    • รัฐต้องจัดหาบุคลากรที่มีความรู้ความชำนาญในเรื่องการดูแลสุขภาพวัยทองและผู้สูงอายุอย่างเพียงพอ เพื่อการส่งเสริม ป้องกัน บำบัดรักษาและฟื้นฟู รวมทั้งการให้การปรึกษา และสวัสดิการต่าง ๆ ตามความจำเป็นของแต่ละบุคคล
    • มาตรา ๔๔
    • ภายใต้ระบบสวัสดิการด้านสุขภาพ ประชาชนทุกคนเมื่อเข้าสู่วัยทองและวัยสูงอายุ ย่อมมีสิทธิได้รับการส่งเสริม ป้องกัน บำบัดรักษาและฟื้นฟูสมรรถภาพอย่างเสมอภาคปราศจากการเลือกปฏิบัติและด้วยความสมัครใจ
    • มาตรา ๔๕
    • รัฐต้องจัดสถานที่และอุปกรณ์ที่เหมาะสม เพื่อการส่งเสริมการออกกำลังกาย และ
      การพักผ่อนหย่อนใจแก่ประชาชนวัยทองและวัยสูงอายุอย่างเพียงพอและทั่วถึง
    • มาตรา ๔๖
    • รัฐต้องส่งเสริมการศึกษา ค้นคว้า วิจัยและพัฒนาที่ได้มาตรฐานเพื่อให้บุคลากร
      ทางการแพทย์ทั้งภาครัฐและเอกชนสามารถให้บริการรักษาผู้มีบุตรยากได้อย่างเหมาะสม มีคุณภาพ และทั่วถึง
    • มาตรา ๔๗
    • การให้บริการด้านเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ให้เป็นไปตามกฎหมายว่าด้วยวิชาชีพ เวชกรรมและต้องอยู่ภายใต้หลักเกณฑ์ เงื่อนไข และวิธีการที่กำหนดในข้อบังคับ หรือประกาศของแพทยสภา
    • มาตรา ๔๘
    • บุคคลต้องได้รับการคุ้มครองในการเข้าร่วมโครงการวิจัยหรือการทดลองเกี่ยวกับอนามัยการเจริญพันธุ์ด้วยความสมัครใจ โดยได้รับข้อมูลที่ถูกต้องครบถ้วนเกี่ยวกับโครงการวิจัยหรือ
      การทดลองก่อนการตัดสินใจ และได้รับสิทธิในการคุ้มครองในการเข้าร่วมโครงการ
    • มาตรา ๔๙
    • ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขรักษาการตามพระราชบัญญัตินี้
         
      ข้อมูลส่วนบุคคล
         
      เพศ
      อายุ ปี
      อาชีพ
      รายได้ บาท
      จังหวัด
      E-mail