Facebook


การรับฟังความคิดเห็นต่อร่างพระราชบัญญัติเอกสิทธิ์และความคุ้มกันขององค์การระหว่างประเทศและผู้ที่เกี่ยวข้องกับการประชุมระหว่างประเทศในประเทศไทย พ.ศ. .... (อยู่ระหว่างการพิจารณาของคณะกรรมการกฤษฎีกา) (14-29 มิ.ย. 60)

วัน, วันที่ เดือน ปี ชม:นาที อ่าน 485 เวลา ปรับปรุงล่าสุดเมื่อ วัน, วันที่ เดือน ปี ชม:นาที ส่งออกข้อมูล XML ไฟล์

ข้อความ

  1. ลงทะเบียน
  2. หลักการ
  3. ปัญหาและสาเหตุฯ
  4. ความจำเป็นที่ต้องตรากฎหมายฯ
  5. สาระสำคัญ
  6. ประเด็นความคิดเห็น

    กฎหมายมหาชน คือ กฎหมายที่บัญญัติให้อำนาจและหน้าที่แก่รัฐ แก่หน่วยงานของรัฐ แก่เจ้าหน้าที่ของรัฐ และแก่ประชาชน ในการบริหาร การปกครองประเทศ และการบริการสาธารณะ ซึ่งหลักการ สำคัญของกฎหมายมหาชนนอกจากจะบัญญัติให้อำนาจและหน้าที่แก่หน่วยงานของรัฐหรือเจ้าหน้าที่ดังที่กล่าวมาแล้ว การใช้อำนาจหน้าที่ที่กฎหมายบัญญัติยังสามารถควบคุมตรวจสอบได้ ตามหลักเกณฑ์และกระบวนการของกฎหมายมหาชน

    กฎหมายมหาชน คือ กฎหมายที่บัญญัติให้อำนาจและหน้าที่แก่รัฐ แก่หน่วยงานของรัฐ แก่เจ้าหน้าที่ของรัฐ และแก่ประชาชน ในการบริหาร การปกครองประเทศ และการบริการสาธารณะ ซึ่งหลักการ สำคัญของกฎหมายมหาชนนอกจากจะบัญญัติให้อำนาจและหน้าที่แก่หน่วยงานของรัฐหรือเจ้าหน้าที่ดังที่กล่าวมาแล้ว การใช้อำนาจหน้าที่ที่กฎหมายบัญญัติยังสามารถควบคุมตรวจสอบได้ ตามหลักเกณฑ์และกระบวนการของกฎหมายมหาชน

    กฎหมายมหาชน คือ กฎหมายที่บัญญัติให้อำนาจและหน้าที่แก่รัฐ แก่หน่วยงานของรัฐ แก่เจ้าหน้าที่ของรัฐ และแก่ประชาชน ในการบริหาร การปกครองประเทศ และการบริการสาธารณะ ซึ่งหลักการ สำคัญของกฎหมายมหาชนนอกจากจะบัญญัติให้อำนาจและหน้าที่แก่หน่วยงานของรัฐหรือเจ้าหน้าที่ดังที่กล่าวมาแล้ว การใช้อำนาจหน้าที่ที่กฎหมายบัญญัติยังสามารถควบคุมตรวจสอบได้ ตามหลักเกณฑ์และกระบวนการของกฎหมายมหาชน

    กรุณากรอกข้อมูลพื้นฐานเพื่อประโยชน์และจัดทำรายงานสำหรับการรับฟังความคิดเห็น

    รายละเอียดบัญชีผู้ใช้งาน
    *
    *
    *
    *
    *
    *
    รายละเอียดส่วนตัว
    ช่องที่ทำสัญลักษณ์ดอกจัน (*) จำเป็นต้องกรอก

    หลักการ


     


    ให้มีกฎหมายคุ้มครองการดำเนินงานขององค์การระหว่างประเทศและการประชุมระหว่างประเทศในประเทศไทย


     


    เหตุผล


     


    โดยที่ประเทศไทยมีแนวนโยบายในการเป็นศูนย์กลางที่ตั้งสำนักงานและการดำเนินงานขององค์การระหว่างประเทศ รวมทั้งการจัดการประชุมระหว่างประเทศ สมควรมีกฎหมายคุ้มครองการดำเนินงานขององค์การระหว่างประเทศและการประชุมระหว่างประเทศในประเทศไทย เพื่อรองรับสถานะทางกฎหมายขององค์การระหว่างประเทศ และให้เอกสิทธิ์และความคุ้มกันการดำเนินงานขององค์การระหว่างประเทศและการประชุมระหว่างประเทศ ซึ่งจะช่วยให้เกิดประสิทธิภาพในการดำเนินงานขององค์การระหว่างประเทศในประเทศไทย รวมทั้งเพื่อเสริมสร้างความเชื่อมั่นและบทบาทของประเทศไทยในวงการระหว่างประเทศ จึงจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้


     


     


     



    สภาพปัญหาและสาเหตุของปัญหา


    ประเทศไทยมีพระราชบัญญัติคุ้มครองการดำเนินงานของสหประชาชาติและทบวงการชำนัญพิเศษในประเทศไทย พ.ศ. ๒๕๐๔ เป็นกฎหมายรองรับสถานะและการให้เอกสิทธิ์และความคุ้มกันแก่สหประชาชาติและทบวงการชำนัญพิเศษเท่านั้น แต่สำหรับองค์การระหว่างประเทศอื่น ๆ ที่ไม่ใช่องค์การในกรอบสหประชาชาติ จะต้องออกกฎหมายรองรับสำหรับแต่ละองค์การเป็นรายกรณีไปซึ่งใช้เวลานานและไม่เอื้อต่อการที่องค์การระหว่างประเทศจะตัดสินใจเลือกให้ประเทศไทยเป็นที่ตั้งของสำนักงานในภูมิภาคหรือสถานที่จัดการประชุมระหว่างประเทศ 


     



    • ความจำเป็นที่ต้องตรากฎหมายขึ้น
    • ปัจจุบัน มีองค์การระหว่างประเทศจำนวนมากประสงค์ที่จะเข้ามาจัดตั้งสำนักงาน ดำเนินงานหรือ จัดประชุมในประเทศไทย การมีกฎหมายกลางในเรื่องนี้โดยเร็วจะช่วยให้ไทยสามารถให้นิติฐานะและเอกสิทธิ์และความคุ้มกันแก่องค์การระหว่างประเทศอันเป็นปัจจัยสำคัญในการจัดตั้งสำนักงานการดำเนินงาน และการจัดประชุมในประเทศไทยได้อย่างทันท่วงที ซึ่งจะนำไปสู่การเสริมสร้างความเชื่อมั่นและบทบาทของประเทศไทยในด้านเศรษฐกิจ การค้าและการท่องเที่ยว นอกจากนี้ การมีกฎหมายกลางในเรื่องนี้ สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของรัฐบาลที่จะให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางในภูมิภาคขององค์การระหว่างประเทศ รวมถึงการเป็นศูนย์กลางด้านอื่น ๆ เช่น การค้าการลงทุน การแพทย์ การบิน สำนักงานภูมิภาคของบริษัทข้ามชาติ การเงิน การบริการ และด้านการเมือง ความมั่นคง ศูนย์กลางการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยี เป็นต้น อีกทั้งจะช่วยส่งเสริมการดำเนินนโยบายการต่างประเทศของไทย

  • หลักการอันเป็นสาระสำคัญของกฎหมายที่จะตราขึ้น
  •  


    ๑จัดโครงสร้างเป็นหมวดหมู่ตามกิจกรรมขององค์การระหว่างประเทศในประเทศไทย กล่าวคือ


           (๑) การจัดตั้งสำนักงานในประเทศไทย 


           (๒) การดำเนินงานในประเทศไทย 


           (๓) การจัดการประชุมระหว่างประเทศในประเทศไทย 


    ๒      ประเภทขององค์การระหว่างประเทศที่จะได้รับเอกสิทธิ์และความคุ้มกัน ได้แก่ (๑) องค์การระหว่างประเทศระดับรัฐบาล และ (๒) องค์การระหว่างประเทศกึ่งรัฐบาล 


    ๓      กรอบของเอกสิทธิ์และความคุ้มกันขององค์การระหว่างประเทศและบุคลากรขององค์การระหว่างประเทศที่ไทยอาจพิจารณาให้แก่องค์การระหว่างประเทศแต่ละราย ได้แก่ (๑) ความคุ้มกันจากการดำเนินการตามกฎหมาย  (๒) ความละเมิดมิได้ของสถานที่และบรรณสาร (๓) การค้น การริบ การยึด การอายัด หรือการเวนคืน สำหรับทรัพย์สิน (๔) การยกเว้นภาษีทางตรง  (๕) การยกเว้นอากรศุลกากรและข้อห้ามข้อกำกัดว่าด้วยการนำเข้าและส่งออก เป็นต้น ทั้งนี้ กรอบ ดังกล่าวได้ประมวลมาจากพระราชบัญญัติคุ้มครองการดำเนินงานของสหประชาชาติและทบวงการชำนัญพิเศษในประเทศไทย พ.ศ. ๒๕๐๔ ซึ่งเป็นกฎหมายกลางรองรับสถานะและการให้เอกสิทธิ์และความคุ้มกัน แก่สหประชาชาติและทบวงการชำนัญพิเศษ 


     

    • ประเด็นที่จะรับฟังความคิดเห็น
    • ๑ หลักการที่สำคัญของร่างพระราชบัญญัติฯ 


             (๑) การให้เอกสิทธิ์และความคุ้มกันฯ จะเป็นไปเท่าที่จำเป็นแก่การปฏิบัติงานขององค์การระหว่างประเทศหรือการประชุมระหว่างประเทศนั้น โดยคำนึงถึงพันธกรณีของประเทศไทยตามกฎหมายระหว่างประเทศและแนวปฏิบัติของนานาประเทศ


             (๒) องค์การระหว่างประเทศ บุคลากรขององค์การระหว่างประเทศ และผู้เข้าร่วมการประชุมระหว่างประเทศ ซึ่งได้รับเอกสิทธิ์และความคุ้มกันตามพระราชบัญญัตินี้ มีหน้าที่จะต้องเคารพและปฏิบัติตามกฎหมายของประเทศไทย


             (๓) ในกรณีที่องค์การระหว่างประเทศ การประชุมระหว่างประเทศ บุคลากรขององค์การระหว่างประเทศ หรือผู้เข้าร่วมการประชุมระหว่างประเทศนั้น ใช้เอกสิทธิ์หรือความคุ้มกันโดยมิชอบหรือกระทบต่อความมั่นคงของประเทศ หรือในกรณีที่การใช้ความคุ้มกันเป็นการขัดขวางกระบวนการยุติธรรม  คณะรัฐมนตรีมีอำนาจระงับหรือเพิกถอนเอกสิทธิ์หรือความคุ้มกันที่ได้ให้ไปแล้ว 


             (๔) องค์การระหว่างประเทศใดที่มีกฎหมายกำหนดให้เอกสิทธิ์และความคุ้มกันไว้แล้ว ให้องค์การระหว่างประเทศนั้นยังคงได้รับเอกสิทธิ์และความคุ้มกันตามที่กำหนดในกฎหมายดังกล่าว


            ทั้งนี้ องค์การระหว่างประเทศและการประชุมระหว่างประเทศที่จะได้รับเอกสิทธิ์และความคุ้มกันในพระราชบัญญัตินี้จะต้องได้รับความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรีก่อน ทั้งนี้ เอกสิทธิ์และความคุ้มกันที่องค์การระหว่างประเทศและการประชุมระหว่างประเทศจะได้รับให้เป็นไปตามที่กำหนดในพระราชกฤษฎีกาในกรณีที่เป็นองค์การระหว่างประเทศ หรือตามที่กำหนดในประกาศในกรณีที่เป็นการประชุมระหว่างประเทศ                                


      ๒ ขอบเขตของเอกสิทธิ์และความคุ้มกัน


          ๒.๑ ผู้ที่จะได้รับเอกสิทธิ์และความคุ้มกัน


                (๑) องค์การระหว่างประเทศระดับรัฐบาลและบุคลากร 


                (๒) องค์การระหว่างประเทศกึ่งรัฐบาลและบุคลากร 


                (๓) ผู้จัดและผู้เข้าร่วมการประชุมระหว่างประเทศ


           ๒.๒ เอกสิทธิ์และความคุ้มกันที่อาจได้รับ


                (๑)องค์การระหว่างประเทศระดับรัฐบาล หมายถึง องค์การที่มีรัฐหรือองค์การระหว่างประเทศระดับรัฐบาลเป็นสมาชิกเท่านั้น และจัดตั้งขึ้นโดยหนังสือสัญญา ความตกลง หรือการกระทำรูปแบบอื่นใดภายใต้กฎหมายระหว่างประเทศ และให้หมายความรวมถึงกลุ่มความร่วมมือระหว่างประเทศระดับรัฐบาล องค์กรภายในองค์การดังกล่าว รวมทั้งองค์กรที่จัดตั้งขึ้นโดยมติของรัฐสมาชิกขององค์การดังกล่าวหรือโดยหนังสือสัญญาระหว่างรัฐสมาชิกของหนังสือสัญญานั้น โดยกรอบของเอกสิทธิ์และความคุ้มกันที่อาจพิจารณาให้ ได้แก่


                     (๑) ความคุ้มกันจากการดำเนินการตามกฎหมาย 


                     (๒) ความละเมิดมิได้ของสถานที่และบรรณสาร 


                     (๓) การค้น การริบ การยึด การอายัด หรือการเวนคืน สำหรับทรัพย์สิน 


                     (๔) การยกเว้นภาษีทางตรงขององค์การ  


                     (๕) การยกเว้นอากรศุลกากรและข้อห้ามข้อกำกัดว่าด้วยการนำเข้าและส่งออก 


                     (๖) การยกเว้นอากรศุลกากรและข้อห้ามข้อกำกัดว่าด้วยการนำเข้าและส่งออกสิ่งพิมพ์ 


                     (๗) การยกเว้นจากการควบคุมหรือข้อกำกัดด้านการเงินและการแลกเปลี่ยนเงินตรา และ


                     (๘) การอำนวยความสะดวกเกี่ยวกับการติดต่อสื่อสาร


                (๒) องค์การระหว่างประเทศกึ่งรัฐบาล หมายถึง องค์การมี่มีสมาชิกส่วนหนึ่งเป็นรัฐหรือองค์การระหว่างประเทศระดับรัฐบาล และสมาชิกอีกส่วนหนึ่งที่มิใช่รัฐหรือองค์การระหว่างประเทศระดับรัฐบาล และให้หมายความรวมถึงคณะกรรมการการชาดระหว่างประเทศและสภาเสี้ยววงเดือนแดงระหว่างประเทศด้วย โดยกรอบของเอกสิทธิ์และความคุ้มกันที่อาจพิจารณาให้ ได้แก่ 


                    (๑) ความคุ้มกันจากการดำเนินการตามกฎหมายเกี่ยวกับถ้อยคำด้วยวาจาหรือเป็นลายลักษณ์อักษร 


                    (๒) การยกเว้นภาษีรายได้ขององค์การเท่าที่จำเป็น 


                    (๓) การยกเว้นอากรศุลกากรและข้อห้ามข้อกำกัดว่าด้วยการนำเข้าและส่งออกสำหรับสิ่งของ และ


                    (๔) การยกเว้นอากรศุลกากรและข้อห้ามข้อกำกัดว่าด้วยการนำเข้าและส่งออกสิ่งพิมพ์ 


               (๓) ผู้จัดและผู้เข้าร่วมการประชุมระหว่างประเทศได้รับเอกสิทธิ์และความคุ้มกันตามขอบเขตที่กำหนดไว้ ได้แก่ ผู้จัดการประชุมระหว่างประเทศจะได้รับเอกสิทธิ์และความคุ้มกันในระหว่างที่มีการจัดประชุมระหว่างประเทศในประเทศไทย ได้แก่ 


                    (๑) ความละเมิดมิได้ของสถานที่ ทรัพย์สิน สินทรัพย์ และบรรณสาร 


                    (๒) การยกเว้นอากรศุลกากรและข้อห้ามหรือข้อกำกัดเกี่ยวกับการนำเข้าและส่งออกสิ่งของ 


                    (๓) การยกเว้นอากรศุลกากร และข้อห้ามหรือข้อกำกัดเกี่ยวกับการนำเข้าและส่งออก สิ่งพิมพ์สำหรับการประชุม ในขณะที่ผู้เข้าร่วมการประชุมระหว่างประเทศอาจได้รับเอกสิทธิ์และความคุ้มกัน ได้แก่ 


                    (๑)  ความคุ้มกันจากการถูกดำเนินการตามกระบวนการทางกฎหมายเกี่ยวกับถ้อยคำด้วยวาจาหรือที่เป็นลายลักษณ์อักษร และการกระทำทั้งปวงที่ได้กระทำในตำแหน่งหน้าที่เป็นทางการ 


                    (๒)  ความละเมิดมิได้ของบรรณสาร 


                    (๓)  การอำนวยความสะดวกในการแลกเปลี่ยนเงินเช่นเดียวกับที่ให้แก่ผู้แทนของรัฐบาลต่างประเทศ   


                    (๔)  การยกเว้นจากข้อจำกัดเกี่ยวกับการเข้าเมืองและการจดทะเบียนคนต่างด้าว  


       

         
      ข้อมูลส่วนบุคคล
         
      เพศ
      อายุ ปี
      อาชีพ
      รายได้ บาท
      จังหวัด
      E-mail
         

     


23 ความคิดเห็น

  • ลิงค์ความคิดเห็น niya kitnithi วันที่/เดือน/ปี - ชม:นาที โพสต์โดย niya kitnithi

    เห็นด้วยกับการมีพรบ เนื่่องจากประเทศอื่นก็มี ดังนั้นประเทศไทยก็ควรจะมีด้วย และในอนาคตอาจมีองค์กรต่างๆเข้ามาในประเทศเยอะขึ้น

  • ลิงค์ความคิดเห็น จินห์จุฑา มโนธรรม วันที่/เดือน/ปี - ชม:นาที โพสต์โดย จินห์จุฑา มโนธรรม

    หาก พ.ร.บ. นี้จะช่วยส่งเสริมให้องค์การระหว่างประเทศเข้ามาตั้งสำนักงานในประเทศไทย ก็จะเป็นประโยชน์ทั้งในมิติของการเมืองระหว่างประเทศ และส่งเสริมเศรษฐกิจไทยและทำให้ไทยเป็นที่รู้จักของชาวต่างชาติในอีกบทบาทหนึ่งที่สร้างสรรค์

  • ลิงค์ความคิดเห็น Tee วันที่/เดือน/ปี - ชม:นาที โพสต์โดย Tee

    1. พรบ.นี้จะเป็นก้าวที่สำคัญในการส่งเสริมนโยบายให้ประเทศไทยเป็น hub ของศูนย์กลางระหว่างประเทศ หลักการกฎหมายดีและสอดคล้องกับแนวปฏิบัติระหว่างประเทศ มีการเพิ่มประเภทองค์กรระหว่างประเทศกึ่งรัฐบาลเข้าไปซึ่งจะรอบรับแนวโน้มในอนาคต

    อย่างไรก็ดี สิ่งสำคัญคือ คือจะบังคับใช้กฎหมายนี้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประเทศได้อย่างไร และไม่ใช้อำนาจในการเพิกถอนเอกสิทธิ์โดยไร้เหตุผล

    2. กฎหมายฉบับนี้เป็นเพัยงหนึ่งในเครื่องมือที่ส่งเสริมนโยบายนี้เท่านั้น ซึ่งจะต้องใช้ประกอบกับนโยบายอื่น ๆ ไปด้วย หากไทยเป็นเจนีวาแห่งเอเชียจริง ประเทศไทยและคนไทยก็จะได้ประโยชน์อย่างมาก ในแง่เศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม