Facebook


ร่างพระราชบัญญัติการบริหารจัดการระบบตั๋วร่วม พ.ศ. .... (เปิดรับฟังความคิดเห็น 24 กรกฎาคม - 7 สิงหาคม 2560)

วัน, วันที่ เดือน ปี ชม:นาที อ่าน 3688 เวลา ปรับปรุงล่าสุดเมื่อ วัน, วันที่ เดือน ปี ชม:นาที ส่งออกข้อมูล XML ไฟล์

- ร่าง -

พระราชบัญญัติ

 การบริหารจัดการระบบตั๋วร่วม

 พ.ศ. ....

 

                       

 

 

..........................................

 

                                           ..........................................

 

..........................................

 

 

 

.................................................................................................................

 

...................................

 

 

 

 

โดยที่เป็นการสมควรมีกฎหมายว่าด้วยการบริหารจัดการระบบตั๋วร่วม

พระราชบัญญัตินี้มีบทบัญญัติบางประการเกี่ยวกับการจำกัดสิทธิหรือเสรีภาพของบุคคล ซึ่งมาตรา ๒๖ ประกอบกับมาตรา ๓๗ และมาตรา ๔๐ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยบัญญัติให้กระทำได้ โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย

 

พระราชบัญญัตินี้มีสาระสำคัญเกี่ยวกับการกำหนดให้การประกอบกิจการเป็นบริษัทบริหารจัดการระบบตั๋วร่วมต้องได้รับใบอนุญาตและกำหนดให้ผู้ให้บริการภาคขนส่งที่จำเป็นต้องใช้ระบบตั๋วร่วมหรือที่มีความพร้อมจะใช้ระบบตั๋วร่วมต้องถูกบังคับให้ใช้ระบบตั๋วร่วม ซึ่งมีความจำเป็นต้องจำกัดสิทธิหรือเสรีภาพของบุคคล เพื่อประโยชน์สาธารณะอันเกี่ยวกับความปลอดภัยและความมีประสิทธิภาพของการให้บริการในระบบขนส่งสาธารณะ ซึ่งการตราพระราชบัญญัตินี้ สอดคล้องกับเงื่อนไขที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๒๖ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยแล้ว

 

.................................................................................................................

 ...................................

 

 

มาตรา ๑  พระราชบัญญัตินี้เรียกว่า พระราชบัญญัติการบริหารจัดการระบบตั๋วร่วม พ.ศ. ....

 

มาตรา ๒  พระราชบัญญัตินี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป

มาตรา ๓  ในพระราชบัญญัตินี้

 

“ระบบตั๋วร่วม” หมายความว่า ระบบการชำระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์ผ่านตั๋วร่วม

 

                          “ตั๋วร่วม”          หมายความว่า รูปแบบการชำระค่าสินค้าหรือบริการทางอิเล็กทรอนิกส์โดยใช้มาตรฐานระบบตั๋วร่วม ไม่ว่าด้วยการใช้บัตรหรือสิ่งอื่นใดแทนการใช้บัตรก็ตาม

 

                           “ระบบขนส่ง”  หมายความว่า ระบบคมนาคมขนส่งสาธารณะและส่วนบุคคลทางถนน ทางราง ทางน้ำ หรือทางอากาศที่รองรับการชำระเงินผ่านระบบตั๋วร่วม

 

“ระบบนอกภาคขนส่ง” หมายความว่า ระบบที่รองรับการชำระเงินผ่านระบบตั๋วร่วมนอกเหนือจากระบบขนส่ง

                            “อัตราค่าโดยสารร่วม” หมายความว่า อัตราค่าโดยสารของระบบขนส่งซึ่งผู้ให้บริการภาคขนส่งตกลงร่วมกันในการคิดอัตราค่าโดยสารเมื่อเดินทางเชื่อมต่อระหว่างระบบขนส่งด้วยตั๋วร่วม

คณะกรรมการ หมายความว่า คณะกรรมการนโยบายระบบตั๋วร่วม  

กองทุน หมายความว่า กองทุนบริหารจัดการระบบตั๋วร่วม

สำนักงาน หมายความว่า สำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร

“บริษัท” หมายความว่า บริษัทจำกัดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ หรือบริษัทมหาชน

จำกัดตามกฎหมายว่าด้วยบริษัทมหาชนจำกัด

“บริษัทบริหารจัดการระบบตั๋วร่วม” หมายความว่า บริษัทที่ได้รับใบอนุญาตให้ประกอบกิจการในการบริหารจัดการและบำรุงรักษาระบบตั๋วร่วม และศูนย์บริหารจัดการรายได้กลาง

“ศูนย์บริหารจัดการรายได้กลาง” หมายความว่า ศูนย์รวมของระบบที่ทำหน้าที่ประมวลผล รับส่งข้อมูลการใช้งาน และคำนวณปริมาณการใช้งาน รวมทั้งจำนวนเงินการใช้งานของระบบตั๋วร่วมจากการทำธุรกรรมในระบบขนส่งและระบบนอกภาคขนส่ง เพื่อจัดสรรรายได้และหักบัญชี

“ผู้ให้บริการภาคขนส่ง” หมายความว่า ผู้ให้บริการระบบคมนาคมขนส่งทางถนน ทางราง ทางน้ำ หรือทางอากาศ

“ผู้ให้บริการนอกภาคขนส่ง” หมายความว่า ผู้ให้บริการซึ่งมิใช่ผู้ให้บริการระบบคมนาคมขนส่ง เช่น ผู้ประกอบกิจการค้าปลีก หรือสถาบันการเงิน

รัฐมนตรี หมายความว่า รัฐมนตรีผู้รักษาการตามพระราชบัญญัตินี้

มาตรา ๔  ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมรักษาการตามพระราชบัญญัตินี้ และให้มีอำนาจออกกฎกระทรวงและประกาศเพื่อปฏิบัติการตามพระราชบัญญัตินี้

 

กฎกระทรวงและประกาศนั้น เมื่อได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้ว ให้ใช้บังคับ

 

 

หมวด ๑ 

คณะกรรมการนโยบายระบบตั๋วร่วม 

 

                         

 

 

มาตรา ๕  ให้มีคณะกรรมการนโยบายระบบตั๋วร่วม ประกอบด้วย 

(๑) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เป็นประธานกรรมการ 

(๒) ปลัดกระทรวงคมนาคม เป็นรองประธานกรรมการ 

(๓) กรรมการโดยตำแหน่ง ได้แก่ เลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ เลขาธิการคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค อธิบดีกรมบัญชีกลาง อธิบดีกรมการขนส่งทางบก อธิบดีกรมการขนส่งทางราง อธิบดีกรมเจ้าท่า อธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ ผู้อำนวยการสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย และผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย  

(๔) กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวนไม่เกินเจ็ดคน ซึ่งรัฐมนตรีแต่งตั้งจากผู้ที่มีความรู้ ความสามารถ หรือประสบการณ์ด้านการเงิน การตลาด กฎหมาย เศรษฐศาสตร์ วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี วิศวกรรมศาสตร์ หรือด้านอื่นที่เกี่ยวข้องหรือเป็นประโยชน์ต่อระบบตั๋วร่วม

ให้ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร เป็นกรรมการและเลขานุการ และให้ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจรมอบหมายข้าราชการในสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจรจำนวนสองคน เป็นผู้ช่วยเลขานุการ 

มาตรา ๖  กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิตามมาตรา ๕ (๔) ต้องมีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้าม ดังต่อไปนี้ 

(๑) มีสัญชาติไทย 

(๒) มีอายุไม่ต่ำกว่าสามสิบห้าปี 

(๓) ไม่เป็นบุคคลล้มละลายหรือเคยเป็นบุคคลล้มละลายทุจริต 

(๔) ไม่เป็นคนไร้ความสามารถหรือคนเสมือนไร้ความสามารถ  

(๕) ไม่เคยได้รับโทษจำคุกโดยคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก เว้นแต่เป็นโทษสำหรับความผิดที่ได้กระทำโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ

(๖) ไม่เคยเป็นผู้ต้องคำพิพากษาหรือคำสั่งศาลให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดินเพราะร่ำรวยผิดปกติหรือมีทรัพย์สินเพิ่มขึ้นผิดปกติ

(๗)     ไม่เป็นผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง สมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น กรรมการหรือผู้ดำรงตำแหน่งที่รับผิดชอบในการบริหารพรรคการเมือง ที่ปรึกษาพรรคการเมือง หรือเจ้าหน้าที่พรรคการเมือง

 

มาตรา ๗  กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิตามมาตรา ๕ (๔) มีวาระการดำรงตำแหน่งคราวละสี่ปี

ในกรณีที่กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิพ้นจากตำแหน่งก่อนวาระหรือมีการแต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในระหว่างที่กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิที่แต่งตั้งไว้แล้วยังมีวาระอยู่ในตำแหน่ง ไม่ว่าจะเป็นการแต่งตั้งเพิ่มขึ้นหรือแต่งตั้งแทนตำแหน่งที่ว่าง ให้ผู้ได้รับแต่งตั้งนั้นอยู่ในตำแหน่งเท่ากับวาระที่เหลืออยู่ของกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิที่แต่งตั้งไว้แล้วนั้น  ทั้งนี้ ในกรณีการแต่งตั้งแทนตำแหน่งที่ว่าง หากวาระที่เหลืออยู่ไม่ถึงเก้าสิบวัน จะไม่แต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิแทนก็ได้

ในกรณีที่กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิพ้นจากตำแหน่งก่อนวาระ ให้คณะกรรมการประกอบด้วยกรรมการทั้งหมดเท่าที่มีอยู่จนกว่าจะมีการแต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิตามวรรคสอง

เมื่อครบกำหนดตามวาระในวรรคหนึ่ง หากยังมิได้มีการแต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิขึ้นใหม่ ให้กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งพ้นจากตำแหน่งตามวาระนั้นอยู่ในตำแหน่งต่อไปจนกว่ากรรมการผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งได้รับแต่งตั้งใหม่เข้ารับหน้าที่

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งพ้นจากตำแหน่งตามวาระ อาจได้รับแต่งตั้งอีกได้ แต่จะดำรงตำแหน่งติดต่อกันเกินสองวาระไม่ได้

 

 

มาตรา ๘  นอกจากการพ้นจากตำแหน่งตามวาระ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิตามมาตรา ๕ (๔) พ้นจากตำแหน่งเมื่อ

(๑) ตาย 

(๒) ลาออก  

(๓) รัฐมนตรีให้ออก เพราะบกพร่องต่อหน้าที่ มีความประพฤติเสื่อมเสีย หรือหย่อนความสามารถ 

(๔) ขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้ามอย่างหนึ่งอย่างใดตามมาตรา ๖ 

 

 

มาตรา ๙  คณะกรรมการมีอำนาจหน้าที่ ดังต่อไปนี้ 

(๑)  กำหนดนโยบายการบริหารจัดการระบบตั๋วร่วมการพัฒนาระบบตั๋วร่วมหรือการพัฒนาการบริหารจัดการระบบตั๋วร่วม รวมทั้งในกิจการที่เกี่ยวข้องหรือกิจการต่อเนื่อง

(๒) กำหนดแนวทางและระยะเวลาการดำเนินงานและระยะเวลาเข้าร่วมดำเนินงานในการบริหารจัดการระบบตั๋วร่วม ไม่ว่าจะเป็นการดำเนินงานของผู้ให้บริการภาคขนส่งรายเดิมหรือผู้ให้บริการภาคขนส่งรายใหม่ เพื่อให้เกิดการเชื่อมต่อระบบอย่างมีประสิทธิภาพ สอดคล้องกันทั้งระบบ และเป็นธรรมแก่ผู้ให้บริการภาคขนส่ง 

(๓)          ออกข้อบังคับในเรื่องดังต่อไปนี้

             (ก) มาตรฐานการบริหารจัดการระบบตั๋วร่วมและการบริหารจัดการรหัสระบบความปลอดภัย

         (ข) การเชื่อมต่อระบบตั๋วร่วมระหว่างศูนย์บริหารจัดการรายได้กลางกับผู้ให้บริการภาคขนส่งรายเดิมและผู้ให้บริการภาคขนส่งรายใหม่ 

          (ค) การกำหนดมาตรการ หลักเกณฑ์ เงื่อนไข และข้อกำหนดของระบบตั๋วร่วมเพื่อประโยชน์ในการใช้ตั๋วร่วมการบริหารจัดการระบบตั๋วร่วมในกิจการที่เกี่ยวข้องหรือกิจการต่อเนื่องของระบบตั๋วร่วม หรือประโยชน์อื่นใดที่เกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการระบบตั๋วร่วม 

          (ง)   การกำหนดโครงสร้างอัตราค่าโดยสารร่วม ค่าบริการ ค่าธรรมเนียม หรือประโยชน์อื่นใดในระบบตั๋วร่วมหรือการบริหารจัดการระบบตั๋วร่วม รวมทั้งในกิจการที่เกี่ยวข้องหรือกิจการต่อเนื่องกับระบบขนส่งหรือระบบตั๋วร่วม การกำหนดรูปแบบตั๋วร่วม หรือการกำหนดระบบการใช้ตั๋วร่วม  ทั้งนี้ เพื่อบูรณาการการบริหารจัดการระบบตั๋วร่วม 

         (จ)    การกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ ระยะเวลา และอัตราการส่งเงินเข้ากองทุนของบริษัทบริหารจัดการระบบตั๋วร่วมโดยหักจากรายได้ของกิจการตามมาตรา ๑๕ วรรคหนึ่ง (๑) หรือ (๒) หรือของผู้ให้บริการภาคขนส่งเอกชนรายใหม่เมื่อสัญญาสัมปทาน สัญญาร่วมงาน หรือสัญญาร่วมลงทุน แล้วแต่กรณี กำหนดให้ผู้ให้บริการภาคขนส่งเอกชนรายใหม่ในระบบตั๋วร่วมต้องส่งเงินเข้ากองทุน

        (ฉ) เรื่องอื่น ๆ ตามที่กำหนดไว้ในพระราชบัญญัตินี้

(๔) พิจารณาเสนอแนะมาตรการหรือแนวทางต่อคณะรัฐมนตรีในการสนับสนุนระบบขนส่งหรือการดำเนินงานของกองทุนให้มีประสิทธิภาพหรือให้การอุดหนุนประชาชนผู้ใช้บริการระบบขนส่ง 

(๕) มอบหมายสำนักงานหรือหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้องศึกษา วิจัย รวบรวมข้อมูลและวิเคราะห์เพื่อการกำหนดนโยบายหรือการพัฒนาตาม (๑) การกำหนดแนวทางตาม (๒) และการออกข้อบังคับตาม (๓) รวมทั้งการเสนอแนะมาตรการหรือแนวทางตาม (๔)

 

(๖) ปฏิบัติการอื่นใดตามที่กำหนดไว้ในพระราชบัญญัตินี้หรือตามที่คณะรัฐมนตรีมอบหมาย 

การออกข้อบังคับตาม (๓) ในเรื่องใดที่มีลักษณะใช้บังคับเป็นการทั่วไป เมื่อได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้ว ให้ใช้บังคับได้ 

การออกข้อบังคับตาม (๓) ในเรื่องใดที่มีกฎหมายเฉพาะกำหนดให้ต้องดำเนินการให้เป็นไปตามกฎหมายนั้น ให้ถือว่าการออกข้อบังคับตาม (๓) ในเรื่องนั้นตามพระราชบัญญัตินี้เป็นการดำเนินการให้เป็นไปตามกฎหมายเฉพาะนั้นแล้ว

มาตรา ๑๐  การประชุมคณะกรรมการต้องมีกรรมการมาประชุมไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนกรรมการทั้งหมด จึงจะเป็นองค์ประชุม

ในการประชุมคณะกรรมการ ถ้าประธานกรรมการไม่มาประชุมหรือไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ได้ ให้รองประธานกรรมการเป็นประธานในที่ประชุม ถ้าประธานกรรมการและรองประธานกรรมการไม่มาประชุมหรือไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ได้ ให้ที่ประชุมเลือกกรรมการคนหนึ่งเป็นประธานในที่ประชุม

ในการปฏิบัติหน้าที่ ถ้ามีการพิจารณาในเรื่องที่ประธานกรรมการ รองประธานกรรมการ หรือกรรมการผู้ใดมีส่วนได้เสียหรือมีผลประโยชน์ขัดแย้งไม่ว่าโดยตรงหรือโดยอ้อม ประธานกรรมการ รองประธานกรรมการ หรือกรรมการผู้นั้นไม่มีสิทธิเข้าร่วมประชุม

การวินิจฉัยชี้ขาดของที่ประชุมให้ถือเสียงข้างมาก กรรมการคนหนึ่งให้มีเสียงหนึ่งในการลงคะแนน ถ้าคะแนนเสียงเท่ากัน ให้ประธานในที่ประชุมออกเสียงเพิ่มขึ้นอีกเสียงหนึ่งเป็นเสียงชี้ขาด

 

มาตรา ๑๑  คณะกรรมการมีอำนาจแต่งตั้งคณะอนุกรรมการเพื่อพิจารณาหรือมอบหมายให้ดำเนินการใด ๆ ได้และให้นำบทบัญญัติมาตรา ๑๐ มาใช้บังคับกับการประชุมของคณะอนุกรรมการโดยอนุโลม

มาตรา ๑๒  คณะกรรมการมีอำนาจเรียกให้เจ้าหน้าที่หรือบุคคลอื่นใดมาชี้แจงหรือให้ถ้อยคำ หรือให้ส่งเอกสารหรือหลักฐานที่เกี่ยวข้องเพื่อประกอบการพิจารณาได้

มาตรา ๑๓  ให้ประธานกรรมการ รองประธานกรรมการ กรรมการ และอนุกรรมการ ได้รับเบี้ยประชุมหรือประโยชน์ตอบแทนอื่นตามหลักเกณฑ์ที่คณะรัฐมนตรีกำหนด

 

 

หมวด ๒ 

การบริหารจัดการระบบตั๋วร่วม 

 

                        

 

ส่วนที่ ๑ 

การกำกับดูแล 

 

                        

 

 

มาตรา ๑๔  ให้กรมการขนส่งทางรางเป็นหน่วยงานกำกับดูแลการบริหารจัดการระบบตั๋วร่วม ดังต่อไปนี้

(๑) กำกับดูแล ติดตาม และประเมินผลการบริหารจัดการระบบตั๋วร่วมและการดำเนินงานของบริษัทบริหารจัดการระบบตั๋วร่วม และผู้ให้บริการภาคขนส่งให้เป็นไปตามมาตรฐานและแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องและรายงานต่อคณะกรรมการรวมทั้งการบริหารจัดการในกิจการที่เกี่ยวข้องหรือกิจการต่อเนื่อง

(๒) กำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการ รวมทั้งระยะเวลาจัดส่งรายได้จากการออกและจำหน่ายตั๋วร่วมให้แก่ผู้ให้บริการภาคขนส่งหรือบริษัทบริหารจัดการระบบตั๋วร่วม และกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการ รวมทั้งระยะเวลาจัดส่งค่าบริการ ค่าธรรมเนียม หรือประโยชน์อื่นใดตามข้อบังคับของคณะกรรมการ

๓) สั่งให้บริษัทบริหารจัดการระบบตั๋วร่วมปฏิบัติหน้าที่ตามมาตรา ๒๐ หรือสั่งให้ผู้ให้บริการภาคขนส่งปฏิบัติตามแนวทางหรือข้อบังคับของคณะกรรมการหรือปฏิบัติหน้าที่ตามมาตรา ๒๑ ภายในระยะเวลาที่กำหนด

(๔)  สั่งให้ผู้ให้บริการภาคขนส่งหรือผู้ประกอบการในกิจการที่เกี่ยวข้องหรือกิจการต่อเนื่องกับระบบขนส่งหรือระบบตั๋วร่วมตามมาตรา ๑๕ วรรคหนึ่ง หรือผู้ออกและจำหน่ายตั๋วร่วมหรือตัวแทนออกและจำหน่ายตั๋วร่วม แก้ไขปัญหาจากการร้องทุกข์จากผู้ใช้บริการตามมาตรา ๒๐ (๑๑) ภายในระยะเวลาที่กำหนด

(๕)   ปฏิบัติงานร่วมกับหรือสนับสนุนการปฏิบัติงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

(๖)  ปฏิบัติการอื่นใดตามที่กำหนดไว้ในพระราชบัญญัตินี้หรือตามที่คณะกรรมการหรือคณะรัฐมนตรีมอบหมาย

 

ส่วนที่ ๒ 

การประกอบกิจการในการบริหารจัดการระบบตั๋วร่วม 

 

                         

 

 มาตรา ๑๕  การประกอบกิจการในการบริหารจัดการระบบตั๋วร่วมต่อไปนี้จะกระทำได้ต่อเมื่อได้จัดตั้งในรูปบริษัทและได้รับใบอนุญาตจากรัฐมนตรี 

(๑)    การบริหารจัดการระบบตั๋วร่วม 

(๒) การบริหารจัดการในกิจการที่เกี่ยวข้องหรือกิจการต่อเนื่องกับระบบขนส่งหรือระบบตั๋วร่วมตามที่กำหนดในกฎกระทรวง

การจัดตั้งบริษัทเพื่อประกอบกิจการตามวรรคหนึ่งจะกระทำได้ต่อเมื่อได้รับความเห็นชอบจากรัฐมนตรี

การขอความเห็นชอบ การให้ความเห็นชอบ การขอรับใบอนุญาตและการออกใบอนุญาต ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไข ตลอดจนเสียค่าธรรมเนียมตามที่รัฐมนตรีประกาศกำหนด

  ในกรณีที่การประกอบกิจการในการบริหารจัดการระบบตั๋วร่วมตามวรรคหนึ่งมีลักษณะเป็นกิจการของรัฐตามกฎหมายว่าด้วยการให้เอกชนร่วมลงทุนในกิจการของรัฐ การให้เอกชนร่วมลงทุนในการประกอบกิจการ ดังกล่าวให้ได้รับยกเว้นไม่ให้นำกฎหมายว่าด้วยการให้เอกชนร่วมลงทุนในกิจการของรัฐมาใช้บังคับ

 

                             มาตรา ๑๖  บริษัทที่จัดตั้งขึ้นตามมาตรา ๑๕ วรรคหนึ่ง ต้องมีจำนวนหุ้นที่ผู้ให้บริการภาคขนส่งถืออยู่รวมกันเกินกึ่งหนึ่งของทุนจดทะเบียนของบริษัทจำกัด หรือทุนชำระแล้วของบริษัทมหาชนจำกัด แล้วแต่กรณี และต้องมีกรรมการเป็นบุคคลผู้มีสัญชาติไทยเกินกึ่งหนึ่งของจำนวนกรรมการทั้งหมด

                            บริษัทที่จัดตั้งขึ้นตามมาตรา ๑๕ วรรคหนึ่ง ต้องไม่มีข้อบังคับที่ให้อำนาจคนต่างด้าวในการเสนอแต่งตั้งกรรมการบริหารส่วนใหญ่หรือมีอำนาจในการบริหารจัดการบริษัทด้วยวิธีการใด ๆ 

 ในกรณีที่บริษัทที่จัดตั้งขึ้นตามมาตรา ๑๕ วรรคหนึ่ง มิใช่รัฐวิสาหกิจ ให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่เป็นผู้ให้บริการภาคขนส่งถือหุ้นบริษัทที่จัดตั้งขึ้นตามมาตรา ๑๕ วรรคหนึ่ง ที่มิใช่รัฐวิสาหกิจนั้นได้โดยมิให้นำบทบัญญัติแห่งกฎหมายขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นนั้นที่ห้ามเข้าถือหุ้นในบริษัทที่มิใช่รัฐวิสาหกิจมาใช้บังคับ

มาตรา ๑๗     บริษัทที่จัดตั้งขึ้นตามมาตรา ๑๕ วรรคหนึ่ง ให้ใช้คำนำหน้าชื่อว่า “บริษัทบริหารจัดการระบบตั๋วร่วม” และคำว่า “จำกัด” หรือ “จำกัด (มหาชน)” แล้วแต่กรณี ต่อท้าย

 มาตรา ๑๘    ห้ามมิให้ผู้ใดนอกจากบริษัทที่จัดตั้งขึ้นตามมาตรา ๑๕ วรรคหนึ่ง ใช้คำนำหน้าชื่อหรือคำแสดงชื่อในการประกอบกิจการตามมาตรา ๑๗ หรือคำอื่นใดที่มีความหมายเช่นเดียวกัน

มาตรา ๑๙    ห้ามมิให้ผู้ใดนอกจากบริษัทที่จัดตั้งขึ้นตามมาตรา ๑๕ วรรคหนึ่งประกอบกิจการในการบริหารจัดการระบบตั๋วร่วมตามมาตรา ๑๕ วรรคหนึ่ง (๑)

 

 

หมวด ๓ 

การดำเนินงานในการบริหารจัดการระบบตั๋วร่วม

 

 

                        

 

 มาตรา ๒๐  ให้บริษัทบริหารจัดการระบบตั๋วร่วม บริหารจัดการระบบตั๋วร่วม บำรุงรักษาระบบตั๋วร่วมและบริหารศูนย์บริหารจัดการรายได้กลาง รวมทั้งให้มีอำนาจหน้าที่ ดังต่อไปนี้ 

(๑) บริหารจัดการระบบตั๋วร่วม บำรุงรักษาระบบตั๋วร่วม และบริหารศูนย์บริหารจัดการรายได้กลาง

๒) กำกับดูแลผู้ออกและจำหน่ายตั๋วร่วมรายอื่นในการดำเนินงานและปรับปรุงอุปกรณ์ทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับระบบตั๋วร่วมให้เป็นไปตามมาตรฐานของอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องกับระบบตั๋วร่วมตามข้อบังคับของคณะกรรมการ

(๓)     ตรวจสอบและรับรองมาตรฐานของอุปกรณ์ต่าง ๆ ของผู้ออกและจำหน่ายตั๋วร่วมรายอื่น เพื่อให้ตั๋วร่วมทั้งหมดมีมาตรฐานเดียวกันและสามารถเชื่อมโยงข้อมูลถึงกันได้

(๔)     ศึกษา วิจัย และพัฒนาเทคโนโลยี มาตรฐาน หรือนวัตกรรมที่เกี่ยวข้องกับตั๋วร่วมหรือระบบตั๋วร่วม

(๕) ออกและจำหน่ายตั๋วร่วมหรือร่วมกับผู้ให้บริการภาคขนส่งหรือผู้ให้บริการนอกภาคขนส่งเป็นผู้ออกและจำหน่ายตั๋วร่วมให้มีมาตรฐานสอดคล้องตามข้อบังคับของคณะกรรมการ

(๖) อนุญาตให้หน่วยงานของรัฐหรือเอกชนเป็นผู้ร่วมออก จำหน่าย หรือเติมเงินตั๋วร่วมของบริษัทบริหารจัดการระบบตั๋วร่วม ในกรณีที่หน่วยงานของรัฐหรือเอกชนนั้นเป็นผู้ให้บริการนอกภาคขนส่ง รวมทั้งมีอำนาจเพิกถอนการอนุญาตดังกล่าวด้วยในกรณีที่หน่วยงานของรัฐหรือเอกชนนั้นไม่ปฏิบัติตามหน้าที่ที่กำหนดไว้ตามพระราชบัญญัตินี้หรือตามข้อตกลงในการอนุญาต

(๗) ปรับปรุงหรือสนับสนุนการปรับปรุงระบบการจัดเก็บรายได้ของผู้ให้บริการภาคขนส่งให้สอดคล้องกับนโยบายด้านอัตราค่าโดยสารร่วมที่กำหนดในข้อบังคับของคณะกรรมการ

(๘) จัดเก็บค่าบริการ ค่าธรรมเนียม หรือประโยชน์อื่นใดตามข้อบังคับของคณะกรรมการและจัดสรรรายได้จากการออกและจำหน่ายตั๋วร่วมให้แก่ผู้ให้บริการภาคขนส่ง

(๙)   บริหารจัดการรายได้หรือการเติมเงินในตั๋วร่วมด้วยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์หรือเทคโนโลยีอื่นหรือร่วมกับหน่วยงานอื่นทั้งในภาครัฐและเอกชนเพื่อให้ความสะดวกแก่ผู้ใช้บริการตั๋วร่วม

(๑๐)    รวบรวมข้อมูลการใช้บริการระบบตั๋วร่วมและประมวลผลข้อมูลเพื่อรายงานต่อกรมการขนส่งทางรางและคณะกรรมการ

(๑๑) กำกับดูแลผู้ให้บริการภาคขนส่งเพื่อให้การดำเนินงานในการบริหารจัดการระบบตั๋วร่วมมีประสิทธิภาพ รวมทั้งมีหน้าที่รายงานต่อกรมการขนส่งทางรางเมื่อผู้ให้บริการภาคขนส่งไม่ปฏิบัติตามหน้าที่ที่กำหนดไว้ตามพระราชบัญญัตินี้

(๑๒) รับเรื่องราวร้องทุกข์จากผู้ใช้บริการที่ไม่ได้รับความสะดวก ได้รับการบริการที่ไม่สุภาพ หรือได้รับความเดือดร้อนหรือเสียหายอื่นใดอันเนื่องมาจากการให้บริการของผู้ให้บริการภาคขนส่งในระบบตั๋วร่วมหรือผู้ประกอบการในกิจการที่เกี่ยวข้องหรือกิจการต่อเนื่องกับระบบขนส่งหรือระบบตั๋วร่วมตามมาตรา ๑๕ วรรคหนึ่ง หรือผู้ออกและจำหน่ายตั๋วร่วมหรือตัวแทนออกและจำหน่ายตั๋วร่วมเพื่อรายงานต่อกรมการขนส่งทางราง

(๑๓) ปฏิบัติหน้าที่อื่นตามที่กำหนดไว้ในพระราชบัญญัตินี้หรือตามที่กรมการขนส่งทางรางหรือคณะกรรมการมอบหมาย

มาตรา ๒๑  ผู้ให้บริการภาคขนส่งมีหน้าที่ ดังต่อไปนี้

(๑) ดำเนินการเพื่อให้ผู้ใช้บริการตั๋วร่วมสามารถใช้บริการจากระบบตั๋วร่วมและระบบขนส่งของผู้ให้บริการภาคขนส่งได้

(๒) อำนวยความสะดวกแก่บริษัทบริหารจัดการระบบตั๋วร่วมในการบำรุงรักษารวมทั้งการตรวจสอบและรับรองมาตรฐานและรายละเอียดของอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องกับระบบตั๋วร่วม

(๓) ให้ความร่วมมือกับบริษัทบริหารจัดการระบบตั๋วร่วมในการรวบรวมข้อมูลต่าง ๆ ที่อยู่ในหน้าที่ของบริษัทบริหารจัดการระบบตั๋วร่วม

(๔) ปฏิบัติหน้าที่อื่นตามที่กำหนดไว้ในพระราชบัญญัตินี้หรือตามที่กำหนดในข้อบังคับของคณะกรรมการ

มาตรา ๒๒  ในกรณีที่มีการออกกฎกระทรวงตามมาตรา ๑๕ วรรคหนึ่ง (๒) กำหนดกิจการที่เกี่ยวข้องหรือกิจการต่อเนื่องกับระบบขนส่งหรือระบบตั๋วร่วม ให้นำบทบัญญัติมาตรา ๒๐ และมาตรา ๒๑ มาใช้บังคับกับอำนาจหน้าที่ของบริษัทบริหารจัดการระบบตั๋วร่วมและหน้าที่ของผู้ประกอบการในกิจการที่เกี่ยวข้องหรือกิจการต่อเนื่องกับระบบขนส่งหรือระบบตั๋วร่วม โดยอนุโลม

 

                หมวด ๔

 

กองทุนบริหารจัดการระบบตั๋วร่วม

 

 

                         

 

 มาตรา ๒๓  ให้จัดตั้งกองทุนขึ้นกองทุนหนึ่งในสำนักงาน เรียกว่า “กองทุนบริหารจัดการระบบตั๋วร่วม” มีวัตถุประสงค์เพื่อให้การสนับสนุนในการดำเนินงาน การพัฒนา และการส่งเสริมเกี่ยวกับการบริหารจัดการระบบตั๋วร่วม รวมทั้งการอุดหนุนประชาชนผู้ใช้บริการระบบตั๋วร่วมหรือระบบขนส่ง และการส่งเสริมการใช้ระบบตั๋วร่วมหรือระบบขนส่ง

 

มาตรา ๒๔  กองทุนประกอบด้วยเงินและทรัพย์สิน ดังต่อไปนี้

 

(๑) เงินที่รัฐบาลจัดสรรให้จากงบประมาณรายจ่ายประจำปี 

(๒) ส่วนแบ่งจากค่าธรรมเนียมการอนุญาตให้เป็นผู้ออกและจำหน่ายตั๋วร่วมตามมาตรา ๒๐ (๔) และส่วนแบ่งจากค่าบริการ ค่าธรรมเนียม หรือประโยชน์อื่นใดตามที่กำหนดในข้อบังคับของคณะกรรมการ  ทั้งนี้ การนำส่งค่าบริการ ค่าธรรมเนียม หรือประโยชน์อื่นใดให้เป็นไปตามระเบียบที่คณะกรรมการบริหารกองทุนกำหนด

(๓) เงินหรือทรัพย์สินที่ได้จากการดำเนินงานของกองทุน รวมทั้งการจัดหาผลประโยชน์ของกองทุน

(๔)  ค่าปรับทางอาญาและค่าปรับทางปกครองที่เกิดจากการกระทำความผิดตามพระราชบัญญัตินี้  ทั้งนี้ การนำส่งเงินค่าปรับทางอาญาและค่าปรับทางปกครองให้เป็นไปตามระเบียบที่คณะกรรมการบริหารกองทุนกำหนด

 

(๕) เงินหรือทรัพย์สินที่มีผู้บริจาคให้แก่กองทุน 

(๖) ดอกผลของเงินหรือทรัพย์สินของกองทุน 

 

 มาตรา ๒๕  เงินและทรัพย์สินของกองทุนตามมาตรา ๒๔ ให้เป็นของสำนักงานและไม่ต้องนำส่งคลังเป็นรายได้แผ่นดินตามกฎหมายว่าด้วยวิธีการงบประมาณและกฎหมายว่าด้วยเงินคงคลัง

 

มาตรา ๒๖  ให้มีคณะกรรมการบริหารกองทุน ประกอบด้วย ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจรเป็นประธานกรรมการ ผู้แทนกระทรวงการคลัง ผู้แทนสำนักงบประมาณ ผู้แทนกรมการขนส่งทางราง และผู้แทนกรมทางหลวง เป็นกรรมการและผู้ทรงคุณวุฒิจำนวนไม่เกินสามคนซึ่งรัฐมนตรีแต่งตั้งจากผู้มีความรู้ ความสามารถ หรือประสบการณ์ที่เกี่ยวข้องหรือเป็นประโยชน์ต่อการบริหารกองทุน เป็นกรรมการ

ให้ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารจัดการระบบตั๋วร่วมเป็นกรรมการและเลขานุการ และให้ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจรมอบหมายข้าราชการในสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจรจำนวนสองคน เป็นผู้ช่วยเลขานุการ

 

มาตรา ๒๗  คณะกรรมการบริหารกองทุนมีอำนาจหน้าที่ควบคุมดูแลกองทุนให้ดำเนินกิจการให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ที่กำหนดไว้ในมาตรา ๒๓ อำนาจหน้าที่เช่นว่านี้ให้รวมถึง

(๑) กำหนดนโยบายและให้ความเห็นชอบในการดำเนินงานของกองทุน 

(๒) กำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการบริหารกิจการของกองทุน 

(๓) กำหนดระเบียบเกี่ยวกับการรับเงิน การจ่ายเงิน การเก็บรักษาเงิน และการจัดหาผลประโยชน์ของกองทุน 

(๔) กำหนดระเบียบว่าด้วยการบริหารงานบุคคล ค่าตอบแทน สิทธิประโยชน์ หรือสวัสดิการต่าง ๆ ของพนักงานและลูกจ้างให้สอดคล้องกับมาตรฐานที่คณะกรรมการนโยบายการบริหารทุนหมุนเวียนตามกฎหมายว่าด้วยการบริหารทุนหมุนเวียนกำหนด

(๕) พิจารณาอนุมัติแผนการดำเนินงานประจำปี 

 

(๖) กระทำการอื่นใดที่จำเป็นหรือเกี่ยวเนื่องเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ของกองทุน 

 

มาตรา ๒๘  ให้นำบทบัญญัติมาตรา ๖ มาตรา ๗ และมาตรา ๘ มาใช้บังคับแก่กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของคณะกรรมการบริหารกองทุนโดยอนุโลม

 

มาตรา ๒๙  คณะกรรมการบริหารกองทุนมีอำนาจแต่งตั้งคณะอนุกรรมการเพื่อพิจารณาหรือมอบหมายให้ดำเนินการใด ๆ ได้

 การประชุมของคณะกรรมการบริหารกองทุนและคณะอนุกรรมการตามวรรคหนึ่ง ให้นำบทบัญญัติมาตรา ๑๐ มาใช้บังคับโดยอนุโลม

 

มาตรา ๓๐  ให้ประธานกรรมการบริหารกองทุน กรรมการบริหารกองทุน และอนุกรรมการตามมาตรา ๒๙ วรรคหนึ่ง ได้รับเบี้ยประชุมหรือประโยชน์ตอบแทนอื่นตามหลักเกณฑ์ที่คณะกรรมการนโยบายการบริหารทุนหมุนเวียนตามกฎหมายว่าด้วยการบริหารทุนหมุนเวียนกำหนดตามผลการประเมินผลการดำเนินงาน

มาตรา ๓๑  การจ่ายเงินจากกองทุนให้จ่ายตามวัตถุประสงค์ของกองทุนตามมาตรา ๒๓ และเป็นไปตามระเบียบตามมาตรา ๒๗ (๓)

สำนักงานอาจจัดสรรเงินจากกองทุนเป็นค่าใช้จ่ายในการบริหารงานของกองทุนได้ตามจำนวนที่คณะกรรมการบริหารกองทุนกำหนด

ในกรณีที่เงินกองทุนไม่พอจ่ายตามวรรคหนึ่งหรือวรรคสอง ให้รัฐบาลจ่ายเงินอุดหนุนหรือเงินทดรองราชการให้ตามความจำเป็น

 

มาตรา ๓๒  ให้สำนักงานจัดทำแผนการดำเนินงานประจำปี ซึ่งอย่างน้อยต้องประกอบด้วยผลการดำเนินงานของปีที่ผ่านมา แผนการปฏิบัติงาน ประมาณการรายรับรายจ่ายประจำปี และประมาณการกระแสเงินสด  ทั้งนี้ ตามแบบที่กระทรวงการคลังกำหนดเพื่อนำเสนอคณะกรรมการบริหารกองทุนพิจารณาอนุมัติอย่างน้อยสามสิบวันก่อนเริ่มต้นปีบัญชีของทุกปีเพื่อใช้ประกอบการกำกับดูแล การบริหารกองทุน และติดตามการประเมินผลการดำเนินงาน

 

มาตรา ๓๓  ให้คณะกรรมการบริหารกองทุนวางและรักษาไว้ซึ่งระบบบัญชีที่เหมาะสมเพื่อให้สามารถจัดทำรายงานการเงิน แสดงฐานะการเงิน และผลการดำเนินงานของกองทุนได้อย่างถูกต้องตามหลักการบัญชีที่รับรองโดยทั่วไป

มาตรา ๓๔  ให้คณะกรรมการบริหารกองทุนจัดทำรายงานการเงินของกองทุนส่งผู้สอบบัญชีภายในหกสิบวันนับแต่วันสิ้นปีบัญชี

ปีบัญชีของกองทุนให้เป็นไปตามปีงบประมาณ เว้นแต่คณะกรรมการบริหารกองทุนจะประกาศกำหนดเป็นอย่างอื่นโดยความเห็นชอบของคณะกรรมการนโยบายการบริหารทุนหมุนเวียนตามกฎหมายว่าด้วยการบริหารทุนหมุนเวียน

มาตรา ๓๕  ให้สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินหรือบุคคลที่สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินให้ความเห็นชอบเป็นผู้สอบบัญชีของกองทุน และให้ทำการตรวจสอบรับรองบัญชีและการเงินทุกประเภทของกองทุนทุกรอบปีบัญชี

ให้ผู้สอบบัญชีของกองทุนทำรายงานการสอบบัญชีเสนอต่อคณะกรรมการบริหารกองทุนภายในหนึ่งร้อยห้าสิบวันนับแต่วันสิ้นปีบัญชี

ให้คณะกรรมการบริหารกองทุนนำส่งรายงานการเงินพร้อมด้วยรายงานการสอบบัญชีของผู้สอบบัญชีต่อกระทรวงการคลังภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ได้รับรายงานจากผู้สอบบัญชี

 

มาตรา ๓๖  ให้สำนักงานจัดให้มีระบบการตรวจสอบภายในเพื่อตรวจสอบการดำเนินงานต่าง ๆ ของกองทุนตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่คณะกรรมการนโยบายการบริหารทุนหมุนเวียนตามกฎหมายว่าด้วยการบริหารทุนหมุนเวียนกำหนด

 

มาตรา ๓๗       การประเมินผลการดำเนินงานของกองทุนให้นำบทบัญญัติว่าด้วยการประเมินผลตามกฎหมายว่าด้วยการบริหารทุนหมุนเวียนมาใช้บังคับโดยอนุโลม

 

 

หมวด ๕ 

การพักใช้และเพิกถอนใบอนุญาต

 

 

                         

 

มาตรา ๓๘  รัฐมนตรีโดยคำแนะนำของคณะกรรมการมีอำนาจสั่งพักใช้ใบอนุญาต หรือเพิกถอนใบอนุญาตการประกอบกิจการของบริษัทบริหารจัดการตั๋วร่วมตามมาตรา ๑๕ วรรคหนึ่ง ได้เมื่อปรากฏข้อเท็จจริงใด ดังต่อไปนี้

 

(๑) ประกอบกิจการโดยทุจริตหรืออาจทำให้ประชาชนเสียหาย

 

(๒) จงใจละเว้นการดำเนินการหรือฝ่าฝืนข้อห้ามตามที่กฎหมายบัญญัติ

(๓) จงใจฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามพระราชบัญญัตินี้ กฎกระทรวง ข้อบังคับ หรือประกาศที่ออกตามพระราชบัญญัตินี้

มาตรา ๓๙  ในกรณีที่รัฐมนตรีสั่งพักใช้ใบอนุญาตหรือเพิกถอนใบอนุญาตตามมาตรา ๓๘ แล้ว ให้กรมการขนส่งทางรางเข้าดำเนินการแทนโดยจ้างพนักงานของบริษัทบริหารจัดการระบบตั๋วร่วมตามมาตรา ๑๕ วรรคหนึ่ง  ได้ โดยให้บริษัทบริหารจัดการตั๋วร่วมตามมาตรา ๑๕ วรรคหนึ่ง เป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการดำเนินการแทน  ทั้งนี้ บริษัทบริหารจัดการระบบตั๋วร่วมตามมาตรา ๑๕ วรรคหนึ่ง ต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเพื่อความเสียหายที่เกิดจากการพักใช้ใบอนุญาตหรือเพิกถอนใบอนุญาตดังกล่าวด้วย

 

 

                หมวด ๖

 

           บทกำหนดโทษ 

 

                       

 

 

                                                       ส่วนที่ ๑ 

บททั่วไป

 

                         

 

                         มาตรา ๔๐  ในกรณีที่ผู้กระทำความผิดเป็นนิติบุคคล ถ้าการกระทำความผิดของนิติบุคคลนั้นเกิดจากการสั่งการหรือการกระทำของกรรมการ ผู้จัดการ หรือบุคคลใดซึ่งรับผิดชอบการดำเนินงานของนิติบุคคลนั้น หรือในกรณีที่บุคคลดังกล่าวมีหน้าที่ต้องสั่งการหรือกระทำการและละเว้นไม่สั่งการหรือกระทำการเป็นเหตุให้นิติบุคคลนั้นกระทำความผิด ผู้นั้นต้องรับโทษตามที่บัญญัติไว้สำหรับความผิดนั้น ๆ ด้วย

 

 ส่วนที่ ๒ 

โทษปรับทางปกครอง 

 

                         

 

                       มาตรา ๔๑  ให้อธิบดีกรมการขนส่งทางรางมีอำนาจลงโทษปรับทางปกครองตามที่กำหนดไว้ในพระราชบัญญัตินี้

                         ในการลงโทษปรับทางปกครอง ให้อธิบดีกรมการขนส่งทางรางคำนึงถึงความร้ายแรงแห่งพฤติกรรมที่กระทำความผิด และในกรณีที่เห็นสมควรอธิบดีกรมการขนส่งทางรางอาจมีคำสั่งให้ผู้นั้นดำเนินการใด ๆ เพื่อแก้ไขให้ถูกต้องหรือเหมาะสมก่อนก็ได้ตามหลักเกณฑ์ที่รัฐมนตรีประกาศกำหนด

                          หลักเกณฑ์ในการพิจารณาลงโทษปรับทางปกครองให้เป็นไปตามที่รัฐมนตรีประกาศกำหนด และถ้าผู้ถูกลงโทษปรับทางปกครองไม่ยอมชำระค่าปรับทางปกครอง ให้นำบทบัญญัติเกี่ยวกับการบังคับทางปกครองตามกฎหมายว่าด้วยวิธีปฏิบัติราชการทางปกครองมาใช้บังคับโดยอนุโลม และในกรณีที่ไม่มีเจ้าหน้าที่ดำเนินการบังคับทางปกครองหรือไม่อาจดำเนินการบังคับทางปกครองได้เมื่อมีคำสั่งให้ชำระค่าปรับมาแล้วไม่น้อยกว่าหกเดือน ให้อธิบดีกรมการขนส่งทางรางมีอำนาจฟ้องคดีต่อศาลปกครองเพื่อบังคับชำระค่าปรับ  ในการนี้ ถ้าศาลปกครองเห็นว่าคำสั่งให้ชำระค่าปรับนั้นชอบด้วยกฎหมายก็ให้ศาลปกครองมีอำนาจพิจารณาพิพากษาและบังคับให้มีการยึดหรืออายัดทรัพย์สินขายทอดตลาดชำระค่าปรับได้

 

                        มาตรา ๔๒  บริษัทที่จัดตั้งขึ้นตามมาตรา ๑๕ วรรคหนึ่ง ผู้ใดไม่ปฏิบัติตามมาตรา ๑๖ วรรคหนึ่ง หรือวรรคสอง หรือมาตรา ๑๗  ต้องระวางโทษปรับทางปกครองไม่เกินสามแสนบาท และปรับอีกไม่เกินวันละหนึ่งหมื่นบาทตลอดเวลาที่ยังมิได้ปฏิบัติให้ถูกต้อง

 

                       มาตรา ๔๓  ผู้ออกและจำหน่ายตั๋วร่วมหรือตัวแทนออกและจำหน่ายตั๋วร่วมผู้ใดไม่จัดส่งรายได้จากการออกและจำหน่ายตั๋วร่วมให้แก่ผู้ให้บริการภาคขนส่งหรือบริษัทบริหารจัดการระบบตั๋วร่วมภายในระยะเวลาที่กำหนดโดยไม่มีเหตุผลอันสมควร  ต้องระวางโทษปรับทางปกครองไม่เกินสามแสนบาท และปรับอีกไม่เกินวันละหนึ่งหมื่นบาทตลอดเวลาที่ยังมิได้ปฏิบัติให้ถูกต้อง

 

                       มาตรา ๔๔  ผู้ให้บริการภาคขนส่งหรือผู้ประกอบการในกิจการที่เกี่ยวข้องหรือกิจการต่อเนื่องกับระบบขนส่งหรือระบบตั๋วร่วมตามมาตรา ๑๕ วรรคหนึ่ง ผู้ใดไม่จัดส่งค่าบริการ ค่าธรรมเนียม หรือประโยชน์อื่นใดตามที่กำหนดในข้อบังคับของคณะกรรมการภายในระยะเวลาที่กำหนดโดยไม่มีเหตุผลอันสมควร  ต้องระวางโทษปรับทางปกครองไม่เกินสามแสนบาท และปรับอีกไม่เกินวันละหนึ่งหมื่นบาทตลอดเวลาที่ยังมิได้ปฏิบัติให้ถูกต้อง

                       มาตรา ๔๕  บริษัทบริหารจัดการระบบตั๋วร่วมหรือผู้ให้บริการภาคขนส่งผู้ใดไม่ปฏิบัติตามแนวทางหรือข้อบังคับของคณะกรรมการหรือไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของกรมการขนส่งทางรางตามมาตรา ๑๔ (๓) หรือไม่ปฏิบัติหน้าที่ตามมาตรา ๒๑ หรือผู้ประกอบการในกิจการที่เกี่ยวข้องหรือกิจการต่อเนื่องกับระบบขนส่งหรือระบบตั๋วร่วมตามมาตรา ๑๕ วรรคหนึ่ง ผู้ใดไม่ปฏิบัติหน้าที่ตามมาตรา ๒๑ ซึ่งได้นำมาใช้บังคับโดยอนุโลมตามมาตรา ๒๒  ต้องระวางโทษปรับทางปกครองไม่เกินสามแสนบาท และปรับอีกไม่เกินวันละหนึ่งหมื่นบาทตลอดเวลาที่ยังมิได้ปฏิบัติให้ถูกต้อง

                       มาตรา ๔๖  ผู้ให้บริการภาคขนส่งหรือผู้ประกอบการในกิจการที่เกี่ยวข้องหรือกิจการต่อเนื่องกับระบบขนส่งหรือระบบตั๋วร่วมตามมาตรา ๑๕ วรรคหนึ่ง หรือผู้ออกและจำหน่ายตั๋วร่วมหรือตัวแทนออกและจำหน่ายตั๋วร่วมผู้ใด ไม่แก้ไขปัญหาจากการร้องทุกข์จากผู้ใช้บริการตามมาตรา ๒๐ (๑๒) ภายในระยะเวลาที่กำหนดตามคำสั่งของกรมการขนส่งทางรางตามมาตรา ๑๔ (๔) โดยไม่มีเหตุผลอันสมควร  ต้องระวางโทษปรับทางปกครองไม่เกินสามแสนบาท และปรับอีกไม่เกินวันละหนึ่งหมื่นบาทตลอดเวลาที่ยังมิได้ปฏิบัติให้ถูกต้อง

 

 

ส่วนที่ ๓ 

โทษอาญา 

 

                         

 

                          มาตรา ๔๗  ผู้ใดฝ่าฝืนมาตรา ๑๘  ต้องระวางโทษปรับไม่เกินหนึ่งล้านบาท และปรับอีกไม่เกินวันละสามหมื่นบาทตลอดเวลาที่ยังฝ่าฝืนอยู่

 

 

มาตรา ๔๘  ผู้ใดฝ่าฝืนมาตรา ๑๙  ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินสามแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ 

 

                           มาตรา ๔๙  ความผิดตามพระราชบัญญัตินี้ ให้คณะกรรมการเปรียบเทียบที่รัฐมนตรีแต่งตั้งมีอำนาจเปรียบเทียบได้ตามหลักเกณฑ์ที่คณะกรรมการกำหนด

                          คณะกรรมการเปรียบเทียบที่รัฐมนตรีแต่งตั้งตามวรรคหนึ่งให้มีจำนวนสามคนและคนหนึ่งต้องเป็นพนักงานสอบสวนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา

                          เมื่อผู้ต้องหาได้ชำระเงินค่าปรับตามจำนวนที่เปรียบเทียบภายในระยะเวลาที่คณะกรรมการเปรียบเทียบกำหนดแล้ว ให้ถือว่าคดีเลิกกันตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา

 

 

บทเฉพาะกาล

 

                       

 

                             มาตรา ๕๐  ในระหว่างที่ยังมิได้จัดตั้งกรมการขนส่งทางรางขึ้น ให้สำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจรปฏิบัติหน้าที่เป็นหน่วยงานกำกับดูแลการบริหารจัดการระบบตั๋วร่วมหรือดำเนินการใดตามพระราชบัญญัตินี้จนกว่าจะได้จัดตั้งกรมการขนส่งทางรางขึ้นปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าว

 

                           มาตรา ๕๑  ในระหว่างที่ยังไม่มีอธิบดีกรมการขนส่งทางรางเพื่อปฏิบัติหน้าที่ในการพิจารณาลงโทษปรับทางปกครอง การบังคับทางปกครอง และการฟ้องคดีต่อศาลปกครองเพื่อบังคับชำระค่าปรับ ให้รัฐมนตรีแต่งตั้งข้าราชการในกระทรวงคมนาคมระดับไม่ต่ำกว่าอธิบดีเพื่อปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวแทนจนกว่าจะมีอธิบดีกรมการขนส่งทางราง

                            ในระหว่างที่ยังไม่มีอธิบดีกรมการขนส่งทางรางเพื่อปฏิบัติหน้าที่ในการเป็นกรรมการตามมาตรา ๕ (๓)  ให้กรรมการตามมาตรา ๕ (๓)  ประกอบด้วยกรรมการเท่าที่มีอยู่จนกว่าจะมีอธิบดีกรมการขนส่งทางราง

 

                             มาตรา ๕๒  ให้บริษัทบริหารจัดการระบบตั๋วร่วมที่ตั้งขึ้นก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับยื่นคำขอรับใบอนุญาตตามพระราชบัญญัตินี้ภายในเก้าสิบวันนับแต่วันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ เมื่อได้ยื่นคำขอรับใบอนุญาตแล้วให้ถือว่าบริษัทบริหารจัดการระบบตั๋วร่วมนั้นเป็นบริษัทบริหารจัดการระบบตั๋วร่วมตามพระราชบัญญัตินี้จนกว่ารัฐมนตรีจะมีคำสั่งไม่ออกใบอนุญาต

 

                            มาตรา ๕๓  การดำเนินการออกกฎกระทรวง ประกาศ ข้อบังคับ และระเบียบตามพระราชบัญญัตินี้ ให้ดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในหนึ่งร้อยแปดสิบวันนับแต่วันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ หากไม่สามารถดำเนินการได้ให้รัฐมนตรีรายงานเหตุผลที่ไม่อาจดำเนินการได้ต่อคณะรัฐมนตรีเพื่อทราบ

 

 

 

 

 

ผู้รับสนองพระราชโองการ 

 

     ..................................

 

          นายกรัฐมนตรี

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

       

ไอเท็มน่าสนใจ
ดาวน์โหลดไฟล์แนบ:
  1. ลงทะเบียน
  2. หลักการ
  3. ปัญหาและสาเหตุฯ
  4. ความจำเป็นที่ต้องตรากฎหมายฯ
  5. สาระสำคัญ
  6. ประเด็นความคิดเห็น

    กฎหมายมหาชน คือ กฎหมายที่บัญญัติให้อำนาจและหน้าที่แก่รัฐ แก่หน่วยงานของรัฐ แก่เจ้าหน้าที่ของรัฐ และแก่ประชาชน ในการบริหาร การปกครองประเทศ และการบริการสาธารณะ ซึ่งหลักการ สำคัญของกฎหมายมหาชนนอกจากจะบัญญัติให้อำนาจและหน้าที่แก่หน่วยงานของรัฐหรือเจ้าหน้าที่ดังที่กล่าวมาแล้ว การใช้อำนาจหน้าที่ที่กฎหมายบัญญัติยังสามารถควบคุมตรวจสอบได้ ตามหลักเกณฑ์และกระบวนการของกฎหมายมหาชน

    กฎหมายมหาชน คือ กฎหมายที่บัญญัติให้อำนาจและหน้าที่แก่รัฐ แก่หน่วยงานของรัฐ แก่เจ้าหน้าที่ของรัฐ และแก่ประชาชน ในการบริหาร การปกครองประเทศ และการบริการสาธารณะ ซึ่งหลักการ สำคัญของกฎหมายมหาชนนอกจากจะบัญญัติให้อำนาจและหน้าที่แก่หน่วยงานของรัฐหรือเจ้าหน้าที่ดังที่กล่าวมาแล้ว การใช้อำนาจหน้าที่ที่กฎหมายบัญญัติยังสามารถควบคุมตรวจสอบได้ ตามหลักเกณฑ์และกระบวนการของกฎหมายมหาชน

    กฎหมายมหาชน คือ กฎหมายที่บัญญัติให้อำนาจและหน้าที่แก่รัฐ แก่หน่วยงานของรัฐ แก่เจ้าหน้าที่ของรัฐ และแก่ประชาชน ในการบริหาร การปกครองประเทศ และการบริการสาธารณะ ซึ่งหลักการ สำคัญของกฎหมายมหาชนนอกจากจะบัญญัติให้อำนาจและหน้าที่แก่หน่วยงานของรัฐหรือเจ้าหน้าที่ดังที่กล่าวมาแล้ว การใช้อำนาจหน้าที่ที่กฎหมายบัญญัติยังสามารถควบคุมตรวจสอบได้ ตามหลักเกณฑ์และกระบวนการของกฎหมายมหาชน

    กรุณากรอกข้อมูลพื้นฐานเพื่อประโยชน์และจัดทำรายงานสำหรับการรับฟังความคิดเห็น

    รายละเอียดบัญชีผู้ใช้งาน
    *
    *
    *
    *
    *
    *
    รายละเอียดส่วนตัว
    ช่องที่ทำสัญลักษณ์ดอกจัน (*) จำเป็นต้องกรอก

    เพื่อให้มีกฎหมายว่าด้วยการบริหารจัดการระบบตั๋วร่วม และให้การบริหารจัดการระบบตั๋วร่วมเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพอันเป็นประโยชน์สาธารณะ ประชาชนสามารถใช้ตั๋วร่วมกับผู้ให้บริการภาคขนส่งซึ่งดำเนินการโดยหน่วยงานของรัฐและเอกชนผู้ให้บริการด้านการขนส่งหรือการจราจรต่าง ๆ ทั้งหมด ได้อย่างต่อเนื่องก่อให้เกิดความสะดวกรวดเร็ว ประหยัดและสนับสนุนการเดินทางโดยระบบขนส่งสาธารณะในการให้สิทธิประโยชน์และการลดค่าใช้จ่ายในการเดินทางแก่ผู้ใช้บัตรหรือตั๋วร่วมรวมทั้งเพื่อแก้ไขปัญหาด้านการขนส่งให้มีความสะดวกและรวดเร็วยิ่งขึ้นอย่างเป็นระบบและมีประสิทธิภาพ และสามารถนำไปใช้กับการชำระค่าสินค้าและบริการสำหรับการใช้บริการนอกภาคขนส่ง เพื่อเพิ่มความสะดวกและขยายขอบเขตการใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์แทนเงินสดให้สามารถใช้บริการได้อย่างทั่วถึงทั้งในและนอกภาคขนส่งจึงจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้



     


    สภาพปัญหาและสาเหตุของปัญหา


     


              ปัญหาด้านการจราจรและขนส่งนับเป็นหนึ่งในปัญหาที่สำคัญของประเทศไทยโดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ซึ่งปัญหาดังกล่าวนอกจากจะมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจของประเทศแล้วยังส่งส่งผลให้เกิดความสูญเสียทางเศรษฐกิจอย่างใหญ่หลวง โดยธนาคารโลกได้ประเมินความสูญเสียทางเศรษฐกิจอันเกิดจากการสูญเสียเชื้อเพลิงและจากปัญหาสุขภาพในประเทศไทย รวมสูงถึง ๑๖๐,๐๐๐ ล้านบาทต่อปี อีกทั้งยังเป็นการเพิ่มเวลาการเดินทางและค่าใช้จ่ายในการใช้รถ และก่อให้เกิดปัญหาด้านมลภาวะ ซึ่งส่งผลต่ออัตราการสูญเสียชีวิตของประชากรที่เพิ่มมากขึ้น  จากการศึกษาของ สนข. ได้ประเมินไว้ว่า กว่าครึ่งหนึ่งของการเดินทาง ๒๕ ล้านเที่ยวในกรุงเทพฯ และปริมณฑล เป็นการเดินทางด้วยยานพาหนะส่วนบุคคล โดยสาเหตุหนึ่งที่ผู้เดินทางไม่นิยมเดินทางด้วยระบบขนส่งสาธารณะเนื่องจากความไม่สะดวกสบายในการเดินทาง ซึ่งรวมถึงความครอบคลุมของพื้นที่ให้บริการของระบบขนส่งมวลชน ความสะดวกในการเดินทางเชื่อมต่อระหว่างระบบเพื่อเดินทางไปยังจุดหมาย ซึ่งแต่ละระบบจะต้องใช้บัตรโดยสารของผู้ประกอบการแต่ละราย และก่อให้เกิดค่าใช้จ่ายในการเดินทางระหว่างระบบตั้งแต่ ๒ ระบบขึ้นไป ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบด้านความสะดวกสบายและค่าใช้จ่ายกับการเดินทางด้วยยานพาหนะส่วนบุคคล ผู้เดินทางจึงเลือกใช้การเดินทางด้วยยานพาหนะส่วนบุคคล ดังนั้น เพื่อให้เกิดความสะดวกสบายในการเดินทางและลดค่าใช้จ่ายในการเดินทางระบบขนส่งมวลชนเมื่อเดินทางเชื่อมต่อหลายระบบ ภาครัฐจึงมีนโยบายให้จัดทำระบบตั๋วร่วม ซึ่งใช้บัตรโดยสารเพียงใบเดียวในการเดินทางระบบขนส่งมวลชนและสามารถใช้ชำระค่าสินค้าและบริการนอกภาคขนส่งด้วย โดยให้มีมาตรฐานระบบตั๋วร่วมเพียงระบบเดียวซึ่งสามารถนำมาตรฐานดังกล่าวมาใช้กับทุกระบบที่เข้าร่วมให้บริการระบบตั๋วร่วม เพื่อเป็นการส่งเสริมการใช้ระบบขนส่งมวลชนของประชาชนโดยเฉพาะในกรุงเทพมหานครและปริมณฑล และบรรเทาปัญหาจราจรแออัดในตัวเมือง ทั้งนี้ การบูรณาการระบบตั๋วร่วมจะต้องได้รับความร่วมมือจากผู้ประกอบการระบบขนส่งมวลชนแต่ละรายในการร่วมให้บริการระบบตั๋วร่วมในการจัดเก็บค่าโดยสารหรือค่าผ่านทาง ซึ่งต้องอาศัยกลไกด้านกฎหมายในการกำหนดกรอบแนวทางการดำเนินงานและขอบเขตความร่วมมือการให้บริการของระบบตั๋วร่วมรวมถึงหลักเกณฑ์การบริหารจัดการระบบตั๋วร่วม และสร้างเครื่องมือในการสนับสนุนและส่งเสริมการใช้ระบบตั๋วร่วม



    • ความจำเป็นที่ต้องตรากฎหมาย
    •           ในการดำเนินการระบบตั๋วร่วมของประเทศไทยเพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องตามวัตถุประสงค์ของภาครัฐนั้น ประกอบด้วย


       


              ๑) ผู้โดยสารที่จะได้รับความสะดวกสบายในการใช้บัตรเพียงใบเดียวในการเดินทางทุกระบบขนส่ง สามารถใช้แทนการพกเงินสดในการเดินทางและชำระค่าสินค้า อีกทั้งยังได้รับส่วนลดจากการใช้งานบัตร


       


              ๒) ภาครัฐได้รับความยืดหยุ่นและอำนาจในการควบคุมอัตราค่าโดยสาร สามารถรวบรวมข้อมูลการจราจรเพื่อใช้ในการวางแผนพัฒนาระบบขนส่งและสร้างมาตรฐานกลางแห่งชาติของระบบตั๋วร่วมเพื่อเป็นพื้นฐานการพัฒนาในอนาคต และ


       


              ๓) ผู้ให้บริการที่จะได้รับความสะดวกจากระบบตั๋วร่วมจากการลดการใช้งานตั๋วโดยสารเที่ยวเดียว ลดต้นทุนในการดำเนินการบริหารจัดการบัตรโดยสาร ลดความเสี่ยงจากการทุจริตในการบริหารจัดการ อีกทั้งมีส่วนเพิ่มจำนวนผู้โดยสาร  


       


                  ทั้งนี้ ในดำเนินการดังกล่าวได้อย่างสัมฤทธิ์ผลจะต้องมีนโยบายในการดำเนินการด้านต่างๆ ที่เหมาะสม อันรวมถึง นโยบายด้านการดำเนินงานระบบตั๋วร่วม นโยบายการกำหนดอัตราค่าโดยสารร่วม นโยบายด้านมาตรฐานและการเชื่อมต่อระบบตั๋วร่วมและระบบศูนย์บริหารจัดการรายได้กลาง จำเป็นต้องมีเครื่องมือในการกำหนดหลักเกณฑ์และกำหนดแนวทางการให้ความร่วมมือในการเชื่อมต่อระบบและให้บริการในการระบบตั๋วร่วมของผู้ประกอบการระบบขนส่งมวลชน ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญในการดำเนินงานระบบตั๋วร่วมให้เกิดผลสัมฤทธิ์ รวมถึงการสนับสนุนและส่งเสริมการดำเนินงานระบบตั๋วร่วม ในการอุดหนุนค่าเดินทางและให้สิทธิประโยชน์แก่ผู้ใช้ตั๋วร่วม รวมถึงผู้ให้บริการระบบตั๋วร่วม จึงจำเป็นจะต้องตรากฎหมายขึ้นเพื่อกำหนดหลักเกณฑ์และแนวทางต่างๆ ที่เกี่ยวข้องตามนโยบายของภาครัฐในการให้บริการระบบตั๋วร่วม

  •        

  • หลักการอันเป็นสาระสำคัญของกฎหมาย
  • กฎหมายฉบับนี้ แบ่งออกเป็น ๖ หมวด โดยมีสาระสำคัญ ดังนี้


    หลักการและเหตุผล เพื่อให้มีกฎหมายว่าด้วยการบริหารจัดการระบบตั๋วร่วม และให้การบริหารจัดการระบบตั๋วร่วมเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพอันเป็นประโยชน์สาธารณะ ประชาชนสามารถใช้ตั๋วร่วมกับผู้ให้บริการภาคขนส่งซึ่งดำเนินการโดยหน่วยงานของรัฐและเอกชนผู้ให้บริการด้านการขนส่งหรือการจราจรต่าง ๆ ทั้งหมด ได้อย่างต่อเนื่องก่อให้เกิดความสะดวกรวดเร็ว ประหยัดและสนับสนุนการเดินทางโดยระบบขนส่งสาธารณะในการให้สิทธิประโยชน์และการลดค่าใช้จ่ายในการเดินทางแก่ผู้ใช้บัตรหรือตั๋วร่วมรวมทั้งเพื่อแก้ไขปัญหาด้านการขนส่งให้มีความสะดวกและรวดเร็วยิ่งขึ้นอย่างเป็นระบบและมีประสิทธิภาพ และสามารถนำไปใช้กับการชำระค่าสินค้าและบริการสำหรับการใช้บริการนอกภาคขนส่ง เพื่อเพิ่มความสะดวกและขยายขอบเขตการใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์แทนเงินสดให้สามารถใช้บริการได้อย่างทั่วถึงทั้งในและนอกภาคขนส่งจึงจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้


     


    หมวดที่ ๑ ว่าด้วยเรื่องคณะกรรมการนโยบายระบบตั๋วร่วม


    โดยมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เป็นประธานกรรมการ มีวาระการดำรงตำแหน่งคราวละ ๔ ปี มีอำนาจหน้าที่ ดังนี้


    (๑) กำหนดนโยบายการบริหารจัดการระบบตั๋วร่วม การพัฒนาระบบตั๋วร่วม หรือการพัฒนาการบริหารจัดการระบบตั๋วร่วม รวมทั้งในกิจการที่เกี่ยวข้องหรือกิจการต่อเนื่อง


    (๒) กำหนดแนวทางและระยะเวลาการดำเนินงานและระยะเวลาเข้าร่วมดำเนินงานในการบริหารจัดการระบบตั๋วร่วม ไม่ว่าจะเป็นการดำเนินงานของผู้ให้บริการภาคขนส่งรายเดิมหรือผู้ให้บริการภาคขนส่งรายใหม่ เพื่อให้เกิดการเชื่อมต่อระบบอย่างมีประสิทธิภาพ สอดคล้องกันทั้งระบบ และเป็นธรรมแก่ผู้ให้บริการภาคขนส่ง


    (๓) ออกข้อบังคับในเรื่องดังต่อไปนี้


         (ก) มาตรฐานการบริหารจัดการระบบตั๋วร่วมและการบริหารจัดการรหัสระบบความปลอดภัย


         (ข) การเชื่อมต่อระบบตั๋วร่วมระหว่างศูนย์บริหารจัดการรายได้กลางกับผู้ให้บริการภาคขนส่งรายเดิมและผู้ให้บริการภาคขนส่งรายใหม่


         (ค) การกำหนดมาตรการ หลักเกณฑ์ เงื่อนไข และข้อกำหนดของระบบตั๋วร่วมเพื่อประโยชน์ในการใช้ตั๋วร่วม การบริหารจัดการระบบตั๋วร่วมในกิจการที่เกี่ยวข้องหรือกิจการต่อเนื่องของระบบตั๋วร่วม หรือประโยชน์อื่นใดที่เกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการระบบตั๋วร่วม


         (ง) การกำหนดโครงสร้างอัตราค่าโดยสารร่วม ค่าบริการ ค่าธรรมเนียม หรือประโยชน์อื่นใดในระบบตั๋วร่วมหรือการบริหารจัดการระบบตั๋วร่วม รวมทั้งในกิจการที่เกี่ยวข้องหรือกิจการต่อเนื่องกับระบบขนส่งหรือระบบตั๋วร่วม การกำหนดรูปแบบตั๋วร่วม หรือการกำหนดระบบการใช้ตั๋วร่วม  ทั้งนี้ เพื่อบูรณาการการบริหารจัดการระบบตั๋วร่วม


         (จ) การกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ ระยะเวลา และอัตราการส่งเงินเข้ากองทุนของบริษัทบริหารจัดการระบบตั๋วร่วมโดยหักจากรายได้ของกิจการตามมาตรา ๑๕ วรรคหนึ่ง (๑) หรือ (๒) หรือของผู้ให้บริการภาคขนส่งเอกชนรายใหม่เมื่อสัญญาสัมปทาน สัญญาร่วมงาน หรือสัญญาร่วมลงทุน แล้วแต่กรณี กำหนดให้ผู้ให้บริการภาคขนส่งเอกชนรายใหม่ในระบบตั๋วร่วมต้องส่งเงินเข้ากองทุน


        (ฉ) เรื่องอื่น ๆ ตามที่กำหนดไว้ในพระราชบัญญัตินี้


    (๔) พิจารณาเสนอแนะมาตรการหรือแนวทางต่อคณะรัฐมนตรีในการสนับสนุนระบบขนส่งหรือการดำเนินงานของกองทุนให้มีประสิทธิภาพหรือให้การอุดหนุนประชาชนผู้ใช้บริการระบบขนส่ง


    (๕) มอบหมายสำนักงานหรือหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้องศึกษา วิจัย รวบรวมข้อมูลและวิเคราะห์เพื่อการกำหนดนโยบายหรือการพัฒนาตาม (๑) การกำหนดแนวทางตาม (๒) และการออกข้อบังคับตาม (๓) รวมทั้งการเสนอแนะมาตรการหรือแนวทางตาม (๔)


     


    (๖) ปฏิบัติการอื่นใดตามที่กำหนดไว้ในพระราชบัญญัตินี้หรือตามที่คณะรัฐมนตรีมอบหมาย


     


     


    หมวดที่ ๒ ว่าด้วยเรื่องการบริหารจัดการระบบตั๋วร่วม


    โดยมอบหมายให้กรมการขนส่งทางรางเป็นหน่วยงานกำกับดูแลการบริหารจัดการระบบตั๋วร่วม มีอำนาจหน้าที่ ดังนี้


    (๑) กำกับดูแล ติดตาม และประเมินผลการบริหารจัดการระบบตั๋วร่วมและการดำเนินงานของบริษัทบริหารจัดการระบบตั๋วร่วม และผู้ให้บริการภาคขนส่งให้เป็นไปตามมาตรฐานและแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องและรายงานต่อคณะกรรมการรวมทั้งการบริหารจัดการในกิจการที่เกี่ยวข้องหรือกิจการต่อเนื่อง


    (๒) กำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการ รวมทั้งระยะเวลาจัดส่งรายได้จากการออกและจำหน่ายตั๋วร่วมให้แก่ผู้ให้บริการภาคขนส่งหรือบริษัทบริหารจัดการระบบตั๋วร่วม และกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการ รวมทั้งระยะเวลาจัดส่งค่าบริการ ค่าธรรมเนียม หรือประโยชน์อื่นใดตามข้อบังคับของคณะกรรมการ


    (๓) สั่งให้บริษัทบริหารจัดการระบบตั๋วร่วมปฏิบัติหน้าที่ตามมาตรา ๒๐ หรือสั่งให้ผู้ให้บริการภาคขนส่งปฏิบัติตามแนวทางหรือข้อบังคับของคณะกรรมการหรือปฏิบัติหน้าที่ตามมาตรา ๒๑ ภายในระยะเวลาที่กำหนด


    (๔) สั่งให้ผู้ให้บริการภาคขนส่งหรือผู้ประกอบการในกิจการที่เกี่ยวข้องหรือกิจการต่อเนื่องกับระบบขนส่งหรือระบบตั๋วร่วมตามมาตรา ๑๕ วรรคหนึ่ง หรือผู้ออกและจำหน่ายตั๋วร่วมหรือตัวแทนออกและจำหน่ายตั๋วร่วม แก้ไขปัญหาจากการร้องทุกข์จากผู้ใช้บริการตามมาตรา ๒๐ (๑๑) ภายในระยะเวลาที่กำหนด


    (๕) ปฏิบัติงานร่วมกับหรือสนับสนุนการปฏิบัติงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง


    (๖) ปฏิบัติการอื่นใดตามที่กำหนดไว้ในพระราชบัญญัตินี้หรือตามที่คณะกรรมการหรือคณะรัฐมนตรีมอบหมาย


     


    หมวดที่ ๓ ว่าด้วยเรื่องการดำเนินงานในการบริหารจัดการระบบตั๋วร่วม


    โดยให้บริษัทบริหารจัดการระบบตั๋วร่วมการบริหารจัดการระบบตั๋วร่วม บำรุงรักษาระบบตั๋วร่วม และบริหารศูนย์บริหารจัดการรายได้กลางเป็นหน่วยงานด้านการปฏิบัติ มีอำนาจหน้าที่ ดังต่อไปนี้


    (๑) บริหารจัดการระบบตั๋วร่วม บำรุงรักษาระบบตั๋วร่วม และบริหารศูนย์บริหารจัดการรายได้กลาง


    (๒) กำกับดูแลผู้ออกและจำหน่ายตั๋วร่วมรายอื่นในการดำเนินงานและปรับปรุงอุปกรณ์ทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับระบบตั๋วร่วมให้เป็นไปตามมาตรฐานของอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องกับระบบตั๋วร่วมตามข้อบังคับของคณะกรรมการ


    (๓) ตรวจสอบและรับรองมาตรฐานของอุปกรณ์ต่าง ๆ ของผู้ออกและจำหน่ายตั๋วร่วมรายอื่น เพื่อให้ตั๋วร่วมทั้งหมดมีมาตรฐานเดียวกันและสามารถเชื่อมโยงข้อมูลถึงกันได้


    (๔) ศึกษา วิจัย และพัฒนาเทคโนโลยี มาตรฐาน หรือนวัตกรรมที่เกี่ยวข้องกับตั๋วร่วมหรือระบบตั๋วร่วม


    (๕) ออกและจำหน่ายตั๋วร่วมหรือร่วมกับผู้ให้บริการภาคขนส่งหรือผู้ให้บริการนอกภาคขนส่งเป็นผู้ออกและจำหน่ายตั๋วร่วมให้มีมาตรฐานสอดคล้องตามข้อบังคับของคณะกรรมการ


    (๖) อนุญาตให้หน่วยงานของรัฐหรือเอกชนเป็นผู้ร่วมออก จำหน่าย หรือเติมเงินตั๋วร่วมของบริษัทบริหารจัดการระบบตั๋วร่วม ในกรณีที่หน่วยงานของรัฐหรือเอกชนนั้นเป็นผู้ให้บริการนอกภาคขนส่ง รวมทั้งมีอำนาจเพิกถอนการอนุญาตดังกล่าวด้วยในกรณีที่หน่วยงานของรัฐหรือเอกชนนั้นไม่ปฏิบัติตามหน้าที่ที่กำหนดไว้ตามพระราชบัญญัตินี้หรือตามข้อตกลงในการอนุญาต


    (๗) ปรับปรุงหรือสนับสนุนการปรับปรุงระบบการจัดเก็บรายได้ของผู้ให้บริการภาคขนส่งให้สอดคล้องกับนโยบายด้านอัตราค่าโดยสารร่วมที่กำหนดในข้อบังคับของคณะกรรมการ


    (๘) จัดเก็บค่าบริการ ค่าธรรมเนียม หรือประโยชน์อื่นใดตามข้อบังคับของคณะกรรมการและจัดสรรรายได้จากการออกและจำหน่ายตั๋วร่วมให้แก่ผู้ให้บริการภาคขนส่ง


    (๙) บริหารจัดการรายได้หรือการเติมเงินในตั๋วร่วมด้วยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์หรือเทคโนโลยีอื่นหรือร่วมกับหน่วยงานอื่นทั้งในภาครัฐและเอกชนเพื่อให้ความสะดวกแก่ผู้ใช้บริการตั๋วร่วม


    (๑๐) รวบรวมข้อมูลการใช้บริการระบบตั๋วร่วมและประมวลผลข้อมูลเพื่อรายงานต่อกรมการขนส่งทางรางและคณะกรรมการ


    (๑๑) กำกับดูแลผู้ให้บริการภาคขนส่งเพื่อให้การดำเนินงานในการบริหารจัดการระบบตั๋วร่วมมีประสิทธิภาพ รวมทั้งมีหน้าที่รายงานต่อกรมการขนส่งทางรางเมื่อผู้ให้บริการภาคขนส่งไม่ปฏิบัติตามหน้าที่ที่กำหนดไว้ตามพระราชบัญญัตินี้


    (๑๒) รับเรื่องราวร้องทุกข์จากผู้ใช้บริการที่ไม่ได้รับความสะดวก ได้รับการบริการที่ไม่สุภาพ หรือได้รับความเดือดร้อนหรือเสียหายอื่นใดอันเนื่องมาจากการให้บริการของผู้ให้บริการภาคขนส่งในระบบตั๋วร่วมหรือผู้ประกอบการในกิจการที่เกี่ยวข้องหรือกิจการต่อเนื่องกับระบบขนส่งหรือระบบตั๋วร่วมตามมาตรา ๑๕ วรรคหนึ่ง หรือผู้ออกและจำหน่ายตั๋วร่วมหรือตัวแทนออกและจำหน่ายตั๋วร่วมเพื่อรายงานต่อกรมการขนส่งทางราง


    (๑๓) ปฏิบัติหน้าที่อื่นตามที่กำหนดไว้ในพระราชบัญญัตินี้หรือตามที่กรมการขนส่งทางรางหรือคณะกรรมการมอบหมาย


    และกำหนดหน้าที่ของผู้ให้บริการภาคขนส่ง ดังต่อไปนี้


    (๑) ดำเนินการเพื่อให้ผู้ใช้บริการตั๋วร่วมสามารถใช้บริการจากระบบตั๋วร่วมและระบบขนส่งของผู้ให้บริการภาคขนส่งได้


    (๒) อำนวยความสะดวกแก่บริษัทบริหารจัดการระบบตั๋วร่วมในการบำรุงรักษารวมทั้งการตรวจสอบและรับรองมาตรฐานและรายละเอียดของอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องกับระบบตั๋วร่วม


    (๓) ให้ความร่วมมือกับบริษัทบริหารจัดการระบบตั๋วร่วมในการรวบรวมข้อมูลต่าง ๆ ที่อยู่ในหน้าที่ของบริษัทบริหารจัดการระบบตั๋วร่วม


    (๔) ปฏิบัติหน้าที่อื่นตามที่กำหนดไว้ในพระราชบัญญัตินี้หรือตามที่กำหนดในข้อบังคับของคณะกรรมการ


     


    หมวดที่  ว่าด้วยเรื่องกองทุนบริหารจัดการระบบตั๋วร่วม


                จัดตั้งกองทุนขึ้นกองทุนหนึ่งในสำนักงาน เรียกว่า “กองทุนบริหารจัดการระบบตั๋วร่วม” มีวัตถุประสงค์เพื่อให้การสนับสนุนในการดำเนินงาน การพัฒนา และการส่งเสริมเกี่ยวกับการบริหารจัดการระบบตั๋วร่วม รวมทั้งการอุดหนุนประชาชนผู้ใช้บริการระบบตั๋วร่วมหรือระบบขนส่ง และการส่งเสริมการใช้ระบบตั๋วร่วมหรือระบบขนส่ง และจัดตั้งคณะกรรมการบริหารกองทุน ประกอบด้วย ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจรเป็นประธานกรรมการ โดยมีอำนาจหน้าที่ ดังนี้


    (๑) กำหนดนโยบายและให้ความเห็นชอบในการดำเนินงานของกองทุน


    (๒) กำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการบริหารกิจการของกองทุน


    (๓) กำหนดระเบียบเกี่ยวกับการรับเงิน การจ่ายเงิน การเก็บรักษาเงิน และการจัดหาผลประโยชน์ของกองทุน


    (๔) กำหนดระเบียบว่าด้วยการบริหารงานบุคคล ค่าตอบแทน สิทธิประโยชน์ หรือสวัสดิการต่าง ๆ ของพนักงานและลูกจ้างให้สอดคล้องกับมาตรฐานที่คณะกรรมการนโยบายการบริหารทุนหมุนเวียนตามกฎหมายว่าด้วยการบริหารทุนหมุนเวียนกำหนด


    (๕) พิจารณาอนุมัติแผนการดำเนินงานประจำปี


     


    (๖) กระทำการอื่นใดที่จำเป็นหรือเกี่ยวเนื่องเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ของกองทุน


     


    หมวดที่ ๕ ว่าด้วยเรื่องการพักใช้และเพิกถอนใบอนุญาต


                กำหนดให้รัฐมนตรีโดยคำแนะนำของคณะกรรมการมีอำนาจสั่งพักใช้ใบอนุญาต หรือเพิกถอนใบอนุญาตการประกอบกิจการของบริษัทบริหารจัดการตั๋วร่วม ในกรณี ดังต่อไปนี้     


    (๑) ประกอบกิจการโดยทุจริตหรืออาจทำให้ประชาชนเสียหาย


    (๒) จงใจละเว้นการดำเนินการหรือฝ่าฝืนข้อห้ามตามที่กฎหมายบัญญัติ


     


    (๓) จงใจฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามพระราชบัญญัตินี้ กฎกระทรวง ข้อบังคับ หรือประกาศที่ออกตามพระราชบัญญัตินี้


     


    หมวดที่ ๖ ว่าด้วยเรื่องบทกำหนดโทษ


     


                ผู้ที่กระทำการใดๆ ที่ฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขใดๆ ตามที่กฎหมายนี้กำหนดให้ต้องมีโทษทางปกครองและโทษทางอาญา    

  • หลักการอันเป็นสาระสำคัญของกฎหมาย
  • กฎหมายฉบับนี้ แบ่งออกเป็น ๖ หมวด โดยมีสาระสำคัญ ดังนี้


    หลักการและเหตุผล เพื่อให้มีกฎหมายว่าด้วยการบริหารจัดการระบบตั๋วร่วม และให้การบริหารจัดการระบบตั๋วร่วมเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพอันเป็นประโยชน์สาธารณะ ประชาชนสามารถใช้ตั๋วร่วมกับผู้ให้บริการภาคขนส่งซึ่งดำเนินการโดยหน่วยงานของรัฐและเอกชนผู้ให้บริการด้านการขนส่งหรือการจราจรต่าง ๆ ทั้งหมด ได้อย่างต่อเนื่องก่อให้เกิดความสะดวกรวดเร็ว ประหยัดและสนับสนุนการเดินทางโดยระบบขนส่งสาธารณะในการให้สิทธิประโยชน์และการลดค่าใช้จ่ายในการเดินทางแก่ผู้ใช้บัตรหรือตั๋วร่วมรวมทั้งเพื่อแก้ไขปัญหาด้านการขนส่งให้มีความสะดวกและรวดเร็วยิ่งขึ้นอย่างเป็นระบบและมีประสิทธิภาพ และสามารถนำไปใช้กับการชำระค่าสินค้าและบริการสำหรับการใช้บริการนอกภาคขนส่ง เพื่อเพิ่มความสะดวกและขยายขอบเขตการใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์แทนเงินสดให้สามารถใช้บริการได้อย่างทั่วถึงทั้งในและนอกภาคขนส่งจึงจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้


     


    หมวดที่ ๑ ว่าด้วยเรื่องคณะกรรมการนโยบายระบบตั๋วร่วม


    โดยมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เป็นประธานกรรมการ มีวาระการดำรงตำแหน่งคราวละ ๔ ปี มีอำนาจหน้าที่ ดังนี้


    (๑) กำหนดนโยบายการบริหารจัดการระบบตั๋วร่วม การพัฒนาระบบตั๋วร่วม หรือการพัฒนาการบริหารจัดการระบบตั๋วร่วม รวมทั้งในกิจการที่เกี่ยวข้องหรือกิจการต่อเนื่อง


    (๒) กำหนดแนวทางและระยะเวลาการดำเนินงานและระยะเวลาเข้าร่วมดำเนินงานในการบริหารจัดการระบบตั๋วร่วม ไม่ว่าจะเป็นการดำเนินงานของผู้ให้บริการภาคขนส่งรายเดิมหรือผู้ให้บริการภาคขนส่งรายใหม่ เพื่อให้เกิดการเชื่อมต่อระบบอย่างมีประสิทธิภาพ สอดคล้องกันทั้งระบบ และเป็นธรรมแก่ผู้ให้บริการภาคขนส่ง


    (๓) ออกข้อบังคับในเรื่องดังต่อไปนี้


         (ก) มาตรฐานการบริหารจัดการระบบตั๋วร่วมและการบริหารจัดการรหัสระบบความปลอดภัย


         (ข) การเชื่อมต่อระบบตั๋วร่วมระหว่างศูนย์บริหารจัดการรายได้กลางกับผู้ให้บริการภาคขนส่งรายเดิมและผู้ให้บริการภาคขนส่งรายใหม่


         (ค) การกำหนดมาตรการ หลักเกณฑ์ เงื่อนไข และข้อกำหนดของระบบตั๋วร่วมเพื่อประโยชน์ในการใช้ตั๋วร่วม การบริหารจัดการระบบตั๋วร่วมในกิจการที่เกี่ยวข้องหรือกิจการต่อเนื่องของระบบตั๋วร่วม หรือประโยชน์อื่นใดที่เกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการระบบตั๋วร่วม


         (ง) การกำหนดโครงสร้างอัตราค่าโดยสารร่วม ค่าบริการ ค่าธรรมเนียม หรือประโยชน์อื่นใดในระบบตั๋วร่วมหรือการบริหารจัดการระบบตั๋วร่วม รวมทั้งในกิจการที่เกี่ยวข้องหรือกิจการต่อเนื่องกับระบบขนส่งหรือระบบตั๋วร่วม การกำหนดรูปแบบตั๋วร่วม หรือการกำหนดระบบการใช้ตั๋วร่วม  ทั้งนี้ เพื่อบูรณาการการบริหารจัดการระบบตั๋วร่วม


         (จ) การกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ ระยะเวลา และอัตราการส่งเงินเข้ากองทุนของบริษัทบริหารจัดการระบบตั๋วร่วมโดยหักจากรายได้ของกิจการตามมาตรา ๑๕ วรรคหนึ่ง (๑) หรือ (๒) หรือของผู้ให้บริการภาคขนส่งเอกชนรายใหม่เมื่อสัญญาสัมปทาน สัญญาร่วมงาน หรือสัญญาร่วมลงทุน แล้วแต่กรณี กำหนดให้ผู้ให้บริการภาคขนส่งเอกชนรายใหม่ในระบบตั๋วร่วมต้องส่งเงินเข้ากองทุน


        (ฉ) เรื่องอื่น ๆ ตามที่กำหนดไว้ในพระราชบัญญัตินี้


    (๔) พิจารณาเสนอแนะมาตรการหรือแนวทางต่อคณะรัฐมนตรีในการสนับสนุนระบบขนส่งหรือการดำเนินงานของกองทุนให้มีประสิทธิภาพหรือให้การอุดหนุนประชาชนผู้ใช้บริการระบบขนส่ง


    (๕) มอบหมายสำนักงานหรือหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้องศึกษา วิจัย รวบรวมข้อมูลและวิเคราะห์เพื่อการกำหนดนโยบายหรือการพัฒนาตาม (๑) การกำหนดแนวทางตาม (๒) และการออกข้อบังคับตาม (๓) รวมทั้งการเสนอแนะมาตรการหรือแนวทางตาม (๔)


     


    (๖) ปฏิบัติการอื่นใดตามที่กำหนดไว้ในพระราชบัญญัตินี้หรือตามที่คณะรัฐมนตรีมอบหมาย


     


     


    หมวดที่ ๒ ว่าด้วยเรื่องการบริหารจัดการระบบตั๋วร่วม


    โดยมอบหมายให้กรมการขนส่งทางรางเป็นหน่วยงานกำกับดูแลการบริหารจัดการระบบตั๋วร่วม มีอำนาจหน้าที่ ดังนี้


    (๑) กำกับดูแล ติดตาม และประเมินผลการบริหารจัดการระบบตั๋วร่วมและการดำเนินงานของบริษัทบริหารจัดการระบบตั๋วร่วม และผู้ให้บริการภาคขนส่งให้เป็นไปตามมาตรฐานและแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องและรายงานต่อคณะกรรมการรวมทั้งการบริหารจัดการในกิจการที่เกี่ยวข้องหรือกิจการต่อเนื่อง


    (๒) กำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการ รวมทั้งระยะเวลาจัดส่งรายได้จากการออกและจำหน่ายตั๋วร่วมให้แก่ผู้ให้บริการภาคขนส่งหรือบริษัทบริหารจัดการระบบตั๋วร่วม และกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการ รวมทั้งระยะเวลาจัดส่งค่าบริการ ค่าธรรมเนียม หรือประโยชน์อื่นใดตามข้อบังคับของคณะกรรมการ


    (๓) สั่งให้บริษัทบริหารจัดการระบบตั๋วร่วมปฏิบัติหน้าที่ตามมาตรา ๒๐ หรือสั่งให้ผู้ให้บริการภาคขนส่งปฏิบัติตามแนวทางหรือข้อบังคับของคณะกรรมการหรือปฏิบัติหน้าที่ตามมาตรา ๒๑ ภายในระยะเวลาที่กำหนด


    (๔) สั่งให้ผู้ให้บริการภาคขนส่งหรือผู้ประกอบการในกิจการที่เกี่ยวข้องหรือกิจการต่อเนื่องกับระบบขนส่งหรือระบบตั๋วร่วมตามมาตรา ๑๕ วรรคหนึ่ง หรือผู้ออกและจำหน่ายตั๋วร่วมหรือตัวแทนออกและจำหน่ายตั๋วร่วม แก้ไขปัญหาจากการร้องทุกข์จากผู้ใช้บริการตามมาตรา ๒๐ (๑๑) ภายในระยะเวลาที่กำหนด


    (๕) ปฏิบัติงานร่วมกับหรือสนับสนุนการปฏิบัติงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง


    (๖) ปฏิบัติการอื่นใดตามที่กำหนดไว้ในพระราชบัญญัตินี้หรือตามที่คณะกรรมการหรือคณะรัฐมนตรีมอบหมาย


     


    หมวดที่ ๓ ว่าด้วยเรื่องการดำเนินงานในการบริหารจัดการระบบตั๋วร่วม


    โดยให้บริษัทบริหารจัดการระบบตั๋วร่วมการบริหารจัดการระบบตั๋วร่วม บำรุงรักษาระบบตั๋วร่วม และบริหารศูนย์บริหารจัดการรายได้กลางเป็นหน่วยงานด้านการปฏิบัติ มีอำนาจหน้าที่ ดังต่อไปนี้


    (๑) บริหารจัดการระบบตั๋วร่วม บำรุงรักษาระบบตั๋วร่วม และบริหารศูนย์บริหารจัดการรายได้กลาง


    (๒) กำกับดูแลผู้ออกและจำหน่ายตั๋วร่วมรายอื่นในการดำเนินงานและปรับปรุงอุปกรณ์ทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับระบบตั๋วร่วมให้เป็นไปตามมาตรฐานของอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องกับระบบตั๋วร่วมตามข้อบังคับของคณะกรรมการ


    (๓) ตรวจสอบและรับรองมาตรฐานของอุปกรณ์ต่าง ๆ ของผู้ออกและจำหน่ายตั๋วร่วมรายอื่น เพื่อให้ตั๋วร่วมทั้งหมดมีมาตรฐานเดียวกันและสามารถเชื่อมโยงข้อมูลถึงกันได้


    (๔) ศึกษา วิจัย และพัฒนาเทคโนโลยี มาตรฐาน หรือนวัตกรรมที่เกี่ยวข้องกับตั๋วร่วมหรือระบบตั๋วร่วม


    (๕) ออกและจำหน่ายตั๋วร่วมหรือร่วมกับผู้ให้บริการภาคขนส่งหรือผู้ให้บริการนอกภาคขนส่งเป็นผู้ออกและจำหน่ายตั๋วร่วมให้มีมาตรฐานสอดคล้องตามข้อบังคับของคณะกรรมการ


    (๖) อนุญาตให้หน่วยงานของรัฐหรือเอกชนเป็นผู้ร่วมออก จำหน่าย หรือเติมเงินตั๋วร่วมของบริษัทบริหารจัดการระบบตั๋วร่วม ในกรณีที่หน่วยงานของรัฐหรือเอกชนนั้นเป็นผู้ให้บริการนอกภาคขนส่ง รวมทั้งมีอำนาจเพิกถอนการอนุญาตดังกล่าวด้วยในกรณีที่หน่วยงานของรัฐหรือเอกชนนั้นไม่ปฏิบัติตามหน้าที่ที่กำหนดไว้ตามพระราชบัญญัตินี้หรือตามข้อตกลงในการอนุญาต


    (๗) ปรับปรุงหรือสนับสนุนการปรับปรุงระบบการจัดเก็บรายได้ของผู้ให้บริการภาคขนส่งให้สอดคล้องกับนโยบายด้านอัตราค่าโดยสารร่วมที่กำหนดในข้อบังคับของคณะกรรมการ


    (๘) จัดเก็บค่าบริการ ค่าธรรมเนียม หรือประโยชน์อื่นใดตามข้อบังคับของคณะกรรมการและจัดสรรรายได้จากการออกและจำหน่ายตั๋วร่วมให้แก่ผู้ให้บริการภาคขนส่ง


    (๙) บริหารจัดการรายได้หรือการเติมเงินในตั๋วร่วมด้วยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์หรือเทคโนโลยีอื่นหรือร่วมกับหน่วยงานอื่นทั้งในภาครัฐและเอกชนเพื่อให้ความสะดวกแก่ผู้ใช้บริการตั๋วร่วม


    (๑๐) รวบรวมข้อมูลการใช้บริการระบบตั๋วร่วมและประมวลผลข้อมูลเพื่อรายงานต่อกรมการขนส่งทางรางและคณะกรรมการ


    (๑๑) กำกับดูแลผู้ให้บริการภาคขนส่งเพื่อให้การดำเนินงานในการบริหารจัดการระบบตั๋วร่วมมีประสิทธิภาพ รวมทั้งมีหน้าที่รายงานต่อกรมการขนส่งทางรางเมื่อผู้ให้บริการภาคขนส่งไม่ปฏิบัติตามหน้าที่ที่กำหนดไว้ตามพระราชบัญญัตินี้


    (๑๒) รับเรื่องราวร้องทุกข์จากผู้ใช้บริการที่ไม่ได้รับความสะดวก ได้รับการบริการที่ไม่สุภาพ หรือได้รับความเดือดร้อนหรือเสียหายอื่นใดอันเนื่องมาจากการให้บริการของผู้ให้บริการภาคขนส่งในระบบตั๋วร่วมหรือผู้ประกอบการในกิจการที่เกี่ยวข้องหรือกิจการต่อเนื่องกับระบบขนส่งหรือระบบตั๋วร่วมตามมาตรา ๑๕ วรรคหนึ่ง หรือผู้ออกและจำหน่ายตั๋วร่วมหรือตัวแทนออกและจำหน่ายตั๋วร่วมเพื่อรายงานต่อกรมการขนส่งทางราง


    (๑๓) ปฏิบัติหน้าที่อื่นตามที่กำหนดไว้ในพระราชบัญญัตินี้หรือตามที่กรมการขนส่งทางรางหรือคณะกรรมการมอบหมาย


    และกำหนดหน้าที่ของผู้ให้บริการภาคขนส่ง ดังต่อไปนี้


    (๑) ดำเนินการเพื่อให้ผู้ใช้บริการตั๋วร่วมสามารถใช้บริการจากระบบตั๋วร่วมและระบบขนส่งของผู้ให้บริการภาคขนส่งได้


    (๒) อำนวยความสะดวกแก่บริษัทบริหารจัดการระบบตั๋วร่วมในการบำรุงรักษารวมทั้งการตรวจสอบและรับรองมาตรฐานและรายละเอียดของอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องกับระบบตั๋วร่วม


    (๓) ให้ความร่วมมือกับบริษัทบริหารจัดการระบบตั๋วร่วมในการรวบรวมข้อมูลต่าง ๆ ที่อยู่ในหน้าที่ของบริษัทบริหารจัดการระบบตั๋วร่วม


    (๔) ปฏิบัติหน้าที่อื่นตามที่กำหนดไว้ในพระราชบัญญัตินี้หรือตามที่กำหนดในข้อบังคับของคณะกรรมการ


     


    หมวดที่  ว่าด้วยเรื่องกองทุนบริหารจัดการระบบตั๋วร่วม


                จัดตั้งกองทุนขึ้นกองทุนหนึ่งในสำนักงาน เรียกว่า “กองทุนบริหารจัดการระบบตั๋วร่วม” มีวัตถุประสงค์เพื่อให้การสนับสนุนในการดำเนินงาน การพัฒนา และการส่งเสริมเกี่ยวกับการบริหารจัดการระบบตั๋วร่วม รวมทั้งการอุดหนุนประชาชนผู้ใช้บริการระบบตั๋วร่วมหรือระบบขนส่ง และการส่งเสริมการใช้ระบบตั๋วร่วมหรือระบบขนส่ง และจัดตั้งคณะกรรมการบริหารกองทุน ประกอบด้วย ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจรเป็นประธานกรรมการ โดยมีอำนาจหน้าที่ ดังนี้


    (๑) กำหนดนโยบายและให้ความเห็นชอบในการดำเนินงานของกองทุน


    (๒) กำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการบริหารกิจการของกองทุน


    (๓) กำหนดระเบียบเกี่ยวกับการรับเงิน การจ่ายเงิน การเก็บรักษาเงิน และการจัดหาผลประโยชน์ของกองทุน


    (๔) กำหนดระเบียบว่าด้วยการบริหารงานบุคคล ค่าตอบแทน สิทธิประโยชน์ หรือสวัสดิการต่าง ๆ ของพนักงานและลูกจ้างให้สอดคล้องกับมาตรฐานที่คณะกรรมการนโยบายการบริหารทุนหมุนเวียนตามกฎหมายว่าด้วยการบริหารทุนหมุนเวียนกำหนด


    (๕) พิจารณาอนุมัติแผนการดำเนินงานประจำปี


     


    (๖) กระทำการอื่นใดที่จำเป็นหรือเกี่ยวเนื่องเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ของกองทุน


     


    หมวดที่ ๕ ว่าด้วยเรื่องการพักใช้และเพิกถอนใบอนุญาต


                กำหนดให้รัฐมนตรีโดยคำแนะนำของคณะกรรมการมีอำนาจสั่งพักใช้ใบอนุญาต หรือเพิกถอนใบอนุญาตการประกอบกิจการของบริษัทบริหารจัดการตั๋วร่วม ในกรณี ดังต่อไปนี้     


    (๑) ประกอบกิจการโดยทุจริตหรืออาจทำให้ประชาชนเสียหาย


    (๒) จงใจละเว้นการดำเนินการหรือฝ่าฝืนข้อห้ามตามที่กฎหมายบัญญัติ


     


    (๓) จงใจฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามพระราชบัญญัตินี้ กฎกระทรวง ข้อบังคับ หรือประกาศที่ออกตามพระราชบัญญัตินี้


     


    หมวดที่ ๖ ว่าด้วยเรื่องบทกำหนดโทษ


     


                ผู้ที่กระทำการใดๆ ที่ฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขใดๆ ตามที่กฎหมายนี้กำหนดให้ต้องมีโทษทางปกครองและโทษทางอาญา    

    • ประเด็นรับฟังความคิดเห็น
    •            ความคิดเห็นต่อร่างพระราชบัญญัติการบริหารจัดการระบบตั๋วร่วมที่จะกำหนดให้โครงสร้างการบริหารจัดการระบบตั๋วร่วมมีคณะกรรมการนโยบายระบบตั๋วร่วมมีอำนาจหน้าที่ในการกำหนดนโยบาย กรอบโครงสร้างอัตราค่าโดยสารร่วม และหลักเกณฑ์ต่างๆ ที่เกี่ยวข้องเป็นหน่วยงานระบบนโยบาย โดยมีสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจรเป็นหน่วยงานทำหน้าที่เป็นเลขานุการของคณะกรรมการ กรมการขนส่งทางราง ส่วนราชการระดับกรม ภายใต้กระทรวงคมนาคม เป็นหน่วยงานระดับกำกับดูแลมีอำนาจหน้าที่ในการกำกับดูแล และกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการในการบริหารจัดการระบบตั๋วร่วม จัดตั้งผู้บริหารจัดการระบบตั๋วร่วมในรูปแบบบริษัทโดยมีหลักเกณฑ์และแนวทางการจัดตั้งและขออนุญาตตามที่กำหนดในร่างพระราชบัญญัติ และจัดตั้งกองทุนบริหารจัดการระบบตั๋วร่วม เพื่อสนับสนุนและส่งเสริมการพัฒนาที่เกี่ยวกับการดำเนินงานระบบตั๋วร่วมหรือระบบขนส่ง

         
      ข้อมูลส่วนบุคคล
         
      เพศ
      อายุ ปี
      อาชีพ
      รายได้ บาท
      จังหวัด
      E-mail
         

     


1 ความคิดเห็น

  • ลิงค์ความคิดเห็น กล้า สินเจริญ วันที่/เดือน/ปี - ชม:นาที โพสต์โดย กล้า สินเจริญ

    ไม่จำเป็นต้องจัดตั้งกรมขนส่งทางราง ใช้สำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร น่่าจะเพียงพอแล้ว
    กลไกการดำเนินการ ควร มี 2 ระดับ 1) คณะกรรมการระดับนโยบาย ควบคุมการดำเนินการของบริษัทในภาพร่วม
    2) กลไรระดับอำนวยการและปฏิบัติ จัดตั้ง บริษัทและกองทุนแยกเป็นอิสระต่อกันในแต่ละจังหวัด คอยดำเนินการตามนโยบายของคณะกรรมการ