Facebook


ร่างกฎหมายว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการจัดตั้งองค์กรที่มีความเป็นอิสระ อำนาจในการเป็นตัวแทนของผู้บริโภค และการสนับสนุนด้านการเงินจากรัฐ ตามมาตรา ๔๖ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐

วัน, วันที่ เดือน ปี ชม:นาที อ่าน 288 เวลา ปรับปรุงล่าสุดเมื่อ วัน, วันที่ เดือน ปี ชม:นาที ส่งออกข้อมูล XML ไฟล์

           สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคขอเชิญชวนหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชนรวมทั้งภาคประชาชน ร่วมแสดงความคิดเห็นและข้อเสนอแนะต่อร่างกฎหมายว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการจัดตั้งองค์กรที่มีความเป็นอิสระ อำนาจในการเป็นตัวแทนของผู้บริโภค และการสนับสนุนด้านการเงินจากรัฐ ตามมาตรา ๔๖ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐ ผ่านระบบเว็บไซต์ www.lawamendment.go.th ของกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม 

           ท่านสามารถดาวน์โหลดไฟล์ร่างกฎหมายและไฟล์ตารางร่างกฎหมายพร้อมเหตุผลประกอบการยกร่างได้ในไฟล์แนบ

__________________________________________

ชื่อร่าง

                   ร่างพระราชบัญญัติองค์กร... พ.ศ. ....

                   โดยที่เป็นการสมควรมีกฎหมายว่าด้วยองค์กร...

    มาตรา ๑  พระราชบัญญัตินี้เรียกว่า พระราชบัญญัติองค์กร... พ.. ....

                     ๑. องค์กรผู้บริโภคเพื่อคุ้มครองพิทักษ์สิทธิผู้บริโภค

                     ๒. องค์กรพิทักษ์สิทธิของผู้บริโภค

                     ๓. สภาองค์กรผู้บริโภคแห่งชาติ

                     ๔. องค์กรตัวแทนของผู้บริโภค

                     ๕. จัดตั้งองค์กรของผู้บริโภคเพื่อคุ้มครองและพิทักษ์สิทธิของผู้บริโภค

                          ๖. ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการจัดตั้งองค์กรคุ้มครองและพิทักษ์สิทธิของผู้บริโภค

                                    ๗. องค์กรผู้บริโภคแห่งชาติ

          มาตรา ๒ พระราชบัญญัตินี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป

          มาตรา ๓  ในพระราชบัญญัตินี้
          
องค์กร หมายความว่า องค์กร...
          
องค์กรของผู้บริโภค” หมายความว่า บุคคลธรรมดาตั้งแต่สิบคนขึ้นไปหรือนิติบุคคล ที่มีวัตถุประสงค์ไม่แสวงหาผลกำไรหรือรายได้มาแบ่งปันกัน มีการดำเนินงานด้านการคุ้มครองผู้บริโภค ไม่น้อยกว่าสองปี และไม่ถูกจัดตั้งโดยตรงหรือโดยอ้อมจากผู้ประกอบธุรกิจ
          
ผู้ประกอบธุรกิจ” หมายความว่า ผู้ประกอบธุรกิจตามกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองผู้บริโภค 
          
ผู้บริโภค” หมายความว่า ผู้บริโภคตามกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองผู้บริโภค
          
คณะกรรมการ” หมายความว่า คณะกรรมการองค์กร...
          
ประธานกรรมการ” หมายความว่า ประธานกรรมการองค์กร...
          
รองประธานกรรมการ” หมายความว่า รองประธานกรรมการองค์กร...
          
กรรมการ” หมายความว่า กรรมการองค์กร...
          
ผู้อำนวยการ” หมายความว่า ผู้อำนวยการองค์กร...
          
สิทธิผู้บริโภค” หมายความว่า สิทธิตามกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองผู้บริโภค กฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้องกับการคุ้มครองผู้บริโภค และตามกฎหมายหรือตามหนังสือสัญญาที่ประเทศไทยเป็นภาคีและมีพันธกรณีที่จะต้องปฏิบัติตาม

          รัฐมนตรี” หมายความว่า รัฐมนตรีผู้รักษาการตามพระราชบัญญัตินี้

  มาตรา ๔  ให้นายกรัฐมนตรีรักษาการตามพระราชบัญญัตินี้

 

หมวด ๑

องค์กร...

_________________________

 

มาตรา ๕ ให้จัดตั้งองค์กรขึ้นเรียกว่า “องค์กร...” เป็นนิติบุคคลที่มีความเป็นอิสระไม่ใช่ส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ หรือหน่วยงานของรัฐ มีวัตถุประสงค์เพื่อให้เกิดพลังในการคุ้มครองและพิทักษ์สิทธิของผู้บริโภคโดยได้รับการสนับสนุนจากรัฐ

มาตรา ๖ ให้องค์กรมีสำนักงานอยู่ในกรุงเทพมหานคร หรือจังหวัดใดจังหวัดหนึ่ง

มาตรา ๗  กิจการขององค์กรไม่อยู่ภายใต้บังคับแห่งกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงาน กฎหมายว่าด้วยแรงงานสัมพันธ์ และกฎหมายว่าด้วยเงินทดแทน ทั้งนี้ ผู้อำนวยการ พนักงาน และลูกจ้างขององค์กรต้องได้รับประโยชน์ตอบแทนไม่น้อยกว่าที่กำหนดไว้ในกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงาน และกฎหมายว่าด้วยเงินทดแทน

มาตรา ๘ เงินและทรัพย์สินในการดำเนินกิจการขององค์กร ประกอบด้วย

(๑) เงินที่ได้รับโอนตามมาตรา ๓๒

(๒) เงินอุดหนุนทั่วไปที่รัฐบาลจัดสรรให้โดยตรงเป็นรายปีจากงบประมาณแผ่นดินประจำปี โดยรัฐบาลพึงจัดสรรให้เป็นจำนวนที่เพียงพอสำหรับการบริหารงานโดยอิสระของคณะกรรมการและค่าใช้จ่ายที่จำเป็นในการดำเนินงานขององค์กร  

(๓) เงินหรือทรัพย์สินที่มีผู้อุทิศให้   

(๔) ดอกผลของเงินหรือรายได้จากทรัพย์สินขององค์กร

(๕) รายได้อื่น

การรับเงินตาม (๓) และ (๕) ต้องไม่เป็นการทำให้องค์กรขาดความเป็นอิสระในการดำเนินงาน หรือขัดแย้งต่อวัตถุประสงค์ขององค์กร

มาตรา ๙  ทรัพย์สินขององค์กรเป็นทรัพย์สินของแผ่นดิน ไม่อยู่ในความรับผิดแห่งการบังคับคดี

บรรดาอสังหาริมทรัพย์ที่องค์กรได้มาโดยมีผู้อุทิศให้ตามมาตรา ๘ (๓) หรือได้มาโดยการซื้อหรือแลกเปลี่ยนจากเงินหรือทรัพย์สินตามมาตรา ๘ (๔) และ (๕) ขององค์กรให้เป็นกรรมสิทธิ์ขององค์กร

ให้องค์กรมีอำนาจในการปกครอง ดูแล บำรุงรักษา ใช้ และจัดหาประโยชน์จากทรัพย์สินขององค์กร

บรรดาอสังหาริมทรัพย์ที่องค์กรได้มาโดยใช้เงินตามมาตรา ๘ (๑) และ (๒) ให้ตกเป็นที่ราชพัสดุ แต่องค์กรมีอำนาจในการปกครอง ดูแล บำรุงรักษา ใช้ และจัดหาประโยชน์ได้

มาตรา ๑๐ การเก็บรักษาและการใช้จ่ายเงินและทรัพย์สินขององค์กรให้เป็นไปตามระเบียบที่คณะกรรมการกำหนด

ให้องค์กรจัดทำบัญชีตามหลักสากล และจัดให้มีการตรวจสอบภายในเกี่ยวกับการเงิน การบัญชี และการพัสดุขององค์กร ตลอดจนรายงานผลการตรวจสอบให้คณะกรรมการทราบอย่างน้อยหกเดือนต่อครั้ง

ให้องค์กรจัดทำงบการเงินซึ่งอย่างน้อยต้องประกอบด้วยงบดุลและบัญชีทำการส่งผู้สอบบัญชีภายในหนึ่งร้อยยี่สิบวันนับแต่วันสิ้นปีบัญชีของทุกปี

ในทุกรอบปีให้สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินหรือบุคคลภายนอกตามที่คณะกรรมการแต่งตั้งด้วยความเห็นชอบของสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินเป็นผู้สอบบัญชีและประเมินผลการใช้จ่ายเงินและทรัพย์สินขององค์กร และจัดทำรายงานผลเสนอต่อคณะกรรมการ

ภายในหนึ่งร้อยแปดสิบวันนับแต่วันสิ้นปีบัญชีของทุกปี ให้องค์กรทำรายงานประจำปีเสนอต่อคณะกรรมการเพื่อเสนอต่อรัฐมนตรีพิจารณาให้ความเห็นชอบ โดยแสดงงบการเงินและบัญชีทำการที่ผู้สอบบัญชีรับรองว่าถูกต้องแล้ว รายงานของผู้สอบบัญชี รวมทั้งแสดงผลงานขององค์กรในปีที่ล่วงมาด้วย

 

หมวด ๒

คณะกรรมการองค์กร...

___________________________

 

มาตรา ๑๑ ให้มีคณะกรรมการคณะหนึ่ง เรียกว่า คณะกรรมการองค์กร...” ประกอบด้วย

(๑) กรรมการผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านจำนวนเก้าคนซึ่งองค์กรของผู้บริโภคเลือกจากผู้แทนองค์กรของผู้บริโภคในด้านต่าง ๆ ดังต่อไปนี้ด้านละหนึ่งคน

   (ก) ด้านการเงินและการธนาคาร

   (ข) ด้านการขนส่งและยานพาหนะ

   (ค) ด้านอสังหาริมทรัพย์และที่อยู่อาศัย

   (ง) ด้านอาหาร ยา ผลิตภัณฑ์สุขภาพ

   (จ) ด้านบริการสุขภาพ

   (ฉ) ด้านสินค้าและบริการทั่วไป

   (ช) ด้านการสื่อสารและโทรคมนาคม

   (ซ) ด้านบริการสาธารณะ

   (ฌ) ด้านอื่นที่เป็นประโยชน์ต่อการปฏิบัติหน้าที่ตามพระราชบัญญัตินี้ ตามที่คณะกรรมการประกาศกำหนด

(๒) กรรมการเขตพื้นที่จำนวนสิบคนซึ่งเลือกกันเองจากผู้แทนองค์กรของผู้บริโภคในแต่ละเขตพื้นที่ โดยให้คณะกรรมการมีอำนาจออกประกาศกำหนดแบ่งเขตพื้นที่ประเทศออกเป็นสิบเขต ให้กรุงเทพมหานครเป็นหนึ่งเขตพื้นที่ ส่วนเขตพื้นที่อื่นให้กำหนดเขตพื้นที่ให้มีความสอดคล้องกับสถานการณ์หรือสภาพปัญหาที่เกิดขึ้นอันเกี่ยวกับการละเมิดสิทธิผู้บริโภค

การกำหนดด้านความเชี่ยวชาญของกรรมการผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านตาม (๑) (ก) ถึง (ฌ) และการกำหนดแบ่งเขตพื้นที่ของกรรมการเขตพื้นที่ตาม (๒) คณะกรรมการสามารถเปลี่ยนแปลงด้านความเชี่ยวชาญและเปลี่ยนแปลงการแบ่งเขตพื้นที่ได้ตามความเหมาะสมและสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปตามที่คณะกรรมการประกาศกำหนด

เมื่อมีการประชุมคณะกรรมการครั้งแรก ให้กรรมการเลือกประธานกรรมการหนึ่งคน และรองประธานกรรมการหนึ่งคน

        ให้ผู้อำนวยการเป็นเลขานุการของคณะกรรมการ และผู้อำนวยการอาจแต่งตั้งพนักงานหรือลูกจ้างขององค์กรไม่เกินสองคนเป็นผู้ช่วยเลขานุการได้

มาตรา ๑๒  กรรมการตามมาตรา ๑๑ ต้องมีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้าม ดังต่อไปนี้

ก. คุณสมบัติ

(๑) มีสัญชาติไทยและมีภูมิลำเนาอยู่ในประเทศไทย

(๒) มีอายุไม่ต่ำกว่ายี่สิบห้าปีบริบูรณ์ในวันที่ได้มีการเสนอชื่อผู้แทนที่จะรับเลือกเป็นกรรมการ

ข. ลักษณะต้องห้าม

(๑) เป็นบุคคลล้มละลายหรือเคยเป็นบุคคลล้มละลายทุจริต

(๒) เป็นคนไร้ความสามารถหรือคนเสมือนไร้ความสามารถ

(๓) ติดยาเสพติดให้โทษ

(๔) เคยได้รับโทษจำคุกโดยคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก เว้นแต่เป็นโทษสำหรับความผิดที่ได้กระทำโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ

(๕) เคยถูกไล่ออก ปลดออก หรือให้ออกจากราชการ หน่วยงานของรัฐหรือรัฐวิสาหกิจ

(๖) เคยต้องคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดินเพราะร่ำรวยผิดปกติหรือมีทรัพย์สินเพิ่มขึ้นผิดปกติ

(๗) ไม่อยู่ในระหว่างถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง

(๘) ไม่เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา สมาชิกสภาทองถิ่น ผู้บริหารทองถิ่น ผู้ดำรงตำแหนงบริหารของพรรคการเมือง  กรรมการพรรคการเมือง  ประธานสาขาพรรคการเมือง ขาราชการการเมือง หรือผู้ดำารงตำแหนงทางการเมือง

(๙) ไม่เป็นกรรมการการเลือกตั้ง  ผู้ตรวจการแผ่นดิน กรรมการสิทธิมนุษยชนแหงชาติ ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ตุลาการศาลปกครอง  กรรมการปองกันและปราบปรามการทุจริตแหงชาติ กรรมการตรวจเงินแผ่นดิน

(๑๐) ไม่เป็นสมาชิกขององค์กรของผู้ประกอบธุรกิจ หรือเป็น   ผู้ประกอบธุรกิจ หรือเป็นกรรมการหรือผู้บริหารหรือผู้มีอำนาจในการจัดการหรือมีส่วนได้เสียในนิติบุคคลซึ่งเป็นผู้ประกอบธุรกิจ หรือภายในระยะเวลาสามปีก่อนวันได้รับการเสนอชื่อ

มาตรา ๑๓  กรรมการมีวาระการดำรงตำแหน่งคราวละสี่ปี และอาจได้รับเลือกใหม่ได้ แต่จะดำรงตำแหน่งติดต่อกันเกินสองวาระไม่ได้

ให้กรรมการซึ่งพ้นจากตำแหน่งตามวาระอยู่ในตำแหน่งเพื่อปฏิบัติหน้าที่ต่อไปจนกว่ากรรมการซึ่งได้รับเลือกใหม่เข้ารับหน้าที่

มาตรา ๑๔  นอกจากการพ้นจากตำแหน่งตามวาระ กรรมการพ้นจากตำแหน่ง เมื่อ

(๑) ตาย

(๒) ลาออกหรือพ้นจากการเป็นผู้แทนองค์กรผู้บริโภค

(๓) ขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้ามอย่างหนึ่งอย่างใดตามมาตรา ๑๒

(๔) คณะกรรมการมีมติให้ออกด้วยคะแนนเสียงไม่น้อยกว่าสองในสามของกรรมการทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ เพราะเหตุประพฤติเสื่อมเสียหรือหย่อนความสามารถ

ในกรณีที่กรรมการพ้นจากตำแหน่งก่อนครบวาระ ให้บุคคลในบัญชีรายชื่อสำรอง ในด้านเดียวกันนั้นแล้วแต่กรณี ซึ่งได้รับคะแนนในลำดับถัดไปเข้าดำรงตำแหน่งแทน หากไม่มีผู้ที่ได้รับเลือกในลำดับถัดไปให้ดำเนินการเลือกใหม่ และให้ผู้ที่ได้รับเลือกอยู่ในตำแหน่งเท่ากับวาระที่เหลืออยู่ของกรรมการ เว้นแต่วาระการดำรงตำแหน่งของกรรมการเหลืออยู่ไม่ถึงหนึ่งร้อยยี่สิบวันจะไม่ดำเนินการเลือกก็ได้

มาตรา ๑๕  คณะกรรมการมีอำนาจหน้าที่ ดังต่อไปนี้

(๑) เป็นตัวแทนของผู้บริโภค ในการคุ้มครองและพิทักษ์สิทธิของผู้บริโภค ในการประสานนโยบายและการดำเนินงานคุ้มครองผู้บริโภคร่วมกับหน่วยงานของรัฐและเอกชน

(๒) ส่งเสริม สนับสนุนการมีส่วนร่วมและการรวมตัวกันของผู้บริโภคในการจัดตั้งองค์กรของผู้บริโภค และให้ความช่วยเหลือองค์กรของผู้บริโภค เพื่อให้เกิดพลังในการคุ้มครองและพิทักษ์สิทธิของผู้บริโภค

(๓) สนับสนุนและดำเนินการ ตรวจสอบ ติดตาม เฝ้าระวังสถานการณ์ปัญหาสินค้าและบริการ แจ้งข่าวสารหรือเตือนภัยเกี่ยวกับสินค้าหรือบริการที่อาจก่อให้เกิดอันตรายหรือเกิดความเสียหายแก่ผู้บริโภค เพื่อคุ้มครองและพิทักษ์สิทธิของผู้บริโภค ในการนี้จะระบุชื่อสินค้าหรือบริการหรือชื่อของผู้ประกอบการด้วยก็ได้

(๔) ดำเนินการประสานความร่วมมือกับส่วนราชการ หน่วยงานของรัฐ ในการเผยแพร่ประชาสัมพันธ์กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการคุ้มครองผู้บริโภค เพื่อให้ผู้บริโภครับทราบสิทธิต่าง ๆ ของผู้บริโภค ตลอดจนช่องทางการร้องเรียนและการดำเนินคดีแก่ผู้ประกอบธุรกิจ

(๕) ให้คำปรึกษาแก่ผู้บริโภคเกี่ยวกับการซื้อสินค้าหรือการรับบริการจากผู้ประกอบธุรกิจ

(๖) ให้ความเห็นและข้อเสนอแนะ เพื่อประกอบการพิจารณาของคณะรัฐมนตรีและหน่วยงานรัฐ ในการกำหนดนโยบายและมาตรการต่าง ๆ การบังคับใช้กฎหมาย กฎระเบียบต่าง ๆ เพื่อคุ้มครองผู้บริโภค หรือตามที่หน่วยงานของรัฐขอความเห็น

(๗) ตรวจสอบการกระทำหรือละเลยการกระทำอันเป็นการคุ้มครองผู้บริโภค และรายงานไปยังหน่วยงานของรัฐที่รับผิดชอบ

(๙) ส่งเสริมการศึกษาและการวิจัย รวมทั้งจัดประชุมประจำปีรับฟังความคิดเห็นจากองค์กรผู้บริโภคหรือประชาชน เพื่อประโยชน์ในการดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการ

(๑๐) ส่งเสริมและสนับสนุนการใช้สิทธิร้องเรียนหรือการดำเนินคดีของผู้บริโภคและองค์กรผู้บริโภคที่ได้รับความเดือดร้อนหรือเสียหายอันเนื่องมาจากการกระทำของผู้ประกอบธุรกิจ

(๑๑) กำหนดนโยบายและกำกับดูแลการดำเนินงานขององค์กรให้เกิดการจัดการที่ดีและบรรลุวัตถุประสงค์ตามหน้าที่

(๑๒) อนุมัติแผนงานหลัก แผนการดำเนินงาน และแผนการเงินและงบประมาณประจำปีขององค์กร

(๑๓) ออกระเบียบหรือประกาศเกี่ยวกับการบริหารงานทั่วไป การบริหารงานบุคคล การงบประมาณ การเงินและทรัพย์สิน การกำหนดตำแหน่งและคุณสมบัติเฉพาะตำแหน่ง การกำหนดอัตราเงินเดือนและค่าตอบแทน สวัสดิการหรือการสงเคราะห์อื่นแก่พนักงานและลูกจ้างขององค์กร และการดำเนินการอื่นขององค์กร

(๑๔) จัดให้มีการประเมินผลการปฏิบัติงานของผู้อำนวยการ

(๑๕) ปฏิบัติหน้าที่อื่นตามที่พระราชบัญญัตินี้หรือกฎหมายอื่นกำหนดให้เป็นอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการ

ระเบียบเกี่ยวกับการจำหน่ายทรัพย์สินจากบัญชีเป็นสูญตามวรรคหนึ่ง (๑๓) (จ) ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่คณะกรรมการกำหนด

มาตรา ๑๖  การประชุมของคณะกรรมการต้องมีกรรมการมาประชุมไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนกรรมการที่มีอยู่ จึงจะเป็นองค์ประชุม

ในการประชุมคณะกรรมการ ถ้าประธานกรรมการไม่มาประชุมหรือไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ได้

ให้รองประธานกรรมการเป็นประธานในที่ประชุม ถ้ารองประธานกรรมการไม่มาประชุมหรือไม่อาจปฏิบัติ

หน้าที่ได้ ให้กรรมการที่มาประชุมเลือกกรรมการคนหนึ่งเป็นประธานในที่ประชุม

การวินิจฉัยชี้ขาดของที่ประชุมให้ถือเสียงข้างมาก กรรมการคนหนึ่งให้มีเสียงหนึ่ง ในการลงคะแนน ถ้ามีคะแนนเสียงเท่ากัน ให้ประธานในที่ประชุมออกเสียงเพิ่มขึ้นอีกเสียงหนึ่งเป็นเสียง  ชี้ขาด

ในการประชุม ถ้ามีการพิจารณาเรื่องที่กรรมการผู้ใดมีส่วนได้เสีย กรรมการผู้นั้นไม่มีสิทธิเข้าประชุม

มาตรา ๑๗  คณะกรรมการจะแต่งตั้งคณะอนุกรรมการหรือผู้อำนวยการเพื่อปฏิบัติการอย่างหนึ่งอย่างใดตามที่คณะกรรมการมอบหมายก็ได้

การประชุมคณะอนุกรรมการ ให้นำมาตรา ๑๖ มาใช้บังคับโดยอนุโลม

มาตรา ๑๘  ให้ประธานกรรมการ กรรมการ และอนุกรรมการตามมาตรา ๑๗ ได้รับเบี้ยประชุมและประโยชน์ตอบแทนอื่นตามหลักเกณฑ์ที่คณะรัฐมนตรีกำหนด

มาตรา ๑๙  ให้คณะกรรมการจัดทำรายงานผลการปฏิบัติหน้าที่ประจำปี รายงานปัญหาอุปสรรคและข้อเสนอแนะเกี่ยวกับการคุ้มครองและพิทักษ์สิทธิแก่ผู้บริโภค ตลอดจนอุปสรรคและแผนการดำเนินงานในระยะต่อไปเสนอต่อคณะรัฐมนตรี ภายในสามเดือนนับแต่วันสิ้นปีปฏิทิน

 

หมวด ๒

ผู้อำนวยการองค์กร...

________________________

 

มาตรา ๒๐  ให้มีผู้อำนวยการขึ้นตรงต่อคณะกรรมการ เป็นผู้รับผิดชอบการบริหารกิจการขององค์กร มีหน้าที่รับผิดชอบงานด้านธุรการ เป็นผู้บังคับบัญชาพนักงานและลูกจ้างในองค์กร รวมทั้งปฏิบัติหน้าที่อื่นใดตามที่คณะกรรมการมอบหมาย

ให้คณะกรรมการเป็นผู้แต่งตั้งผู้อำนวยการจากบุคคลที่มีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้าม ดังต่อไปนี้

ก. คุณสมบัติ

(๑) มีสัญชาติไทย

(๒) มีอายุไม่เกินหกสิบห้าปีบริบูรณ์

(๓) มีความรู้ ความสามารถ และประสบการณ์เหมาะสมในการบริหารกิจการขององค์กร

(๔) มีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์

ข. ลักษณะต้องห้าม

(๑) มีลักษณะต้องห้ามอย่างหนึ่งอย่างใดตามมาตรา ๑๒ ข. (๑) ถึง (๑๐)

         (๒) เป็นผู้มีส่วนได้เสียในกิจการที่กระทำกับองค์กร

มาตรา ๒๑  ให้ผู้อำนวยการมีวาระการดำรงตำแหน่งคราวละสี่ปี และอาจได้รับแต่งตั้งใหม่ อีกได้ แต่จะดำรงตำแหน่งติดต่อกันเกินสองวาระไม่ได้

เมื่อตำแหน่งผู้อำนวยการว่างลงและยังไม่มีการแต่งตั้งผู้อำนวยการคนใหม่ ให้คณะกรรมการ แต่งตั้งกรรมการคนหนึ่งเป็นผู้รักษาการแทน

มาตรา ๒๒  นอกจากการพ้นจากตำแหน่งตามวาระแล้ว ผู้อำนวยการพ้นจากตำแหน่งเมื่อ

(๑) ตาย

(๒) ลาออก

(๓) ขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้ามอย่างหนึ่งอย่างใดตามมาตรา ๒๐ วรรคสอง

(๔) ไม่ผ่านการประเมินตามระเบียบที่คณะกรรมการกำหนด

(๕) คณะกรรมการมีมติให้ออกด้วยคะแนนเสียงไม่น้อยกว่าสองในสามของกรรมการทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ เพราะเหตุประพฤติเสื่อมเสียหรือหย่อนความสามารถ

มาตรา ๒๓  ผู้อำนวยการมีอำนาจหน้าที่ ดังต่อไปนี้

(๑) บริหารกิจการขององค์กรให้เป็นไปตามกฎหมาย นโยบาย มติ ข้อบังคับ ระเบียบ และประกาศของคณะกรรมการ

(๒) ดำเนินการเกี่ยวกับการบริหารงานบุคคล การเงินการงบประมาณ และการบริหารด้านอื่นขององค์กร ตามระเบียบที่คณะกรรมการกำหนด

(๓) วางระเบียบเกี่ยวกับการดำเนินงานขององค์กรเท่าที่ไม่ขัดหรือแย้งกับกฎหมาย นโยบาย มติ ข้อบังคับ ระเบียบ และประกาศของคณะกรรมการ

(๔) ปฏิบัติหน้าที่อื่นตามที่พระราชบัญญัตินี้บัญญัติให้เป็นอำนาจหน้าที่ของผู้อำนวยการหรือตามที่คณะกรรมการมอบหมาย

มาตรา ๒๔  ให้ผู้อำนวยการเป็นผู้แทนขององค์กรในกิจการขององค์กรที่เกี่ยวข้องกับบุคคลภายนอก แต่ผู้อำนวยการจะมอบหมายให้บุคคลใดปฏิบัติงานในเรื่องใดแทนตามระเบียบที่คณะกรรมการกำหนดก็ได้

 

หมวด ๓

การได้มาซึ่งกรรมการ

________________________

 

มาตรา ๒๕ เพื่อประโยชน์ในการเสนอชื่อผู้สมควรได้รับเลือกเป็นกรรมการ ให้องค์กรของผู้บริโภคที่มีคุณสมบัติตามมาตรา ๓ และมีการดำเนินกิจกรรมอย่างต่อเนื่องและมีผลงานเป็นที่ประจักษ์มีสิทธิขอขึ้นทะเบียนไว้ต่อองค์กร

เมื่อองค์กรได้ขึ้นทะเบียนองค์กรของผู้บริโภคใดตามวรรคหนึ่งแล้วให้เป็นอันใช้ได้

การขึ้นทะเบียนองค์กรของผู้บริโภคตามวรรคหนึ่ง ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไขที่คณะกรรมการประกาศกำหนด

ให้องค์กรประกาศรายชื่อองค์กรของผู้บริโภคที่ได้รับการขึ้นทะเบียนไว้ให้ทราบโดยทั่วกัน และให้บัญชีรายชื่อดังกล่าวใช้ได้ตลอดไปจนกว่าจะมีการปรับปรุงแก้ไขตามเงื่อนไขที่คณะกรรมการประกาศกำหนด

องค์กรของผู้บริโภคใดที่ถูกปฏิเสธการขอขึ้นทะเบียนตามวรรคหนึ่ง ให้มีสิทธิฟ้องคดีต่อศาลปกครองได้ แต่การฟ้องคดีดังกล่าวไม่เป็นเหตุให้ต้องระงับหรือชะลอการดำเนินการเสนอชื่อหรือ การเลือกกรรมการตามพระราชบัญญัตินี้

มาตรา ๒๖  เมื่อมีเหตุที่ต้องมีการเลือกกรรมการ ให้องค์กรประกาศทางวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ สื่อสิ่งพิมพ์ และสื่ออิเล็กทรอนิกส์อย่างน้อยเจ็ดวันติดต่อกัน และให้องค์กรของผู้บริโภคที่ขึ้นทะเบียนไว้แล้วตามมาตรา ๒๕ ที่ประสงค์จะเสนอชื่อผู้แทนองค์กรของผู้บริโภคเป็นกรรมการ ให้ดำเนินการเสนอชื่อพร้อมทั้งหนังสือยินยอมของบุคคลดังกล่าวภายในระยะเวลาที่องค์กรประกาศกำหน

การที่องค์กรของผู้บริโภคที่ขึ้นทะเบียนไว้ไม่เสนอชื่อผู้แทนองค์กรของผู้บริโภคเป็นกรรมการตามวรรคหนึ่งไม่ว่าด้วยเหตุใด ไม่เป็นเหตุให้การเลือกกรรมการที่ดำเนินการต่อไปต้องเสียไป 

มาตรา ๒๗  เมื่อครบกำหนดระยะเวลาตามมาตรา ๒๖ แล้ว ให้องค์กรตรวจสอบคุณสมบัติของผู้แทนองค์กรของผู้บริโภคที่ได้รับการเสนอชื่อว่าถูกต้องตามที่กำหนดในมาตรา ๑๒ และมาตรา ๒๖ หรือไม่ ในกรณีที่เห็นว่าผู้ได้รับการเสนอชื่อผู้ใดมีคุณสมบัติไม่ถูกต้องตามมาตรา ๑๒ หรือมาตรา ๒๖ ให้แจ้งองค์กรของผู้บริโภคซึ่งเสนอชื่อบุคคลนั้นดำเนินการเสนอชื่อใหม่ภายในเวลาที่องค์กรกำหนด เมื่อพ้นกำหนดดังกล่าวแล้ว หากองค์กรของผู้บริโภคดังกล่าวไม่เสนอชื่อให้ถือว่าสละสิทธิในการเสนอชื่อผู้แทน

          เมื่อพ้นกำหนดระยะเวลาการเสนอชื่อตามวรรคหนึ่งหรือตามมาตรา ๒๖ แล้วแต่กรณีแล้ว หากผู้ได้รับการเสนอชื่อตาย หรือยกเลิกหนังสือยินยอมให้เสนอชื่อ หรือขาดคุณสมบัติไม่ว่าด้วยเหตุใดให้องค์กรดำเนินการต่อไป โดยจะไม่ดำเนินการให้มีการเสนอชื่อใหม่ก็ได้

มาตรา ๒๘  เมื่อครบกำหนดระยะเวลาการเสนอชื่อตามมาตรา ๒๖ หรือมาตรา ๒๗ แล้วแต่กรณีแล้ว การเลือกกรรมการตามมาตรา ๑๑ ให้องค์กรดำเนินการ ดังต่อไปนี้

(๑) จัดให้องค์กรของผู้บริโภคขึ้นทะเบียนไว้ตามมาตรา ๒๕ เสนอชื่อผู้แทนเป็นกรรมการอย่างหนึ่งอย่างใด ดังนี้

(ก) กรรมการผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านตามมาตรา ๑๑ วรรคหนึ่ง (๑) ด้านใดด้านหนึ่งจำนวนหนึ่งคน โดยผู้ที่ได้รับการเสนอชื่อต้องเป็นผู้มีผลงานหรือเคยปฏิบัติงานที่แสดงให้เห็นถึงการเป็น  ผู้มีความรู้ ความเชี่ยวชาญ หรือมีประสบการณ์เป็นที่ประจักษ์เกี่ยวกับการคุ้มครองผู้บริโภคในด้านที่มีการเสนอ

(ข) กรรมการเขตพื้นที่ตามมาตรา ๑๑ วรรคหนึ่ง (๒) จำนวนหนึ่งคน โดยผู้ที่ได้รับการเสนอชื่อต้องเป็นผู้ที่มีผลงานและประสบการณ์ด้านการคุ้มครองผู้บริโภค และมีความเกี่ยวข้องกับองค์กรของผู้บริโภคที่เสนอมาหรือองค์กรผู้บริโภคอื่นที่ขึ้นทะเบียนในเขตพื้นที่เดียวกัน

(๒) จัดให้องค์กรของผู้บริโภคเลือกผู้แทนองค์กรผู้บริโภคตาม (๑) (ก) ในแต่ละด้านตามมาตรา ๑๑ วรรคหนึ่ง (๑) ให้ได้จำนวนด้านละหนึ่งคน ทั้งนี้ ให้บุคคลผู้ได้รับคะแนนลำดับรองลงไปจำนวนสามคนแรกของแต่ละด้านเป็นผู้ได้รับการบรรจุในบัญชีรายชื่อสำรองของแต่ละด้านนั้น ๆ

(๓) จัดให้ผู้แทนองค์กรผู้บริโภคตาม (๑) (ข) เลือกกันเองในแต่ละเขตพื้นที่ ตามมาตรา ๑๑ วรรคหนึ่ง (๒) ให้ได้จำนวนเขตพื้นที่ละหนึ่งคน ทั้งนี้ ให้บุคคลผู้ได้รับคะแนนลำดับรองลงไปจำนวนสามคนแรกของแต่ละเขตพื้นที่เป็นผู้ได้รับการบรรจุในบัญชีรายชื่อสำรองของแต่ละเขตพื้นที่นั้น ๆ

การลงคะแนนเลือกกันเองให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่คณะกรรมการกำหนด

         การวินิจฉัยของศาลในภายหลังว่าการขึ้นทะเบียนนั้นเป็นการไม่ชอบ ไม่ให้มีผลกระทบต่อ การที่ได้ดำเนินการไปแล้วก่อนวันที่ศาลมีคำวินิจฉัย

 

บทเฉพาะกาล

____________________

 

มาตรา ๒๙  ในวาระเริ่มแรกก่อนมีคณะกรรมการ ให้ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีทำหน้าที่ คณะกรรมการในการออกประกาศ ตามมาตรา ๑๑ (๑) (ฌ) มาตรา ๑๑ (๒) และหมวด ๔

การออกประกาศ ตามมาตรา ๑๑ (๑) ให้คำนึงถึงความสอดคล้องกับสถานการณ์หรือสภาพปัญหาที่เกิดขึ้นอันเกี่ยวกับการละเมิดสิทธิผู้บริโภค การประสานงานกับหน่วยงานของรัฐ การดำเนินการด้านกฎหมาย การบังคับใช้กฎหมาย และการรวมตัวกันของผู้บริโภค เพื่อให้เกิดพลังในการคุ้มครองและพิทักษ์สิทธิของผู้บริโภค

มาตรา ๓๐ ในวาระเริ่มแรกก่อนมีองค์กร ให้สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีทำหน้าที่องค์กรในการดำเนินการตามหมวด ๔

มาตรา ๓๑ ให้มีการดำเนินการเลือกคณะกรรมการภายในหนึ่งร้อยแปดสิบวันนับแต่วันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ

มาตรา ๓๒  ในวาระเริ่มแรกก่อนที่องค์กรจะได้รับงบประมาณรายจ่ายประจำปี ให้สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีจัดทำแผนการดำเนินการของคณะกรรมการและแผนการจัดตั้งและการบริหารงานขององค์กรเสนอต่อคณะรัฐมนตรีเพื่อขอรับเงินอุดหนุนเป็นค่าใช้จ่ายในการดำเนินการและการบริหารงานตามแผนดังกล่าว

ให้คณะรัฐมนตรีพิจารณาจัดสรรเงินงบประมาณรายจ่ายเป็นเงินอุดหนุนทั่วไปเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการดำเนินการตามแผนที่สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีเสนอตามวรรคหนึ่งตามความจำเป็น

เมื่อได้มีการจัดตั้งองค์กรแล้ว ให้โอนเงินก่อนจัดตั้งองค์กรตามมาตรานี้ให้เป็นเงินขององค์กร

ไอเท็มน่าสนใจ
ดาวน์โหลดไฟล์แนบ:
  1. ลงทะเบียน
  2. หลักการ
  3. ปัญหาและสาเหตุฯ
  4. ความจำเป็นที่ต้องตรากฎหมายฯ
  5. สาระสำคัญ
  6. ประเด็นความคิดเห็น

    กฎหมายมหาชน คือ กฎหมายที่บัญญัติให้อำนาจและหน้าที่แก่รัฐ แก่หน่วยงานของรัฐ แก่เจ้าหน้าที่ของรัฐ และแก่ประชาชน ในการบริหาร การปกครองประเทศ และการบริการสาธารณะ ซึ่งหลักการ สำคัญของกฎหมายมหาชนนอกจากจะบัญญัติให้อำนาจและหน้าที่แก่หน่วยงานของรัฐหรือเจ้าหน้าที่ดังที่กล่าวมาแล้ว การใช้อำนาจหน้าที่ที่กฎหมายบัญญัติยังสามารถควบคุมตรวจสอบได้ ตามหลักเกณฑ์และกระบวนการของกฎหมายมหาชน

    กฎหมายมหาชน คือ กฎหมายที่บัญญัติให้อำนาจและหน้าที่แก่รัฐ แก่หน่วยงานของรัฐ แก่เจ้าหน้าที่ของรัฐ และแก่ประชาชน ในการบริหาร การปกครองประเทศ และการบริการสาธารณะ ซึ่งหลักการ สำคัญของกฎหมายมหาชนนอกจากจะบัญญัติให้อำนาจและหน้าที่แก่หน่วยงานของรัฐหรือเจ้าหน้าที่ดังที่กล่าวมาแล้ว การใช้อำนาจหน้าที่ที่กฎหมายบัญญัติยังสามารถควบคุมตรวจสอบได้ ตามหลักเกณฑ์และกระบวนการของกฎหมายมหาชน

    กฎหมายมหาชน คือ กฎหมายที่บัญญัติให้อำนาจและหน้าที่แก่รัฐ แก่หน่วยงานของรัฐ แก่เจ้าหน้าที่ของรัฐ และแก่ประชาชน ในการบริหาร การปกครองประเทศ และการบริการสาธารณะ ซึ่งหลักการ สำคัญของกฎหมายมหาชนนอกจากจะบัญญัติให้อำนาจและหน้าที่แก่หน่วยงานของรัฐหรือเจ้าหน้าที่ดังที่กล่าวมาแล้ว การใช้อำนาจหน้าที่ที่กฎหมายบัญญัติยังสามารถควบคุมตรวจสอบได้ ตามหลักเกณฑ์และกระบวนการของกฎหมายมหาชน

    กรุณากรอกข้อมูลพื้นฐานเพื่อประโยชน์และจัดทำรายงานสำหรับการรับฟังความคิดเห็น

    รายละเอียดบัญชีผู้ใช้งาน
    *
    *
    *
    *
    *
    *
    รายละเอียดส่วนตัว
    ช่องที่ทำสัญลักษณ์ดอกจัน (*) จำเป็นต้องกรอก
    ไม่มีหลักการที่เกี่ยวข้อง
    ไม่มีโครงสร้างที่เกี่ยวข้อง
    ไม่มีสาระสำคัญที่เกี่ยวข้อง
ไม่มีประเด็นที่เกี่ยวข้อง
    ไม่มีรายละเอียดของร่างที่เกี่ยวข้อง
         
      ข้อมูลส่วนบุคคล
         
      เพศ
      อายุ ปี
      อาชีพ
      รายได้ บาท
      จังหวัด
      E-mail