Facebook
มีข้อผิดพลาด
  • JUser: :_load: Unable to load user with ID: 8065


ร่างพระราชบัญญัติ เอกสิทธิ์และความคุ้มกันสำหรับองค์การระหว่างประเทศ และการประชุมระหว่างประเทศในประเทศไทย พ.ศ. .... (รับฟังความคิดเห็นจาก 12 ธ.ค.-27 ธ.ค.60)

วัน, วันที่ เดือน ปี ชม:นาที อ่าน 1016 เวลา ปรับปรุงล่าสุดเมื่อ วัน, วันที่ เดือน ปี ชม:นาที ส่งออกข้อมูล XML ไฟล์

ร่าง

พระราชบัญญัติ

เอกสิทธิ์และความคุ้มกันสำหรับองค์การระหว่างประเทศ

และการประชุมระหว่างประเทศในประเทศไทย

พ.ศ. .... 

 

 

.............................................

.............................................

.............................................

 

…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………

 

โดยที่เป็นการสมควรมีกฎหมายว่าด้วยเอกสิทธิ์และความคุ้มกันสำหรับองค์การระหว่างประเทศและการประชุมระหว่างประเทศในประเทศไทย

 

…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………

 

มาตรา ๑  พระราชบัญญัตินี้เรียกว่า “พระราชบัญญัติเอกสิทธิ์และความคุ้มกันสำหรับองค์การระหว่างประเทศและการประชุมระหว่างประเทศในประเทศไทย พ.ศ. ....”  

 

มาตรา  ๒  พระราชบัญญัตินี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป

 

มาตรา ๓  ในพระราชบัญญัตินี้

“องค์การระหว่างประเทศ” หมายความว่า องค์การระหว่างประเทศระดับรัฐบาลและองค์การระหว่างประเทศกึ่งรัฐบาล 

“องค์การระหว่างประเทศระดับรัฐบาล” หมายความว่า 

(๑) องค์การที่รัฐร่วมกันจัดตั้งขึ้นตามกฎหมายระหว่างประเทศ โดยมีสมาชิกประกอบด้วยรัฐ 

(๒) องค์กรที่จัดตั้งขึ้นโดยมติของการประชุมระหว่างรัฐหรือหนังสือสัญญาระหว่างรัฐ และรัฐบาลไทยรับรอง

(๓) องค์การหรือองค์กรอื่นทำนองเดียวกับหรือสืบเนื่องจากองค์การหรือองค์กรตาม (๑) หรือ (๒) ตามที่กำหนดในพระราชกฤษฎีกา 

“องค์การระหว่างประเทศกึ่งรัฐบาล” หมายความว่า องค์การที่มีสมาชิกส่วนหนึ่ง

เป็นรัฐหรือองค์การระหว่างประเทศระดับรัฐบาล และสมาชิกอีกส่วนหนึ่งที่มิใช่รัฐหรือองค์การ

ระหว่างประเทศระดับรัฐบาล และให้หมายความรวมถึงคณะกรรมการกาชาดระหว่างประเทศและ

สภาเสี้ยววงเดือนแดงระหว่างประเทศ 

“การประชุมระหว่างประเทศ” หมายความว่า การประชุมระหว่างประเทศภาครัฐและการประชุมระหว่างประเทศภาคเอกชน

“การประชุมระหว่างประเทศภาครัฐ” หมายความว่า การประชุมที่จัดขึ้นในประเทศไทย โดยรัฐบาลไทย รัฐบาลต่างประเทศ องค์การระหว่างประเทศ หรือ

หน่วยงานของไทยหรือต่างประเทศ 

โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ผู้แทนของรัฐหรือผู้แทนขององค์การระหว่างประเทศมาเข้าร่วมประชุม

“การประชุมระหว่างประเทศภาคเอกชน” หมายความว่า การประชุมที่จัดขึ้นในประเทศไทย โดยมีบุคคลจากต่างประเทศมาร่วมประชุม แต่มิใช่เป็นการประชุม

ระหว่างประเทศภาครัฐ

“บุคลากรขององค์การระหว่างประเทศ” หมายความว่า 

(๑) ผู้แทนของรัฐในองค์การระหว่างประเทศ 

(๒) หัวหน้าสำนักงานขององค์การระหว่างประเทศ 

(๓) รองหัวหน้าสำนักงานขององค์การระหว่างประเทศ 

(๔) เจ้าหน้าที่ตำแหน่งอื่นขององค์การระหว่างประเทศ 

(๕) ผู้เชี่ยวชาญขององค์การระหว่างประเทศ  

(๖) บุคคลอื่นซึ่งมีหลักฐานขององค์การระหว่างประเทศแสดงว่าเป็นผู้ปฏิบัติภารกิจขององค์การระหว่างประเทศ 

 

มาตรา ๔  การให้เอกสิทธิ์และความคุ้มกันสำหรับองค์การระหว่างประเทศหรือการประชุมระหว่างประเทศภาครัฐจะต้องเป็นไปเท่าที่จำเป็นแก่การปฏิบัติงาน

เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ขององค์การระหว่างประเทศหรือการประชุมระหว่างประเทศภาครัฐนั้น โดยพิจารณาตามพันธกรณีของประเทศไทยตามกฎหมาย

ระหว่างประเทศ แนวปฏิบัติของนานาประเทศ และประโยชน์ที่ประเทศไทยจะได้รับจากองค์การระหว่างประเทศหรือการประชุมระหว่างประเทศภาครัฐ

 

มาตรา ๕  องค์การระหว่างประเทศอาจได้รับเอกสิทธิ์และความคุ้มกัน ดังต่อไปนี้

(๑) การยกเว้นภาษีทางตรงขององค์การ ทรัพย์สิน สินทรัพย์ และรายได้ขององค์การ  ทั้งนี้ ตามที่ประมวลรัษฎากรกำหนด

(๒) การยกเว้นอากรศุลกากร และข้อห้ามหรือข้อกำกัดเกี่ยวกับการนำเข้าและส่งออกสิ่งของเพื่อใช้ในทางการขององค์การหรือสิ่งพิมพ์ขององค์การ    

(๓) ความละเมิดมิได้ของสถานที่ บรรณสาร และเอกสารขององค์การ 

(๔) การตรวจข่าวแก่หนังสือโต้ตอบที่เป็นทางการและการสื่อสารที่เป็นทางการอื่นขององค์การจะกระทำมิได้

(๕) สิทธิการได้มา การได้รับ การถือครอง และการโอนซึ่งเงินทุนหรือเงินตราใด ๆ รวมทั้งการแลกเปลี่ยนเงินตราขององค์การ

(๖) การใช้รหัส รวมทั้งการส่งและรับหนังสือโต้ตอบขององค์การโดยมีเอกสิทธิ์และความคุ้มกันเช่นเดียวกันกับเอกสิทธิ์และความคุ้มกันทางทูต

(๗) ความคุ้มกันจากการถูกดำเนินการตามกระบวนการทางกฎหมายทุกรูปแบบสำหรับองค์การ ทรัพย์สิน และสินทรัพย์ขององค์การ เว้นแต่เป็นกรณีที่เกี่ยว

กับการพาณิชย์

(๘) ความคุ้มกันจากการค้น การเรียกเกณฑ์ การริบ การยึด การอายัด การเวนคืน หรือการแทรกแซงในรูปแบบอื่นใดต่อทรัพย์สินหรือสินทรัพย์ขององค์การ

(๙) การอำนวยความสะดวกเกี่ยวกับการติดต่อสื่อสารที่เป็นทางการขององค์การ

 

มาตรา ๖  บุคลากรขององค์การระหว่างประเทศอาจได้รับเอกสิทธิ์และความคุ้มกัน ดังต่อไปนี้

(๑) การยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาเฉพาะในส่วนที่เป็นเงินเดือนและค่าตอบแทนที่ได้รับจากองค์การระหว่างประเทศหรือรัฐบาลของประเทศตน  ทั้งนี้

ตามที่ประมวลรัษฎากรกำหนด

(๒) การยกเว้นอากรศุลกากรสำหรับของใช้ส่วนตัวในเวลาที่เข้ารับตำแหน่งครั้งแรกในประเทศไทย  

(๓) การยกเว้นจากข้อจำกัดเกี่ยวกับการเข้าเมืองและการจดทะเบียนคนต่างด้าว

(๔) ความละเมิดมิได้ของที่พำนักและเอกสาร

(๕) ความคุ้มกันจากการจับกุม คุมขัง และการยึดสัมภาระส่วนตัว

(๖) ความคุ้มกันจากการถูกดำเนินการตามกระบวนการทางกฎหมายเกี่ยวกับถ้อยคำด้วยวาจาหรือที่เป็นลายลักษณ์อักษร และการกระทำทั้งปวง  ทั้งนี้ เฉพาะ

ที่ได้กระทำในตำแหน่งหน้าที่เป็นทางการ

(๗) ความคุ้มกันและความสะดวกในส่วนที่เกี่ยวกับสัมภาระส่วนตัวเช่นเดียวกับที่ให้แก่ผู้แทนการทางทูต 

(๘) การอำนวยความสะดวกในการแลกเปลี่ยนเงินเช่นเดียวกับที่ให้แก่ผู้แทนของรัฐต่างประเทศ

(๙) การอำนวยความสะดวกในการส่งกลับคืนประเทศในเวลาที่มีวิกฤตการณ์ระหว่างประเทศเช่นเดียวกับที่ให้แก่ผู้แทนทางการทูตในกรณีที่บุคลากรของ

องค์การระหว่างประเทศเป็นผู้มีสัญชาติไทยหรือมีถิ่นที่อยู่ถาวรในประเทศไทยจะได้รับความคุ้มกันเฉพาะที่กำหนดไว้ในวรรคหนึ่ง (๖) 

 

มาตรา ๗  องค์การระหว่างประเทศและบุคลากรขององค์การระหว่างประเทศใดจะได้รับเอกสิทธิ์และความคุ้มกันในเรื่องใดตามมาตรา ๕ และมาตรา ๖ แล้ว

แต่กรณี ให้เป็นไปตามที่กำหนดในพระราชกฤษฎีกา โดยเอกสิทธิ์และความคุ้มกันสำหรับองค์การระหว่างประเทศแต่ละองค์การอาจกำหนดแตกต่างกันก็ได้

โดยคำนึงถึงประโยชน์ที่ประเทศไทยจะได้รับจากการดำเนินงานขององค์การระหว่างประเทศนั้น  ทั้งนี้ ในพระราชกฤษฎีกาจะกำหนดเงื่อนไขการได้รับ

เอกสิทธิ์และความคุ้มกันด้วยก็ได้

             การให้เอกสิทธิ์และความคุ้มกันตามวรรคหนึ่ง มีผลเฉพาะในระหว่างที่องค์การระหว่างประเทศตั้งสำนักงานหรือดำเนินงานในประเทศไทย หรือใน

ระหว่างที่บุคลากรขององค์การระหว่างประเทศปฏิบัติหน้าที่ในประเทศไทยหรือเข้ามาในประเทศไทยเพื่อปฏิบัติหน้าที่  

            พระราชกฤษฎีกาตามวรรคหนึ่งจะกำหนดให้คู่สมรส บุตรอายุไม่เกินยี่สิบปี และบุคคลในครัวเรือนของบุคลากรขององค์การระหว่างประเทศซึ่งเป็นผู้

ได้รับความเห็นชอบจากกระทรวงการต่างประเทศ ได้รับเอกสิทธิ์และความคุ้มกันในเรื่องใดตามมาตรา ๖ ก็ได้

 

มาตรา ๘  ให้ยอมรับนับถือว่าองค์การระหว่างประเทศที่มีสำนักงานอยู่ในประเทศไทยและได้มีพระราชกฤษฎีกากำหนดเอกสิทธิ์และความคุ้มกันตามมาตรา

๗ เป็นนิติบุคคลและมีภูมิลำเนาในประเทศไทย

 

มาตรา ๙  ในกรณีที่ประเทศไทยได้เข้าเป็นสมาชิกกลุ่มความร่วมมือระหว่างประเทศใด และมีความจำเป็นต้องให้เอกสิทธิ์และความคุ้มกันสำหรับกลุ่มความ

ร่วมมือดังกล่าว จะตราพระราชกฤษฎีกากำหนดเอกสิทธิ์และความคุ้มกันตามมาตรา ๕ และมาตรา ๖ ก็ได้ โดยให้นำความในมาตรา ๔ และมาตรา ๗ มาใช้

บังคับโดยอนุโลม 

             ในกรณีที่กลุ่มความร่วมมือระหว่างประเทศตามวรรคหนึ่งเข้ามาตั้งสำนักงานในประเทศไทย และได้มีพระราชกฤษฎีกากำหนดเอกสิทธิ์และความคุ้ม

กันตามมาตรา ๗ ให้ยอมรับนับถือว่าสำนักงานของกลุ่มความร่วมมือนั้นเป็นนิติบุคคลและมีภูมิลำเนาในประเทศไทย 

              กลุ่มความร่วมมือระหว่างประเทศตามวรรคหนึ่ง ได้แก่ กลุ่มความร่วมมือที่สมาชิกส่วนใหญ่เป็นรัฐ หรือกลุ่มความร่วมมือที่มีลักษณะอื่นตามที่

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศกำหนด

 

มาตรา ๑๐  ผู้จัดการประชุมระหว่างประเทศภาครัฐอาจได้รับเอกสิทธิ์และความคุ้มกัน ดังต่อไปนี้

(๑) การยกเว้นภาษีทางตรงสำหรับรายได้ที่ได้รับจากการจัดการประชุมในประเทศไทย  ทั้งนี้ ตามที่ประมวลรัษฎากรกำหนด 

(๒) การยกเว้นอากรศุลกากรและข้อห้ามหรือข้อกำกัดเกี่ยวกับการนำเข้าและส่งออกสิ่งของเพื่อใช้ในทางการประชุมหรือสิ่งพิมพ์สำหรับการประชุม  

(๓) ความละเมิดมิได้ของสถานที่จัดประชุม ทรัพย์สิน สินทรัพย์ และเอกสารของผู้จัดการประชุมเฉพาะที่เกี่ยวกับการประชุม 

 

มาตรา ๑๑  ผู้แทนของรัฐหรือผู้แทนขององค์การระหว่างประเทศที่เข้าร่วมการประชุมระหว่างประเทศภาครัฐอาจได้รับเอกสิทธิ์และความคุ้มกันตามมาตรา ๖ 

 

มาตรา ๑๒  ผู้ได้รับเชิญเข้าร่วมการประชุมระหว่างประเทศภาครัฐที่มิใช่ผู้เข้าร่วมประชุมตามมาตรา ๑๑ อาจได้รับเอกสิทธิ์และความคุ้มกัน ดังต่อไปนี้

(๑) การยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาเฉพาะในส่วนที่เป็นค่าตอบแทนที่ได้รับจากผู้จัดการประชุมอันเนื่องมาจากการเข้าร่วมการประชุม  ทั้งนี้ ตามที่

ประมวลรัษฎากรกำหนด 

(๒) การยกเว้นจากข้อกำหนดเกี่ยวกับการทำงานของคนต่างด้าว 

(๓) การยกเว้นจากข้อจำกัดเกี่ยวกับการเข้าเมืองและการจดทะเบียนคนต่างด้าว  

(๔) ความละเมิดมิได้ของเอกสารที่เกี่ยวกับการประชุม 

(๕) ความคุ้มกันจากการถูกดำเนินการตามกระบวนการทางกฎหมายเกี่ยวกับถ้อยคำด้วยวาจาหรือที่เป็นลายลักษณ์อักษร และการกระทำทั้งปวง  ทั้งนี้ เฉพาะ

ที่ได้กระทำในตำแหน่งหน้าที่เป็นทางการ

(๖) การอำนวยความสะดวกในการแลกเปลี่ยนเงินเช่นเดียวกับที่ให้แก่ผู้แทนของรัฐต่างประเทศ  

 

มาตรา ๑๓  ผู้จัดการประชุมและผู้เข้าร่วมการประชุมระหว่างประเทศภาครัฐใดจะได้รับเอกสิทธิ์และความคุ้มกันในเรื่องใดตามมาตรา ๑๐ มาตรา ๑๑ และ

มาตรา ๑๒ แล้วแต่กรณี ให้เป็นไปตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศประกาศกำหนดในราชกิจจานุเบกษา โดยเอกสิทธิ์และความคุ้มกันสำหรับ

การประชุมแต่ละการประชุมอาจกำหนดแตกต่างกันก็ได้โดยคำนึงถึงประโยชน์ที่ประเทศไทยจะได้รับจากการประชุมนั้น  ทั้งนี้ ในประกาศจะกำหนดเงื่อนไข

การได้รับเอกสิทธิ์และความคุ้มกันด้วยก็ได้

               ประกาศตามวรรคหนึ่งจะกำหนดให้คู่สมรส บุตร บุคคลในครัวเรือน และผู้ติดตามของบุคลากรของผู้จัดการประชุมและผู้เข้าร่วมการประชุมระหว่าง

ประเทศภาครัฐได้รับเอกสิทธิ์และความคุ้มกันในเรื่องใดตามมาตรา ๑๐ มาตรา ๑๑ และมาตรา ๑๒ แล้วแต่กรณี ก็ได้ 

 

มาตรา ๑๔  ผู้ใดประสงค์จะจัดการประชุมระหว่างประเทศภาคเอกชนโดยขอรับสิทธิประโยชน์ตามพระราชบัญญัตินี้ ให้เสนอเรื่องต่อสำนักงานส่งเสริมการจัด

ประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) เพื่อพิจารณาและเสนอความเห็นต่อนายกรัฐมนตรีเพื่อกำหนดสิทธิประโยชน์

 

 การประชุมระหว่างประเทศภาคเอกชนตามวรรคหนึ่ง ต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไข ดังต่อไปนี้

(๑) มีผู้เข้าร่วมการประชุมจากต่างประเทศเป็นจำนวนมากอันจะเกิดประโยชน์ทางด้านเศรษฐกิจหรือการท่องเที่ยว หรือประโยชน์ทางด้านความรู้แก่

ประชาชน 

(๒) การประชุมและกิจกรรมในการประชุมต้องไม่เป็นภัยต่อความมั่นคงของประเทศไทย ไม่ส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์อันดีระหว่างประเทศไทยกับประเทศ

อื่น และไม่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน

เมื่อได้รับเรื่องขอจัดประชุมตามวรรคหนึ่ง ให้สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) เสนอความเห็นต่อนายกรัฐมนตรีโดยเร็วซึ่ง

ต้องไม่เกินสิบห้าวันนับแต่วันที่ได้รับเรื่อง

 

มาตรา ๑๕  ผู้จัดการประชุมระหว่างประเทศภาคเอกชนอาจได้รับสิทธิประโยชน์ ดังต่อไปนี้

(๑) การยกเว้นไม่ต้องขอใบอนุญาตทำงานตามกฎหมายว่าด้วยการบริหารจัดการ

การทำงานของคนต่างด้าว  ทั้งนี้ เฉพาะการทำงานที่เกี่ยวกับการประชุม 

(๒) การผ่อนผันให้อยู่ในราชอาณาจักรเป็นการชั่วคราวเกินระยะเวลาที่กำหนดไว้ในกฎหมายว่าด้วยคนเข้าเมือง  ทั้งนี้ เฉพาะเพื่อปฏิบัติงานเกี่ยวกับการ

ประชุม 

(๓) การอำนวยความสะดวกในการเข้าเมืองให้แก่ผู้จัดการประชุมซึ่งเป็นคนต่างด้าว

(๔) การยกเว้นอากรศุลกากรและข้อห้ามหรือข้อกำกัดเกี่ยวกับการนำเข้าและส่งออกสิ่งของเพื่อใช้ในการประชุม 

ในกรณีที่ผู้จัดการประชุมจำเป็นต้องนำคนต่างด้าวเข้ามาเพื่อปฏิบัติหน้าที่ในการจัดการประชุม คนต่างด้าวดังกล่าวอาจได้รับสิทธิประโยชน์ตามวรรคหนึ่ง

ด้วย 

 

มาตรา ๑๖  ผู้เข้าร่วมการประชุมระหว่างประเทศภาคเอกชนอาจได้รับสิทธิประโยชน์ ดังต่อไปนี้

(๑) การลดหรือยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาเฉพาะในส่วนที่เป็นค่าตอบแทนที่ได้รับจากผู้จัดการประชุมอันเนื่องมาจากการเข้าร่วมการประชุมที่ได้จากการ

ทำงานเกี่ยวกับการประชุมหรือการเป็นวิทยากร  ทั้งนี้ ตามที่ประมวลรัษฎากรกำหนด

(๒) การยกเว้นไม่ต้องขอใบอนุญาตทำงานตามกฎหมายว่าด้วยการบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว  ทั้งนี้ เฉพาะการทำงานที่เกี่ยวกับการประชุม 

(๓) การผ่อนผันให้อยู่ในราชอาณาจักรเป็นการชั่วคราวเกินระยะเวลาที่กำหนดไว้ในกฎหมายว่าด้วยคนเข้าเมือง  ทั้งนี้ เฉพาะเพื่อปฏิบัติงานเกี่ยวกับการ

ประชุม 

(๔) การอำนวยความสะดวกในการเข้าเมืองให้แก่ผู้เข้าร่วมการประชุมซึ่งเป็นคนต่างด้าว

 

มาตรา ๑๗  ผู้จัดการประชุมและผู้เข้าร่วมการประชุมระหว่างประเทศภาคเอกชนจะได้รับสิทธิประโยชน์ในเรื่องใดตามมาตรา ๑๕ และมาตรา ๑๖ แล้วแต่กรณี

ให้เป็นไปตามที่นายกรัฐมนตรีประกาศกำหนดในราชกิจจานุเบกษา โดยสิทธิประโยชน์สำหรับการประชุมแต่ละการประชุมอาจกำหนดแตกต่างกันก็ได้โดย

คำนึงถึงประโยชน์ที่ประเทศไทยจะได้รับจากการประชุมนั้น  

ทั้งนี้ ในประกาศจะกำหนดเงื่อนไขการได้รับสิทธิประโยชน์ด้วยก็ได้

 

มาตรา ๑๘  องค์การระหว่างประเทศ บุคลากรขององค์การระหว่างประเทศ ผู้จัดการประชุมระหว่างประเทศภาครัฐ และผู้เข้าร่วมการประชุมระหว่างประเทศ

ภาครัฐ ซึ่งได้รับเอกสิทธิ์และความคุ้มกันตามพระราชบัญญัตินี้ มีหน้าที่เคารพและปฏิบัติตามกฎหมายของประเทศไทย และต้องไม่ใช้เอกสิทธิ์และความคุ้ม

กันเข้าแทรกแซงกิจการภายในของประเทศไทย

 

มาตรา ๑๙  ในกรณีที่องค์การระหว่างประเทศ บุคลากรขององค์การระหว่างประเทศ ผู้จัดการประชุมระหว่างประเทศภาครัฐ หรือผู้เข้าร่วมการประชุมระหว่าง

ประเทศภาครัฐใด ใช้เอกสิทธิ์หรือความคุ้มกันโดยมิชอบหรือกระทบต่อความมั่นคงของประเทศ หรือใช้ความคุ้มกันเป็นการขัดขวางกระบวนการยุติธรรม

กระทรวงการต่างประเทศจะเสนอคณะรัฐมนตรีให้ระงับหรือเพิกถอนเอกสิทธิ์หรือความคุ้มกันสำหรับองค์การระหว่างประเทศ บุคลากรขององค์การระหว่าง

ประเทศ ผู้จัดการประชุมระหว่างประเทศภาครัฐ หรือผู้เข้าร่วมการประชุมระหว่างประเทศภาครัฐนั้นก็ได้ 

 

มาตรา ๒๐  ให้นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศรักษาการตามพระราชบัญญัตินี้ 

 

 

  ผู้รับสนองพระราชโองการ

 

 

  ..........................................

          นายกรัฐมนตรี 

 

ไอเท็มน่าสนใจ
ดาวน์โหลดไฟล์แนบ:
  1. ลงทะเบียน
  2. หลักการ
  3. ปัญหาและสาเหตุฯ
  4. ความจำเป็นที่ต้องตรากฎหมายฯ
  5. สาระสำคัญ
  6. ประเด็นความคิดเห็น

    กฎหมายมหาชน คือ กฎหมายที่บัญญัติให้อำนาจและหน้าที่แก่รัฐ แก่หน่วยงานของรัฐ แก่เจ้าหน้าที่ของรัฐ และแก่ประชาชน ในการบริหาร การปกครองประเทศ และการบริการสาธารณะ ซึ่งหลักการ สำคัญของกฎหมายมหาชนนอกจากจะบัญญัติให้อำนาจและหน้าที่แก่หน่วยงานของรัฐหรือเจ้าหน้าที่ดังที่กล่าวมาแล้ว การใช้อำนาจหน้าที่ที่กฎหมายบัญญัติยังสามารถควบคุมตรวจสอบได้ ตามหลักเกณฑ์และกระบวนการของกฎหมายมหาชน

    กฎหมายมหาชน คือ กฎหมายที่บัญญัติให้อำนาจและหน้าที่แก่รัฐ แก่หน่วยงานของรัฐ แก่เจ้าหน้าที่ของรัฐ และแก่ประชาชน ในการบริหาร การปกครองประเทศ และการบริการสาธารณะ ซึ่งหลักการ สำคัญของกฎหมายมหาชนนอกจากจะบัญญัติให้อำนาจและหน้าที่แก่หน่วยงานของรัฐหรือเจ้าหน้าที่ดังที่กล่าวมาแล้ว การใช้อำนาจหน้าที่ที่กฎหมายบัญญัติยังสามารถควบคุมตรวจสอบได้ ตามหลักเกณฑ์และกระบวนการของกฎหมายมหาชน

    กฎหมายมหาชน คือ กฎหมายที่บัญญัติให้อำนาจและหน้าที่แก่รัฐ แก่หน่วยงานของรัฐ แก่เจ้าหน้าที่ของรัฐ และแก่ประชาชน ในการบริหาร การปกครองประเทศ และการบริการสาธารณะ ซึ่งหลักการ สำคัญของกฎหมายมหาชนนอกจากจะบัญญัติให้อำนาจและหน้าที่แก่หน่วยงานของรัฐหรือเจ้าหน้าที่ดังที่กล่าวมาแล้ว การใช้อำนาจหน้าที่ที่กฎหมายบัญญัติยังสามารถควบคุมตรวจสอบได้ ตามหลักเกณฑ์และกระบวนการของกฎหมายมหาชน

    กรุณากรอกข้อมูลพื้นฐานเพื่อประโยชน์และจัดทำรายงานสำหรับการรับฟังความคิดเห็น

    รายละเอียดบัญชีผู้ใช้งาน
    *
    *
    *
    *
    *
    *
    รายละเอียดส่วนตัว
    ช่องที่ทำสัญลักษณ์ดอกจัน (*) จำเป็นต้องกรอก

    หลักการ


     


    ให้มีกฎหมายกำหนดการให้เอกสิทธิ์และความคุ้มกันสำหรับองค์การระหว่างประเทศและการประชุมระหว่างประเทศในประเทศไทย


     


    เหตุผล


     


    โดยที่ประเทศไทยมีศักยภาพในการเป็นศูนย์กลางสำหรับการดำเนินงานขององค์การระหว่างประเทศและการจัดการประชุมระหว่างประเทศ รัฐบาลจึงมีนโยบายที่จะส่งเสริมการจัดตั้งสำนักงานขององค์การระหว่างประเทศ การเข้ามาเพื่อดำเนินงานขององค์การระหว่างประเทศ และการเข้ามาจัดประชุมระหว่างประเทศทั้งภาครัฐและภาคเอกชนในประเทศไทย และเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ในการเข้ามาดำเนินการดังกล่าวในประเทศไทย องค์การระหว่างประเทศ บุคลากรขององค์การระหว่างประเทศ ผู้จัดการประชุมระหว่างประเทศ ผู้เข้าร่วมการประชุมระหว่างประเทศ จำเป็นต้องได้รับเอกสิทธิ์และความคุ้มกัน หรือสิทธิประโยชน์ระหว่างที่เข้ามาดำเนินการดังกล่าว 


    ดังนั้น สมควรมีกฎหมายเพื่อกำหนดกรอบการให้เอกสิทธิ์และความคุ้มกันสำหรับการดำเนินงานขององค์การระหว่างประเทศและการประชุมระหว่างประเทศภาครัฐ และการให้สิทธิประโยชน์สำหรับการประชุมระหว่างประเทศภาคเอกชน  ทั้งนี้ เพื่อเสริมสร้างบทบาทของประเทศไทยในวงการระหว่างประเทศ และสร้างความเชื่อมั่นให้กับองค์การระหว่างประเทศและผู้จัดการประชุมระหว่างประเทศ  


    จึงจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้  


     



    ไม่มีโครงสร้างที่เกี่ยวข้อง
    ไม่มีสาระสำคัญที่เกี่ยวข้อง
ไม่มีประเด็นที่เกี่ยวข้อง
    ไม่มีรายละเอียดของร่างที่เกี่ยวข้อง
         
      ข้อมูลส่วนบุคคล
         
      เพศ
      อายุ ปี
      อาชีพ
      รายได้ บาท
      จังหวัด
      E-mail
         

     


26 ความคิดเห็น

  • ลิงค์ความคิดเห็น กีรติ วันที่/เดือน/ปี - ชม:นาที โพสต์โดย กีรติ

    การมีกฎหมายฉบับนี้จะเป็นประโยชน์ต่อประเทศไทยในการดึงดูดให้ทั้งองค์การระหว่างประเทศและการประชุมระหว่างประเทศอื่น ๆ เข้ามาจัดการประชุมในประเทศไทยมากขึ้น และเกิดประโยชน์ทางเศรษฐกิจจากธุรกิจ MICE ที่ไทยมีศักยภาพสูง และจะสร้างรายได้ให้กับภาคธุรกิจอื่น ๆ ที่เกียวข้องด้วย

    เห็นด้วยที่มีมาตรา 19 เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการใช้เอกสิทธิ์และความคุ้มกันโดยมิชอบ และทำให้เจ้าหน้าที่รัฐของไทยมั่นใจว่ากฎหมายให้อำนาจในการระงับหรือเพิกถอนเอกสิทธิ์และความคุ้มกันในกรณีที่เป็นการใช้โดยมิชอบ

  • ลิงค์ความคิดเห็น ponchai วันที่/เดือน/ปี - ชม:นาที โพสต์โดย ponchai

    ถึงเวลาแล้วที่ไทยจะมีกฎหมายแม่บทในเรื่องนี้ หากไทยต้องการจะเป็นศูนย์กลางขององค์การระหว่างประเทศ มาเลเซีย สิงคโปร์ เค้ามีกฎหมายเรื่องนี้แล้ว
    การกำหนดเรื่องประเภทองค์์การใหม่ๆ เช่น องค์การกึ่งรัฐบาลและกลุ่มความร่วมมือถือเป็นจุดเด่นของ พรบ ฉบับนี้ ที่ต้องการรองรับแนวโน้มในอนาคต แสดงถึงวิสัยทัศน์ ของผู้ร่างพรบฯ แต่จะนำกฎหมายนี้เป็นเครื่องมือที่ส่งเสริมนโยบายได้จริงหรือไม่เป็นเรื่องที่ต้องติดตามกันต่อไป และรัฐบาลจะต้องให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ด้วย

  • ลิงค์ความคิดเห็น วรุตม์ เปลี่ยนพานิช วันที่/เดือน/ปี - ชม:นาที โพสต์โดย วรุตม์ เปลี่ยนพานิช

    กฎหมายฉบับนี้น่าจะช่วยให้การคุ้มครองการดำเนินงานขององค์การระหว่างประเทศที่ต้องการมาตั้งสำนักงานหรือดำเนินกิจกรรมในไทยเป็นไปได้รวดเร็วขึ้น เป็นที่ดึงดูดมากขึ้น และน่าจะเป็นการช่วยเสริมสร้างบทบาทของไทยให้เป็นศูนย์กลางขององค์การระหว่างประเทศในภูมิภาคต่อไปในอนาคต

  • ลิงค์ความคิดเห็น Aliyah วันที่/เดือน/ปี - ชม:นาที โพสต์โดย Aliyah

    การจัดประชุมนิทรรศการระหว่างประเทศในประเทศไทยในอนาคต น่าจะมีฝรั่งเข้ามาร่วมประชุมเยอะมากแน่นอน ซึ่งพวกนี้คงไม่ได้จ่ายเงินมาเอง เพราะองค์กรที่จัดประชุมคงจ่ายเงินให้มาเข้าประชุม เห็นว่าพรบ.นี้จะทำสนับสนุนให้ต่างประเทศเจ้ามาจัดประชุมในไทย แล้วผู้เข้าร่วมประชุมคงเข้ามาจับจ่ายซื้อของในประเทศ คงช่วยพัฒนาเศรษฐกิจภายในประเทศแน่นอน

  • ลิงค์ความคิดเห็น ณัชชา วันที่/เดือน/ปี - ชม:นาที โพสต์โดย ณัชชา

    การประชุมระหว่างประเทศ แต่ก่อนมีปัญหามากเลยค่ะ เพราะแม้ว่าจะมีการจัดประชุมเพียงแค่ 1 สัปดาห์หรืออาจน้อยกว่านั้น แต่ว่าจะต้องมีการออกพระราชบัญญัติเพื่อให้เอกสิทธิ์และความคุ้มกันแก่เจ้าหน้าที่ที่มาประชุมซึ่งมีกระบวนการนานมาก และยุ่งยากมาก อาจทำให้ประเทศเราเสียโอกาสในการเป็นเจ้าภาพการประชุมใหญ่ๆ แบบ Conference of Parties (COP) ซึ่งในอนาคตอาจจะมี Bangkok Agreement เหมือน Paris Agreement ก็ได้นะคะ จึงขอสนับสนุนหลักการและเหตุผลให้มีพระราชบัญญัติฉบับนี้ค่ะ

  • ลิงค์ความคิดเห็น ปัณณรัตน์ สิริพัฒน์ธิติ วันที่/เดือน/ปี - ชม:นาที โพสต์โดย ปัณณรัตน์ สิริพัฒน์ธิติ

    พรบ. นี้ความมีความเหมาะสมต่อบทบาทของไทยในบริบทเศรษฐกิจและการเมืองโลกปัจจุบัน เพราะจะช่วยส่งเสริมความเชื่อมั่นและบทบาทประเทศในสายตาประชาคมโลก นอกจากนี้
    การพัฒนาประเทศในปัจจุบันจำเป็นที่ต้องอาศัยความรู้พหุความรู้จากองค์การระหว่างประเทศและการประชุมระหว่างประเทศ ดังนั้น การสนับสนุน พรบ. นี้จะทำให้ไทยได้มีโอกาสในการสร้างความร่วมมือ ประสานงานและใช้ประโยชน์จากหน่วยงานดังกล่าวได้ดีและคล่องตัวกว่าการที่หน่วยงานตั้งอยู่ ณ ประเทศอื่นค่ะ

  • ลิงค์ความคิดเห็น Stephen วันที่/เดือน/ปี - ชม:นาที โพสต์โดย Stephen

    การมีพระราชบัญญัติฉบับนี้จะช่วยอำนวยความสะดวกให้การเจรจาตกลงเพื่อให้เอกสิทธิ์และความคุ้มกันแก่องค์การระหว่างประเทศที่จะมาตั้งในไทยเป็นไปอย่างสะดวกรวดเร็วมากขึ้น ซึ่งเป็นปัจจัยหนึ่งที่ดึงดูดให้องค์การระหว่างประเทศต่างๆ มาตั้งสำนักงานที่ไทยมากขึ้น นำมาซึ่งรายรับมากมายจากเจ้าหน้าที่และผู้เข้าร่วมประชุมระหว่างประเทศ

  • ลิงค์ความคิดเห็น Somyot วันที่/เดือน/ปี - ชม:นาที โพสต์โดย Somyot

    ในเอเชียไทยเป็นศูนย์กลางอยู่แล้วหรือเปล่า ถ้ามีพระราชบัญญัติฉบับนี้ออกมา น่าจะดึงดูดองค์กรต่างๆ หรือ การจัดประชุมระหว่างประเทศเข้ามาในประเทศได้อีก ซึ่งน่าจะมีประโยชน์ต่อเศรษฐกิจของบ้านเรามากนะ ทีนี้ จะกำหนดนโยบายยังไงดีเพื่อสนับสนุนอะ แล้วรถจะติดเพิ่มขึ้นมากมั้ย

  • ลิงค์ความคิดเห็น apisit วันที่/เดือน/ปี - ชม:นาที โพสต์โดย apisit

    โดยปกติแล้ว ผู้แทนจากกรอบความร่วมมือระหว่างประเทศต่าง ๆ ย่อมเป็นนักการทูต และมีเอกสิทธิ์แลความคุ้มกันทางการทูตอยู่แล้ว และเอกสิทธิ์และความคุ้มกันเหล่านี้ไม่ควรรวมถึงลูกจ้างและเจ้าหน้าที่ของศูนย์ประสานงาน

  • ลิงค์ความคิดเห็น ทิชา วันที่/เดือน/ปี - ชม:นาที โพสต์โดย ทิชา

    เห็นด้วยอย่างยิ่งในการจัดทำพรบ.ฉบับนี้ เนื่องจากจะเป็นการส่งเสริมบทบาทของไทยในเวทีระหว่างประเทศ ตลอดจนกระตุ้นเศรษฐกิจของไทยเมื่อมีการจัดตั้งองค์การระหว่างประเทศ หรือการจัดประชุมโดยองค์การระหว่างประเทศต่างๆ ซึ่งทำให้เกิดการลงทุนและการจ้างงานเพิ่มมากขึ้น