Facebook


ร่างพระราชบัญญัติเทคโนโลยีป้องกันประเทศ พ.ศ. ....

วัน, วันที่ เดือน ปี ชม:นาที อ่าน 996 เวลา ปรับปรุงล่าสุดเมื่อ วัน, วันที่ เดือน ปี ชม:นาที ส่งออกข้อมูล XML ไฟล์

 

บันทึกหลักการและเหตุผล

 

ประกอบร่างพระราชบัญญัติเทคโนโลยีป้องกันประเทศ

 

พ.ศ. ....

 

                  

 

 

 

หลักการ

 

 

 

ให้มีกฎหมายว่าด้วยเทคโนโลยีป้องกันประเทศ

 

 

เหตุผล

 

โดยที่มาตรา ๖๙ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย บัญญัติให้รัฐพึงจัดให้มีและส่งเสริมการวิจัยและพัฒนาวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และศิลปวิทยาการแขนงต่าง ๆ ให้เกิดความรู้ การพัฒนา และนวัตกรรม เพื่อความเข้มแข็งของสังคมและเสริมสร้างความสามารถของคนในชาติ ซึ่งการวิจัยและพัฒนาด้านเทคโนโลยีป้องกันประเทศที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงของประเทศนั้น ต้องดำเนินการอย่างเป็นระบบ และรูปแบบของหน่วยงานของรัฐในปัจจุบันยังไม่เหมาะสมสำหรับภารกิจข้างต้น สมควรจัดตั้งหน่วยงานของรัฐที่มีลักษณะเฉพาะขึ้นเพื่อดำเนินการดังกล่าว จึงจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้

 

 

 

ร่าง

 

พระราชบัญญัติ

 

เทคโนโลยีป้องกันประเทศ

 

.. ….

 

                  

 

 

 

..........................................

 

..........................................

 

..........................................

 

 

 

..............................................................................................................................................................................

 

โดยที่เป็นการสมควรมีกฎหมายว่าด้วยเทคโนโลยีป้องกันประเทศ

 

 

 

พระราชบัญญัตินี้มีบทบัญญัติบางประการเกี่ยวกับการจำกัดสิทธิและเสรีภาพของบุคคล ซึ่งมาตรา ๒๖ ประกอบกับมาตรา ๔๐ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย บัญญัติให้กระทำได้โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย

 

เหตุผลและความจำเป็นในการจำกัดสิทธิและเสรีภาพของบุคคลตามพระราชบัญญัตินี้ เพื่อให้การวิจัยและพัฒนาด้านเทคโนโลยีป้องกันประเทศมีความเข้มแข็ง อันจะเป็นการส่งเสริมความสามารถของประเทศในด้านดังกล่าวและก่อให้เกิดความมั่นคงของประเทศยิ่งขึ้น  ซึ่งการตราพระราชบัญญัตินี้สอดคล้องกับเงื่อนไขที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๒๖ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยแล้ว

 

 

.............................................................................................................................................................................

 

 

มาตรา ๑  พระราชบัญญัตินี้เรียกว่า พระราชบัญญัติเทคโนโลยีป้องกันประเทศ พ.ศ. ....

 

มาตรา ๒  พระราชบัญญัตินี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป

 

มาตรา ๓  ในพระราชบัญญัตินี้

 

“เทคโนโลยีป้องกันประเทศ” หมายความว่า วิทยาการในการนำองค์ความรู้
ที่มีอยู่หลากหลายแขนงมาประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อการป้องกันประเทศ
และด้านการทหารอื่น ๆ รวมถึงการประยุกต์ใช้ประโยชน์แก่ประเทศเป็นส่วนรวม

 

“การวิจัย” หมายความว่า การศึกษาค้นคว้าที่มุ่งจะนำผลไปปรับปรุงผลิตภัณฑ์
หรือกรรมวิธีการผลิตทางอุตสาหกรรมและบริการ หรือกิจกรรมที่เกี่ยวข้องทั้งทางด้านเทคโนโลยีป้องกันประเทศและด้านความมั่นคง รวมทั้งการศึกษาค้นคว้าเพื่อนำมาซึ่งผลิตภัณฑ์ใหม่หรือกรรมวิธีการผลิตใหม่ ตลอดจนบริการหรือกิจกรรมใหม่ โดยรวมถึงการเผยแพร่และพัฒนาผลของการศึกษาค้นคว้าจนถึงขั้นการผลิตเชิงธุรกิจ

 

“การพัฒนา” หมายความว่า การดำเนินกิจการที่เป็นการเพิ่มพูนความรู้และความสามารถทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีป้องกันประเทศเพื่อยกระดับความสามารถทางการผลิตและการบริการตลอดจนระดับฐานะทางเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ โดยรวมถึงการพัฒนา
ขีดความสามารถในการรับและถ่ายทอดเทคโนโลยีป้องกันประเทศทั้งภายในประเทศและจากต่างประเทศเพื่อการพัฒนาประเทศในทุกด้าน

 

 “อุตสาหกรรมป้องกันประเทศ” หมายความว่า กิจกรรมที่ใช้ทุน แรงงาน และเทคโนโลยีป้องกันประเทศ เพื่อผลิต จำหน่าย ส่งออก ประกอบรวม ปรับปรุง ซ่อมสร้าง เปลี่ยนลักษณะ แปรสภาพ หรือจัดให้มีบริการเกี่ยวกับกิจการป้องกันประเทศ

 

สำนักงาน” หมายความว่า สำนักงานเทคโนโลยีป้องกันประเทศ

 

“คณะกรรมการ” หมายความว่า คณะกรรมการสำนักงานเทคโนโลยีป้องกันประเทศ

 

“ผู้อำนวยการ” หมายความว่า ผู้อำนวยการสำนักงานเทคโนโลยีป้องกันประเทศ

 

รัฐมนตรี หมายความว่า รัฐมนตรีผู้รักษาการตามพระราชบัญญัตินี้

 

มาตรา ๔  ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมรักษาการตามพระราชบัญญัตินี้

 

 

 

หมวด ๑

 

คณะกรรมการนโยบายเทคโนโลยีป้องกันประเทศ

 

                  

 

 

 

มาตรา   ให้มีคณะกรรมการนโยบายเทคโนโลยีป้องกันประเทศ ประกอบด้วย

 

(๑) รัฐมนตรีหรือบุคคลที่รัฐมนตรีแต่งตั้งโดยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรี
เป็นประธานกรรมการ

 

(๒) รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม หรือบุคคลที่รัฐมนตรีแต่งตั้งโดยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรี เป็นรองประธานกรรมการ

 

(๓) กรรมการโดยตำแหน่ง จำนวนสิบเอ็ดคน ได้แก่ ปลัดกระทรวงกลาโหม
ผู้บัญชาการทหารสูงสุด ผู้บัญชาการทหารบก ผู้บัญชาการทหารเรือ ผู้บัญชาการทหารอากาศ
ปลัดกระทรวงการคลัง ปลัดกระทรวงการต่างประเทศ ปลัดกระทรวงพาณิชย์ ปลัดกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม และเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ

 

(๔) กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวนไม่เกินหกคน ซึ่งรัฐมนตรีแต่งตั้งจากผู้มีความรู้ ความเชี่ยวชาญ และประสบการณ์ในด้านการทหาร ด้านเทคโนโลยีป้องกันประเทศ ด้านอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ ด้านการค้าและพาณิชย์ หรือด้านการวิจัย การพัฒนา และนวัตกรรม ทั้งนี้ โดยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรี

 

ให้ประธานกรรมการสำนักงานเทคโนโลยีป้องกันประเทศ เป็นเลขานุการ

 

มาตรา ๖  กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิตามมาตรา ๕  (๔) ต้องมีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้าม ดังต่อไปนี้

 

() มีสัญชาติไทย

 

() มีอายุไม่ต่ำกว่าสามสิบห้าปีบริบูรณ์ และไม่เกินเจ็ดสิบปีบริบูรณ์

 

() ไม่เป็นบุคคลล้มละลายหรือเคยเป็นบุคคลล้มละลายทุจริต

 

(๔) ไม่เป็นคนไร้ความสามารถหรือคนเสมือนไร้ความสามารถ

 

() ไม่เคยได้รับโทษจำคุกโดยคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก เว้นแต่เป็นโทษสำหรับความผิดที่ได้กระทำโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ

 

() ไม่เป็นผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง สมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น กรรมการหรือผู้ดำรงตำแหน่งซึ่งรับผิดชอบการบริหารพรรคการเมือง ที่ปรึกษาพรรคการเมือง
หรือเจ้าหน้าที่พรรคการเมือง

 

() ไม่เป็นเจ้าหน้าที่หรือลูกจ้าง หรือที่ปรึกษาหรือผู้เชี่ยวชาญที่มีสัญญาจ้าง
กับสำนักงาน

 

() ไม่เป็นผู้มีส่วนได้เสียในกิจการที่กระทำกับสำนักงาน หรือในกิจการที่เป็น
การแข่งขันกับกิจการของสำนักงานหรือขัดหรือแย้งกับวัตถุประสงค์ของสำนักงาน ไม่ว่าโดยทางตรงหรือทางอ้อม เว้นแต่เป็นผู้ซึ่งคณะกรรมการมอบหมายให้เป็นประธานกรรมการ กรรมการ หรือผู้แทนของสำนักงานในการจัดตั้งนิติบุคคล
ตามมาตรา ๒๑ (๖)

 

มาตรา ๗  กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิตามมาตรา ๕ (๔) ให้มีวาระการดำรงตำแหน่งคราวละสองปี และอาจได้รับการแต่งตั้งได้อีกไม่เกินหนึ่งวาระ

 

ให้กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งพ้นจากตำแหน่งตามวาระ อยู่ในตำแหน่งเพื่อปฏิบัติหน้าที่ต่อไปจนกว่ากรรมการผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งได้รับแต่งตั้งใหม่เข้ารับหน้าที่

 

ในกรณีที่กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิพ้นจากตำแหน่งก่อนครบวาระและยังมิได้แต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิแทนตำแหน่งที่ว่าง ให้กรรมการที่เหลืออยู่ปฏิบัติหน้าที่ต่อไปได้

 

เมื่อตำแหน่งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิว่างลงก่อนครบวาระ ให้ดำเนินการแต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิแทนตำแหน่งที่ว่าง และให้ผู้ที่ได้รับแต่งตั้งดำรงตำแหน่งเท่ากับวาระที่เหลืออยู่ของกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งตนแทน

 

มาตรา ๘  นอกจากการพ้นจากตำแหน่งตามวาระ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิตามมาตรา ๕ (๔) พ้นจากตำแหน่งเมื่อ

 

(๑) ตาย

 

(๒) ลาออก

 

(๓) คณะรัฐมนตรีหรือรัฐมนตรีให้ออก

 

(๓) ขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้ามอย่างหนึ่งอย่างใดตามมาตรา ๖

 

มาตรา ๙  การประชุมคณะกรรมการนโยบายเทคโนโลยีป้องกันประเทศ ต้องมีกรรมการมาประชุมไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนกรรมการทั้งหมด จึงจะเป็นองค์ประชุม

 

ในการประชุมครั้งใด ถ้าประธานกรรมการไม่มาประชุมหรือไม่อยู่ในที่ประชุม
ให้รองประธานกรรมการ เป็นประธานในที่ประชุม ถ้าประธานกรรมการและรองประธานกรรมการ
ไม่มาประชุมหรือไม่อยู่ในที่ประชุม ให้กรรมการที่มาประชุมเลือกกรรมการคนหนึ่งเป็นประธาน
ในที่ประชุม

 

ในกรณีที่กรรมการผู้ใดแจ้งให้ที่ประชุมทราบหรือมีผู้คัดค้านว่า กรรมการผู้นั้น
เป็นผู้มีส่วนได้เสียโดยตรงหรือโดยอ้อมในเรื่องที่
คณะกรรมการนโยบายเทคโนโลยีป้องกันประเทศ พิจารณา ให้ที่ประชุมพิจารณาว่ากรรมการผู้นั้นสมควรจะอยู่ในที่ประชุมหรือจะมีมติในการประชุมเรื่องนั้นได้หรือไม่ ทั้งนี้ ตามระเบียบที่คณะกรรมการนโยบายเทคโนโลยีป้องกันประเทศกำหนด

 

การวินิจฉัยชี้ขาดของที่ประชุม ให้ถือเสียงข้างมาก กรรมการคนหนึ่งให้มีเสียงหนึ่งในการลงคะแนน ถ้าคะแนนเสียงเท่ากัน ให้ประธานในที่ประชุมออกเสียงเพิ่มขึ้นอีกเสียงหนึ่ง
เป็นเสียงชี้ขาด

 

มาตรา ๑๐  คณะกรรมการนโยบายเทคโนโลยีป้องกันประเทศมีหน้าที่และอำนาจดังต่อไปนี้

 

(๑) กำหนดนโยบายและเป้าหมายในด้านเทคโนโลยีป้องกันประเทศ
และอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ

 

(๒) กำหนดแนวทางในการส่งเสริมและสนับสนุนให้ภาครัฐและภาคเอกชนมีบทบาทในการดำเนินกิจการเทคโนโลยีป้องกันประเทศและอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ

 

(๓) เสนอแนะและให้คำปรึกษาคณะรัฐมนตรีในการส่งเสริมและสนับสนุนเทคโนโลยีป้องกันประเทศและอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ

 

(๔) แต่งตั้งคณะอนุกรรมการหรือคณะทำงาน เพื่อดำเนินการตามที่รัฐมนตรี
หรือคณะกรรมการนโยบายเทคโนโลยีป้องกันประเทศมอบหมาย

 

(๕) ปฏิบัติการอื่นใดตามที่นายกรัฐมนตรีหรือคณะรัฐมนตรีมอบหมาย

 

มาตรา ๑๑  ให้ประธานกรรมการและกรรมการนโยบายเทคโนโลยีป้องกันประเทศและอนุกรรมการและคณะทำงานที่คณะกรรมการดังกล่าวแต่งตั้ง ได้รับเบี้ยประชุมและประโยชน์
ตอบแทนอื่น
ตามระเบียบที่คณะรัฐมนตรีกำหนด

 

มาตรา ๑๒  ให้สำนักงานเทคโนโลยีป้องกันประเทศทำหน้าที่เป็นสำนักงานเลขานุการของคณะกรรมการนโยบายเทคโนโลยีป้องกันประเทศ มีหน้าที่และอำนาจดังต่อไปนี้

 

(๑) รับผิดชอบงานธุรการ งานวิชาการ งานการประชุม และงานเลขานุการของคณะกรรมการนโยบายเทคโนโลยีป้องกันประเทศ

 

(๒) ประสานงานกับส่วนราชการและหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้องเพื่อศึกษาแนวทาง
ในการกำหนดนโยบายเทคโนโลยีป้องกันประเทศและอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ

 

(๓) รวบรวม ศึกษา และวิเคราะห์ข้อมูลเกี่ยวกับปัญหาและอุปสรรคที่มีต่อ
การพัฒนาเทคโนโลยีป้องกันประเทศและอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ รวมทั้งเสนอแนะวิธีการแก้ไข
และป้องกันต่อคณะกรรมการนโยบายเทคโนโลยีป้องกันประเทศ

 

(๔) รายงานผลการปฏิบัติงานต่อคณะกรรมการนโยบายเทคโนโลยีป้องกันประเทศ

 

(๕) ปฏิบัติการอื่นใดตามที่คณะกรรมการนโยบายเทคโนโลยีป้องกันประเทศ มอบหมาย

 

 

 

หมวด ๒

 

คณะกรรมการสำนักงานเทคโนโลยีป้องกันประเทศ

 

                  

 

 

 

มาตรา ๑๓  ให้มีคณะกรรมการสำนักงานเทคโนโลยีป้องกันประเทศ ประกอบด้วย

 

() ประธานกรรมการ ซึ่งรัฐมนตรีแต่งตั้งจากผู้ทรงคุณวุฒิที่มีความรู้ ความเชี่ยวชาญและประสบการณ์สูงทางด้านเทคโนโลยีป้องกันประเทศและอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ ทั้งนี้
โดยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรี

 

() กรรมการโดยตำแหน่ง จำนวนห้าคน ได้แก่ เสนาธิการทหาร เสนาธิการทหารบก เสนาธิการทหารเรือ เสนาธิการทหารอากาศ และผู้อำนวยการศูนย์การอุตสาหกรรมป้องกันประเทศและพลังงานทหาร

 

() กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวนสี่คน ซึ่งรัฐมนตรีแต่งตั้งจากผู้มีความรู้ ความเชี่ยวชาญ และประสบการณ์สูงเป็นที่ประจักษ์ในด้านเทคโนโลยีป้องกันประเทศ ด้านอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ หรือด้านอื่นที่เกี่ยวข้องและเป็นประโยชน์ต่อกิจการของสำนักงาน แต่ต้องไม่เป็นข้าราชการซึ่งมีตำแหน่งหรือเงินเดือนประจำ พนักงานหรือลูกจ้างของส่วนราชการ หน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ หรือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เว้นแต่เป็นผู้สอนในสถาบันอุดมศึกษาของรัฐ ทั้งนี้ โดยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรี

 

ให้ผู้อำนวยการสำนักงานเทคโนโลยีป้องกันประเทศเป็นกรรมการและเลขานุการ และให้แต่งตั้งเจ้าหน้าที่ของสำนักงานเป็นผู้ช่วยเลขานุการได้ตามความจำเป็น

 

หลักเกณฑ์ และวิธีการสรรหาประธานกรรมการและกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ รวมทั้ง
การสรรหาประธานกรรมการและกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ เพื่อดำรงตำแหน่งแทนผู้ซึ่งพ้นจากตำแหน่งก่อนวาระ ให้เป็นไปตามระเบียบที่รัฐมนตรีกำหนด

 

ในกรณีที่ประธานกรรมการหรือกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิพ้นจากตำแหน่งก่อนวาระ
ให้คณะกรรมการประกอบด้วยกรรมการเท่าที่มีอยู่ และในกรณีที่ประธานกรรมการพ้นจากตำแหน่งก่อนวาระ ให้กรรมการที่เหลืออยู่เลือกกรรมการคนหนึ่งทำหน้าที่ประธานกรรมการเป็นการชั่วคราว

 

มาตรา ๑๔  ประธานกรรมการและกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิตามมาตรา ๑๓ (๑)
และ
(๓) ให้มีวาระการดำรงตำแหน่งคราวละสี่ปี และอาจได้รับแต่งตั้งอีกได้ แต่จะดำรงตำแหน่ง
เกินสองวาระติดต่อกันมิได้

 

ให้ประธานกรรมการและกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งพ้นจากตำแหน่งตามวาระ
อยู่ในตำแหน่งเพื่อปฏิบัติหน้าที่ต่อไปจนกว่าประธานกรรมการหรือกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งได้รับ
แต่งตั้งใหม่เข้ารับหน้าที่

 

ในกรณีที่ประธานกรรมการหรือกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิพ้นจากตำแหน่ง
ก่อนครบวาระ
และยังมิได้แต่งตั้งประธานกรรมการหรือกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิแทนตำแหน่งที่ว่าง
ให้ประธานกรรมการหรือกรรมการที่เหลืออยู่ปฏิบัติหน้าที่ต่อไปได้

 

เมื่อตำแหน่งประธานกรรมการหรือกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิว่างลงก่อนครบวาระ
ให้คณะรัฐมนตรีดำเนินการแต่งตั้งประธานกรรมการหรือกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิแทนตำแหน่งที่ว่าง และให้ผู้ที่ได้รับแต่งตั้งเป็นประธานกรรมการหรือกรรมการดำรงตำแหน่งได้เท่ากับวาระที่เหลืออยู่
ของ
ประธานกรรมการหรือกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งตนแทน

 

มาตรา ๑๕  คุณสมบัติและลักษณะต้องห้าม การพ้นจากตำแหน่งก่อนวาระ
ของประธานกรรมการและกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิตามมาตรา ๑๓ (๑) และ (๓) และการประชุมคณะกรรมการ ให้นำความในมาตรา ๖ มาตรา ๘ และมาตรา ๙ มาใช้บังคับโดยอนุโลม

 

มาตรา ๑๖  คณะกรรมการมีหน้าที่และอำนาจควบคุมดูแลกิจการทั่วไปของสำนักงาน ให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ที่กำหนดไว้ในมาตรา ๒๐ และนโยบายและเป้าหมายที่คณะกรรมการนโยบายเทคโนโลยีป้องกันประเทศกำหนด โดยหน้าที่และอำนาจเช่นว่านี้
ให้รวมถึง

 

() กำหนดนโยบายการบริหารงาน การจัดหาทุน และให้ความเห็นชอบแผนการดำเนินงานของสำนักงาน

 

() อนุมัติแผนการลงทุน แผนการเงิน และงบประมาณประจำปีของสำนักงาน

 

() ประเมินผลการปฏิบัติงานของผู้อำนวยการและผู้ปฏิบัติงานของสำนักงาน
ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่คณะกรรมการกำหนด

 

() ควบคุมดูแลการดำเนินงานและการบริหารงานทั่วไป ตลอดจนออกข้อบังคับ ระเบียบ ประกาศ หรือข้อกำหนดเกี่ยวกับสำนักงานในเรื่องดังต่อไปนี้

 

() การบริหารงานทั่วไปของสำนักงาน การจัดแบ่งส่วนงานของสำนักงาน
และขอบเขตอำนาจหน้าที่ของส่วนงานดังกล่าว

 

() การกำหนดตำแหน่ง คุณสมบัติเฉพาะตำแหน่ง อัตราเงินเดือน
ค่าจ้างและเงินอื่นของเจ้าหน้าที่และลูกจ้าง

 

() การคัดเลือก การบรรจุ การแต่งตั้ง การประเมินผลงาน การถอดถอน
วินัยและการลงโทษทางวินัย การออกจากตำแหน่ง การร้องทุกข์และการอุทธรณ์การลงโทษ
ของเจ้าหน้าที่และลูกจ้าง รวมทั้งวิธีการและเงื่อนไขในการจ้างลูกจ้าง

 

(ง)  การรับถ่ายโอนบุคลากรตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่ตกลงกับกระทรวงกลาโหม

 

(จ)  การส่งผู้ปฏิบัติงานไปปฏิบัติงานในกิจการที่สำนักงานเข้าร่วมทุน ถือหุ้น เป็นหุ้นส่วนกับบุคคลอื่น หรือในกิจการของภาคเอกชนภายใต้วัตถุประสงค์ของสำนักงาน

 

(ฉ) การบริหารและการจัดการการเงิน การพัสดุ และทรัพย์สินของสำนักงานรวมทั้งการบัญชีและการจำหน่ายทรัพย์สินจากบัญชีเป็นสูญ

 

() การจัดสวัสดิการและสิทธิประโยชน์อื่นแก่เจ้าหน้าที่และลูกจ้าง

 

() การแต่งตั้งและกำหนดขอบเขตอำนาจหน้าที่และระเบียบเกี่ยวกับ
การปฏิบัติหน้าที่ของคณะกรรมการตรวจสอบและผู้ตรวจสอบภายใน

 

() การสรรหา การแต่งตั้ง และถอดถอนผู้อำนวยการ การปฏิบัติงานของผู้อำนวยการและการมอบหมายให้ผู้อื่นปฏิบัติงานแทน

 

() หลักเกณฑ์และวิธีการในการให้ทุนสนับสนุนการศึกษาวิจัยด้านเทคโนโลยีป้องกันประเทศ

 

(ฎ) กำหนดเครื่องแบบผู้อำนวยการ เจ้าหน้าที่ ลูกจ้าง รวมทั้งตราสัญลักษณ์และเครื่องหมายของสำนักงาน

 

() ให้ความเห็นชอบหลักเกณฑ์การจัดเก็บและอัตราค่าธรรมเนียม ค่าบำรุงค่าตอบแทน ค่าสินค้า ค่าเช่า ค่าแห่งสิทธิ ค่าบริการและค่าอื่น ๆ ในการดำเนินกิจการของสำนักงาน

 

(๖) ให้ความเห็นชอบรายงานประจำปีและเสนอต่อรัฐมนตรีเพื่อปฏิบัติการ
ให้เป็นไปตามพระราชบัญญัตินี้

 

() กระทำการอื่นใดที่จำเป็นหรือต่อเนื่องเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ของสำนักงาน

 

ระเบียบเกี่ยวกับการจำหน่ายทรัพย์สินจากบัญชีเป็นสูญตาม () () ต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่คณะรัฐมนตรีกำหนด

 

การควบคุมดูแลการดำเนินงานตามวรรคหนึ่ง คณะกรรมการจะต้องกำหนดแนวทาง
การปฏิบัติงานให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี ซึ่งต้องเป็นไปเพื่อประโยชน์สุขของประชาชน เกิดผลสัมฤทธิ์ต่อภารกิจ ความมีประสิทธิภาพ ความคุ้มค่าในเชิงภารกิจ ความซื่อสัตย์สุจริต การลดขั้นตอนการปฏิบัติงาน การกระจายอำนาจการตัดสินใจ การอำนวย
ความสะดวก และการตอบสนองความต้องการของประชาชน

 

มาตรา ๑๗  คณะกรรมการมีอำนาจแต่งตั้งผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งมีความเชี่ยวชาญ
เป็นที่ปรึกษาของคณะกรรมการ และมีอำนาจแต่งตั้งคณะอนุกรรมการ เพื่อพิจารณาหรือปฏิบัติการอย่างหนึ่งอย่างใดตามที่คณะกรรมการมอบหมายได้ตามความจำเป็น

 

ที่ปรึกษาคณะกรรมการและอนุกรรมการจะต้องไม่เป็นผู้มีส่วนได้เสียในกิจการ
ที่กระทำกับสำนักงานหรือในกิจการที่เป็นการแข่งขันกับกิจการของสำนักงานหรือขัดหรือแย้งกับวัตถุประสงค์ของสำนักงาน ทั้งนี้ ไม่ว่าโดยทางตรงหรือทางอ้อม เว้นแต่เป็นผู้ซึ่งคณะกรรมการมอบหมายให้เป็นประธานกรรมการ กรรมการ หรือผู้แทนของสำนักงานในการจัดตั้งนิติบุคคล
ตามมาตรา ๒๑ (๖)

 

หลักเกณฑ์และวิธีการแต่งตั้ง คุณสมบัติและลักษณะต้องห้าม องค์ประกอบ
การประชุม วิธีการปฏิบัติหน้าที่ วาระการดำรงตำแหน่งและการพ้นจากตำแหน่งของคณะอนุกรรมการ ให้เป็นไปตามระเบียบที่คณะกรรมการกำหนด

 

มาตรา ๑๘  ให้ประธานกรรมการ กรรมการ และที่ปรึกษาคณะกรรมการ
และอนุกรรมการที่คณะกรรมการแต่งตั้ง ได้รับเบี้ยประชุมและประโยชน์ตอบแทนอื่นตามระเบียบ
ที่คณะรัฐมนตรีกำหนด

 

 

 

หมวด ๓

 

สำนักงานเทคโนโลยีป้องกันประเทศ

 

                  

 

 

 

มาตรา ๑๙  ให้มีสำนักงานเทคโนโลยีป้องกันประเทศ เรียกโดยย่อว่า สทป. และให้ใช้ชื่อภาษาอังกฤษว่า “Defence Technology Agency” เรียกโดยย่อว่า “DTA”

 

ให้สำนักงานเป็นหน่วยงานของรัฐ มีฐานะเป็นนิติบุคคล และไม่เป็นส่วนราชการ
ตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน หรือรัฐวิสาหกิจตามกฎหมายว่าด้วยวิธีการงบประมาณหรือกฎหมายอื่น

 

กิจการของสำนักงานไม่อยู่ภายใต้บังคับแห่งกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงาน กฎหมายว่าด้วยแรงงานสัมพันธ์ กฎหมายว่าด้วยแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ กฎหมายว่าด้วย
การประกันสังคม และกฎหมายว่าด้วยเงินทดแทน แต่ผู้อำนวยการ
เจ้าหน้าที่
และลูกจ้างของสำนักงานต้องได้รับประโยชน์ตอบแทนไม่น้อยกว่าที่กำหนดไว้ในกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงาน
กฎหมายว่าด้วยการประกันสังคม และกฎหมายว่าด้วยเงินทดแทน

 

มาตรา ๒๐  ให้สำนักงานมีวัตถุประสงค์ ดังต่อไปนี้

 

() ศึกษา ค้นคว้า วิจัย และพัฒนานวัตกรรมและเทคโนโลยีป้องกันประเทศ
และดำเนินการอื่นที่เกี่ยวกับหรือต่อเนื่องกับการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีป้องกันประเทศ
เพื่อนำไปสู่อุตสาหกรรมป้องกันประเทศ

 

(๒) ผลิต ประกอบรวม ปรับปรุง ซ่อมสร้าง เปลี่ยนลักษณะ แปรสภาพ ขาย แลกเปลี่ยน ให้ ให้ยืม ให้เช่า และให้บริการเกี่ยวกับเทคโนโลยีป้องกันประเทศและอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ รวมถึงการส่งออกไปนอกราชอาณาจักร  

 

(๓) ส่งเสริมและสนับสนุนกิจการอุตสาหกรรมป้องกันประเทศของกระทรวงกลาโหม หน่วยงานอื่นของรัฐ และภาคเอกชน

 

() ส่งเสริมและสนับสนุนการฝึกอบรม การค้นคว้าวิจัย และการพัฒนาบุคลากรด้านเทคโนโลยีป้องกันประเทศและอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ

 

() ประสานความร่วมมือด้านเทคโนโลยีป้องกันประเทศและอุตสาหกรรมป้องกันประเทศกับหน่วยงานของรัฐ สถาบันการศึกษา และภาคเอกชน ทั้งในประเทศและต่างประเทศ

 

() เป็นศูนย์ข้อมูลความรู้ด้านเทคโนโลยีป้องกันประเทศและอุตสาหกรรมป้องกันประเทศให้แก่กระทรวงกลาโหมและหน่วยงานของรัฐเพื่อใช้ในการกำหนดนโยบายและแผนการพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีป้องกันประเทศ

 

() เป็นศูนย์กลางในการให้บริการข้อมูลและสารสนเทศด้านเทคโนโลยีป้องกันประเทศและอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ และส่งเสริมให้เกิดกิจกรรมทางวิชาการเพื่อเผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับเทคโนโลยีป้องกันประเทศและอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ

 

(๘) ทดสอบและรับรองผลการทดสอบตามมาตรฐานยุทโธปกรณ์และยุทธภัณฑ์

 

มาตรา ๒๑  ให้สำนักงานมีหน้าที่และอำนาจกระทำกิจการต่าง ๆ ภายในขอบ
แห่งวัตถุประสงค์ตามมาตรา ๒๐ และหน้าที่และอำนาจเช่นว่านี้ให้รวมถึง

 

() ถือกรรมสิทธิ์ มีสิทธิครอบครอง และมีทรัพยสิทธิต่าง ๆ

 

() ซื้อ ขาย จ้าง รับจ้าง สร้าง จัดหา โอน รับโอน เช่า ให้เช่า เช่าซื้อ ให้เช่าซื้อ แลกเปลี่ยน และจำหน่าย หรือทำนิติกรรมใด ๆ ผูกพันทรัพย์สินของสำนักงานหรือเพื่อประโยชน์
ในการดำเนินกิจการของสำนักงานและกิจการอุตสาหกรรมป้องกันประเทศของกระทรวงกลาโหม
มีสิทธิในหรือหาประโยชน์จากทรัพย์สินทางปัญญา และจำหน่ายทรัพย์สินทั้งภายในและภายนอกราชอาณาจักร ตลอดจนรับเงินหรือทรัพย์สินที่มีผู้อุดหนุนหรืออุทิศให้

 

(๓) กู้ยืมเงิน ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์ที่คณะรัฐมนตรีกำหนด

 

() จัดให้มีและให้ทุนเพื่อสนับสนุนการศึกษาวิจัยด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีป้องกันประเทศ

 

(๕)ทำความตกลงและร่วมมือกับองค์การหรือหน่วยงานอื่นทั้งภาครัฐและเอกชน
ทั้งในประเทศและต่างประเทศในกิจการที่เกี่ยวกับการดำเนินการตามวัตถุประสงค์ของสำนักงาน

 

(๖) จัดตั้งหรือร่วมกับบุคคลอื่นในการจัดตั้งองค์กรที่เป็นนิติบุคคล รวมตลอดถึง
การเข้าร่วมทุน ถือหุ้น หรือเป็นหุ้นส่วนกับบุคคลหรือนิติบุคคลใด เพื่อดำเนินกิจการที่เกี่ยวกับหรือต่อเนื่องกับกิจการของ
สำนักงาน หรือนำผลการค้นคว้าวิจัยไปเผยแพร่ หรือหาประโยชน์ เพื่อเป็นรายได้ของสำนักงาน ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่
คณะกรรมการนโยบายเทคโนโลยีป้องกันประเทศกำหนด โดยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรี

 

() เรียกเก็บและรับค่าธรรมเนียม ค่าบำรุง ค่าตอบแทน ค่าบริการ ค่าผลิตภัณฑ์ ค่าเช่า ค่าแห่งสิทธิ และค่าอื่น ๆ ในการดำเนินกิจการตามวัตถุประสงค์ของสำนักงาน รวมทั้ง
ทำความตกลงและกำหนดเงื่อนไขเกี่ยวกับการนั้น ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์และอัตราที่คณะกรรมการกำหนด

 

(๘) เป็นตัวแทนหรือมอบหมายให้บุคคลอื่นเป็นตัวแทนเพื่อประกอบกิจการต่าง ๆ ตามวัตถุประสงค์ของสำนักงาน และตาม(๒)

 

() ส่งผู้ปฏิบัติงานไปปฏิบัติงานในกิจการที่สำนักงานเข้าร่วมทุน ถือหุ้น
เป็นหุ้นส่วนกับบุคคลอื่น หรือในกิจการของภาคเอกชนภายใต้วัตถุประสงค์ของสำนักงาน

 

(๑๐) ให้การรับรองยุทโธปกรณ์และยุทธภัณฑ์ที่สำนักงานทดสอบ

 

(๑๑) ดำเนินการอื่นใดที่จำเป็นหรือต่อเนื่องเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ของสำนักงาน

 

มาตรา ๒๒  การดำเนินการของสำนักงานตามมาตรา ๒๑ ได้รับยกเว้นไม่ต้อง
ปฏิบัติตามกฎหมายว่าด้วยการควบคุมยุทธภัณฑ์ กฎหมายว่าด้วยโรงงานผลิตอาวุธของเอกชน กฎหมายว่าด้วยโรงงานอุตสาหกรรม และกฎหมายว่าด้วยอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน

 

 

มาตรา  ๒๓ ให้นำบทบัญญัติมาตรา ๒๒ มาใช้บังคับแก่นิติบุคคลที่จัดตั้งขึ้น กิจการที่สำนักงานเข้าร่วมทุน ถือหุ้น หรือเป็นหุ้นส่วนตามมาตรา ๒๑ (๖) โดยอนุโลม

 

มาตรา  ๒๔ ทุน รายได้และทรัพย์สินของสำนักงานมีดังนี้

 

(๑) ทุนประเดิมที่รัฐบาลจัดสรรให้ตามความเหมาะสม

 

(๒) เงินและทรัพย์สินที่รับโอนมาตามมาตรา ๔๒

 

(๓) เงินอุดหนุนทั่วไปที่รัฐบาลจัดสรรให้ตามความเหมาะสมเป็นรายปี

 

(๔) เงินอุดหนุนจากภาคเอกชนหรือองค์กรอื่น รวมทั้งจากต่างประเทศหรือองค์การระหว่างประเทศ และเงินหรือทรัพย์สินที่มีผู้บริจาคหรือมอบให้

 

(๕) ค่าธรรมเนียม ค่าตอบแทน ค่าบำรุง ค่าบริการ ค่าผลิตภัณฑ์ ค่าเช่า ค่าแห่งสิทธิและค่าอื่น ๆ ในการดำเนินกิจการของสำนักงาน

 

(๖) ดอกผล และผลประโยชน์หรือรายได้อื่นที่เกิดจากการดำเนินการของสำนักงาน

 

เงินและทรัพย์สินของสำนักงาน ไม่ต้องนำส่งคลังเป็นรายได้แผ่นดิน

 

 

มาตรา ๒๕ ให้อสังหาริมทรัพย์ซึ่งสำนักงานได้มาจากการให้หรือซื้อด้วยเงินรายได้ของสำนักงานเป็นกรรมสิทธิ์ของสำนักงาน

 

ให้สำนักงานมีอำนาจในการปกครอง ดูแล บำรุงรักษา ใช้ จำหน่าย และจัดหาประโยชน์จากทรัพย์สินของสำนักงาน

 

 

มาตรา  ๒๖ ทรัพย์สินของสำนักงานไม่อยู่ในความรับผิดแห่งการบังคับคดี

 

 

มาตรา  ๒๗ การใช้จ่ายของสำนักงาน ให้ใช้จ่ายไปเพื่อกิจการของสำนักงานโดยเฉพาะ

 

การเก็บรักษาและเบิกจ่ายเงินของสำนักงาน ให้เป็นไปตามข้อบังคับที่คณะกรรมการกำหนด

 

 

มาตรา ๒๘ ให้สำนักงานมีผู้อำนวยการคนหนึ่ง ซึ่งแต่งตั้งโดยคณะกรรมการ
มีหน้าที่บริหารกิจการของสำนักงานขึ้นตรงต่อคณะกรรมการ

 

การแต่งตั้งผู้อำนวยการ ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการสรรหาที่คณะกรรมการกำหนด

 

การแต่งตั้งผู้อำนวยการ ต้องดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในเก้าสิบวันนับแต่มีเหตุต้องแต่งตั้งผู้อำนวยการ และหากมีเหตุผลจำเป็น ให้คณะกรรมการขยายระยะเวลาได้อีกไม่เกิน
หกสิบวัน หากดำเนินการไม่แล้วเสร็จภายในระยะเวลาดังกล่าว ให้คณะกรรมการรายงานผล
ให้
รัฐมนตรีทราบเพื่อรายงานให้คณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณา

 

 

มาตรา ๒๙ ในกรณีที่ไม่มีผู้อำนวยการหรือผู้อำนวยการไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ได้
ให้รองผู้อำนวยการที่มีอาวุโสตามลำดับรักษาการแทนหรือปฏิบัติหน้าที่แทน แล้วแต่กรณี ถ้าไม่มี
รองผู้อำนวยการ ให้คณะกรรมการแต่งตั้งกรรมการคนหนึ่งเป็นผู้ปฏิบัติหน้าที่แทน

 

 

มาตรา ๓๐  ผู้อำนวยการต้องมีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้าม ดังต่อไปนี้

 

() มีสัญชาติไทย

 

() มีอายุไม่เกินหกสิบห้าปีบริบูรณ์

 

(๓) สามารถทำงานให้แก่สำนักงานได้เต็มเวลา

 

() เป็นผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งมีความรู้ ความสามารถ และประสบการณ์เหมาะสมกับกิจการของสำนักงานตามที่กำหนดไว้ในวัตถุประสงค์และหน้าที่และอำนาจตามมาตรา ๒๐
และมาตรา ๒๑

 

(๕) ไม่เป็นบุคคลล้มละลายหรือไม่เคยเป็นบุคคลล้มละลายทุจริต คนไร้ความสามารถหรือคนเสมือนไร้ความสามารถ

 

(๖) ไม่เคยถูกไล่ออก ปลดออก หรือให้ออกจากราชการ หน่วยงานของรัฐ หรือรัฐวิสาหกิจเพราะทุจริตต่อหน้าที่ หรือถือว่ากระทำการทุจริตและประพฤติมิชอบในวงราชการ

 

(๗) ไม่เป็นผู้บริหารของหน่วยงานของรัฐ

 

(๘) ไม่เป็นข้าราชการซึ่งมีตำแหน่งหรือเงินเดือนประจำ พนักงานหรือลูกจ้างของส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หรือหน่วยงานของรัฐ

 

(๙) ไม่มีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา ๖ (๕) (๖) (๗) หรือ (๘)

 

การขาดคุณสมบัติตาม (๒) ให้ถือว่าเป็นการพ้นจากตำแหน่งตามกำหนดเวลา
ในสัญญาจ้าง

 

 

มาตรา ๓๑  ผู้อำนวยการมีวาระอยู่ในตำแหน่งคราวละสี่ปี และอาจได้รับแต่งตั้งอีกได้ แต่จะดำรงตำแหน่งเกินสองวาระติดต่อกันมิได้

 

ให้มีการประเมินศักยภาพและผลงานของผู้อำนวยการอย่างน้อยปีละหนึ่งครั้ง
ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่คณะกรรมการกำหนด

 

 

มาตรา  ๓๒ นอกจากการพ้นจากตำแหน่งตามวาระ ผู้อำนวยการพ้นจากตำแหน่งเมื่อ

 

() ตาย

 

() ลาออก

 

() ขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้ามอย่างหนึ่งอย่างใดตามมาตรา ๓๐

 

() ออกตามกรณีที่กำหนดไว้ในข้อตกลงระหว่างคณะกรรมการกับผู้อำนวยการ

 

() คณะกรรมการให้ออก เพราะไม่ผ่านการประเมิน บกพร่องต่อหน้าที่
มีความประพฤติเสื่อมเสียหรือหย่อนความสามารถ หรือเมื่อคณะกรรมการเห็นว่าหากให้อยู่ในตำแหน่งต่อไปจะก่อให้เกิดความเสียหายแก่สำนักงาน

 

มติของคณะกรรมการให้ผู้อำนวยการพ้นจากตำแหน่งตาม () และ (๕)ต้องประกอบด้วยคะแนนเสียงไม่น้อยกว่าสองในสามของจำนวนกรรมการที่มีอยู่โดยไม่นับรวมตำแหน่งผู้อำนวยการ

 

มาตรา ๓๓ ผู้อำนวยการมีหน้าที่และอำนาจ ดังนี้

 

(๑) บริหารกิจการของสำนักงานให้เป็นไปตามกฎหมาย วัตถุประสงค์ของสำนักงาน ข้อบังคับ ระเบียบ และมติของคณะกรรมการ

 

(๒) รับผิดชอบในการดำเนินงานและเป็นผู้บังคับบัญชาเจ้าหน้าที่และลูกจ้าง
ทุกตำแหน่ง

 

() เสนอเป้าหมาย แผนการลงทุน แผนการเงิน แผนธุรกิจ แผนงานและโครงการต่อคณะกรรมการ เพื่อให้การดำเนินงานของสำนักงานบรรลุวัตถุประสงค์

 

() เสนอรายงานประจำปีเกี่ยวกับผลประกอบการและการดำเนินงานด้านต่าง ๆ ของสำนักงาน รวมทั้งรายงานการเงินและบัญชี ตลอดจนเสนอแผนการเงินและงบประมาณ
ของปีต่อไปต่อคณะกรรมการเพื่อพิจารณา

 

() เสนอความเห็นเกี่ยวกับการดำเนินธุรกิจ การปรับปรุงกิจการและการดำเนินงานของสำนักงานให้มีประสิทธิภาพและเป็นไปตามวัตถุประสงค์ต่อคณะกรรมการ

 

() บรรจุ แต่งตั้ง เลื่อน ลด ตัดเงินเดือนหรือค่าจ้าง ลงโทษทางวินัยเจ้าหน้าที่และลูกจ้าง ตลอดจนให้เจ้าหน้าที่และลูกจ้างออกจากตำแหน่ง ทั้งนี้ ตามข้อบังคับที่คณะกรรมการกำหนด

 

() วางระเบียบเกี่ยวกับการดำเนินงานของสำนักงานโดยไม่ขัดหรือแย้งกับระเบียบ ข้อบังคับ หรือมติของคณะกรรมการ

 

(๘) แต่งตั้งรองผู้อำนวยการหรือผู้ช่วยผู้อำนวยการ โดยความเห็นชอบของคณะกรรมการเพื่อเป็นผู้ช่วยปฏิบัติงานของผู้อำนวยการตามที่ผู้อำนวยการมอบหมาย

 

 

มาตรา ๓๔ ในกิจการที่เกี่ยวกับบุคคลภายนอก ให้ผู้อำนวยการเป็นผู้แทนของสำนักงาน และเพื่อการนี้ ผู้อำนวยการอาจมอบอำนาจให้บุคคลใดปฏิบัติงานเฉพาะอย่างแทนก็ได้  แต่ต้องเป็นไปตามข้อบังคับที่คณะกรรมการกำหนด

 

 

มาตรา ๓๕ ให้คณะกรรมการเป็นผู้กำหนดอัตราเงินเดือนและประโยชน์ตอบแทนอื่นของผู้อำนวยการ ตามหลักเกณฑ์ที่คณะรัฐมนตรีกำหนด

 

 

มาตรา ๓๖ การบัญชีของสำนักงานให้จัดทำตามหลักสากล ตามแบบและหลักเกณฑ์ที่คณะกรรมการกำหนดซึ่งต้องเป็นไปตามมาตรฐานการบัญชี และต้องจัดให้มี
การตรวจสอบภายในเกี่ยวกับการเงิน การบัญชี และการพัสดุของสำนักงาน ตลอดจนรายงาน
ผลการตรวจสอบให้คณะกรรมการทราบอย่างน้อยปีละครั้ง

 

ในการตรวจสอบภายใน ให้มีผู้ปฏิบัติงานของสำนักงานทำหน้าที่เป็นผู้ตรวจสอบภายในโดยเฉพาะและให้รับผิดชอบขึ้นตรงต่อคณะกรรมการตรวจสอบและคณะกรรมการตามระเบียบที่คณะกรรมการกำหนด

 

การแต่งตั้ง โยกย้าย เลื่อนเงินเดือน เลื่อนตำแหน่ง และลงโทษทางวินัยของ
ผู้ตรวจสอบภายในให้ผู้อำนวยการและคณะกรรมการตรวจสอบพิจารณาร่วมกันแล้วเสนอคณะกรรมการเพื่อให้ความเห็นชอบก่อนจึงดำเนินการได้

 

 

มาตรา ๓๗ ให้สำนักงานจัดทำรายงานประจำปีเสนอต่อคณะกรรมการ
เพื่อเสนอรัฐมนตรีทุกรอบปี โดยแสดงงบดุล บัญชีทำการ และบัญชีกำไรขาดทุนที่ผู้สอบบัญชีรับรองว่าถูกต้อง พร้อมทั้งรายงานของผู้สอบบัญชี รวมทั้งแสดงผลงานของสำนักงานในปีที่ล่วงมาด้วย

 

ให้รัฐมนตรีเสนอรายงานประจำปีตามวรรคหนึ่งต่อคณะรัฐมนตรี และให้คณะรัฐมนตรีเสนอรายงานนั้นต่อรัฐสภาเพื่อทราบ

 

 

มาตรา ๓๘ ให้รัฐมนตรีมีอำนาจกำกับดูแลการดำเนินกิจการของสำนักงานให้เป็นไปตามหน้าที่และอำนาจของสำนักงาน กฎหมาย มติคณะรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง ยุทธศาสตร์ชาติและแผนแม่บทตามกฎหมายว่าด้วยการจัดทำยุทธศาสตร์ชาติ และแผนการปฏิรูปประเทศตามกฎหมายว่าด้วยแผนและขั้นตอนการดำเนินการปฏิรูปประเทศ  เพื่อการนี้ให้รัฐมนตรีมีอำนาจสั่งให้ผู้อำนวยการชี้แจง แสดงความเห็น หรือทำรายงาน และมีอำนาจยับยั้งการกระทำของสำนักงานที่
ขัดต่อหน้าที่และอำนาจของสำนักงาน กฎหมาย มติคณะรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง  ยุทธศาสตร์ชาติและแผนแม่บทตามกฎหมายว่าด้วยการจัดทำยุทธศาสตร์ชาติ และแผนการปฏิรูปประเทศตามกฎหมาย
ว่าด้วยแผนและขั้นตอนการดำเนินการปฏิรูปประเทศ  ตลอดจนสั่งสอบสวนข้อเท็จจริงเกี่ยวกับ
การดำเนินการของสำนักงานได้

 

 

 

หมวด ๔

 

ผู้ปฏิบัติงานของสำนักงาน

 

                  

 

 

มาตรา ๓๙ ผู้ปฏิบัติงานของสำนักงานมีสองประเภท ได้แก่

 

() เจ้าหน้าที่หรือลูกจ้าง ซึ่งปฏิบัติงานโดยได้รับเงินเดือนหรือค่าจ้าง
จากงบประมาณของสำนักงาน

 

() ที่ปรึกษาหรือผู้เชี่ยวชาญ ซึ่งสำนักงานจ้างให้ปฏิบัติหน้าที่โดยมีสัญญาจ้าง

 

 

มาตรา ๔๐ เจ้าหน้าที่และลูกจ้างต้องมีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้าม ดังต่อไปนี้

 

() มีสัญชาติไทย

 

() มีอายุไม่ต่ำกว่าสิบแปดปีบริบูรณ์ และไม่เกินหกสิบปีบริบูรณ์

 

() สามารถทำงานให้แก่สำนักงานได้เต็มเวลา

 

() มีคุณวุฒิหรือประสบการณ์เหมาะสมกับวัตถุประสงค์และอำนาจหน้าที่ของสำนักงาน

 

(๕) ไม่เป็นบุคคลล้มละลายหรือเคยเป็นบุคคลล้มละลายทุจริต

 

(๖) ไม่เป็นคนไร้ความสามารถหรือคนเสมือนไร้ความสามารถ

 

(๗) ไม่เคยถูกไล่ออก ปลดออก หรือให้ออกจากราชการ หน่วยงานของรัฐ หรือรัฐวิสาหกิจเพราะทุจริตต่อหน้าที่ หรือถือว่ากระทำการทุจริตและประพฤติมิชอบในวงราชการ

 

(๘) ไม่เป็นที่ปรึกษาหรือผู้เชี่ยวชาญซึ่งมีสัญญาจ้างกับสำนักงาน

 

(๙) ไม่เป็นข้าราชการซึ่งมีตำแหน่งหรือเงินเดือนประจำ พนักงานหรือลูกจ้างของส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หรือหน่วยงานของรัฐ หรือผู้ปฏิบัติงานขององค์การมหาชนอื่น

 

(๑๐) ไม่เป็นผู้บริหารของรัฐวิสาหกิจ หน่วยงานของรัฐ หรือองค์การมหาชนอื่น

 

(๑๑) ไม่มีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา ๖ (๕) (๖) และ (๘)

 

ความใน () มิให้ใช้บังคับแก่เจ้าหน้าที่และลูกจ้างชาวต่างประเทศซึ่งสำนักงานจำเป็นต้องจ้างหรือแต่งตั้งตามข้อผูกพันหรือตามลักษณะของกิจการของสำนักงาน

 

การขาดคุณสมบัติตาม (๒) ให้ถือว่าเป็นการพ้นจากตำแหน่งตามกำหนดเวลา
ในสัญญาจ้าง

 

 

มาตรา ๔๑ เจ้าหน้าที่และลูกจ้างพ้นจากตำแหน่งเมื่อ

 

() ตาย

 

() ลาออก

 

() ขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้ามอย่างหนึ่งอย่างใดตามมาตรา ๔๐

 

() ถูกให้ออก เพราะไม่ผ่านการประเมินผลงานตามหลักเกณฑ์และวิธีการ
ที่คณะกรรมการกำหนด

 

() ถูกไล่ออกหรือปลดออก เพราะผิดวินัยตามหลักเกณฑ์และวิธีการ
ที่คณะกรรมการกำหนด

 

 

 

บทเฉพาะกาล

 

                  

 

 

 

มาตรา ๔๒ เมื่อพระราชบัญญัตินี้มีผลใช้บังคับแล้ว ให้พระราชกฤษฎีกาจัดตั้งสถาบันเทคโนโลยีป้องกันประเทศ (องค์การมหาชน) พ.ศ. ๒๕๕๑ เป็นอันยกเลิก และให้บรรดากิจการ เงิน ทรัพย์สิน สิทธิ หนี้ รวมทั้งงบประมาณของสถาบันเทคโนโลยีป้องกันประเทศ
(องค์การมหาชน) ที่มีอยู่ในวันก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ ตกเป็นของสำนักงานเทคโนโลยีป้องกันประเทศ

 

 

มาตรา ๔๓ ให้คณะกรรมการสถาบันเทคโนโลยีป้องกันประเทศ และผู้อำนวยการสถาบันเทคโนโลยีป้องกันประเทศ ตามพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งสถาบันเทคโนโลยีป้องกันประเทศ (องค์การมหาชน) พ.ศ. ๒๕๕๑ ซึ่งปฏิบัติหน้าที่อยู่ในวันก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ ให้คงปฏิบัติหน้าที่คณะกรรมการสำนักงานเทคโนโลยีป้องกันประเทศและผู้อำนวยการสำนักงานเทคโนโลยีป้องกันประเทศ ตามพระราชบัญญัตินี้จนครบวาระ

 

ให้โอนเจ้าหน้าที่และลูกจ้างของสถาบันเทคโนโลยีป้องกันประเทศ (องค์การมหาชน) ตามพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งสถาบันเทคโนโลยีป้องกันประเทศ (องค์การมหาชน) พ.ศ. ๒๕๕๑ ซึ่งปฏิบัติหน้าที่อยู่ในวันก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับไปเป็นจ้าหน้าที่หรือลูกจ้างของสำนักงาน และให้มีสิทธินับระยะเวลาทำงานที่เคยทำงานอยู่ในสถาบันเทคโนโลยีป้องกันประเทศ (องค์การมหาชน) ต่อเนื่องรวมกับระยะเวลาทำงานในสำนักงาน

 

 

มาตรา ๔๔ ในระหว่างที่ยังมิได้มีการออกข้อบังคับ ระเบียบ หรือประกาศในส่วนที่เกี่ยวข้องกับสำนักงานตามพระราชบัญญัตินี้ คณะกรรมการสามารถกำหนดให้นำข้อบังคับ ระเบียบ หรือประกาศของสถาบันเทคโนโลยีป้องกันประเทศ (องค์การมหาชน) ที่ใช้บังคับอยู่ในวันก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับมาใช้บังคับโดยอนุโลมกับสำนักงานได้ ทั้งนี้ เท่าที่ไม่ขัดหรือแย้งกับพระราชบัญญัตินี้

 

 

มาตรา ๔๕ การดำเนินการออกข้อบังคับ ระเบียบ และประกาศตามพระราชบัญญัตินี้ให้ดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในหนึ่งปีนับแต่วันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ
หากไม่สามารถดำเนินการได้ให้รัฐมนตรีรายงานเหตุผลที่ไม่อาจดำเนินการได้ต่อคณะรัฐมนตรี
เพื่อทราบ

 

 

ผู้รับสนองพระราชโองการ

 

........................................

 

       นายกรัฐมนตรี

 

ไอเท็มน่าสนใจ
ดาวน์โหลดไฟล์แนบ:
  1. ลงทะเบียน
  2. หลักการ
  3. ปัญหาและสาเหตุฯ
  4. ความจำเป็นที่ต้องตรากฎหมายฯ
  5. สาระสำคัญ
  6. ประเด็นความคิดเห็น

    กฎหมายมหาชน คือ กฎหมายที่บัญญัติให้อำนาจและหน้าที่แก่รัฐ แก่หน่วยงานของรัฐ แก่เจ้าหน้าที่ของรัฐ และแก่ประชาชน ในการบริหาร การปกครองประเทศ และการบริการสาธารณะ ซึ่งหลักการ สำคัญของกฎหมายมหาชนนอกจากจะบัญญัติให้อำนาจและหน้าที่แก่หน่วยงานของรัฐหรือเจ้าหน้าที่ดังที่กล่าวมาแล้ว การใช้อำนาจหน้าที่ที่กฎหมายบัญญัติยังสามารถควบคุมตรวจสอบได้ ตามหลักเกณฑ์และกระบวนการของกฎหมายมหาชน

    กฎหมายมหาชน คือ กฎหมายที่บัญญัติให้อำนาจและหน้าที่แก่รัฐ แก่หน่วยงานของรัฐ แก่เจ้าหน้าที่ของรัฐ และแก่ประชาชน ในการบริหาร การปกครองประเทศ และการบริการสาธารณะ ซึ่งหลักการ สำคัญของกฎหมายมหาชนนอกจากจะบัญญัติให้อำนาจและหน้าที่แก่หน่วยงานของรัฐหรือเจ้าหน้าที่ดังที่กล่าวมาแล้ว การใช้อำนาจหน้าที่ที่กฎหมายบัญญัติยังสามารถควบคุมตรวจสอบได้ ตามหลักเกณฑ์และกระบวนการของกฎหมายมหาชน

    กฎหมายมหาชน คือ กฎหมายที่บัญญัติให้อำนาจและหน้าที่แก่รัฐ แก่หน่วยงานของรัฐ แก่เจ้าหน้าที่ของรัฐ และแก่ประชาชน ในการบริหาร การปกครองประเทศ และการบริการสาธารณะ ซึ่งหลักการ สำคัญของกฎหมายมหาชนนอกจากจะบัญญัติให้อำนาจและหน้าที่แก่หน่วยงานของรัฐหรือเจ้าหน้าที่ดังที่กล่าวมาแล้ว การใช้อำนาจหน้าที่ที่กฎหมายบัญญัติยังสามารถควบคุมตรวจสอบได้ ตามหลักเกณฑ์และกระบวนการของกฎหมายมหาชน

    กรุณากรอกข้อมูลพื้นฐานเพื่อประโยชน์และจัดทำรายงานสำหรับการรับฟังความคิดเห็น

    รายละเอียดบัญชีผู้ใช้งาน
    *
    *
    *
    *
    *
    *
    รายละเอียดส่วนตัว
    ช่องที่ทำสัญลักษณ์ดอกจัน (*) จำเป็นต้องกรอก

     


    หลักการและเหตุผล


     


              โดยที่การดําเนินกิจการของรัฐทางดาน การศึกษา คนควา วิจัย พัฒนาเทคโนโลยีปองกันประเทศ ตองกระทําโดยใชความรูดานวิทยาศาสตรและเทคโนโลยีระดับสูง และตองพัฒนาองคความรูและบุคลากร ใหมีความทันสมัยและเชี่ยวชาญเปนพิเศษ รวมทั้งต้องถ่ายทอดเทคโนโลยีเพื่อนำไปสู่การพึ่งพาตนเองในการผลิตยุทโธปกรณ์ และบูรณาการความร่วมมือระหว่างภาครัฐกับภาคเอกชนในอุตสาหกรรมป้องกันประเทศได้ แตยังไมมีหนวยงานที่ทําหนาที่โดยตรง ดังนั้น เพื่อให้การวิจัยและพัฒนาด้านเทคโนโลยีป้องกันประเทศมีความเข้มแข็ง สามารถต่อยอดสู่อุตสหากรรมป้องกันประเทศ อันจะเป็นการส่งเสริมความสามารถของประเทศในด้านดังกล่าวและก่อให้เกิดความมั่นคงของประเทศยิ่งขึ้น จึงสมควรจัดตั้งสำนักงานเทคโนโลยีป้องกันประเทศ เป็นองค์การมหาชนตามพระราชบัญญัติเฉพาะ เพื่อรองรับภารกิจในการดำเนินการดังกล่าวอย่างมีประสิทธิภาพ

     

              การรับฟังความคิดเห็นในครั้งนี้เป็นการดำเนินการตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา ๗๗ ประกอบมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ ๔ เมษายน ๒๕๖๐ เป็นครั้งที่ ๒ โดยจากผลการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนในครั้งที่ ๑ มีข้อทักท้วงจากกระทรวงการคลังและสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนเกี่ยวกับ การกำหนดให้กิจการของสำนักงานตามร่างกฎหมายได้รับยกเว้นอากรนำเข้า และได้รับการส่งเสริมการลงทุนตามกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมการลงทุน ว่าสามารถดำเนินการได้ตามกระบวนการขั้นตอนที่กำหนดไว้แล้วโดยไม่ต้องระบุเงื่อนไขไว้ในร่างพระราชบัญญัติ สทป.  จึงได้ตัดข้อความในส่วนดังกล่าวออกไป และได้แก้ไขเพิ่มเติมให้มีเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) เป็นกรรมการในคณะกรรมการนโยบายเทคโนโลยีป้องกันประเทศด้วย 

     


     


    เหตุผลที่ต้องจัดตั้งเป็นองค์การมหาชนตามพระราชบัญญัติเฉพาะ เนื่องจากปัจจุบันสถาบันเทคโนโลยีป้องกันประเทศ (องค์การมหาชน) เป็นหน่วยงานของรัฐรูปแบบองค์การมหาชนที่จัดตั้งขึ้นตามพระราชกฤษฎีกา ภายใต้พระราชบัญญัติองค์การมหาชน พ.ศ. ๒๕๔๒ ซึ่งการจัดตั้งในรูปแบบองค์การมหาชนมีความคล่องตัวในการบริหารจัดการ การปฏิบัติงานมีประสิทธิภาพ แต่โดยที่สถาบันฯ ได้รับนโยบายจากรัฐบาลให้มีการปรับปรุงกฎหมายให้เป็นหน่วยงานของรัฐซึ่งมีวัตถุประสงค์และภารกิจครอบคลุมถึงการวิจัยพัฒนา นวัตกรรม เทคโนโลยีป้องกันประเทศในเชิงความมั่นคงและเชิงพาณิชย์ บูรณาการความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชนเพื่อส่งเสริมให้เกิดการขยายตัวในภาคธุรกิจ เพื่อให้เกิดอุตสาหกรรมป้องกันประเทศขึ้นในประเทศไทย ซึ่งการดำเนินการในลักษณะที่เป็นองค์การมหาชนภายใต้พระราชบัญญัติองค์การมหาชน พ.ศ. ๒๕๔๒ ไม่อาจกระทำได้เนื่องจากติดข้อจำกัดในเรื่องโครงสร้างหน่วยงาน โดยการดำเนินการตามภารกิจใหม่นั้นได้กำหนดให้มีคณะกรรมการนโยบายเทคโนโลยีป้องกันประเทศ อยู่ลำดับเหนือขึ้นไปจากคณะกรรมการสำนักงานเทคโนโลยีป้องกันประเทศ ทำหน้าที่กำหนดนโยบายด้านเทคโนโลยีและอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ ซึ่งไม่สอดคล้องกับโครงสร้างขององค์การมหาชนทั่วไปที่จัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติองค์การมหาชน พ.ศ. ๒๕๔๒ อีกทั้งยังมีความจำเป็นต้องใช้อำนาจรัฐเพื่อความมั่นคงในการยกเว้นกฎหมายระดับพระราชบัญญัติ ซึ่งเป็นกฎหมายที่มีลำดับศักดิ์เหนือกว่าพระราชกฤษฎีกาจัดตั้ง สทป. ได้แก่ กฎหมายว่าด้วยการควบคุมยุทธภัณฑ์ กฎหมายว่าด้วยโรงงานผลิตอาวุธของเอกชน กฎหมายว่าด้วยโรงงาน และกฎหมายว่าด้วยอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน เพื่อให้การดำเนินการสัมฤทธิ์ผล อันจะเป็นการพัฒนาศักยภาพในด้านการวิจัยและพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีป้องกันประเทศสู่อุตสาหกรรมป้องกันประเทศ ซึ่งจะเป็นการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศและนำไปสู่การพึ่งพาตนเองอย่างยั่งยืน


     



    • ร่างพระราชบัญญัติเทคโนโลยีป้องกันประเทศ
    •  


      เหตุผลที่ต้องจัดตั้งตรากฎหมายเป็นองค์การมมาชนตามพระราชบัญญัติเฉพาะ เนื่องจากปัจจุบันสถาบันเทคโนโลยีป้องกันประเทศ (องค์การมหาชน) เป็นหน่วยงานของรัฐรูปแบบองค์การมหาชนที่จัดตั้งขึ้นตามพระราชกฤษฎีกา ภายใต้พระราชบัญญัติองค์การมหาชน พ.ศ. ๒๕๔๒ ซึ่งการจัดตั้งในรูปแบบองค์การมหาชนมีความคล่องตัวในการบริหารจัดการ การปฏิบัติงานมีประสิทธิภาพ แต่โดยที่สถาบันฯ ได้รับนโยบายจากรัฐบาลให้มีการปรับปรุงกฎหมายให้เป็นหน่วยงานของรัฐซึ่งมีวัตถุประสงค์และภารกิจครอบคลุมถึงการวิจัยพัฒนา นวัตกรรม เทคโนโลยีป้องกันประเทศในเชิงความมั่นคงและเชิงพาณิชย์ บูรณาการความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชนเพื่อส่งเสริมให้เกิดการขยายตัวในภาคธุรกิจ เพื่อให้เกิดอุตสาหกรรมป้องกันประเทศขึ้นในประเทศไทย ซึ่งการดำเนินการในลักษณะที่เป็นองค์การมหาชนภายใต้พระราชบัญญัติองค์การมหาชน พ.ศ. ๒๕๔๒ ไม่อาจกระทำได้เนื่องจากติดข้อจำกัดในเรื่องโครงสร้างหน่วยงาน โดยการดำเนินการตามภารกิจใหม่นั้นได้กำหนดให้มีคณะกรรมการนโยบายเทคโนโลยีป้องกันประเทศ อยู่ลำดับเหนือขึ้นไปจากคณะกรรมการสำนักงานเทคโนโลยีป้องกันประเทศ ทำหน้าที่กำหนดนโยบายด้านเทคโนโลยีและอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ ซึ่งไม่สอดคล้องกับโครงสร้างขององค์การมหาชนทั่วไปที่จัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติองค์การมหาชน พ.ศ. ๒๕๔๒ อีกทั้งยังมีความจำเป็นต้องใช้อำนาจรัฐเพื่อความมั่นคงในการยกเว้นกฎหมายระดับพระราชบัญญัติ ซึ่งเป็นกฎหมายที่มีลำดับศักดิ์เหนือกว่าพระราชกฤษฎีกาจัดตั้ง สทป. ได้แก่ กฎหมายว่าด้วยการควบคุมยุทธภัณฑ์ กฎหมายว่าด้วยโรงงานผลิตอาวุธของเอกชน กฎหมายว่าด้วยโรงงาน และกฎหมายว่าด้วยอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน เพื่อให้การดำเนินการสัมฤทธิ์ผล อันจะเป็นการพัฒนาศักยภาพในด้านการวิจัยและพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีป้องกันประเทศสู่อุตสาหกรรมป้องกันประเทศ ซึ่งจะเป็นการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศและนำไปสู่การพึ่งพาตนเองอย่างยั่งยืน


       

  •  


                สำนักงานตามร่างพระราชบัญญัติเป็นหน่วยงานของรัฐที่มีอำนาจหน้าที่ในการวิจัยพัฒนา นวัตกรรม เทคโนโลยีป้องกันประเทศ บูรณาการความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชนส่งเสริมให้เกิดการขยายตัวในภาคธุรกิจ เพื่อให้เกิดอุตสาหกรรมป้องกันประเทศขึ้นในประเทศไทย เพื่อให้สอดคล้องกับนโยบายรัฐบาลในด้านการรักษาความมั่นคงของรัฐและการต่างประเทศ โดยส่งเสริมและพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีการป้องกันประเทศ ตลอดจนการวิจัย และพัฒนาและการถ่ายทอดเทคโนโลยีเพื่อนำไปสู่การพึ่งพาตนเองในการผลิตอาวุธยุทโธปกรณ์ สามารถบูรณาการความร่วมมือระหว่างภาครัฐกับภาคเอกชนในอุตสาหกรรมป้องกันประเทศได้  และนโยบายของกระทรวงกลาโหมในเรื่องการปรับปรุงโครงสร้างและระบบงานวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีป้องกันประเทศและอุตสาหกรรมป้องกันประเทศเพื่อการพึ่งพาตนเอง


     


              โดยสำนักงานยังคงปฏิบัติภารกิจหลักในการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีป้องกันประเทศ และได้กำหนดให้มีวัตถุประสงค์ และอำนาจหน้าที่เพิ่มเติมจากที่เป็นสถาบันฯ ตามพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งฯ ดังนี้


     


              (๑) การกำหนดวัตถุประสงค์ หน้าที่และอำนาจของสำนักงาน ให้รองรับภารกิจที่ขยายออกไปในด้านการผลักดันผลงานวิจัยเข้าสู่ภาคอุตสาหกรรม เพื่อให้ประเทศไทยมีขีดความสามารถในการผลิตยุทโธปกรณ์เพื่อการพึ่งพาตนเอง รวมทั้งการจำหน่าย


     


              (๒) กำหนดให้มีคณะกรรมการนโยบายเทคโนโลยีป้องกันประเทศ เพื่อกำหนดนโยบายและเป้าหมายในด้านเทคโนโลยีป้องกันประเทศและอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ กำหนดแนวทางในการส่งเสริมและสนับสนุนให้ภาครัฐและภาคเอกชนมีบทบาทในการดำเนินกิจการเทคโนโลยีป้องกันประเทศและอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ รวมถึงการเสนอแนะและให้คำปรึกษาแก่คณะรัฐมนตรีในการส่งเสริมและสนับสนุนการดำเนินกิจการดังกล่าว


     


              (๓) กำหนดให้สำนักงานได้รับยกเว้นไม่อยู่ภายใต้บังคับแห่งกฎหมายว่าด้วยการควบคุมยุทธภัณฑ์ กฎหมายว่าด้วยโรงงานผลิตอาวุธของเอกชน กฎหมายว่าด้วยโรงงานอุตสาหกรรม และกฎหมายว่าด้วยอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน ซึ่งกฎหมายดังกล่าวมีการควบคุมในลักษณะที่ทำให้เกิดข้อจำกัดในการแข่งขัน เช่น ระยะเวลาการขออนุญาต กิจกรรมที่ต้องขออนุญาตก่อนการดำเนินการ เป็นต้น ทำให้ส่งผลต่อระยะเวลาการดำเนินการโดยเฉพาะอย่างยิ่งในการผลิตและจำหน่าย ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการแข่งขัน 


     


              (๔) มีการดำเนินงานและความสัมพันธ์กับส่วนราชการและหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ กระทรวงกลาโหม โดยสำนักงานจะมีข้อตกลงกับกระทรวงกลาโหมในเรื่องการปลดถ่ายกำลังพลของกระทรวงกลาโหมที่มีความรู้ความสามารถเพื่อปฏิบัติงานกับสำนักงาน นอกจากนี้ ยังมีคณะกรรมการนโยบายเทคโนโลยีป้องกันประเทศซึ่งประกอบด้วยหัวหน้าส่วนราชการระดับปลัดกระทรวงที่มีบทบาทในการส่งเสริมการวิจัยพัฒนาไปสู่อุตสาหกรรมป้องกันประเทศหลายกระทรวง ซึ่งจะช่วยให้เกิดความเชื่อมโยงภายนอกสำนักงานและกระทรวงกลาโหม ส่งผลต่อการกำหนดนโยบายการพัฒนาเทคโนโลยีป้องกันประเทศและอุตสาหกรรมป้องกันประเทศระดับมหภาคต่อไปในอนาคต


     


              ทั้งนี้ ภารกิจที่กล่าวถึงข้างต้นไม่มีความซ้ำซ้อนกับส่วนราชการ หน่วยงานของรัฐ หรือหน่วยงานอื่น ๆ     แต่อย่างใด


     

    ไม่มีรายละเอียดของร่างที่เกี่ยวข้อง
         
      ข้อมูลส่วนบุคคล
         
      เพศ
      อายุ ปี
      อาชีพ
      รายได้ บาท
      จังหวัด
      E-mail