Facebook


ร่างพระราชบัญญัติทรัพยากรน้ำ พ.ศ. ...

วัน, วันที่ เดือน ปี ชม:นาที อ่าน 4207 เวลา ส่งออกข้อมูล XML ไฟล์

ร่างพระราชบัญญัติทรัพยากรน้ำ

 

 

 

 

.. ….

 

 

 

 

……………………………

 

 

 

 

……………………………

 

 

 

 

……………………………

 

 

 

 

 

 

 

 

                    ………………………………………………………………

 

 

 

 

………………………         

 

 

 

 

          โดยที่เป็นการสมควรมีกฎหมายว่าด้วยทรัพยากรน้ำ

 

 

 

 

          พระราชบัญญัตินี้มีบทบัญญัติบางประการเกี่ยวกับการจำกัดสิทธิและเสรีภาพของบุคคล  &nbs

  1. ลงทะเบียน
  2. หลักการ
  3. ปัญหาและสาเหตุฯ
  4. ความจำเป็นที่ต้องตรากฎหมายฯ
  5. สาระสำคัญ
  6. ประเด็นความคิดเห็น

    กฎหมายมหาชน คือ กฎหมายที่บัญญัติให้อำนาจและหน้าที่แก่รัฐ แก่หน่วยงานของรัฐ แก่เจ้าหน้าที่ของรัฐ และแก่ประชาชน ในการบริหาร การปกครองประเทศ และการบริการสาธารณะ ซึ่งหลักการ สำคัญของกฎหมายมหาชนนอกจากจะบัญญัติให้อำนาจและหน้าที่แก่หน่วยงานของรัฐหรือเจ้าหน้าที่ดังที่กล่าวมาแล้ว การใช้อำนาจหน้าที่ที่กฎหมายบัญญัติยังสามารถควบคุมตรวจสอบได้ ตามหลักเกณฑ์และกระบวนการของกฎหมายมหาชน

    กฎหมายมหาชน คือ กฎหมายที่บัญญัติให้อำนาจและหน้าที่แก่รัฐ แก่หน่วยงานของรัฐ แก่เจ้าหน้าที่ของรัฐ และแก่ประชาชน ในการบริหาร การปกครองประเทศ และการบริการสาธารณะ ซึ่งหลักการ สำคัญของกฎหมายมหาชนนอกจากจะบัญญัติให้อำนาจและหน้าที่แก่หน่วยงานของรัฐหรือเจ้าหน้าที่ดังที่กล่าวมาแล้ว การใช้อำนาจหน้าที่ที่กฎหมายบัญญัติยังสามารถควบคุมตรวจสอบได้ ตามหลักเกณฑ์และกระบวนการของกฎหมายมหาชน

    กฎหมายมหาชน คือ กฎหมายที่บัญญัติให้อำนาจและหน้าที่แก่รัฐ แก่หน่วยงานของรัฐ แก่เจ้าหน้าที่ของรัฐ และแก่ประชาชน ในการบริหาร การปกครองประเทศ และการบริการสาธารณะ ซึ่งหลักการ สำคัญของกฎหมายมหาชนนอกจากจะบัญญัติให้อำนาจและหน้าที่แก่หน่วยงานของรัฐหรือเจ้าหน้าที่ดังที่กล่าวมาแล้ว การใช้อำนาจหน้าที่ที่กฎหมายบัญญัติยังสามารถควบคุมตรวจสอบได้ ตามหลักเกณฑ์และกระบวนการของกฎหมายมหาชน

    กรุณากรอกข้อมูลพื้นฐานเพื่อประโยชน์และจัดทำรายงานสำหรับการรับฟังความคิดเห็น

    รายละเอียดบัญชีผู้ใช้งาน
    *
    *
    *
    *
    *
    *
    รายละเอียดส่วนตัว
    ช่องที่ทำสัญลักษณ์ดอกจัน (*) จำเป็นต้องกรอก
    ไม่มีหลักการที่เกี่ยวข้อง
    ไม่มีโครงสร้างที่เกี่ยวข้อง
    ไม่มีสาระสำคัญที่เกี่ยวข้อง
ไม่มีประเด็นที่เกี่ยวข้อง
    • มาตรา ๑
    • ในพระราชบัญญัตินี้เรียกว่า พระราชบัญญัติทรัพยากรน้ำ พ.ศ. .
    • มาตรา ๒
    • พระราชบัญญัตินี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป
    • มาตรา ๓
    • การใช้ การพัฒนา การบริหารจัดการและการอนุรักษ์ทรัพยากรน้ำ ให้เป็นไปตามที่กำหนดในพระราชบัญญัตินี้ เว้นแต่ในกรณีที่มีกฎหมายใดกำหนดเกี่ยวกับการใช้ การพัฒนา การบริหารจัดการ หรือการอนุรักษ์ทรัพยากรน้ำเรื่องใดไว้โดยเฉพาะและมีหลักเกณฑ์ที่มีมาตรฐานไม่ต่ำกว่าหลักเกณฑ์ที่กำหนดในพระราชบัญญัตินี้ ก็ให้ดำเนินการไปตามกฎหมายเฉพาะนั้น
    • มาตรา ๔
    • ทรัพยากรน้ำ หมายความว่า น้ำ แหล่งน้ำ และดิน หิน กรวด โคลน ทรายหรือ แร่ธาตุในแหล่งน้ำ
    • มาตรา ๕
    • ให้นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมรักษาการตามพระราชบัญญัตินี้ ทั้งนี้ ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับอำนาจหน้าที่ของตนและให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมมีอำนาจออกกฎกระทรวงเพื่อปฏิบัติการตามพระราชบัญญัตินี้
    • หมวด ๑ ทรัพยากรน้ำและสิทธิในทรัพยากรน้ำ
    • มาตรา ๖
    • ทรัพยากรน้ำดังต่อไปนี้เป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน
      (๑) ทรัพยากรน้ำสำหรับประชาชนใช้ประโยชน์ร่วมกัน
      (ก) ทรัพยากรน้ำในแหล่งน้ำสาธารณะ เช่น แม่น้ำ ห้วย หนอง คลอง บึง บาง ทะเลสาบ และทะเลอาณาเขต
      (ข) ทรัพยากรน้ำในแหล่งน้ำสาธารณะซึ่งมีประกาศกำหนดให้เป็นทางน้ำชลประทานตามกฎหมายว่าด้วยการชลประทานหลวง
      (ค) ทรัพยากรน้ำในแหล่งน้ำสาธารณะซึ่งได้รับการพัฒนาปรับปรุงโดยหน่วยงานของรัฐ
      (ง) น้ำใต้ดิน
      (๒) ทรัพยากรน้ำที่มิได้อยู่ในแหล่งน้ำสาธารณะ แต่หน่วยงานของรัฐได้พัฒนา หรือปรับปรุงสำหรับใช้เพื่อประโยชน์ของแผ่นดินโดยเฉพาะ
      นอกจากที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัตินี้ การใช้ การพัฒนา การบริหารจัดการและการอนุรักษ์ทรัพยากรน้ำตาม (๑) (ข) (ค) และ (ง) ให้เป็นไปตามกฎหมายว่าด้วยการนั้นด้วย
      น้ำใต้ดินตาม (๑) (ง) ให้หมายความรวมถึงน้ำบาดาลตามกฎหมายว่าด้วยน้ำบาดาลด้วย
      บุคคลที่ประสงค์จะใช้ทรัพยากรน้ำตาม (๒) ต้องได้รับความยินยอมจากหน่วยงานของรัฐ ที่ได้พัฒนาหรือปรับปรุงหรือที่รับผิดชอบด้วย
    • มาตรา ๗
    • ภายใต้บทบัญญัติอื่นแห่งพระราชบัญญัตินี้ บุคคลไม่มีสิทธิใช้ทรัพยากรน้ำ จากแหล่งน้ำสาธารณะเกินความจำเป็นแก่ประโยชน์ในกิจกรรมหรือที่ดินของตนจนเป็นเหตุให้เกิดความเสียหายเกินสมควรแก่บุคคลอื่นที่เคยใช้ทรัพยากรน้ำจากแหล่งน้ำสาธารณะ หรือแก่เจ้าของที่ดินริมแหล่งน้ำสาธารณะนั้น
    • มาตรา ๘
    • เจ้าของหรือผู้ครอบครองที่ดินซึ่งมีน้ำพุเกิดขึ้นหรือมีน้ำไหลผ่านตามธรรมชาติไม่ว่าบนดินหรือใต้ดิน ย่อมมีสิทธิเก็บกักหรือใช้น้ำนั้นได้เท่าที่จำเป็นแก่ประโยชน์ในที่ดินของตน
    • มาตรา ๙
    • ในกรณีที่บุคคลใดเก็บกักน้ำไว้ตามความจำเป็นตามพระราชบัญญัตินี้หรือกฎกระทรวง หรือประกาศที่ออกตามพระราชบัญญัตินี้ หรือตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ หรือตามกฎหมายอื่น ถ้าเกิดภาวะขาดแคลนน้ำในท้องที่ใดท้องที่หนึ่งหรือหลายท้องที่ รัฐมนตรี โดยความเห็นชอบของคณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ มีอำนาจสั่งให้บุคคลซึ่งเก็บกักน้ำไว้ ตามความจำเป็นดังกล่าวต้องเฉลี่ยน้ำเพื่อประโยชน์สาธารณะตามปริมาณและวิธีการที่กำหนด ในกรณีเช่นว่านี้ให้ผู้เก็บกักน้ำดังกล่าวมีสิทธิได้รับค่าทดแทนตามความเป็นธรรมจากการที่ ต้องสูญเสียน้ำ ที่เก็บกักไว้ แต่ถ้าบุคคลใดเก็บกักน้ำไว้เกินกว่าความจำเป็น ให้รัฐมนตรีมีอำนาจสั่งตามที่เห็นสมควรเพื่อนำน้ำส่วนที่เกินมาใช้สอยเพื่อประโยชน์สาธารณะ โดยผู้นั้นจะเรียกร้องค่าใช้จ่ายหรือค่าเสียหายใด ๆ มิได้
    • มาตรา ๑๐
    • การใช้ทรัพยากรน้ำแบ่งเป็นสามประเภท คือ
      (๑) การใช้ทรัพยากรน้ำประเภทที่ ๑ ได้แก่ การใช้ทรัพยากรน้ำในแหล่งน้ำสาธารณะเพื่อการดำรงชีพ การอุปโภคบริโภคในครัวเรือน การเกษตรหรือการเลี้ยงสัตว์เพื่อยังชีพ การอุตสาหกรรมในครัวเรือนและการใช้ทรัพยากรน้ำในปริมาณเล็กน้อยตามที่กำหนดในกฎกระทรวง
      (๒) การใช้ทรัพยากรน้ำประเภทที่ ๒ ได้แก่ การใช้ทรัพยากรน้ำในแหล่งน้ำสาธารณะเพื่อการเกษตรหรือการเลี้ยงสัตว์เพื่อการพาณิชย์ การอุตสาหกรรม การท่องเที่ยว การผลิตพลังงานไฟฟ้า การประปาและกิจการอื่นตามที่กำหนดในกฎกระทรวง ทั้งนี้การใช้ทรัพยากรน้ำประเภทที่ ๒ ต้องได้รับอนุญาตจากคณะกรรมการลุ่มน้ำที่แหล่งน้ำสาธารณะนั้นตั้งอยู่ตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่กำหนดในกฎกระทรวง
      (๓) การใช้ทรัพยากรน้ำประเภทที่ ๓ ได้แก่ การใช้ทรัพยากรน้ำในแหล่งน้ำสาธารณะเพื่อกิจการขนาดใหญ่ที่ใช้น้ำปริมาณมากหรืออาจก่อให้เกิดผลกระทบข้ามลุ่มน้ำ หรือครอบคลุมพื้นที่อย่างกว้างขวางตามที่กำหนดในกฎกระทรวง ทั้งนี้ ต้องได้รับอนุญาตจากคณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติตามหลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไขที่กำหนดในกฎกระทรวง
    • มาตรา ๑๑
    • รัฐมนตรีโดยคำแนะนำของคณะกรรมการ ลุ่มน้ำที่เกี่ยวข้องและความเห็นชอบของคณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ มีอำนาจออกกฎกระทรวงกำหนดหลักเกณฑ์และเงื่อนไขการใช้ทรัพยากรน้ำประเภทที่ ๑ สำหรับแต่ละลุ่มน้ำได้
    • มาตรา ๑๒
    • รัฐมนตรีโดยคำแนะนำของคณะกรรมการลุ่มน้ำที่เกี่ยวข้องและความเห็นชอบของคณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ มีอำนาจออกกฎกระทรวงกำหนดหลักเกณฑ์ เงื่อนไข วิธีการ อัตราค่าใช้จ่าย ค่าบริการ ค่าธรรมเนียม การแก้ไขและการยกเลิกใบอนุญาตการใช้ทรัพยากรน้ำประเภทที่ ๒ สำหรับแต่ละลุ่มน้ำได้
    • มาตรา ๑๓
    • รัฐมนตรีโดยความเห็นชอบของคณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ มีอำนาจออกกฎกระทรวงกำหนดหลักเกณฑ์ เงื่อนไข วิธีการ อัตราค่าใช้จ่าย ค่าบริการ ค่าธรรมเนียม การแก้ไขและการยกเลิกใบอนุญาตการใช้ทรัพยากรน้ำประเภทที่ ๓ ได้
    • หมวด ๒ องค์กรบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ
    • มาตรา ๑๔
    • ให้มีคณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ ประกอบด้วย นายกรัฐมนตรี เป็นประธานกรรมการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นรองประธานกรรมการคนที่หนึ่ง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นรองประธาน กรรมการคนที่สอง ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ปลัดกระทรวงมหาดไทย ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม ผู้ว่าการประปานครหลวง ผู้ว่าการประปาส่วนภูมิภาค ผู้ว่าการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย ผู้แทนคณะกรรมการลุ่มน้ำจำนวนสี่คน ผู้แทนผู้ใช้น้ำจำนวนสี่คน ผู้แทนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจำนวนสามคน ผู้แทนองค์กรเอกชนจำนวนหนึ่งคน และผู้ทรงคุณวุฒิ ซึ่งนายกรัฐมนตรีแต่งตั้งอีกหกคน เป็นกรรมการ และผู้อำนวยการสำนักงานเลขานุการคณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ เป็นกรรมการและเลขานุการ
      การคัดเลือกและแต่งตั้งผู้ทรงคุณวุฒิตามวรรคหนึ่ง ให้คัดเลือกและแต่งตั้งจากผู้ที่มีความรู้และประสบการณ์เกี่ยวกับทรัพยากรน้ำ
    • มาตรา ๑๕
    • คณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติมีอำนาจหน้าที่เกี่ยวกับการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำโดยทั่วไป รวมทั้งให้มีอำนาจหน้าที่ดังต่อไปนี้
      (๑) เสนอนโยบายและแผนทรัพยากรน้ำแห่งชาติต่อคณะรัฐมนตรี
      (๒) พิจารณาและให้ความเห็นชอบแผนแม่บทลุ่มน้ำ
      (๓) พิจารณาและให้ความเห็นต่อแผนงานหรือโครงการพัฒนา บริหารจัดการ ฟื้นฟูและอนุรักษ์แหล่งน้ำของหน่วยงานของรัฐในการเสนองบประมาณรายจ่ายประจำปี เพื่อให้แผนงานและโครงการมีเอกภาพ
      (๔) กำหนดสิทธิในทรัพยากรน้ำของแต่ละลุ่มน้ำเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมและสมเหตุสมผล เพื่อให้การใช้น้ำมีประสิทธิภาพอย่างยั่งยืนและเพื่อการรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อม โดยจัดให้มีการรับฟังความคิดเห็นของคณะกรรมการลุ่มน้ำที่เกี่ยวข้อง
      (๕) ควบคุม กำกับ ติดตาม เร่งรัดและตรวจสอบการดำเนินการตามนโยบาย และแผนทรัพยากรน้ำและการดำเนินการตามแผนงานหรือโครงการตาม (๓) และรายงาน ให้คณะรัฐมนตรีทราบ
      (๖) กำหนดลำดับความสำคัญเพื่อการจัดสรรทรัพยากรน้ำโดยรับฟังความคิดเห็นของคณะกรรมการลุ่มน้ำที่เกี่ยวข้อง
      (๗) พิจารณาอนุญาตการใช้ทรัพยากรน้ำประเภทที่ ๓ ตามมาตรา ๑๐ (๓)
      (๘) ไกล่เกลี่ยและตัดสินชี้ขาดข้อพิพาทระหว่างลุ่มน้ำ
      (๙) กำหนดกรอบและแนวทางการดำเนินงานของคณะกรรมการลุ่มน้ำ
      (๑๐) พิจารณาการจัดสรรเงินอุดหนุนให้แก่กองทุนทรัพยากรน้ำตาม ตามมาตรา ๔๖
      (๑๑) เสนอแนะให้มีการแก้ไขปรับปรุงกฎหมายเกี่ยวกับทรัพยากรน้ำ ต่อคณะรัฐมนตรี
      (๑๒) ปฏิบัติการอื่นใดตามที่กำหนดในพระราชบัญญัตินี้หรือกฎหมายอื่น หรือตามที่นายกรัฐมนตรีหรือคณะรัฐมนตรีมอบหมาย
    • มาตรา ๑๖
    • ในการจัดทำนโยบายทรัพยากรน้ำแห่งชาติ ให้คณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติรับฟังความคิดเห็นของประชาชน ผู้ประกอบกิจการ และหน่วยงานของรัฐ ที่เกี่ยวข้อง
      ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่คณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติกำหนด ทั้งนี้ ให้คณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาตินำผลการรับฟังความคิดเห็นดังกล่าวมาเป็นแนวทางในการจัดทำนโยบายทรัพยากรน้ำแห่งชาติด้วยนโยบายทรัพยากรน้ำแห่งชาติต้องประกาศในราชกิจจานุเบกษา
      ให้คณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติติดตามประเมินผลการดำเนินงานตามนโยบายทรัพยากรน้ำแห่งชาติตามวรรคหนึ่ง และต้องปรับปรุงนโยบายดังกล่าวเพื่อประโยชน์ในการใช้ การพัฒนา การบริหารจัดการและการอนุรักษ์ทรัพยากรน้ำให้มีประสิทธิภาพและสอดคล้องกับ ความเป็นจริงที่มีการเปลี่ยนแปลงไปทุกระยะเวลา
    • มาตรา ๑๗
    • ให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ผู้ใช้น้ำ คณะกรรมการลุ่มน้ำและองค์กรเอกชนคัดเลือกผู้แทนในส่วนของตนเพื่อให้นายกรัฐมนตรีแต่งตั้งเป็นกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ ตามมาตรา ๑๔
    • มาตรา ๑๘
    • ผู้ทรงคุณวุฒิตามมาตรา ๑๔ นั้น ให้นายกรัฐมนตรีใช้ดุลพินิจแต่งตั้งจำนวนสามคน ส่วนอีกสามคนให้นายกรัฐมนตรีแต่งตั้งจากบุคคลที่กรรมการผู้แทนคณะกรรมการลุ่มน้ำ กรรมการผู้แทนผู้ใช้น้ำ กรรมการผู้แทนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และกรรมการผู้แทนองค์กรเอกชน ที่ได้รับการคัดเลือกตามมาตรา ๑๗ ร่วมกันคัดเลือกและเสนอชื่อ
      ให้กรรมการผู้แทนคณะกรรมการลุ่มน้ำ กรรมการผู้แทนผู้ใช้น้ำ กรรมการผู้แทนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และกรรมการผู้แทนองค์กรเอกชน ที่ได้รับคัดเลือกตามมาตรา ๑๗ จัดให้มีการประชุมร่วมกันเพื่อคัดเลือกและเสนอชื่อบุคคลที่จะให้นายกรัฐมนตรีแต่งตั้งเป็นผู้ทรงคุณวุฒิตามวรรคหนึ่งภายในหนึ่งเดือนนับแต่วันที่กรรมการผู้แทนคณะกรรมการลุ่มน้ำ กรรมการผู้แทนผู้ใช้น้ำ กรรมการผู้แทนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และกรรมการผู้แทนองค์กรเอกชนที่ได้รับการคัดเลือกตามมาตรา ๑๗
      หากยังไม่มีการคัดเลือกและเสนอชื่อผู้ทรงคุณวุฒิครบถ้วนภายในระยะเวลาตามวรรคสอง ให้นายกรัฐมนตรีแต่งตั้งบุคคลที่นายกรัฐมนตรีใช้ดุลพินิจแต่งตั้งตามวรรคหนึ่งเป็นผู้ทรงคุณวุฒิภายในระยะเวลาหนึ่งเดือนนับแต่วันที่ครบกำหนดเวลาตามวรรคสอง และให้กรรมการอื่น ที่ได้รับการแต่งตั้งจากนายกรัฐมนตรีทำหน้าที่เป็นคณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติไปพลางก่อน ทั้งนี้ให้ถือว่าคณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติมีกรรมการครบถ้วนและสามารถดำเนินงานตามอำนาจหน้าที่ได้
    • มาตรา ๑๙
    • ให้กรรมการผู้แทนคณะกรรมการลุ่มน้ำ กรรมการผู้แทนผู้ใช้น้ำ กรรมการผู้แทนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และกรรมการผู้แทนองค์กรเอกชน ที่ได้รับการคัดเลือกตาม
      มาตรา ๑๗ และกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิที่นายกรัฐมนตรีแต่งตั้งตามมาตรา ๑๘ มีวาระการดำรงตำแหน่งคราวละสี่ปี
      กรรมการผู้แทนคณะกรรมการลุ่มน้ำ กรรมการผู้แทนผู้ใช้น้ำ กรรมการผู้แทนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและกรรมการผู้แทนองค์กรเอกชน ที่ได้รับการคัดเลือกตามมาตรา ๑๗ และกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิที่นายกรัฐมนตรีแต่งตั้งตามมาตรา ๑๘ ซึ่งพ้นจากตำแหน่ง อาจได้รับแต่งตั้งอีกได้ แต่จะดำรงตำแหน่งเกินสองวาระติดต่อกันไม่ได้
    • มาตรา ๒๐
    • นอกจากการพ้นจากตำแหน่งตามมาตรา ๑๙ กรรมการผู้แทนคณะกรรมการลุ่มน้ำ กรรมการผู้แทนผู้ใช้น้ำ กรรมการผู้แทนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและกรรมการผู้แทนองค์กรเอกชน ที่ได้รับการคัดเลือกตามมาตรา ๑๗ และกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิที่นายกรัฐมนตรีแต่งตั้งตามมาตรา ๑๘ พ้นจากตำแหน่งเมื่อ
      (๑) ตาย
      (๒) ลาออก
      (๓) เป็นบุคคลล้มละลาย
      (๔) เป็นคนไร้ความสามารถหรือคนเสมือนไร้ความสามารถ
      (๕) ต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก เว้นแต่เป็นโทษสำหรับความผิดที่ได้กระทำโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ
    • มาตรา ๒๑
    • ในกรณีที่กรรมการผู้แทนคณะกรรมการลุ่มน้ำ กรรมการผู้แทนผู้ใช้น้ำ กรรมการผู้แทนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และกรรมการผู้แทนองค์กรเอกชน ที่ได้รับการคัดเลือกตามมาตรา ๑๗ และกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิที่นายกรัฐมนตรีแต่งตั้งตามมาตรา ๑๘ พ้นจากตำแหน่งก่อนครบวาระ ให้เริ่มดำเนินการตามมาตรา ๑๗ หรือมาตรา ๑๘ แล้วแต่กรณี ภายในสามสิบวัน นับแต่วันที่กรรมการนั้นพ้นจากตำแหน่ง และให้ผู้ได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งอยู่ในตำแหน่งเท่ากับวาระที่เหลืออยู่ของผู้ซึ่งตนแทน
    • มาตรา ๒๒
    • การประชุมของคณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติต้องมีกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติมาประชุมไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติทั้งหมดจึงจะเป็นองค์ประชุม
    • มาตรา ๒๓
    • ให้คณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติมีอำนาจแต่งตั้งคณะกรรมการหรือคณะอนุกรรมการหรือมอบหมายให้พนักงานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติหน้าที่ตามพระราชบัญญัตินี้ หรือตามที่ได้รับมอบหมายได้ ทั้งนี้ วิธีการปฏิบัติหน้าที่ของคณะกรรมการ คณะอนุกรรมการ หรือพนักงานเจ้าหน้าที่ให้เป็นไปตามที่คณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติกำหนด
    • มาตรา ๒๔
    • ในการปฏิบัติหน้าที่ตามพระราชบัญญัตินี้ ให้คณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ คณะกรรมการ คณะอนุกรรมการหรือพนักงานเจ้าหน้าที่ มีอำนาจสั่งหน่วยงานของรัฐ หรือบุคคลใดมีหนังสือชี้แจงข้อเท็จจริง มาให้ถ้อยคำหรือส่งเอกสารหลักฐานที่เกี่ยวข้องเพื่อประกอบการพิจารณาได้
    • มาตรา ๒๕
    • ให้กรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติได้รับค่าตอบแทนและค่าใช้จ่ายอื่นในการปฏิบัติงานตามที่กำหนดในพระราชกฤษฎีกา
      ค่าตอบแทนและค่าใช้จ่ายอื่นในการปฏิบัติงานของกรรมการและอนุกรรมการตามมาตรา ๒๓ ให้เป็นไปตามที่คณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติกำหนด
    • ส่วนที่ ๒ ลุ่มน้ำและคณะกรรมการลุ่มน้ำ
    • มาตรา ๒๖
    • การกำหนดลุ่มน้ำให้ตราเป็นพระราชกฤษฎีกา ทั้งนี้ ต้องจัดให้มีการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนและผู้มีส่วนได้เสียในพื้นที่ลุ่มน้ำนั้นอย่างน้อยหนึ่งครั้งก่อนที่จะมีการตราพระราชกฤษฎีกา
      ในการกำหนดลุ่มน้ำตามวรรคหนึ่ง ให้คำนึงถึงสภาพอุทกวิทยา สภาพภูมิศาสตร์ ระบบนิเวศน์ วัฒนธรรมประเพณีและการกำหนดลุ่มน้ำตามหลักวิชาการด้วย
    • มาตรา ๒๗
    • เมื่อได้มีพระราชกฤษฎีกากำหนดลุ่มน้ำตามมาตรา ๒๖ ให้มีคณะกรรมการประจำลุ่มน้ำนั้น ประกอบด้วยประธานกรรมการลุ่มน้ำคนหนึ่งและกรรมการอื่นที่นายกรัฐมนตรีแต่งตั้งตามจำนวน องค์ประกอบ คุณสมบัติและวิธีการสรรหาหรือแต่งตั้ง รวมทั้งวาระการดำรงตำแหน่ง ที่กำหนดในกฎกระทรวงซึ่งออกโดยความเห็นชอบของคณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ
      ให้กฎกระทรวงตามวรรคหนึ่งกำหนดองค์ประกอบของคณะกรรมการลุ่มน้ำที่เป็นผู้แทนหน่วยงานของรัฐ กรรมการผู้แทนภาคประชาชนและกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิไว้ด้วย
      กรรมการผู้แทนภาคประชาชนตามวรรคสอง ได้แก่ บุคคลที่ได้รับคัดเลือกจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ผู้ใช้น้ำและองค์กรเอกชนซึ่งอยู่ในลุ่มน้ำนั้นตามที่กำหนดในกฎกระทรวง ซึ่งออกโดยความเห็นชอบของคณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ
      กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิตามวรรคสองประกอบด้วยกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ที่นายกรัฐมนตรีพิจารณาแต่งตั้งและกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิที่กรรมการผู้แทนภาคประชาชนเสนอชื่อ ทั้งนี้กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิที่นายกรัฐมนตรีพิจารณาแต่งตั้งต้องมีจำนวนไม่เกินกึ่งหนึ่งของจำนวนกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิทั้งหมด
      การออกกฎกระทรวงตามวรรคหนึ่ง ต้องจัดให้มีการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนเสียก่อน
    • มาตรา ๒๘
    • คณะกรรมการลุ่มน้ำมีอำนาจหน้าที่เกี่ยวกับการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำโดยทั่วไปในลุ่มน้ำ รวมทั้งให้มีอำนาจหน้าที่ดังต่อไปนี้
      (๑) พิจารณาให้ความเห็นชอบแผนแม่บทการพัฒนา การบริหารจัดการและ การอนุรักษ์ทรัพยากรน้ำในลุ่มน้ำ
      (๒) พิจารณาให้ความเห็นต่อแผนงานหรือโครงการเกี่ยวกับทรัพยากรน้ำ ของจังหวัดต่าง ๆ ในลุ่มน้ำ ก่อนที่จังหวัดจะนำแผนงานหรือโครงการเสนอของบประมาณรายจ่ายประจำปีต่อกระทรวงหรือกรม เพื่อให้เกิดความเป็นเอกภาพในลุ่มน้ำ
      (๓) ออกข้อกำหนดตามมาตรา ๒๙
      (๔) พิจารณาอนุญาตการใช้ทรัพยากรน้ำประเภทที่ ๒ ตามมาตรา ๑๐ (๒)
      (๕) ควบคุมการใช้ทรัพยากรน้ำให้เป็นไปตามที่ได้รับจัดสรรจากคณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ
      (๖) กำหนดหลักเกณฑ์และระเบียบการใช้ การพัฒนา การบริหารจัดการและ การอนุรักษ์ทรัพยากรน้ำในลุ่มน้ำ ทั้งนี้ ภายใต้กรอบและแนวทางที่คณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติกำหนด
      (๗) จัดสรรสิทธิและจัดลำดับความสำคัญในการใช้น้ำในลุ่มน้ำ
      (๘) พิจารณาและให้ความเห็นในการผันน้ำระหว่างลุ่มน้ำ
      (๙) ทำข้อตกลงผันน้ำกับลุ่มน้ำอื่น
      (๑๐) รับเรื่องร้องทุกข์และไกล่เกลี่ยข้อพิพาทระหว่างผู้ใช้น้ำ ตลอดจนไกล่เกลี่ยและตัดสินข้อพิพาทระหว่างลุ่มน้ำย่อยในลุ่มน้ำ
      (๑๑) ให้ความเห็นต่อโครงการหรือกิจกรรมที่อาจมีผลกระทบต่อแหล่งน้ำภายในลุ่มน้ำตาม มาตรา ๕๗
      (๑๒) แจ้งและเร่งรัดให้ส่วนราชการที่เกี่ยวข้องบังคับใช้กฎหมายที่เกี่ยวกับการใช้ การพัฒนา การบริหารจัดการ การฟื้นฟูและการอนุรักษ์ทรัพยากรน้ำในลุ่มน้ำ และกฎหมาย เกี่ยวกับมลพิษทางน้ำ และให้ส่วนราชการรายงานผลการดำเนินงานต่อคณะกรรมการลุ่มน้ำภายในสามสิบวัน
      (๑๓) ส่งเสริมและพัฒนาระบบข้อมูลสารสนเทศเกี่ยวกับทรัพยากรน้ำในลุ่มน้ำ
      (๑๔) ส่งเสริมและรณรงค์การสร้างจิตสำนึกแก่ประชาชนในการใช้ การพัฒนา การบริหารจัดการ การฟื้นฟูและการอนุรักษ์ทรัพยากรน้ำในลุ่มน้ำ
      (๑๕) ควบคุม กำกับ ดูแลการดำเนินงานของสำนักงานเลขานุการคณะกรรมการลุ่มน้ำ และกำหนดค่าตอบแทนแก่ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการลุ่มน้ำ
      (๑๖) ปฏิบัติการอื่นใดตามที่กำหนดในพระราชบัญญัตินี้หรือกฎหมายอื่น ที่กำหนดให้เป็นอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการลุ่มน้ำหรือตามที่คณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติมอบหมาย

    • มาตรา ๒๙
    • คณะกรรมการลุ่มน้ำ โดยความเห็นชอบของรัฐมนตรี มีอำนาจออกข้อกำหนดลุ่มน้ำโดยไม่ขัดหรือแย้งต่อกฎหมายเพื่อปฏิบัติการให้เป็นไปตามอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการลุ่มน้ำที่กำหนดไว้ในพระราชบัญญัตินี้ ข้อกำหนดลุ่มน้ำเมื่อประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้วให้ใช้บังคับได้
      ในข้อกำหนดลุ่มน้ำตามวรรคหนึ่ง จะกำหนดโทษผู้ฝ่าฝืนข้อกำหนดลุ่มน้ำไว้ด้วยก็ได้ แต่ห้ามมิให้กำหนดโทษฝ่าฝืนเกินกว่าหนึ่งหมื่นบาท
      เงินค่าปรับตามวรรคสอง ให้จัดส่งเข้ากองทุนทรัพยากรน้ำตามมาตรา ๔๖ ตามอัตราที่คณะกรรมการลุ่มน้ำกำหนด โดยความเห็นชอบของคณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ
    • มาตรา ๓๐
    • ให้นำมาตรา ๒๒ ถึงมาตรา ๒๔ มาใช้บังคับกับการประชุมและการดำเนินการของคณะกรรมการลุ่มน้ำด้วยโดยอนุโลม
    • ส่วนที่ ๓ ลุ่มน้ำย่อยและคณะกรรมการลุ่มน้ำย่อย
    • มาตรา ๓๑
    • การกำหนดลุ่มน้ำย่อยให้กระทำได้โดยประกาศคณะกรรมการลุ่มน้ำที่ ลุ่มน้ำย่อยนั้นตั้งอยู่ ทั้งนี้ ต้องจัดให้มีการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนและผู้มีส่วนได้เสียภายในลุ่มน้ำย่อยก่อนออกประกาศดังกล่าว ทั้งนี้ ให้คณะกรรมการลุ่มน้ำนำผลการรับฟังความคิดเห็นดังกล่าวมาเป็นแนวทางในการกำหนดลุ่มน้ำนั้นด้วย
      ในการกำหนดลุ่มน้ำย่อยตามวรรคหนึ่ง ให้คำนึงถึงสภาพอุทกวิทยา สภาพภูมิศาสตร์ ระบบนิเวศน์ วัฒนธรรมประเพณีและการกำหนดลุ่มน้ำตามหลักวิชาการด้วย
      ประกาศตามวรรคหนึ่ง ให้มีแผนที่แสดงเขตลุ่มน้ำย่อยแนบท้ายประกาศนั้นด้วยและ เมื่อประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้ว ให้มีผลใช้บังคับได้
    • มาตรา ๓๒
    • เมื่อได้มีประกาศกำหนดลุ่มน้ำย่อยตามมาตรา ๓๑ ให้มีคณะกรรมการประจำลุ่มน้ำย่อยนั้น ประกอบด้วยประธานกรรมการลุ่มน้ำย่อยคนหนึ่งและกรรมการอื่นตามจำนวน องค์ประกอบ คุณสมบัติและวิธีการสรรหาหรือแต่งตั้งที่กำหนดในประกาศคณะกรรมการลุ่มน้ำ ที่ลุ่มน้ำย่อยนั้นตั้งอยู่
    • มาตรา ๓๓
    • คณะกรรมการลุ่มน้ำย่อยมีอำนาจหน้าที่เกี่ยวกับการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำโดยทั่วไปในลุ่มน้ำย่อย รวมทั้งให้มีอำนาจหน้าที่ดังต่อไปนี้
      (๑) เสนอแผนงานและโครงการเกี่ยวกับทรัพยากรน้ำในลุ่มน้ำย่อย ซึ่งได้จัดให้มีการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนในพื้นที่แล้ว ต่อคณะกรรมการลุ่มน้ำเพื่อนำไปพิจารณา เป็นส่วนหนึ่งของแผนแม่บทลุ่มน้ำ
      (๒) แจ้งและเร่งรัดให้ส่วนราชการที่เกี่ยวข้องบังคับใช้กฎหมายเกี่ยวกับการใช้ การพัฒนา การบริหารจัดการ การฟื้นฟูและการอนุรักษ์ทรัพยากรน้ำในลุ่มน้ำย่อย และกฎหมายเกี่ยวกับมลพิษทางน้ำในลุ่มน้ำย่อย
      (๓) พิจารณาอนุญาตการใช้ทรัพยากรน้ำประเภทที่ ๒ ตามมาตรา ๑๐ (๒) ในลุ่มน้ำย่อย ตามที่คณะกรรมการลุ่มน้ำประกาศมอบหมายตามมาตรา ๑๐ วรรคสาม
      (๔) ส่งเสริมและรณรงค์การสร้างจิตสำนึกแก่ประชาชนในการใช้ การพัฒนา การบริหารจัดการ การบำรุงรักษา การฟื้นฟูและการอนุรักษ์ทรัพยากรน้ำในลุ่มน้ำย่อย
      (๕) ควบคุม กำกับ ดูแลการดำเนินงานของสำนักงานคณะกรรมการลุ่มน้ำย่อย
    • มาตรา ๓๕
    • ให้นำมาตรา ๒๒ ถึงมาตรา ๒๔ มาใช้บังคับกับการประชุมและการดำเนินการของคณะกรรมการลุ่มน้ำย่อยด้วยโดยอนุโลม
    • ส่วนที่ ๔ สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการ
    • มาตรา ๓๖
    • ให้มีสำนักงานเลขานุการคณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติขึ้นในกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมโดยมีอำนาจหน้าที่ดังต่อไปนี้
      (๑) ทำหน้าที่เลขานุการให้แก่คณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติและประสานงานกับสำนักงานเลขานุการคณะกรรมการลุ่มน้ำ
      (๒) รวบรวมและจัดเตรียมข้อมูล ศึกษา วิเคราะห์ และริเริ่มกิจกรรมหรือโครงการใด ๆ เพื่อประโยชน์ในการดำเนินงานของคณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ
      (๓) ช่วยเหลือและให้คำแนะนำเกี่ยวกับการดำเนินงานของส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจหรือหน่วยงานอื่นของรัฐ ที่เกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ รวมทั้ง
      การดำเนินงานของคณะกรรมการลุ่มน้ำ คณะกรรมการลุ่มน้ำย่อย สำนักงานคณะกรรมการลุ่มน้ำ และสำนักงานคณะกรรมการลุ่มน้ำย่อย ตามที่ได้รับการร้องขอ
      (๔) ติดตามและประเมินผลการดำเนินงานของคณะกรรมการลุ่มน้ำและสำนักงานคณะกรรมการลุ่มน้ำย่อย
      (๕) เสนอความเห็นเกี่ยวกับการจัดทำแผนและโครงการเกี่ยวกับทรัพยากรน้ำ ต่อกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติและคณะกรรมการลุ่มน้ำ
      (๖) ศึกษา วิจัย เกี่ยวกับการพัฒนา อนุรักษ์ และฟื้นฟูทรัพยากรน้ำ
      (๗) พัฒนาระบบสารสนเทศทรัพยากรน้ำและระบบเตือนภัย
      (๘) สนับสนุนและเสริมสร้างความเข้มแข็งขององค์กรผู้ใช้น้ำ
      (๙) จัดทำคำขอจัดสรรงบประมาณรายจ่ายประจำปีเพื่อสนับสนุนการดำเนินงานของคณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติและคณะกรรมการลุ่มน้ำ
      (๑๐) ปฏิบัติการใด ๆ ตามที่คณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติมอบหมาย
    • มาตรา ๓๗
    • เมื่อได้มีการแต่งตั้งคณะกรรมการลุ่มน้ำใดแล้ว ให้มีสำนักงานคณะกรรมการลุ่มน้ำประจำลุ่มน้ำขึ้นกับสำนักงานเลขานุการคณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ เพื่อทำหน้าที่ช่วยเหลือ สนับสนุนการทำงานของคณะกรรมการลุ่มน้ำนั้น
      ให้ผู้อำนวยการสำนักงานเลขานุการคณะกรรมการลุ่มน้ำเป็นผู้รับผิดชอบบังคับบัญชาและบริหารงานภายในสำนักงานเลขานุการคณะกรรมการลุ่มน้ำ และให้มีสำนักงานเลขานุการคณะกรรมการลุ่มน้ำย่อย
    • มาตรา ๓๘
    • สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการลุ่มน้ำมีอำนาจหน้าที่ดังต่อไปนี้
      (๑) เก็บรวบรวมข้อมูลการใช้น้ำภายในลุ่มน้ำ
      (๒) เก็บรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับการอนุญาตใช้ทรัพยากรน้ำประเภทที่ ๒ ภายในลุ่มน้ำ
      (๓) เสนอความเห็นเกี่ยวกับการจัดทำแผนแม่บทลุ่มน้ำต่อคณะกรรมการลุ่มน้ำ
      (๔) ศึกษาวิจัยเกี่ยวกับทรัพยากรน้ำ
      (๕) พัฒนาระบบสารสนเทศลุ่มน้ำและระบบเตือนภัย
      (๖) เสนอความเห็นเกี่ยวกับการจัดทำแผนงานและโครงการเกี่ยวกับทรัพยากรน้ำต่อคณะกรรมการลุ่มน้ำ
      (๗) จัดทำแผนงานและโครงการเพื่อเสนอขอรับเงินอุดหนุนจากกรมทรัพยากรน้ำ
    • มาตรา ๓๙
    • เมื่อมีการแต่งตั้งคณะกรรมการลุ่มน้ำย่อยใดแล้ว ให้มีสำนักงานเลขานุการคณะกรรมการลุ่มน้ำย่อยประจำลุ่มน้ำนั้นขึ้นในสำนักงานเลขานุการคณะกรรมการลุ่มน้ำ ที่คณะกรรมการลุ่มน้ำย่อยนั้นสังกัดอยู่ เพื่อทำหน้าที่ช่วยเหลือสนับสนุนการทำงาน ของคณะกรรมการลุ่มน้ำย่อย
      ให้หัวหน้าสำนักงานเลขานุการคณะกรรมการลุ่มน้ำย่อยเป็นผู้รับผิดชอบบังคับบัญชา และบริหารงานภายในสำนักงานคณะกรรมการลุ่มน้ำย่อย
    • มาตรา ๔๐
    • สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการลุ่มน้ำย่อยมีอำนาจหน้าที่ดังนี้
      (๑) เก็บรวบรวมข้อมูลการใช้น้ำภายในลุ่มน้ำย่อย
      (๒) เก็บรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับการอนุญาตการใช้ทรัพยากรน้ำประเภทที่ ๒ ภายในลุ่มน้ำย่อย
      (๓) พัฒนาระบบสารสนเทศลุ่มน้ำย่อย
      (๔) ปฏิบัติการอื่นตามที่คณะกรรมการลุ่มน้ำย่อยและสำนักงานคณะกรรมการ ลุ่มน้ำมอบหมาย
    • ส่วนที่ ๕ องค์กรของผู้ใช้น้ำ
    • มาตรา ๔๑
    • บุคคลซึ่งใช้น้ำในบริเวณใกล้เคียงกันและอยู่ในลุ่มน้ำเดียวกันมีสิทธิรวมตัวกันจดทะเบียนก่อตั้งองค์กรผู้ใช้น้ำเพื่อประโยชน์ร่วมกันในหมู่สมาชิกขององค์กรผู้ใช้น้ำ เกี่ยวกับการใช้ การพัฒนา การบริหารจัดการ การฟื้นฟูและการอนุรักษ์ทรัพยากรน้ำ
      วัตถุประสงค์ อำนาจหน้าที่ การดำเนินงาน ระบบบัญชีและการเงินขององค์กรผู้ใช้น้ำ รวมทั้งหลักเกณฑ์ ขั้นตอนและวิธีการก่อตั้งองค์กรผู้ใช้น้ำให้เป็นไปตามที่กำหนดในกฎกระทรวงสำหรับลุ่มน้ำนั้น
      ให้องค์กรผู้ใช้น้ำที่จดทะเบียนตามวรรคหนึ่งมีฐานะเป็นนิติบุคคล
    • มาตรา ๔๒
    • องค์กรผู้ใช้น้ำที่มีสำนักงานใหญ่ในลุ่มน้ำเดียวกันตั้งแต่สิบองค์กรขึ้นไป อาจรวมตัวกันจดทะเบียนก่อตั้งสหพันธ์ผู้ใช้น้ำเพื่อประโยชน์ร่วมกันในหมู่สมาชิกของสหพันธ์ผู้ใช้น้ำเกี่ยวกับการใช้ การพัฒนา การบริหารจัดการ การฟื้นฟูและการอนุรักษ์ทรัพยากรน้ำ
      วัตถุประสงค์ อำนาจหน้าที่ การดำเนินงาน ระบบบัญชีและการเงินของสหพันธ์ผู้ใช้น้ำ รวมทั้งหลักเกณฑ์ ขั้นตอนและวิธีการก่อตั้งสหพันธ์ผู้ใช้น้ำให้เป็นไปตามที่กำหนดในกฎกระทรวงสำหรับลุ่มน้ำนั้น
      การออกกฎกระทรวงตามวรรคสอง ต้องจัดให้มีการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนเสียก่อน
      ให้สหพันธ์ผู้ใช้น้ำที่จดทะเบียนตามวรรคหนึ่งมีฐานะเป็นนิติบุคคล
    • มาตรา ๔๓
    • สหพันธ์ผู้ใช้น้ำที่มีสำนักงานใหญ่ในลุ่มน้ำเดียวกันตั้งแต่ห้าองค์กรขึ้นไป อาจรวมตัวกันจดทะเบียนก่อตั้งเป็นสมาพันธ์ผู้ใช้น้ำเพื่อประโยชน์ร่วมกันในหมู่สมาชิกของสมาพันธ์ผู้ใช้น้ำ เกี่ยวกับการใช้ การพัฒนา การบริหารจัดการ การฟื้นฟูและการอนุรักษ์ทรัพยากรน้ำ
      วัตถุประสงค์ อำนาจหน้าที่ การดำเนินงาน ระบบบัญชีและการเงินของสมาพันธ์ผู้ใช้น้ำ รวมทั้งหลักเกณฑ์ ขั้นตอนและวิธีการก่อตั้งสมาพันธ์ผู้ใช้น้ำให้เป็นไปตามที่กำหนดในกฎกระทรวงสำหรับลุ่มน้ำนั้น
      ให้สมาพันธ์ผู้ใช้น้ำที่จดทะเบียนตามวรรคหนึ่งมีฐานะเป็นนิติบุคค
    • มาตรา ๔๔
    • องค์กรผู้ใช้น้ำ สหพันธ์ผู้ใช้น้ำและสมาพันธ์ผู้ใช้น้ำอาจขออนุญาตใช้และจัดสรรทรัพยากรน้ำให้แก่สมาชิกของตนต่อคณะกรรมการลุ่มน้ำหรือคณะกรรมการลุ่มน้ำย่อย ที่ได้รับมอบหมายจากคณะกรรมการลุ่มน้ำ
    • มาตรา ๔๕
    • บทบัญญัติมาตรา ๔๑ ถึงมาตรา ๔๓ ย่อมไม่ตัดสิทธิผู้ใช้น้ำที่จะรวมตัวกันเป็นกลุ่มผู้ใช้น้ำในรูปแบบอื่น
    • หมวด ๓ กองทุนทรัพยากรน้ำ
    • มาตรา ๔๖
    • ให้จัดตั้งกองทุนขึ้นกองทุนหนึ่งเรียกว่า กองทุนทรัพยากรน้ำขึ้นในกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อ
      (๑) สนับสนุนและส่งเสริมการศึกษา วิจัย คุ้มครอง ฟื้นฟูและอนุรักษ์แหล่งน้ำ และทรัพยากรน้ำ
      (๒) สนับสนุนและส่งเสริมการสร้างจิตสำนึก ฝึกอบรม และเผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับการคุ้มครอง ฟื้นฟูและอนุรักษ์แหล่งน้ำและทรัพยากรน้ำ
      (๓) ช่วยเหลือสวัสดิการของชุมชนที่ได้รับผลกระทบจากโครงการพัฒนาทรัพยากรน้ำและสนับสนุนชุมชนที่มีส่วนร่วมในการคุ้มครอง ฟื้นฟูและอนุรักษ์แหล่งน้ำและทรัพยากรน้ำ
      (๔) สนับสนุนการดำเนินงานของคณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ คณะกรรมการลุ่มน้ำ คณะกรรมการลุ่มน้ำย่อย สำนักงานคณะกรรมการลุ่มน้ำและสำนักงานคณะกรรมการลุ่มน้ำย่อย
      (๕) จัดสรรเงินช่วยเหลือและอุดหนุนกิจการใด ๆ ที่เกี่ยวกับการส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมตามที่คณะกรรมการบริหารกองทุนเห็นสมควร และโดยความเห็นชอบของคณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ
      การบริหารจัดการกองทุนให้เป็นไปตามกฎกระทรวง
    • หมวด ๔ การพัฒนา ฟื้นฟู คุ้มครองและอนุรักษ์ทรัพยากรน้ำ
    • มาตรา ๔๗
    • คณะกรรมการลุ่มน้ำ โดยความเห็นชอบของรัฐมนตรี มีอำนาจประกาศใน ราชกิจจานุเบกษากำหนดให้การทำโครงการประเภทใดหรือขนาดใด รวมทั้งการพิจารณาอนุญาตให้ทำโครงการหรือกิจกรรมดังกล่าวภายในลุ่มน้ำที่อาจส่งผลกระทบต่อลุ่มน้ำ ต้องจัดให้มีการรับฟังความคิดเห็นของคณะกรรมการลุ่มน้ำหรือคณะกรรมการลุ่มน้ำย่อยที่เกี่ยวข้องก่อนการดำเนินการหรืออนุญาต
      ให้ประกาศตามวรรคหนึ่ง กำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการในการรับฟังความคิดเห็นของคณะกรรมการลุ่มน้ำ และหรือคณะกรรมการลุ่มน้ำย่อย
    • มาตรา ๔๘
    • เพื่อประโยชน์ในการคุ้มครองแหล่งต้นน้ำลำธาร รัฐมนตรี โดยคำแนะนำของคณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติหรือคณะกรรมการลุ่มน้ำที่เกี่ยวข้อง มีอำนาจออกกฎกระทรวงกำหนดพื้นที่ต้นน้ำลำธารเป็นพื้นที่คุ้มครองสิ่งแวดล้อมได้ตามกฎหมายว่าการส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อม
    • มาตรา ๔๙
    • ให้กรมทรัพยากรน้ำรับผิดชอบในการสำรวจ เก็บรวบรวมข้อมูล จัดทำแนวเขตและทำสารบบแหล่งน้ำสาธารณะให้ชัดเจน แล้วแจ้งให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการขึ้นทะเบียนแหล่งน้ำสาธารณะ
    • มาตรา ๕๐
    • หากการใช้ทรัพยากรน้ำของบุคคลใดก่อหรืออาจก่อให้เกิด ความเสียหายอย่างร้ายแรงต่อคุณภาพสิ่งแวดล้อม รัฐมนตรีโดยคำแนะนำของคณะกรรมการลุ่มน้ำในพื้นที่ซึ่งมีการใช้ทรัพยากรน้ำนั้นหรืออาจจะได้รับผลกระทบจากการใช้ทรัพยากรน้ำนั้น มีอำนาจสั่งให้บุคคลนั้นหยุดหรือลดการใช้ทรัพยากรน้ำนั้นเป็นการชั่วคราวเพื่อเป็นการป้องกันหรือบรรเทาปัญหาดังกล่าวได้
    • หมวด ๕ การป้องกันและแก้ไขปัญหาน้ำท่วมและน้ำขาดแคลน
    • มาตรา ๕๑
    • ให้คณะกรรมการลุ่มน้ำรับผิดชอบจัดทำแผนป้องกันและแก้ไขปัญหาน้ำท่วมและน้ำขาดแคลนสำหรับลุ่มน้ำของตน
    • มาตรา ๕๒
    • เมื่อเกิดอุทกภัยฉุกเฉินขึ้น ให้พนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจเข้าไปในอสังหาริมทรัพย์ของบุคคล และให้มีอำนาจเคลื่อนย้าย ทำลายหรือรื้อถอนสิ่งใด ๆ รวมทั้งติดตั้งเครื่องมือ อุปกรณ์ในการสูบน้ำ เพื่อประโยชน์ในการป้องกันและแก้ไขปัญหาน้ำท่วมนั้นได้เท่าที่จำเป็น แต่ต้องจ่ายค่าทดแทนอย่างเป็นธรรมแก่เจ้าของหรือผู้ครอบครองอสังหาริมทรัพย์นั้น
    • มาตรา ๕๓
    • เมื่อเกิดภาวะน้ำขาดแคลนอย่างรุนแรงขึ้นในท้องที่ใด ให้รัฐมนตรี โดยคำแนะนำของคณะกรรมการลุ่มน้ำมีอำนาจออกประกาศกำหนดให้ท้องที่นั้นเป็นเขตขาดแคลนน้ำได้
      เมื่อมีประกาศตามวรรคหนึ่ง รัฐมนตรีมีอำนาจสั่งให้บุคคลใดลดหรืองดการใช้น้ำในกิจการที่กำหนดเป็นการชั่วคราวได้ และให้มีอำนาจนำน้ำนั้นไปแบ่งปันแก่บุคคลอื่น
      หากการแบ่งปันน้ำตามวรรคสอง เป็นการนำน้ำที่อยู่ในความครอบครองของบุคคลใด ไปแบ่งปันแก่บุคคลอื่น จะต้องมีการจ่ายค่าทดแทนอย่างเป็นธรรมเพื่อความเสียหายที่เกิดแก่บุคคลซึ่งครอบครองน้ำนั้น
    • มาตรา ๕๔
    • ในกรณีมีความจำเป็นต้องนำน้ำจากลุ่มน้ำหนึ่งไปยังอีกลุ่มน้ำหนึ่ง เพื่อบรรเทาภาวะขาดแคลนน้ำ หรือเพื่อประโยชน์ในการป้องกันแก้ไขปัญหาน้ำท่วม รัฐมนตรีโดยความเห็นชอบของคณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ มีอำนาจสั่งให้ดำเนินการดังกล่าวได้เท่าที่จำเป็นในการบรรเทาภาวะขาดแคลนน้ำ หรือการป้องกันแก้ไขปัญหาน้ำท่วมนั้น
      หากการดำเนินการตามวรรคหนึ่งก่อให้เกิดความเสียหาย ภาระ หรือการขาดประโยชน์ แก่ลุ่มน้ำที่ถูกนำน้ำไป หรือลุ่มน้ำที่จำต้องยอมรับน้ำนั้นเข้ามา ให้รัฐมนตรีกำหนดให้กองทุนทรัพยากรน้ำจ่ายค่าทดแทนอย่างเป็นธรรมให้แก่ลุ่มน้ำที่ได้รับความเสียหาย หรือต้องรับภาระ หรือขาดประโยชน์นั้น หรือให้จัดทำโครงการเพื่อช่วยเหลือพัฒนาลุ่มน้ำที่ได้รับความเสียหายหรือต้องรับภาระหรือขาดประโยชน์นั้นก็ได้
    • หมวด ๖ การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำในทางน้ำชลประทาน
    • มาตรา ๕๕
    • นอกจากที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัตินี้ การจัดหา การพัฒนา การบริหารจัดการ การฟื้นฟูและการอนุรักษ์ทรัพยากรน้ำในทางน้ำชลประทานให้เป็นไปตามกฎหมายว่าด้วยการชลประทานหลวง
    • มาตรา ๕๖
    • ก่อนการประกาศแหล่งน้ำสาธารณะใดให้เป็นทางน้ำชลประทานตามกฎหมายว่าด้วยการชลประทานหลวง ให้จัดให้มีการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนและผู้มีส่วนได้เสีย ในแหล่งน้ำสาธารณะนั้นก่อน
    • มาตรา ๕๗
    • ในการจัดสรรน้ำและพิจารณาการขออนุญาตใช้น้ำจากทางน้ำชลประทาน ตามกฎหมายว่าด้วยการชลประทานหลวง ให้กรมชลประทานหรือผู้มีอำนาจปฏิบัติตามแผนหรือหลักเกณฑ์และเงื่อนไขในการจัดสรรน้ำและการพิจารณาการขออนุญาตใช้น้ำ ของคณะกรรมการ ลุ่มน้ำหรือของคณะกรรมการลุ่มน้ำย่อยซึ่งมีพื้นที่ครอบคลุมทางน้ำชลประทานนั้นด้วย
      หากการจัดสรรและการอนุญาตใช้น้ำตามวรรคหนึ่งเกี่ยวข้องกับการใช้น้ำข้ามลุ่มน้ำ ให้กรมชลประทานหรือผู้มีอำนาจปฏิบัติตามแผนหรือหลักเกณฑ์ที่คณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติกำหนดด้วย
      ในการจัดทำแผน การกำหนดหลักเกณฑ์และเงื่อนไขการจัดสรรทรัพยากรน้ำ และการพิจารณาอนุญาตการใช้น้ำตามวรรคหนึ่งและวรรคสอง ให้คำนึงถึงวัตถุประสงค์เดิมในการจัดทำโครงการชลประทาน ตลอดจนภาระข้อผูกพันตามสัญญาระหว่างกรมชลประทานกับบุคคลที่สามด้วย
    • หมวด ๗ บทกำหนดโทษ
    • มาตรา ๕๘
    • ผู้ใดฝ่าฝืนกฎกระทรวงที่ออกตามมาตรา ๑๑ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน หนึ่งเดือน หรือปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
    • มาตรา ๕๙
    • ผู้ใดใช้ทรัพยากรน้ำประเภทที่ ๒ ตามมาตรา ๑๐ (๒) โดยไม่ได้รับอนุญาต หรือไม่ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ เงื่อนไขหรือวิธีการที่กำหนดในใบอนุญาตที่กำหนดตามมาตรา ๑๒ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
    • มาตรา ๖๐
    • ผู้ใดใช้ทรัพยากรน้ำประเภทที่ ๓ ตามมาตรา ๑๐ (๓) โดยไม่ได้รับอนุญาต หรือไม่ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ เงื่อนไขหรือวิธีการที่กำหนดในใบอนุญาตที่กำหนดตามมาตรา ๑๓ ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่หนึ่งปีถึงสามปี หรือปรับตั้งแต่หนึ่งแสนบาทถึงสามล้านบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
    • มาตรา ๖๑
    • ผู้ใดขัดขวางการปฏิบัติงานของพนักงานเจ้าหน้าที่ตามมาตรา ๕๓ โดยไม่มีเหตุผลอันสมควร ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งเดือน หรือปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
    • มาตรา ๖๒
    • ผู้ใดฝ่าฝืนคำสั่งที่ออกตามมาตรา ๒๔ หรือคำสั่งรัฐมนตรี ที่ออกตามมาตรา ๕๑ และมาตรา ๕๔ วรรคสอง ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งเดือน หรือปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
    • มาตรา ๖๓
    • ผู้ใดครอบครอง รุกล้ำหรือปลูกสร้างสิ่งใดในแหล่งน้ำสาธารณะโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ต้องระวางโทษจำคุก ไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินสามแสนบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ
      การอนุญาตให้บุคคลใดครอบครอง รุกล้ำหรือปลูกสร้างสิ่งใดในแหล่งน้ำสาธารณะ ให้เป็นไปตามกฎหมายว่าด้วยการนั้น
    • มาตรา ๖๔
    • ในระหว่างที่ยังมิได้มีการกำหนดลุ่มน้ำตามมาตรา ๒๖ หรือยังมิได้มีการแต่งตั้งคณะกรรมการลุ่มน้ำตาม มาตรา ๒๗ ให้คณะกรรมการลุ่มน้ำตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการบริหารทรัพยากรน้ำแห่งชาติปฏิบัติหน้าที่ตามเดิมในลุ่มน้ำนั้น ไปพลางก่อน ทั้งนี้ ไม่เกินสองปีนับแต่วันที่พระราชบัญญัตินี้มีผลใช้บังคับ
      ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ

      .....

      นายกรัฐมนตรี
         
      ข้อมูลส่วนบุคคล
         
      เพศ
      อายุ ปี
      อาชีพ
      รายได้ บาท
      จังหวัด
      E-mail