Facebook


ร่างพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการลักลอบขนผู้โยกย้ายถิ่นฐาน พ.ศ. .... (ตั้งแต่วันที่ ๑๘ เมษายน ๒๕๖๑ ถึงวันที่ ๒ พฤษภาคม ๒๕๖๑)

วัน, วันที่ เดือน ปี ชม:นาที อ่าน 1147 เวลา ปรับปรุงล่าสุดเมื่อ วัน, วันที่ เดือน ปี ชม:นาที ส่งออกข้อมูล XML ไฟล์
ไอเท็มน่าสนใจ
ดาวน์โหลดไฟล์แนบ:
  1. ลงทะเบียน
  2. หลักการ
  3. ปัญหาและสาเหตุฯ
  4. ความจำเป็นที่ต้องตรากฎหมายฯ
  5. สาระสำคัญ
  6. ประเด็นความคิดเห็น

    กฎหมายมหาชน คือ กฎหมายที่บัญญัติให้อำนาจและหน้าที่แก่รัฐ แก่หน่วยงานของรัฐ แก่เจ้าหน้าที่ของรัฐ และแก่ประชาชน ในการบริหาร การปกครองประเทศ และการบริการสาธารณะ ซึ่งหลักการ สำคัญของกฎหมายมหาชนนอกจากจะบัญญัติให้อำนาจและหน้าที่แก่หน่วยงานของรัฐหรือเจ้าหน้าที่ดังที่กล่าวมาแล้ว การใช้อำนาจหน้าที่ที่กฎหมายบัญญัติยังสามารถควบคุมตรวจสอบได้ ตามหลักเกณฑ์และกระบวนการของกฎหมายมหาชน

    กฎหมายมหาชน คือ กฎหมายที่บัญญัติให้อำนาจและหน้าที่แก่รัฐ แก่หน่วยงานของรัฐ แก่เจ้าหน้าที่ของรัฐ และแก่ประชาชน ในการบริหาร การปกครองประเทศ และการบริการสาธารณะ ซึ่งหลักการ สำคัญของกฎหมายมหาชนนอกจากจะบัญญัติให้อำนาจและหน้าที่แก่หน่วยงานของรัฐหรือเจ้าหน้าที่ดังที่กล่าวมาแล้ว การใช้อำนาจหน้าที่ที่กฎหมายบัญญัติยังสามารถควบคุมตรวจสอบได้ ตามหลักเกณฑ์และกระบวนการของกฎหมายมหาชน

    กฎหมายมหาชน คือ กฎหมายที่บัญญัติให้อำนาจและหน้าที่แก่รัฐ แก่หน่วยงานของรัฐ แก่เจ้าหน้าที่ของรัฐ และแก่ประชาชน ในการบริหาร การปกครองประเทศ และการบริการสาธารณะ ซึ่งหลักการ สำคัญของกฎหมายมหาชนนอกจากจะบัญญัติให้อำนาจและหน้าที่แก่หน่วยงานของรัฐหรือเจ้าหน้าที่ดังที่กล่าวมาแล้ว การใช้อำนาจหน้าที่ที่กฎหมายบัญญัติยังสามารถควบคุมตรวจสอบได้ ตามหลักเกณฑ์และกระบวนการของกฎหมายมหาชน

    กรุณากรอกข้อมูลพื้นฐานเพื่อประโยชน์และจัดทำรายงานสำหรับการรับฟังความคิดเห็น

    รายละเอียดบัญชีผู้ใช้งาน
    *
    *
    *
    *
    *
    *
    รายละเอียดส่วนตัว
    ช่องที่ทำสัญลักษณ์ดอกจัน (*) จำเป็นต้องกรอก
    ไม่มีหลักการที่เกี่ยวข้อง

     


     


     


    สภาพปัญหาและสาเหตุของปัญหา


    สืบเนื่องจากสมัชชาสหประชาชาติได้มีมติที่ ๕๓/๑๑๑ ลงวันที่ ๙ ธันวาคม ค.ศ. ๑๙๙๘ จัดตั้งคณะกรรมการเฉพาะกิจระดับรัฐบาลเพื่อพิจารณายกร่างอนุสัญญาเพื่อการต่อต้านอาชญากรรมข้ามชาติที่จัดตั้งในลักษณะองค์กรและพิธีสารที่เกี่ยวข้องอีก ๓ ฉบับ ได้แก่ พิธีสารเกี่ยวกับการค้ามนุษย์โดยเฉพาะสตรีและเด็ก พิธีสารเกี่ยวกับการลักลอบค้าและขนผู้โยกย้ายถิ่น และพิธีสารเกี่ยวกับการลักลอบผลิตและค้าอาวุธ เนื่องจากประชาคมโลกได้ตระหนักถึงการเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วและขยายวงกว้างของอาชญากรรมข้ามชาติ ซึ่งกระทบต่อกระบวนการพัฒนาและคุณภาพชีวิต รวมทั้งคุกคามสิทธิมนุษยชนและเสรีภาพพื้นฐาน จึงได้มีการจัดประชุมและเปิดโอกาสให้มีการลงนามในวาระการประชุมทางการเมืองระดับสูง ณ เมือง Palermo ประเทศอิตาลี ซึ่งต่อมาได้มีมติคณะรัฐมนตรีลงวันที่ ๒๖ กันยายน ๒๕๔๓ อนุมัติการลงนามในอนุสัญญาว่าด้วยการต่อต้านองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติและมีมติอนุมัติให้สำนักงานอัยการสูงสุดเป็นหน่วยงานหลักในการตรวจสอบพันธกรณีตามอนุสัญญาฯ เพื่อรองรับพันธกรณีต่าง ๆ ของไทยตามอนุสัญญาฯ ต่อมาเมื่อวันที่ ๗ สิงหาคม ๒๕๔๔ คณะรัฐมนตรีได้มีมติอนุมัติการลงนามในพิธีสารเพื่อป้องกัน ปราบปราม และลงโทษการค้ามนุษย์ โดยเฉพาะสตรีและเด็ก เพิ่มเติมอนุสัญญาสหประชาชาติเพื่อต่อต้านอาชญากรรมข้ามชาติที่จัดตั้งในลักษณะองค์กร และพิธีสารเพื่อต่อต้านการลักลอบขนผู้โยกย้ายถิ่นฐาน ทางบก ทางทะเล และทางอากาศ เพิ่มเติมอนุสัญญาสหประชาชาติเพื่อต่อต้านอาชญากรรมข้ามชาติที่จัดตั้งในลักษณะองค์กร โดยมีมติอนุมัติให้สำนักงานอัยการสูงสุดเป็นหน่วยงานหลักในการตรวจสอบพันธกรณีตามอนุสัญญาฯ เพื่อรองรับพันธกรณีต่าง ๆ ของไทยตามอนุสัญญาฯ ต่อมาประเทศไทยโดยพระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา ทรงเป็นผู้แทนรัฐบาลไทย เสด็จไปยังอาคารสำนักงานใหญ่สหประชาชาติ เพื่อยื่นสัตยาบันสารอนุสัญญาสหประชาชาติเพื่อต่อต้านอาชญากรรมข้ามชาติที่จัดตั้งในลักษณะองค์กรและพิธีสารเพื่อป้องกัน ปราบปราม และลงโทษการค้ามนุษย์ โดยเฉพาะสตรีและเด็ก เพิ่มเติมอนุสัญญาสหประชาชาติเพื่อต่อต้านอาชญากรรมข้ามชาติที่จัดตั้งในลักษณะองค์กร ปัจจุบันยังคงเหลือเพียงพิธีสารเพื่อต่อต้านการลักลอบขนผู้โยกย้ายถิ่นฐานทางบก ทางทะเล และทางอากาศ เพิ่มเติมอนุสัญญาสหประชาชาติเพื่อต่อต้านอาชญากรรมข้ามชาติที่จัดตั้งในลักษณะองค์กร ซึ่งประเทศไทยได้ลงนามเป็นภาคีไว้แต่ยังไม่ได้ยื่นสัตยาบันสารพิธีสารฉบับดังกล่าว จึงจำต้องอนุวัตรการภายใต้พันธกรณีระหว่างประเทศเพื่อป้องกันและปราบปรามการลักลอบขนผู้โยกย้ายถิ่นฐานอันเป็นรูปแบบอาชญากรรมข้ามชาติรูปแบบหนึ่งที่ส่งผลกระทบในวงกว้างอย่างร้ายแรงต่อความมั่นคงและความสงบเรียบร้อยของประเทศไทยและของประชาคมโลก


     


     


     


     



    • ความจำเป็นในการตรากฎหมาย


      เนื่องจากปัญหาการลักลอบขนผู้โยกย้ายถิ่นฐานระหว่างประเทศได้ทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้น 


      และส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของประเทศไทยทั้งในฐานะที่เป็นรัฐปลายทางและถูกใช้เป็นรัฐทางผ่าน


      เพื่อลักลอบขนผู้โยกย้ายถิ่นฐานเข้าสู่รัฐอื่น ๆ แต่ปรากฏว่ากฎหมายที่มีอยู่ในปัจจุบันยังไม่สามารถใช้บังคับ


      เพื่อดำเนินคดีกับการกระทำผิดเกี่ยวกับการลักลอบขนผู้โยกย้ายถิ่นฐานได้อย่างมีประสิทธิภาพ และไม่สอดคล้องกับพันธกรณีซึ่งประเทศไทยได้ลงนามในพิธีสารเพื่อต่อต้านการลักลอบขนผู้โยกย้ายถิ่นฐาน ทางบก ทางทะเล  และทางอากาศ เพิ่มเติมอนุสัญญาสหประชาชาติเพื่อต่อต้านอาชญากรรมข้ามชาติที่จัดตั้งในลักษณะองค์กร จึงสมควรกำหนดลักษณะความผิดให้ครอบคลุมการกระทำดังกล่าวเพื่อป้องกันและปราบปรามการลักลอบขนผู้โยกย้ายถิ่นฐานให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น และเพื่อให้สอดคล้องกับพันธกรณีของอนุสัญญาและพิธีสารที่เกี่ยวข้องดังกล่าว จึงจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้


       

  • สาระสำคัญ


    ร่างพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการลักลอบขนผู้โยกย้ายถิ่นฐาน พ.ศ. .... ประกอบด้วยบทบัญญัติทั้งสิ้น ๔๖ มาตรา แบ่งออกเป็น ๕ หมวด ดังนี้


    ๔.๑ บทนิยามศัพท์ (ร่างมาตรา ๓) มีการกำหนดคำนิยามที่เกี่ยวข้อง ดังนี้ ๑) ผู้โยกย้ายถิ่นฐาน 


    ๒) พาหนะ ๓) เรือ ๔) องค์กรอาชญากรรม ๕) พนักงานเจ้าหน้าที่ และ ๖) รัฐมนตรี


    ๔.๒ ผู้รักษาการตามพระราชบัญญัติฉบับนี้ (ร่างมาตรา ๔) มีการกำหนดให้ประธานศาลฎีกา นายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม และอัยการสูงสุดรักษาการ โดยให้ประธานศาลฎีกาและอัยการสูงสุดมีอำนาจออกข้อบังคับ ให้นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีมีอำนาจออกกฎกระทรวงเพื่อปฏิบัติการตามพระราชบัญญัตินี้ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับหน้าที่และอำนาจของตน


    ๔.๓ หมวด ๑ บททั่วไป (ร่างมาตรา ๕ ถึงร่างมาตรา ๑๘) 


    ๑) กำหนดให้การกระทำตามพิธีสารเพื่อต่อต้านการลักลอบขนผู้โยกย้ายถิ่นฐาน ทางบก 


    ทางทะเล และทางอากาศ เพิ่มเติมอนุสัญญาสหประชาชาติเพื่อต่อต้านอาชญากรรมข้ามชาติที่จัดตั้งในลักษณะองค์กรเป็นความผิดฐานลักลอบขนผู้โยกย้ายถิ่นฐาน (ร่างมาตรา ๕)


    ๒) กำหนดให้ผู้มีส่วนร่วมหรือส่วนเกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดฐานลักลอบขนผู้โยกย้ายถิ่นฐานต้องรับโทษเช่นเดียวกับผู้กระทำความผิดฐานลักลอบขนผู้โยกย้ายถิ่นฐาน (ร่างมาตรา ๖)


    ๓) กำหนดให้การตระเตรียมและการสมคบเพื่อกระทำความผิดฐานลักลอบขนผู้โยกย้าย


    ถิ่นฐานเป็นความผิดอาญา (ร่างมาตรา ๗ และ ร่างมาตรา ๘)


    ๔) กำหนดให้การกระทำความผิดฐานลักลอบขนผู้โยกย้ายถิ่นฐาน หากกระทำโดยร่วมกันตั้งแต่สามคนขึ้นไปหรือกระทำโดยสมาชิกขององค์กรอาชญากรรม หรือกระทำโดยการแสดงตนเป็น


    เจ้าพนักงานและกระทำการเป็นเจ้าพนักงาน หรือผู้กระทำเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา สมาชิกสภาท้องถิ่น ผู้บริหารท้องถิ่น ข้าราชการ พนักงานองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พนักงานองค์การหรือหน่วยงานของรัฐ กรรมการหรือผู้บริหารหรือพนักงานรัฐวิสาหกิจ เจ้าพนักงาน หรือกรรมการองค์กรต่าง ๆ ตามรัฐธรรมนูญ หรือผู้กระทำเป็นพนักงานเจ้าหน้าที่ตามพระราชบัญญัตินี้ ต้องรับโทษหนักขึ้น (ร่างมาตรา ๘ ถึง ร่างมาตรา ๑๑)


    ๕) กำหนดให้ผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับการลักลอบขนผู้โยกย้ายถิ่นฐานตามหมวด ๑ แม้ผู้นั้นกระทำลงนอกราชอาณาจักร ผู้นั้นจะต้องรับโทษในราชอาณาจักรโดยให้นำมาตรา ๑๐ แห่งประมวลกฎหมายอาญามาใช้บังคับโดยอนุโลม (ร่างมาตรา ๑๒)


    ๖) กำหนดห้ามมิให้ดำเนินคดีอาญากับผู้โยกย้ายถิ่นฐานในความผิดตามหมวดนี้ แต่ไม่กระทบต่อการดำเนินคดีอาญากับผู้โยกย้ายถิ่นฐานในความผิดฐานอื่น ตามหลักเกณฑ์เรื่องความรับผิดทางอาญาของ


    ผู้โยกย้ายถิ่นฐานตามพิธีสารเพื่อต่อต้านการลักลอบขนผู้โยกย้ายถิ่นฐาน ทางบก ทางทะเล และทางอากาศ เพิ่มเติมอนุสัญญาสหประชาชาติเพื่อต่อต้านอาชญากรรมข้ามชาติที่จัดตั้งในลักษณะองค์กร (ร่างมาตรา ๑๓)


    ๗) กำหนดให้ความผิดตามหมวดนี้เป็นความผิดมูลฐานตามกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ร่างมาตรา ๑๔)


    ๘) กำหนดให้อัยการสูงสุดหรือผู้ซึ่งอัยการสูงสุดมอบหมายเป็นผู้ประสานงาน โดยให้มีสำนักงานอัยการสูงสุดเป็นหน่วยงานกลางในการประสานงานเพื่อดำเนินมาตรการป้องกันและปราบปราม


    การลักลอบขนผู้โยกย้ายถิ่นฐานรวมถึงมาตรการในการประสานความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งภายในและต่างประเทศ เพื่อป้องกันและปราบปรามการกระทำความผิดตามพระราชบัญญัตินี้ (ร่างมาตรา ๑๕ ถึง ร่างมาตรา ๑๗)


    ๙) กำหนดให้มีมาตรการให้ความช่วยเหลือและคุ้มครองผู้โยกย้ายถิ่นฐานตามความเหมาะสมภายใต้กฎหมายระหว่างประเทศ กฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ และกฎหมายสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ โดยคำนึงถึงความปลอดภัย ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์และหลักการว่าด้วยการไม่เลือกประติบัติ 


    (ร่างมาตรา ๑๘)


    ๔.๔ หมวด ๒ มาตรการป้องกันและปราบปรามการลักลอบขนผู้โยกย้ายถิ่นฐาน (ร่างมาตรา ๑๙ ถึง มาตรา ๒๘)


    ๑) กำหนดอำนาจของพนักงานเจ้าหน้าที่ตามพระราชบัญญัตินี้ (ร่างมาตรา ๑๙)


    ๒) กำหนดให้ในกรณีที่มีเหตุอันควรเชื่อได้ว่าเอกสารหรือข้อมูลข่าวสารอื่นใดซึ่งส่งทางไปรษณีย์ โทรเลข โทรศัพท์ โทรสาร คอมพิวเตอร์ เครื่องมือหรืออุปกรณ์ในการสื่อสารสื่ออิเล็กทรอนิกส์หรือสื่อสารสนเทศอื่นใด ถูกใช้หรืออาจถูกใช้เพื่อประโยชน์ในการกระทำความผิดฐานลักลอบขนผู้โยกย้ายถิ่นฐานพนักงานเจ้าหน้าที่ซึ่งได้รับอนุมัติเป็นหนังสือจากอัยการสูงสุด ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือผู้ว่าราชการจังหวัด แล้วแต่กรณี สามารถยื่นคำขอฝ่ายเดียวต่อศาลอาญาหรือศาลจังหวัดที่มี


    เขตอำนาจเพื่อมีคำสั่งอนุญาตให้พนักงานเจ้าหน้าที่ได้มาซึ่งเอกสารหรือข้อมูลข่าวสารดังกล่าวนั้น 


    และกำหนดให้เก็บรักษาและใช้ประโยชน์เอกสารหรือข้อมูลที่ได้มานั้นในการสืบสวนและใช้เป็นพยานหลักฐานในการดำเนินคดีความผิดฐานลักลอบขนผู้โยกย้ายถิ่นฐานเท่านั้น โดยห้ามมิให้บุคคลซึ่งดำเนินการดังกล่าวเปิดเผยข้อมูลที่ได้มา เว้นแต่เป็นข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับการกระทำความผิดฐานลักลอบขนผู้โยกย้ายถิ่นฐาน 


    ซึ่งได้รับอนุญาตตามมาตรา ๒๐ และเป็นการปฏิบัติตามอำนาจหน้าที่หรือตามกฎหมายหรือตามคำสั่งศาล (ร่างมาตรา ๒๐ และร่างมาตรา ๒๑)


    ๓) กำหนดให้ในกรณีจำเป็นและเพื่อประโยชน์ในการป้องกันและปราบปรามการกระทำความผิดฐานลักลอบขนผู้โยกย้ายถิ่นฐาน ให้อัยการสูงสุด ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ อธิบดีกรมสอบสวน


    คดีพิเศษ หรือผู้ซึ่งได้รับมอบหมาย แล้วแต่กรณี มอบหมายให้บุคคลใดจัดทำเอกสารหรือหลักฐานใดขึ้น


    หรือปฏิบัติการอำพราง เพื่อประโยชน์ในการสืบสวนสอบสวน โดยการจัดทำเอกสารหรือหลักฐานใด 


    หรือการปฏิบัติการอำพรางดังกล่าว ให้ถือว่าเป็นการกระทำโดยชอบด้วยกฎหมาย (ร่างมาตรา ๒๒)


    ๔) กำหนดให้ในกรณีจำเป็นและเพื่อประโยชน์ในการป้องกันและปราบปรามการกระทำความผิดฐานลักลอบขนผู้โยกย้ายถิ่นฐาน ให้พนักงานเจ้าหน้าที่ผู้ได้รับอนุญาตเป็นหนังสือจากอัยการสูงสุด 


    ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือผู้ซึ่งได้รับมอบหมาย แล้วแต่กรณี มีอำนาจให้มีการเคลื่อนย้ายภายใต้การควบคุม โดยการกระทำและพยานหลักฐานที่ได้มาจากการกระทำของพนักงานเจ้าหน้าที่ดังกล่าว ให้รับฟังเป็นพยานหลักฐานได้ (ร่างมาตรา ๒๓)


    ๕) กำหนดให้พนักงานเจ้าหน้าที่สามารถใช้เครื่องมือสื่อสารโทรคมนาคม เครื่องมืออิเล็กทรอนิกส์ หรือด้วยวิธีการอื่นใด เฉพาะในการสะกดรอยผู้ต้องสงสัยว่ากระทำความผิดหรือจะกระทำความผิดฐานลักลอบขนผู้โยกย้ายถิ่นฐาน เพื่อสืบสวน จับกุม แสวงหาและรวบรวมพยานหลักฐาน (ร่างมาตรา ๒๔)


    ๖) กำหนดให้พนักงานเจ้าหน้าที่ตามพระราชบัญญัตินี้เป็นเจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญา (ร่างมาตรา ๒๕)


    ๕) กำหนดให้พนักงานเจ้าหน้าที่ได้ดำเนินการไปตามอำนาจหน้าที่ที่พระราชบัญญัตินี้


    หรือตามที่กฎหมายอื่นให้อำนาจ ไม่ต้องรับผิดทางแพ่ง ทางอาญา หรือทางวินัย (ร่างมาตรา ๒๖)


    ๖) กำหนดให้ในกรณีที่มีเหตุจำเป็นเพื่อประโยชน์ในการป้องกันและปราบปรามการลักลอบขนผู้โยกย้ายถิ่นฐาน พนักงานอัยการโดยตนเองหรือโดยได้รับคำร้องขอจากพนักงานสอบสวนจะนำผู้โยกย้ายถิ่นฐานหรือพยานบุคคลมายื่นคำร้องต่อขอสืบพยานไว้ล่วงหน้าศาล ทั้งในกรณีก่อนฟ้องคดีต่อศาล 


    หรือภายหลังฟ้องคดีต่อศาลแล้วแต่ก่อนวันนัดสืบพยานก็ได้ (ร่างมาตรา ๒๗ และร่างมาตรา ๒๘)


    ๔.๕ หมวด ๓ มาตรการป้องกันและปราบปรามการลักลอบขนผู้โยกย้ายถิ่นฐานทางทะเล


    ๑) กำหนดให้อัยการสูงสุดหรือผู้ซึ่งอัยการสูงสุดมอบหมายเป็นผู้พิจารณาดำเนินการเกี่ยวกับความร่วมมือกับรัฐอื่นในการใช้มาตรการป้องกันและปราบปรามการลักลอบขนผู้โยกย้ายถิ่นฐานทางทะเล 


    (ร่างมาตรา ๒๙)


    ๒) กำหนดให้กรณีซึ่งอัยการสูงสุดหรือผู้ซึ่งอัยการสูงสุดมอบหมายได้รับคำร้องขอจากรัฐเจ้าของธงหรือเครื่องหมายการจดทะเบียนให้ดำเนินการใด ๆ กับเรือที่ชักธงหรือแสดงเครื่องหมายการจดทะเบียนของรัฐดังกล่าว ให้พนักงานเจ้าหน้าที่ดำเนินมาตรการตามที่อัยการสูงสุดหรือผู้ซึ่งอัยการสูงสุดมอบหมายได้ตกลงกับรัฐเจ้าของธงหรือรัฐเจ้าของเครื่องหมายการจดทะเบียนเรือนั้น รวมทั้งให้ดำเนินมาตรการที่จำเป็นเพื่อบรรเทาอันตรายที่กำลังจะเกิดขึ้นต่อชีวิตของบุคคลด้วย และเมื่อพนักงานเจ้าหน้าที่ได้ดำเนินการดังกล่าวแล้ว 


    ให้พนักงานเจ้าหน้าที่แจ้งอัยการสูงสุดหรือผู้ซึ่งอัยการสูงสุดมอบหมายเพื่อแจ้งผลการดำเนินการให้รัฐเจ้าของธงหรือเครื่องหมายการจดทะเบียนทราบ (ร่างมาตรา ๓๐)


    ๓) กำหนดให้กรณีมีเหตุอันควรสงสัยว่ามีการกระทำความผิดตามพระราชบัญญัตินี้ในเรือ


    ซึ่งกำลังเดินเรืออยู่นอกทะเลอาณาเขต และเรือนั้นเป็นเรือซึ่งมีสัญชาติของรัฐภาคี ให้พนักงานเจ้าหน้าที่แจ้งอัยการสูงสุดหรือผู้ซึ่งอัยการสูงสุดมอบหมาย เพื่อดำเนินการตามขั้นตอนที่กำหนดไว้ เว้นแต่กรณีดังกล่าวเป็นเรือไร้สัญชาติ หรือในเรือซึ่งมีสัญชาติของรัฐภาคีซึ่งกำลังเดินเรืออยู่ในเขตต่อเนื่อง ให้พนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจสามารถดำเนินการตามกฎหมายต่อเรือ บุคคลและทรัพย์สินบนเรือนั้นได้โดยไม่ต้องดำเนินการตามขั้นตอนที่กำหนดไว้ดังกล่าว และได้กำหนดคำนิยาม คำว่า “เรือไร้สัญชาติ”ให้หมายความว่า เรือที่ไม่ได้


    จดทะเบียนตามกฎหมายของประเทศใดประเทศหนึ่ง หรือเรือที่มีตั้งแต่สองสัญชาติขึ้นไป หรือเรือที่เปลี่ยนธงในระหว่างการเดินเรือ (ร่างมาตรา ๓๑)


     


    ๔) กำหนดให้กรณีเมื่อพนักงานเจ้าหน้าที่มีเหตุผลที่เชื่อได้ว่าเรือต่างชาติหรือเรือไร้สัญชาติ


    ได้กระทำผิดตามพระราชบัญญัตินี้ ให้พนักงานเจ้าหน้าที่ให้อาณัติสัญญาณให้หยุด หากเรือนั้นไม่หยุด พนักงานเจ้าหน้าที่มีสิทธิไล่ตามติดพันเรือนั้น เพื่อบังคับให้เรือนั้นหยุดหรือไปยังที่แห่งใดแห่งหนึ่ง โดยสามารถดำเนินการต่อไปนอกทะเลอาณาเขต เขตต่อเนื่อง หรือเขตเศรษฐกิจจำเพาะได้ หากการไล่ตามติดพันนั้นมิได้ขาดตอนลง แต่ทั้งนี้สิทธิการไล่ตามติดพันนั้นสิ้นสุดลงทันทีเมื่อเรือที่ถูกไล่ตามติดพันนั้นเข้าสู่ทะเลอาณาเขตของประเทศตนหรือประเทศอื่น โดยการไล่ตามติดพันนั้นอาจกระทำโดยเรือหรืออากาศยานอื่นของเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติการร่วมกับพนักงานเจ้าหน้าที่ก็ได้ (ร่างมาตรา ๓๒)


    ๕) กำหนดพนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบ ในกรณีเหตุเกิดในทะเลอาณาเขต นอกทะเลอาณาเขตหรือส่วนหนึ่งส่วนใดเกิดขึ้นนอกทะเลอาณาเขต โดยมิให้นับระยะเวลาเดินทางตามปกติที่นำตัวผู้กระทำความผิดส่งให้พนักงานสอบสวนเป็นเวลาควบคุมผู้ต้องหาของพนักงานสอบสวนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา (ร่างมาตรา ๓๓)


    ๖) กำหนดให้พนักงานเจ้าหน้าที่ซึ่งมีหน้าที่และอำนาจในการมาตรการป้องกันและปราบปรามการลักลอบขนผู้โยกย้ายถิ่นฐานทางทะเลเป็นเจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญาและพนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจชั้นผู้ใหญ่ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา (ร่างมาตรา ๓๔)


    ๔.๖ หมวด ๔ ความร่วมมือที่เป็นประโยชน์ต่อการดำเนินคดี (ร่างมาตรา ๓๕ และร่างมาตรา ๓๖)


    กำหนดให้กรณีเมื่อผู้ต้องหาซึ่งให้ข้อมูลเองโดยสมัครใจต่อพนักงานสอบสวนหรือพนักงานอัยการ ซึ่งเป็นข้อมูลที่สำคัญและเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการสืบสวนสอบสวนเกี่ยวกับกิจกรรมและการกระทำความผิดฐานลักลอบขนผู้โยกย้ายถิ่นฐาน และข้อมูลดังกล่าวสามารถใช้เป็นพยานหลักฐานในการดำเนินคดี


    ต่อหัวหน้าหรือผู้มีบทบาทสำคัญในการลักลอบขนผู้โยกย้ายถิ่นฐานให้อัยการสูงสุดมีอำนาจใช้ดุลพินิจออกคำสั่งไม่ฟ้องผู้ต้องหานั้นทุกข้อหาหรือบางข้อหาก็ได้ หากเป็นกรณีที่มีการฟ้องคดีแล้ว หากการให้ข้อมูลดังกล่าวได้กระทำในระหว่างการพิจารณาคดีของศาล ให้อัยการสูงสุดมีอำนาจออกคำสั่งถอนฟ้อง ถอนอุทธรณ์ ถอนฎีกา หรือไม่อุทธรณ์ ไม่ฎีกา ในความผิดนั้นทั้งหมดหรือบางส่วน แล้วแต่กรณี 


    ๔.๗ หมวด ๕ บทกำหนดโทษ (ร่างมาตรา ๓๗ ถึงมาตรา ๔๖)


    ๑) กำหนดระวางโทษทั้งกรณีบุคคลธรรมดาและนิติบุคคล รวมทั้งกรณีซึ่งเป็นเหตุเพิ่มโทษ


    ในการกระทำความผิดฐานลักลอบขนผู้โยกย้ายถิ่นฐาน (ร่างมาตรา ๓๗ ถึงมาตรา ๔๐)


    ๒) กำหนดให้การไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของพนักงานเจ้าหน้าที่กรณีพนักงานมีหนังสือสอบถามหรือเรียกบุคคลใดมาให้ถ้อยคำหรือให้ส่งบัญชี เอกสารหรือวัตถุใด ๆ มาเพื่อตรวจสอบเพื่อประกอบ


    การพิจารณา เป็นความผิดอาญา (ร่างมาตรา ๔๑)


    ๓) กำหนดระวางโทษสำหรับผู้ซึ่งเปิดเผยข้อมูลข่าวสารที่ได้มาจากการดำเนินการตามมาตรา ๒๐ โดยได้ไม่รับอนุญาต แต่หากผู้กระทำการดังกล่าวเป็นพนักงานเจ้าหน้าที่ พนักงานสอบสวน หรือผู้ซึ่งเข้าร่วมปฏิบัติหน้าที่ตามมาตรา ๒๐ ต้องระวางโทษเพิ่มขึ้นเป็นสามเท่าของโทษที่กำหนด (ร่างมาตรา ๔๒)


    ๔) กำหนดให้การกระทำของผู้ปฏิบัติหน้าที่เกี่ยวกับการปฏิบัติการอำพราง และสะกดรอย กระทำการหากกระทำนอกเหนือวัตถุประสงค์ในการสืบสวนสอบสวนเพื่อแสวงหาประโยชน์อันมิชอบสำหรับตนเองหรือผู้อื่น ผู้นั้นไม่ได้รับการคุ้มครองตามพระราชบัญญัตินี้ แต่หากการกระทำนั้นเป็นความผิดอาญา 


    ให้ระวางโทษเป็นสองเท่าของความผิดนั้น (ร่างมาตรา ๔๓)


    ๕) กำหนดให้การกระทำอย่างใดอย่างหนึ่งตามที่กำหนดไว้ซึ่งมีลักษณะเป็นขัดขวาง


    การสืบสวน การสอบสวน การฟ้องร้อง หรือการดำเนินคดีความผิดฐานลักลอบขนผู้โยกย้ายถิ่นฐานเป็นความผิดทางอาญา (ร่างมาตรา ๔๔)


    ๖) กำหนดให้การยักย้าย ทำให้เสียหาย ทำลาย ซ่อนเร้น เอาไปเสีย ทำให้สูญหายหรือทำให้ไร้ประโยชน์ซึ่งเอกสารหรือบันทึกข้อมูล หรือทรัพย์สินที่พนักงานสอบสวนหรือพนักงานเจ้าหน้าที่ยึดหรืออายัดไว้เป็นความผิดทางอาญา (ร่างมาตรา ๔๕)


    ๗) กำหนดให้มีมาตรการในการริบทรัพย์สินที่ใช้ในการกระทำความผิด หรือใช้เป็นอุปกรณ์


    ให้ได้รับผลในการกระทำความผิด หรือมีไว้เพื่อใช้ในการกระทำความผิด โดยมิให้นำมาตรา ๓๖ แห่งประมวลกฎหมายอาญามาใช้บังคับ (ร่างมาตรา ๔๖)


     

    ไม่มีรายละเอียดของร่างที่เกี่ยวข้อง
         
      ข้อมูลส่วนบุคคล
         
      เพศ
      อายุ ปี
      อาชีพ
      รายได้ บาท
      จังหวัด
      E-mail