Facebook


ร่างพระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ พ.ศ......

วัน, วันที่ เดือน ปี ชม:นาที อ่าน 4633 เวลา ส่งออกข้อมูล XML ไฟล์

ร่าง

 

พระราชบัญญัติ

 

อุทยานแห่งชาติ

 

.. ....

 

-------------------------------

 

 

………………………….

 

………………………….

 

…………………………...

 

 

………………………………………………………..…………………………..

 

…………………………

 

 

โดยที่เป็นการสมควรปรับปรุงกฎหมายว่าด้วยอุทยานแห่งชาติ

 

พระราชบัญญัตินี้มีบทบัญญัติบางประการเกี่ยวกับการจำกัดสิทธิและเสรีภาพของบุคคล ซึ่งมาตรา ๒๙ ประกอบกับมาตรา ๓๕ มาตรา ๓๖ มาตรา ๔๖ มาตรา ๔๘ มาตรา ๔๙ มาตรา ๕๐ และมาตรา ๕๖ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย บัญญัติให้กระทำได้โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย

 

  1. ลงทะเบียน
  2. หลักการ
  3. ปัญหาและสาเหตุฯ
  4. ความจำเป็นที่ต้องตรากฎหมายฯ
  5. สาระสำคัญ
  6. ประเด็นความคิดเห็น

    กฎหมายมหาชน คือ กฎหมายที่บัญญัติให้อำนาจและหน้าที่แก่รัฐ แก่หน่วยงานของรัฐ แก่เจ้าหน้าที่ของรัฐ และแก่ประชาชน ในการบริหาร การปกครองประเทศ และการบริการสาธารณะ ซึ่งหลักการ สำคัญของกฎหมายมหาชนนอกจากจะบัญญัติให้อำนาจและหน้าที่แก่หน่วยงานของรัฐหรือเจ้าหน้าที่ดังที่กล่าวมาแล้ว การใช้อำนาจหน้าที่ที่กฎหมายบัญญัติยังสามารถควบคุมตรวจสอบได้ ตามหลักเกณฑ์และกระบวนการของกฎหมายมหาชน

    กฎหมายมหาชน คือ กฎหมายที่บัญญัติให้อำนาจและหน้าที่แก่รัฐ แก่หน่วยงานของรัฐ แก่เจ้าหน้าที่ของรัฐ และแก่ประชาชน ในการบริหาร การปกครองประเทศ และการบริการสาธารณะ ซึ่งหลักการ สำคัญของกฎหมายมหาชนนอกจากจะบัญญัติให้อำนาจและหน้าที่แก่หน่วยงานของรัฐหรือเจ้าหน้าที่ดังที่กล่าวมาแล้ว การใช้อำนาจหน้าที่ที่กฎหมายบัญญัติยังสามารถควบคุมตรวจสอบได้ ตามหลักเกณฑ์และกระบวนการของกฎหมายมหาชน

    กฎหมายมหาชน คือ กฎหมายที่บัญญัติให้อำนาจและหน้าที่แก่รัฐ แก่หน่วยงานของรัฐ แก่เจ้าหน้าที่ของรัฐ และแก่ประชาชน ในการบริหาร การปกครองประเทศ และการบริการสาธารณะ ซึ่งหลักการ สำคัญของกฎหมายมหาชนนอกจากจะบัญญัติให้อำนาจและหน้าที่แก่หน่วยงานของรัฐหรือเจ้าหน้าที่ดังที่กล่าวมาแล้ว การใช้อำนาจหน้าที่ที่กฎหมายบัญญัติยังสามารถควบคุมตรวจสอบได้ ตามหลักเกณฑ์และกระบวนการของกฎหมายมหาชน

    กรุณากรอกข้อมูลพื้นฐานเพื่อประโยชน์และจัดทำรายงานสำหรับการรับฟังความคิดเห็น

    รายละเอียดบัญชีผู้ใช้งาน
    *
    *
    *
    *
    *
    *
    รายละเอียดส่วนตัว
    ช่องที่ทำสัญลักษณ์ดอกจัน (*) จำเป็นต้องกรอก
    โดยที่เป็นการสมควรปรับปรุงกฎหมายว่าด้วยอุทยานแห่งชาติ

    พระราชบัญญัตินี้มีบทบัญญัติบางประการเกี่ยวกับการจำกัดสิทธิและเสรีภาพของบุคคล ซึ่งมาตรา ๒๙ ประกอบกับมาตรา ๓๕ มาตรา ๓๖ มาตรา ๔๖ มาตรา ๔๘ มาตรา ๔๙ มาตรา ๕๐ และมาตรา ๕๖ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย บัญญัติให้กระทำได้โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย


    ไม่มีโครงสร้างที่เกี่ยวข้อง
    ไม่มีสาระสำคัญที่เกี่ยวข้อง
ไม่มีประเด็นที่เกี่ยวข้อง
    • มาตรา ๑
    • พระราชบัญญัตินี้เรียกว่า พระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ พ.ศ. .

    • มาตรา ๒
    • พระราชบัญญัตินี้ให้ใช้บังคับนับแต่วันถัดจากวันประกาศใน

      ราชกิจจานุเบกษา เป็นต้นไป
    • มาตรา ๓
    • ให้ยกเลิก

      (๑) พระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๐๔

      (๒) พระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๐๔ พ.ศ. ๒๕๓๒
    • มาตรา ๔
    • ในพระราชบัญญัตินี้

      ที่ดิน หมายความว่า พื้นที่ดินทั่วไปและให้หมายความรวมถึง ภูเขา ห้วย หนอง คลอง บึง บาง ลำน้ำ ทางน้ำ แหล่งกักเก็บน้ำ ทะเลสาบ เกาะ ที่ชายทะเล ทะเล และน่านน้ำภายใต้อธิปไตยของประเทศด้วย

      อุทยานแห่งชาติ หมายความว่า ที่ดินที่ได้กำหนดให้เป็นอุทยานแห่งชาติ

      ตามพระราชบัญญัตินี้

      เขตหวงห้าม หมายความว่า บริเวณที่ดินในอุทยานแห่งชาติที่อนุรักษ์ไว้ให้เป็นแหล่งต้นน้ำ แหล่งคุ้มครองรักษาสภาพธรรมชาติและระบบนิเวศป่าไม้ สัตว์ป่า และเป็นแหล่งวิจัยทางวิชาการ เพื่อให้คงสภาพธรรมชาติเดิมไว้ไม่ให้มีการเปลี่ยนแปลง

      เขตบริการ หมายความว่า บริเวณที่ดินในอุทยานแห่งชาติที่จัดไว้ให้เป็นแหล่งศึกษาธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม และระบบนิเวศ แหล่งท่องเที่ยวพักผ่อนหย่อนใจ และเป็นแหล่งบริการ อำนวยความสะดวกและความปลอดภัย ในการท่องเที่ยวหรือพักแรมแก่ประชาชนทั่วไป

      เขตผ่อนปรน หมายความว่า บริเวณที่ดินในอุทยานแห่งชาติที่ผ่อนผันให้บุคคลหรือชุมชนท้องถิ่นดั้งเดิมอยู่อาศัยได้เป็นการชั่วคราว และใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติได้อย่างยั่งยืนตามความจำเป็น และให้รวมถึงบริเวณที่ผ่อนผันให้บุคคลหรือชุมชนท้องถิ่นดั้งเดิมที่อยู่อาศัยบริเวณติดต่อกับแนวเขตอุทยานแห่งชาติสามารถเข้าไปใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติบางชนิดได้อย่างยั่งยืน

      ไม้ หมายความว่า พืชทุกชนิดทั้งที่เป็นต้น เป็นกอ เป็นเถา และหมายความ

      รวมถึงราก ปุ่ม ตอ หน่อ กิ่ง ตา หัว เหง้า เศษปลาย และที่เป็นเนื้อไม้ หรือส่วนหนึ่งส่วนใดของไม้ ไม่ว่าจะถูกตัด ฟัน เลื่อย ผ่า ถาก ทอน ขุด หรือกระทำโดยวิธีการอื่นใด

      สัตว์ป่า หมายความว่า สัตว์ทุกชนิดซึ่งโดยสภาพธรรมชาติย่อมเกิดและดำรงชีวิตอยู่ในป่าไม่ว่าจะบนบกหรือในน้ำ และให้หมายความรวมถึงน้ำเชื้อ ไข่ และตัวอ่อนของ

      สัตว์ป่าเหล่านั้นทุกชนิดด้วย

      ของป่า หมายความว่า สิ่งต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นหรือมีอยู่ตามธรรมชาติในอุทยาน

      แห่งชาติหรือวนอุทยาน เป็นต้นว่า

      (๑) ถ่าน เปลือกไม้ ใบไม้ ดอกไม้ เมล็ด ผลไม้ หน่อไม้ ชันไม้ และยางไม้

      (๒) หญ้า อ้อ พง แขม ปรือ คา กก กระจูด กล้วยไม้ กูด เห็ด และพืชอื่น

      (๓) ซากสัตว์ หนัง เขา นอ งา กราม ขนาย กระดูก กระดอง ขน รังนก ครั่ง รังผึ้ง น้ำผึ้ง ขี้ผึ้ง และมูลค้างคาว

      (๔) ดิน หิน กรวด ทราย แร่ และน้ำมัน

      วนอุทยาน หมายความว่า ที่ดินที่ได้กำหนดให้เป็นวนอุทยานตามพระราชบัญญัตินี้

      พนักงานเจ้าหน้าที่ หมายความว่า ผู้ซึ่งรัฐมนตรีแต่งตั้งให้ปฏิบัติการตาม

      พระราชบัญญัตินี้

      คณะกรรมการ หมายความว่า คณะกรรมการอุทยานแห่งชาติ

      อธิบดี หมายความว่า อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช

      หรือผู้ซึ่งอธิบดีมอบหมาย

      รัฐมนตรี หมายความว่า รัฐมนตรีผู้รักษาการตามพระราชบัญญัตินี้

    • มาตรา ๕
    • ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

      รักษาการตามพระราชบัญญัตินี้ กับให้มีอำนาจแต่งตั้งพนักงานเจ้าหน้าที่ และออกกฎกระทรวงหรือประกาศเพื่อปฏิบัติการตามพระราชบัญญัตินี้
      กฎกระทรวงและประกาศนั้น เมื่อได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้วให้ใช้

      บังคับได้

    • หมวด ๑ อุทยานแห่งชาติ
    • ส่วนที่ ๑ การกำหนดที่ดินให้เป็นอุทยานแห่งชาติ
    • มาตรา ๖
    • บรรดาอุทยานแห่งชาติที่ได้ประกาศกำหนดโดยพระราชกฤษฎีกา

      ก่อนพระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ ให้เป็นอุทยานแห่งชาติต่อไปตามพระราชบัญญัตินี้
    • มาตรา ๗
    • เมื่อคณะกรรมการเห็นว่าที่ดินแห่งใดมีสภาพธรรมชาติเป็นที่น่าสนใจ สมควรสงวนไว้ให้เป็นแหล่งคุ้มครองทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม แหล่งต้นน้ำ และ

      ให้เป็นแหล่งศึกษาเรียนรู้ธรรมชาติและนันทนาการของประชาชน ให้คณะกรรมการเสนอต่อ

      คณะรัฐมนตรีเพื่อประกาศพระราชกฤษฎีกากำหนดบริเวณที่ดินแห่งนั้นเป็น อุทยานแห่งชาติ

      โดยให้มีแผนที่แสดงแนวเขตแนบท้ายพระราชกฤษฎีกาด้วย

      ที่ดินที่จะกำหนดให้เป็นอุทยานแห่งชาตินั้น ต้องเป็นที่ดินที่มิใดัมีบุคคลใดซึ่ง

      มิใช่ทบวงการเมืองมีกรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครองโดยชอบด้วยกฎหมาย

      ในกรณีที่มีปัญหาเกี่ยวกับแนวเขตอุทยานแห่งชาติ ให้ถือแนวเขตที่ปรากฏ

      ตามแผนที่แนบท้ายพระราชกฤษฎีกาเป็นสำคัญ

    • มาตรา ๘
    • ก่อนมีการตราพระราชกฤษฎีกากำหนดบริเวณที่ดินแห่งใดเป็นอุทยานแห่งชาติ พนักงานเจ้าหน้าที่ต้องเปิดโอกาสให้ชุมชนท้องถิ่นดั้งเดิมที่อาศัยอยู่ในบริเวณนั้นและ

      องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีส่วนร่วมแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับการกำหนดอุทยานแห่งชาติ

      และอาจให้บุคคลอื่นซึ่งอาจได้รับผลกระทบจากการตราพระราชกฤษฎีการ่วมแสดงความคิดเห็นด้วยก็ได้ แล้วให้พนักงานเจ้าหน้าที่ทำบันทึกการรับฟังความคิดเห็นไว้เป็นหลักฐาน ในกรณีที่มีการตกลงในเรื่องใดให้มีการทำบันทึกข้อตกลงพร้อมทั้งลงนามของผู้ที่เกี่ยวข้องไว้เป็นหลักฐานของทางราชการต่อไป

      เมื่อดำเนินการตามวรรคหนึ่งเสร็จแล้ว ให้พนักงานเจ้าหน้าที่ทำระวางแนวเขต

      ที่ชัดเจนบันทึกไว้ในระบบภูมิศาสตร์สารสนเทศหรือวิธีการอย่างอื่นที่เหมาะสม

    • มาตรา ๙
    • เมื่อมีการตราพระราชกฤษฎีกากำหนดบริเวณที่ดินให้เป็นอุทยาน

      แห่งชาติแล้ว ให้พนักงานเจ้าหน้าที่จัดให้มีหลักเขต ป้าย หรือเครื่องหมายแสดงแนวเขตอุทยานแห่งชาตินั้น โดยให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีส่วนร่วมในการตรวจสอบแนวเขต

      รูปแบบ หลักเกณฑ์ และวิธีการในการจัดให้มีหลักเขต ป้าย และเครื่องหมาย

      แสดงแนวเขตอุทยานแห่งชาติ ให้เป็นไปตามระเบียบที่อธิบดีกำหนด
    • มาตรา ๑๐
    • ผู้ใดอ้างว่าตนได้ที่ดินมาโดยชอบด้วยกฎหมายที่ดินก่อนมีพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตอุทยานแห่งชาติ ผู้นั้นมีสิทธิยื่นคำร้องขอให้สอบสวนและพิสูจน์สิทธิต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ภายในหนึ่งร้อยแปดสิบวัน นับแต่วันที่พระราชกฤษฎีกากำหนดอุทยานแห่งชาติมีผลใช้บังคับ โดยให้ผู้ร้องขอมีหน้าที่เป็นผู้นำพิสูจน์สิทธิ เมื่อการสอบสวนและพิสูจน์สิทธิใน

      ที่ดินเสร็จสิ้นแล้ว ให้พนักงานเจ้าหน้าที่ดำเนินการต่อไปตามมาตรา ๑๑

      ชุมชนใดอ้างว่าตนเป็นชุมชนท้องถิ่นดั้งเดิมที่ครอบครองและทำประโยชน์ใน

      ที่ดินก่อนมีพระราชกฤษฎีกากำหนดให้เป็นอุทยานแห่งชาติ ชุมชนนั้นมีสิทธิร้องขอให้สอบสวนและพิสูจน์สิทธิของชุมชน โดยให้บุคคลซึ่งรวมกันเป็นชุมชนยื่นคำร้องขอต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ภายในหนึ่งร้อยแปดสิบวัน นับแต่วันที่พระราชกฤษฎีกากำหนดอุทยานแห่งชาติมีผลใช้บังคับ

      และให้พนักงานเจ้าหน้าที่รีบดำเนินการสอบสวนและพิสูจน์สิทธิของชุมชนโดยเร็ว เมื่อเสร็จสิ้นแล้ว ให้พนักงานเจ้าหน้าที่ดำเนินการต่อไปตามมาตรา ๑๒

      หลักเกณฑ์และ วิธีการ ในการสอบสวนและพิสูจน์สิทธิตามมาตรานี้ ให้เป็น

      ไปตามระเบียบที่คณะกรรมการกำหนด

    • มาตรา ๑๑
    • ในกรณีที่การสอบสวนและพิสูจน์สิทธิในที่ดินตามมาตรา ๑๐

      วรรคหนึ่งเสร็จสิ้นแล้ว ให้พนักงานเจ้าหน้าที่ดำเนินการดังต่อไปนี้

      (๑) หากผลการสอบสวนและพิสูจน์สิทธิในที่ดินแปลงใดปรากฏว่าผู้นั้นเป็น

      ผู้มีสิทธิในที่ดินที่อาจขอออกหนังสือแสดงสิทธิในที่ดินตามประมวลกฎหมายที่ดินได้ และผู้มี

      สิทธิในที่ดินยินยอมยกที่ดินให้แก่อุทยานแห่งชาติ ให้พนักงานเจ้าหน้าที่เสนอต่ออธิบดีเพื่อ

      จ่ายค่าชดเชยการขาดประโยชน์ในการใช้ที่ดิน ถ้าผู้มีสิทธิในที่ดินไม่ยินยอมยกที่ดินให้แก่

      อุทยานแห่งชาติให้พนักงานเจ้าหน้าที่เสนอต่อคณะกรรมการเพื่อจัดให้มีการเวนคืนที่ดิน

      ตามกฎหมายว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์

      (๒) หากผลการสอบสวนและพิสูจน์สิทธิในที่ดินแปลงใดปรากฏว่าผู้นั้นไม่มีสิทธิในที่ดินตามกฎหมายที่ดิน ให้พนักงานเจ้าหน้าที่มีคำสั่งให้ผู้นั้นออกจากเขตอุทยานแห่งชาติโดยอาจจ่ายค่ารื้อย้ายให้หรือไม่ก็ได้ หรืออาจจัดที่ดินนอกเขตอุทยานแห่งชาติให้แก่ผู้นั้นอยู่อาศัย

      ทำกินได้ตามระเบียบที่คณะกรรมการกำหนด

    • มาตรา ๑๒
    • ในกรณีที่การสอบสวนและพิสูจน์สิทธิในที่ดินตามมาตรา ๑๐

      วรรคสองเสร็จสิ้นแล้ว ให้พนักงานเจ้าหน้าที่ดำเนินการดังต่อไปนี้

      (๑) หากผลการสอบสวนและพิสูจน์สิทธิปรากฏว่าชุมชนท้องถิ่นดั้งเดิมนั้นเข้าครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินโดยชอบด้วยกฎหมายที่ดินก่อนมีพระราชกฤษฎีกากำหนด

      ให้เป็นอุทยานแห่งชาติ และชุมชนนั้นยินยอมยกที่ดินที่ครอบครองและทำประโยชน์ให้แก่อุทยานแห่งชาติ ให้พนักงานเจ้าหน้าที่เสนอต่ออธิบดีเพื่อจ่ายค่าชดเชยการขาดประโยชน์ในการใช้ที่ดินให้แก่ชุมชนนั้น ถ้าชุมชนนั้นไม่ยินยอมยกที่ดินให้แก่อุทยานแห่งชาติ ให้พนักงานเจ้าหน้าที่

      ดำเนินการให้เป็นเขตผ่อนปรน โดยให้ชุมชนมีหน้าที่ต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขที่คณะกรรมการกำหนดอย่างเคร่งครัด เว้นแต่กรณีที่มีความจำเป็นหรือมีเหตุผลอันสมควรเพื่อการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ ให้พนักงานเจ้าหน้าที่เสนอต่อคณะกรรมการเพื่อจัดให้มีการเวนคืนที่ดิน

      ตามกฎหมายว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ต่อไป

      (๒) หากผลการสอบสวนและพิสูจน์สิทธิปรากฏว่าชุมชนนั้นเข้าครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินโดยมิชอบด้วยกฎหมายที่ดินก่อนมีพระราชกฤษฎีกากำหนดให้เป็นอุทยานแห่งชาติ ให้พนักงานเจ้าหน้าที่มีคำสั่งให้ผู้อยู่ในชุมชนนั้นออกจากเขตอุทยานแห่งชาติโดยอาจจ่ายค่ารื้อย้ายให้หรือไม่ก็ได้ หรืออาจจัดที่ดินนอกเขตอุทยานแห่งชาติให้แก่ผู้อยู่ในชุมชนนั้น

      อยู่อาศัยทำกินได้ ตามระเบียบที่คณะกรรมการกำหนด

    • มาตรา ๑๓
    • เมื่อมีพระราชกฤษฎีกากำหนดที่ดินให้เป็นอุทยานแห่งชาติแล้ว

      ให้พนักงานเจ้าหน้าที่ดำเนินการดังต่อไปนี้โดยเร็ว

      (๑) ปิดประกาศสำเนาพระราชกฤษฎีกากำหนดที่ดินให้เป็นอุทยานแห่งชาติ

      ณ ที่ทำการอุทยานแห่งชาติแห่งนั้น ศาลากลางจังหวัด ที่ว่าการอำเภอ ที่ทำการองค์กรปกครอง

      ส่วนท้องถิ่นที่เกี่ยวข้อง และสถานที่อื่นตามที่เห็นสมควร

      (๒) จัดทำสำเนาหลักฐานการปิดประกาศการกำหนดอุทยานแห่งชาติตาม (๑) และเก็บสำเนาหลักฐานดังกล่าวไว้ ณ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ที่ทำการอุทยานแห่งชาติ และที่ทำการองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้ประชาชนตรวจดูได้

    • มาตรา ๑๔
    • การขยายเขตอุทยานแห่งชาติให้กระทำโดยพระราชกฤษฎีกาและให้มีแผนที่แสดงเขตที่เปลี่ยนแปลงไปแนบท้ายพระราชกฤษฎีกาด้วย

      ให้นำความในมาตรา ๘ มาตรา ๙ มาตรา ๑๐ และมาตรา ๑๓ มาใช้บังคับแก่การขยายอุทยานแห่งชาติด้วย โดยอนุโลม
    • มาตรา ๑๕
    • การเพิกถอนอุทยานแห่งชาติไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน ให้กระทำโดยพระราชกฤษฎีกาและให้มีแผนที่แสดงเขตที่เปลี่ยนแปลงแนบท้ายพระราชกฤษฎีกาด้วย

      การเพิกถอนอุทยานแห่งชาติให้กระทำได้เฉพาะกรณีที่สภาพพื้นที่เปลี่ยนแปลงไปตามธรรมชาติจนไม่อาจเป็นแหล่งคุ้มครองทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม หรือแหล่งต้นน้ำได้อีกต่อไป และไม่สามารถทำให้กลับคืนสู่สภาพธรรมชาติเดิมได้เท่านั้น

      การเพิกถอนอุทยานแห่งชาติตามวรรคหนึ่ง ให้มีการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนก่อน และเมื่อมีการตราพระราชกฤษฎีกาเพิกถอนอุทยานแห่งชาติแล้วให้ปิดประกาศสำเนาพระราชกฤษฎีกาดังกล่าวให้ประชาชนทราบ โดยให้นำความในมาตรา ๘ และมาตรา ๑๓ มาใช้บังคับโดยอนุโลม

    • ส่วนที่ ๒ การบริหารจัดการอุทยานแห่งชาติ
    • มาตรา ๑๖
    • ให้มีคณะกรรมการขึ้นคณะหนึ่ง เรียกว่า คณะกรรมการอุทยาน

      แห่งชาติ ประกอบด้วย ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเป็นประธาน อธิบดี

      กรมควบคุมมลพิษ อธิบดีกรมประมง อธิบดีกรมป่าไม้ อธิบดีกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง อธิบดีกรมทรัพยากรน้ำ เลขาธิการสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม อธิบดีกรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม อธิบดีกรมการปกครอง อธิบดีกรมที่ดิน อธิบดีกรม

      ส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย นายกสมาพันธ์องค์การบริหารส่วนจังหวัด นายกสมาพันธ์องค์การบริหารส่วนตำบล และผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งคณะรัฐมนตรีแต่งตั้งจากผู้มีความรู้ความเชี่ยวชาญในด้านการป่าไม้ อุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า ประมง และทรัพยากร

      ทางทะเล จำนวนไม่เกินหกคน เป็นกรรมการ ให้อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช เป็นกรรมการและเลขานุการ

      ในการแต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิตามวรรคหนึ่ง ให้แต่งตั้งผู้แทนองค์กรเอกชนด้านการส่งเสริมสิ่งแวดล้อมหรือการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติที่ได้จดทะเบียนตามกฎหมาย

      ว่าด้วยการส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติเข้าร่วมเป็นกรรมการด้วย

    • มาตรา ๑๗
    • กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งคณะรัฐมนตรีแต่งตั้งอยู่ในตำแหน่งคราวละสามปี กรรมการซึ่งพ้นจากตำแหน่งอาจได้รับการแต่งตั้งอีกได้

      ในกรณีที่กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิพ้นจากตำแหน่งตามวาระแต่ยังมิได้แต่งตั้งกรรมการใหม่ ให้กรรมการนั้นปฏิบัติหน้าที่ไปพลางก่อนจนกว่าจะได้แต่งตั้งกรรมการใหม่

    • มาตรา ๑๘
    • นอกจากการพ้นจากตำแหน่งตามวาระตามมาตรา ๑๗ กรรมการ

      ผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งคณะรัฐมนตรีแต่งตั้งพ้นจากตำแหน่ง เมื่อ

      (๑) ตาย

      (๒) ลาออก

      (๓) คณะรัฐมนตรีให้ออก

      (๔) เป็นบุคคลล้มละลาย

      (๕) เป็นบุคคลไร้ความสามารถหรือเสมือนไร้ความสามารถ

      (๖) ต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุกขณะดำรงตำแหน่งเป็นกรรมการ เว้นแต่

      เป็นความผิดลหุโทษ หรือความผิดอันได้กระทำโดยประมาท

    • มาตรา ๑๙
    • ในกรณีที่กรรมการพ้นจากตำแหน่งก่อนวาระ คณะรัฐมนตรีอาจ

      แต่งตั้งผู้อื่นเป็นกรรมการแทนได้ และให้ผู้ที่ได้รับแต่งตั้งดำรงตำแหน่งแทนอยู่ในตำแหน่ง

      เท่ากับวาระที่เหลืออยู่ของผู้ซึ่งตนแทน

      ในกรณีที่มีการแต่งตั้งกรรมการเพิ่มขึ้นในระหว่างที่กรรมการซึ่งแต่งตั้งไว้แล้ว

      ยังมีวาระอยู่ในตำแหน่ง ให้ผู้ที่ได้รับแต่งตั้งให้เป็นกรรมการเพิ่มขึ้นอยู่ในตำแหน่งเท่ากับวาระ

      ที่เหลืออยู่ของกรรมการที่ได้รับแต่งตั้งไว้แล้ว
    • มาตรา ๒๐
    • การประชุมทุกคราว ต้องมีกรรมการประชุมไม่ต่ำกว่ากึ่งหนึ่ง

      ของกรรมการทั้งหมด จึงจะเป็นองค์ประชุม

      การประชุมคณะกรรมการ ถ้าประธานกรรมการไม่มาประชุมหรือไม่อยู่ใน

      ที่ประชุม ให้คณะกรรมการเลือกกรรมการคนหนึ่งเป็นประธานในที่ประชุม

      ประธานกรรมการมีอำนาจหน้าที่ดำเนินการประชุม และเพื่อรักษาความเรียบร้อย

      ในการประชุม ให้ประธานมีอำนาจออกคำสั่งใด ๆ ตามความจำเป็นได้

    • มาตรา ๒๑
    • การวินิจฉัยชี้ขาดของที่ประชุม ให้ถือเอาเสียงข้างมาก

      กรรมการคนหนึ่งให้มีเสียงหนึ่งในการลงคะแนน ถ้าคะแนนเสียงเท่ากัน

      ให้ประธานในที่ประชุมออกเสียงเพิ่มขึ้นอีกเสียงหนึ่งเป็นเสียงชี้ขาด

      เรื่องใดถ้าไม่มีผู้คัดค้าน ให้ประธานถามที่ประชุมว่ามีผู้เห็นเป็นอย่างอื่นหรือไม่ เมื่อไม่มีผู้เห็นเป็นอย่างอื่น ให้ถือว่าที่ประชุมลงมติเห็นชอบในเรื่องนั้น

    • มาตรา ๒๒
    • ในการประชุมต้องมีรายงานการประชุมเป็นหนังสือ

      ถ้ามีความเห็นแย้งให้บันทึกความเห็นแย้งพร้อมทั้งเหตุผลไว้ในรายงานการประชุม และถ้ากรรมการฝ่ายข้างน้อยเสนอความเห็นแย้งเป็นหนังสือก็ให้บันทึกความเห็นแย้งนั้นไว้ด้วย

    • มาตรา ๒๒
    • ในการประชุมต้องมีรายงานการประชุมเป็นหนังสือ

      ถ้ามีความเห็นแย้งให้บันทึกความเห็นแย้งพร้อมทั้งเหตุผลไว้ในรายงานการประชุม และถ้ากรรมการฝ่ายข้างน้อยเสนอความเห็นแย้งเป็นหนังสือก็ให้บันทึกความเห็นแย้งนั้นไว้ด้วย

    • มาตรา ๒๓
    • ให้คณะกรรมการมีอำนาจตั้งคณะอนุกรรมการ คณะทำงาน
      หรือบุคคลใด เพื่อพิจารณาหรือปฏิบัติการอย่างหนึ่งอย่างใดตามที่คณะกรรมการมอบหมาย

      ตลอดจนเชิญบุคคลใด ๆ มาให้ข้อเท็จจริง คำอธิบาย คำแนะนำ หรือความเห็น หรือให้ส่งเอกสาร

      ที่เกี่ยวข้องได้
    • มาตรา ๒๔
    • คณะกรรมการมีอำนาจหน้าที่ดังต่อไปนี้

      (๑) เสนอความเห็นต่อคณะรัฐมนตรีให้มีการตราพระราชกฤษฎีกากำหนดที่ดิน

      ให้เป็นอุทยานแห่งชาติ และการขยายหรือเพิกถอนอุทยานแห่งชาติ

      (๒) กำหนดนโยบายและมาตรการที่จำเป็นเพื่อการคุ้มครองและดูแลรักษาสภาพธรรมชาติของทรัพยากร ธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม และแหล่งต้นน้ำ ในเขตอุทยานแห่งชาติและ

      วนอุทยาน

      (๓) ให้ความเห็นชอบหลักเกณฑ์การจัดทำแผนแม่บทการบริหารจัดการและพัฒนาอุทยานแห่งชาติ

      (๔) ให้คำปรึกษาต่อรัฐมนตรีในเรื่องที่เกี่ยวกับอุทยานแห่งชาติ และให้คำแนะนำเกี่ยวกับการออกกฎกระทรวงเพื่อปฏิบัติการตามพระราชบัญญัตินี้

      (๕) ออกระเบียบเพื่อปฏิบัติการตามพระราชบัญญัตินี้

      (๖) ให้ความเห็นชอบแก่อธิบดีในการปฏิบัติการตามพระราชบัญญัตินี้

      (๗) ให้ความเห็นชอบแก่อธิบดีในการออกระเบียบเพื่อการปฏิบัติการตาม

      พระราชบัญญัตินี้

      (๘) ปฏิบัติงานอื่นตามที่คณะรัฐมนตรีหรือรัฐมนตรีมอบหมาย
    • มาตรา ๒๕
    • ให้มีคณะกรรมการที่ปรึกษาประจำอุทยานแห่งชาติแต่ละแห่ง ประกอบด้วยกรรมการซึ่งอธิบดีแต่งตั้งตามความจำเป็น โดยการเสนอแนะของหัวหน้าอุทยาน

      แห่งชาติ ทั้งนี้ โดยคำนึงถึงการมีส่วนร่วมของชุมชนและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นด้วย

      ให้หัวหน้าอุทยานแห่งชาติเป็นกรรมการและเลขานุการ และให้แต่งตั้งเจ้าหน้าที่ประจำอุทยานแห่งชาติคนหนึ่งเป็นกรรมการและผู้ช่วยเลขานุการ

    • มาตรา ๒๖
    • ให้นำบทบัญญัติมาตรา ๒๐ มาตรา ๒๑ และมาตรา ๒๒ มาใช้บังคับแก่การประชุมของคณะกรรมการที่ปรึกษาประจำอุทยานแห่งชาติด้วย โดยอนุโลม

    • มาตรา ๒๗
    • ให้คณะกรรมการที่ปรึกษาประจำอุทยานแห่งชาติมีหน้าที่ให้

      คำปรึกษาแนะนำแก่หัวหน้าอุทยานแห่งชาติ และรวมทั้งการให้ความเห็นในเรื่องดังต่อไปนี้

      (๑) การจัดทำหรือจัดให้มีแผนแม่บทการบริหารจัดการและการพัฒนาอุทยาน

      แห่งชาติ

      (๒) การกำหนดเขตต่าง ๆ ในอุทยานแห่งชาติ

      (๓) การกำหนดเงื่อนไขเกี่ยวกับการอยู่อาศัยและทำประโยชน์ของบุคคล

      หรือชุมชนท้องถิ่นดั้งเดิมที่ได้รับการผ่อนผันให้อยู่ในเขตผ่อนปรนเป็นการชั่วคราวหรือ

      ใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติในเขตผ่อนปรน

      (๔) การจัดให้อุทยานแห่งชาติเป็นศูนย์ศึกษาธรรมชาติและแหล่งเรียนรู้

      เพื่อสร้างจิตสำนึกให้เยาวชนและประชาชนรู้คุณค่าของทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

      (๕) การประสานงานกับสถานศึกษาในท้องที่เพื่อให้ความรู้และสร้างจิตสำนึกเกี่ยวกับการอนุรักษ์และการใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืน

      (๖) การประสานงานกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและชุมชนท้องถิ่นดั้งเดิม

      ในการคุ้มครอง ดูแล อนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ และการฟื้นฟูสภาพธรรมชาติที่เสื่อมโทรม

      ให้กลับคืนสภาพเดิม

      (๗) เรื่องอื่นตามที่คณะกรรมการหรืออธิบดีมอบหมาย

    • มาตรา ๒๘
    • เพื่อประโยชน์ในการบริหารจัดการอุทยานแห่งชาติ เมื่อมีการตรา

      พระราชกฤษฎีกากำหนดบริเวณที่ดินให้เป็นอุทยานแห่งชาติแล้ว ให้พื้นที่ในเขตอุทยานแห่งชาติเป็นเขตหวงห้ามเพื่อการอนุรักษ์และคุ้มครองสภาพธรรมชาติ เว้นแต่กรณีที่เห็นสมควรหรือมีความจำเป็นหัวหน้าอุทยานแห่งชาติอาจเสนอต่ออธิบดีเพื่อพิจารณาประกาศกำหนดให้พื้นที่บางส่วน

      ของอุทยานแห่งชาติเป็นเขตบริการ หรือเขตผ่อนปรนก็ได้

      ในการประกาศแนวเขตตามวรรคหนึ่ง ให้มีแผนที่แสดงรายละเอียดให้ทราบ

      โดยทั่วกัน และอย่างน้อยให้ปิดประกาศไว้ ณ สถานที่ที่เปิดเผยและเห็นได้ง่าย ณ ที่ทำการอุทยานแห่งชาติ และที่ทำการองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในบริเวณนั้น

    • มาตรา ๒๙
    • บุคคลหรือสมาชิกชุมชนท้องถิ่นดั้งเดิมที่ได้รับการผ่อนผันให้อยู่ในเขตผ่อนปรน ให้คงอยู่อาศัยและทำประโยชน์ตามความจำเป็นได้เป็นการชั่วคราวโดยต้องเข้าร่วมเป็นสมาชิกของโครงการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติของอุทยานแห่งชาติตามที่กำหนดในพระราชบัญญัตินี้ และต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขที่อธิบดีกำหนด

      บุคคลหรือสมาชิกชุมชนท้องถิ่นดั้งเดิมที่อยู่ติดต่อกับเขตผ่อนปรน อาจได้รับการผ่อนผันให้สามารถใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติบางชนิดอย่างยั่งยืนโดยต้องเข้าร่วมเป็นสมาชิกของโครงการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติตามวรรคหนึ่ง และปฏิบัติตามเงื่อนไขที่อธิบดีกำหนด

      ผู้ได้รับการผ่อนผันตามวรรคหนึ่งหรือวรรคสอง หากฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตาม

      เงื่อนไขหรือระเบียบที่อธิบดีกำหนด ให้ผู้นั้นหมดสิทธิได้รับการผ่อนผันหรือใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ และให้ออกจากเขตอุทยานแห่งชาติทันที แล้วแต่กรณี

    • มาตรา ๓๐
    • โครงการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติของอุทยานแห่งชาติที่จะจัดตั้ง

      ขึ้นในเขตผ่อนปรนต้องมีวัตถุประสงค์เพื่อการอนุรักษ์ ฟื้นฟู พัฒนาทรัพยากรธรรมชาติ ให้คงอยู่อย่างยั่งยืน และไม่เป็นการแสวงหากำไร และต้องเป็นโครงการที่รัฐจัดตั้งขึ้น หรือเป็นโครงการ

      ที่มอบหมายให้ภาคเอกชนหรือร่วมกับภาคเอกชนจัดตั้งขึ้นก็ได้

      โครงการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติของอุทยานแห่งชาติต้องได้รับความอนุมัติจากอธิบดีก่อนจึงจะดำเนินการได้

      หลักเกณฑ์ วิธีการ และรายละเอียดของโครงการ ให้เป็นไปตามระเบียบที่

      คณะกรรมการกำหนด
    • มาตรา ๓๑
    • เมื่อได้รับการอนุมัติจากอธิบดีแล้ว ให้ผู้ดำเนินโครงการจัดให้

      บุคคลหรือสมาชิกของชุมชนท้องถิ่นดั้งเดิมอยู่อาศัยหรือทำประโยชน์ในพื้นที่ หรือใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ เข้าร่วมเป็นสมาชิกของโครงการ และดำเนินกิจกรรมตามวัตถุประสงค์

      และรายละเอียดของโครงการ ภายใต้คำแนะนำ ช่วยเหลือ ตลอดจนการกำกับดูแลของพนักงาน

      เจ้าหน้าที่ให้เป็นไปตามเงื่อนไขที่อธิบดีกำหนดและตามระเบียบของคณะกรรมการ

    • ส่วนที่ ๓ การคุ้มครอง ดูแล และรักษาอุทยานแห่งชาติ
    • มาตรา ๓๒
    • ผู้ใดเข้าไปในเขตอุทยานแห่งชาติต้องปฏิบัติตามกฎหรือคำสั่ง

      ของพนักงานเจ้าหน้าที่ซึ่งได้สั่งให้ปฏิบัติโดยชอบด้วยกฎหมาย

    • มาตรา ๓๓
    • ห้ามมิให้ผู้ใดกระทำการอย่างหนึ่งอย่างใดดังต่อไปนี้ ภายในเขตอุทยานแห่งชาติ

      (๑) กระทำให้หลักเขต ป้าย หรือเครื่องหมายอื่น ซึ่งพนักงานเจ้าหน้าที่จัดให้มี

      ตามพระราชบัญญัตินี้ เคลื่อนที่ ลบเลือน เสียหาย สูญหาย หรือไร้ประโยชน์

      (๒) ยึดถือ ครอบครองที่ดิน ก่นสร้าง แผ้วถาง เผาป่า หรือทำด้วยประการใด ๆ ให้เป็นอันตรายหรือเปลี่ยนแปลงสภาพที่ดิน

      (๓) เปลี่ยนแปลงทางน้ำหรือทำให้น้ำในลำน้ำ ลำห้วย หนอง บึง ท่วมท้น หรือเหือดแห้ง

      (๔) ปิดหรือทำให้กีดขวางแก่ทางน้ำหรือทางบก

      (๕) ทิ้งสิ่งที่เป็นเชื้อเพลิงและทำให้เกิดเพลิงไหม้

      การกระทำตามวรรคหนึ่งนอกเขตอุทยานแห่งชาติ หากเกิดผลในเขตอุทยาน
      แห่งชาติ ให้ถือว่าเจตนากระทำในเขตอุทยานแห่งชาติ
    • มาตรา ๓๔
    • ผู้ใดจะกระทำอย่างหนึ่งอย่างใดดังต่อไปนี้ในเขตอุทยานแห่งชาติ

      ไม่ได้ เว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่

      (๑) เก็บหา นำออกไป ทำด้วยประการใด ๆ ให้เป็นอันตราย หรือทำให้เสื่อมสภาพ ซึ่งไม้ กล้วยไม้ พันธุ์ไม้ พันธุ์พืช หรือสมุนไพร

      (๒) เก็บหา นำออกไป ทำด้วยประการใด ๆ ให้เป็นอันตราย หรือทำให้เสื่อมสภาพ ซึ่งของป่าหรือทรัพยากรธรรมชาติอื่น

      (๓) เก็บ หรือทำด้วยประการใด ๆ ให้เป็นอันตรายแก่ดอกไม้ ใบไม้ หน่อไม้ เห็ด หรือผลไม้

      (๔) นำสัตว์ป่าออกไป หรือทำด้วยประการใด ๆ ให้เป็นอันตรายแก่สัตว์ป่า

      (๕) ทำด้วยประการใด ๆ ให้เป็นอันตรายหรือทำให้เสื่อมสภาพแก่ดิน หิน กรวด ทราย หรือแร่

      (๖) ปิดประกาศ โฆษณา หรือขีดเขียนในที่ต่าง ๆ

      (๗) ยิงปืน ทำให้เกิดระเบิดซึ่งวัตถุระเบิด หรือจุดดอกไม้เพลิง

      (๘) ส่งเสียงอื้อฉาวหรือกระทำการอื่นอันเป็นการรบกวน หรือเป็นที่เดือดร้อนรำคาญแก่คนหรือสัตว์

      (๙) ทิ้งขยะมูลฝอยหรือสิ่งต่าง ๆ ในที่ที่มิได้จัดไว้เพื่อการนั้น

      (๑๐) นำยานพาหนะเข้าออกหรือขับขี่ยานพาหนะในทางที่มิได้จัดไว้เพื่อการนั้น

      (๑๑) นำอากาศยานขึ้นลงในที่ที่มิได้จัดไว้เพื่อการนั้น

      (๑๒) นำหรือปล่อยปศุสัตว์ สัตว์เลี้ยง สัตว์ป่า หรือสัตว์พาหนะเข้าไป

      (๑๓) เข้าไปดำเนินกิจการใด ๆ เพื่อหาผลประโยชน์

      (๑๔) นำเครื่องมือสำหรับล่าสัตว์หรือจับสัตว์ หรืออาวุธใด ๆ เข้าไป

      (๑๕) นำเข้าไปหรือใช้ยาฆ่าแมลง ยาฆ่าหญ้า ยาเบื่อ วัตถุอันตราย หรือสารพิษอย่างอื่นซึ่งเป็นอันตรายต่อสิ่งมีชีวิต

    • มาตรา ๓๕
    • ถ้าผู้ใดพบโบราณสถาน โบราณวัตถุ หรือซากดึกดำบรรพ์ในเขตอุทยานแห่งชาติ ให้ผู้นั้นแจ้งต่อพนักงานเจ้าหน้าที่แห่งท้องที่โดยพลัน และต้องปฏิบัติตาม

      บทบัญญัติแห่งกฎหมายเกี่ยวกับการพบหรือเก็บได้ซึ่งวัตถุนั้นด้วย

    • มาตรา ๓๖
    • บทบัญญัติในมาตรา ๓๓ และมาตรา ๓๔ มิให้ใช้บังคับแก่การกระทำของพนักงานเจ้าหน้าที่ ในกรณีดังต่อไปนี้

      (๑) มีความจำเป็นเร่งด่วนเพื่อการป้องกันภยันตรายแก่บุคคลหรือชุมชน หรือ

      เพื่อรักษาสภาพธรรมชาติ ทรัพยากร และสิ่งแวดล้อม หรือเพื่อป้องปัดภัยพิบัติอันเป็นสาธารณะ เมื่อพนักงานเจ้าหน้าที่กระทำการใดแล้วให้รายงานต่ออธิบดีเพื่อทราบโดยมิชักช้า

      (๒) เพื่อประโยชน์ในการคุ้มครองและดูแลรักษาอุทยานแห่งชาติ หรือการศึกษา หรือวิจัยทางวิชาการ หรือ เพื่ออำนวยความสะดวกในการทัศนาจรหรือการพักอาศัย หรือเพื่ออำนวยความปลอดภัยหรือให้ความรู้แก่ประชาชนโดยทั่วไป ทั้งนี้ เป็นไปตามระเบียบที่อธิบดีกำหนดโดยความเห็นชอบของคณะกรรมการ

    • มาตรา ๓๗
    • การอนุญาตให้กระทำการใด ๆ ตามมาตรา ๓๔ ในเขตหวงห้าม

      ให้พนักงานเจ้าหน้าที่อนุญาต ให้กระทำได้เฉพาะในกรณีที่เป็นการสำรวจ การศึกษาวิจัย หรือ

      การทดลองทางวิชาการของเจ้าหน้าที่ของรัฐหรือหน่วยงานของรัฐ ที่ไม่เกิดความเสียหายแก่อุทยานแห่งชาติ หรือเป็นกรณีการท่องเที่ยวศึกษาธรรมชาติที่อยู่ในความควบคุมดูแลของเจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติอย่างใกล้ชิด โดยให้มีการจำกัดจำนวนนักท่องเที่ยว เพื่อป้องกันมิให้เกิดอันตรายหรือเกิดความเสียหายแก่อุทยานแห่งชาติ

      การอนุญาตตามวรรคหนึ่งให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่อธิบดีกำหนดโดยความเห็นชอบของคณะกรรมการ

    • มาตรา ๓๘
    • การอนุญาตให้กระทำการใด ๆ ตามมาตรา ๓๔ ในเขตบริการ

      ให้พนักงานเจ้าหน้าที่อนุญาต ให้กระทำได้เมื่อกิจกรรมนั้นมีวัตถุประสงค์ที่ไม่ก่อให้เกิดความ

      เสียหายต่อสภาพธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมของอุทยานแห่งชาติ และอนุญาตได้เฉพาะในกรณี

      ดังต่อไปนี้

      (๑) การสำรวจ การศึกษาวิจัย หรือการทดลองทางวิชาการ

      (๒) การท่องเที่ยวศึกษาธรรมชาติที่ไม่เกิดความเสียหายต่ออุทยานแห่งชาติ

      (๓) การให้บริการเพื่อการท่องเที่ยวหรือที่พักแรมชั่วคราวแก่นักท่องเที่ยว

      (๔) การถ่ายทำภาพยนตร์ วีดิทัศน์ สารคดี และ การถ่ายภาพ

      หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการอนุญาตตามวรรคหนึ่งให้เป็นไปตามระเบียบ

      ที่อธิบดีกำหนดโดยความเห็นชอบของคณะกรรมการ

    • มาตรา ๓๙
    • การอนุญาตให้กระทำการใด ๆ ตามมาตรา ๓๔ ในเขตผ่อนปรน

      ให้พนักงานเจ้าหน้าที่อนุญาตให้กระทำได้เมื่อกิจกรรมนั้นไม่ก่อให้เกิดความเสียหายตามสภาพธรรมชาติของอุทยานแห่งชาติ และอนุญาตได้เฉพาะในกรณีดังต่อไปนี้

      (๑) บริเวณที่ดินในอุทยานแห่งชาติที่ผ่อนผันให้ประชาชนหรือชุมชนท้องถิ่นดั้งเดิมอยู่อาศัยเป็นการชั่วคราว

      (ก) การใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติเท่าที่จำเป็นของประชาชน

      หรือสมาชิกของชุมชน

      (ข) การสำรวจ การศึกษาวิจัย หรือการทดลองทางวิชาการที่ไม่เกิดความ

      เสียหายต่ออุทยานแห่งชาติ

      (ค) การท่องเที่ยวศึกษาธรรมชาติที่ไม่เกิดความเสียหายต่ออุทยานแห่งชาติ

      (ง) การถ่ายทำภาพยนตร์ วีดิทัศน์ สารคดี และการถ่ายภาพ

      (๒) บริเวณที่ดินในอุทยานแห่งชาติที่อยู่บริเวณ ชายขอบและมีชุมชนท้องถิ่นดั้งเดิมอยู่อาศัยติดต่อกับแนวเขตอุทยานแห่งชาติ

      (ก) การใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติบางชนิดได้อย่างยั่งยืนแก่สมาชิกในชุมชนท้องถิ่นดั้งเดิม

      (ข) การสำรวจ การศึกษาวิจัย หรือการทดลองทางวิชาการที่ไม่เกิดความ

      เสียหายต่ออุทยานแห่งชาติ

      (ค) การท่องเที่ยวศึกษาธรรมชาติที่ไม่เกิดความเสียหายต่ออุทยานแห่งชาติ

      (ง) การถ่ายทำภาพยนตร์ วีดีทัศน์ สารคดี และการถ่ายภาพ

      หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการอนุญาตตามวรรคหนึ่งให้เป็นไปตามระเบียบ

      ที่อธิบดีกำหนดโดยความเห็นชอบของคณะกรรมการ

    • มาตรา ๔๐
    • ภายในเขตบริการ อธิบดีโดยความเห็นชอบของคณะกรรมการ

      มีอำนาจอนุญาตหรือทำความ ตกลงผูกพันให้บุคคลใดเข้าไปลงทุนทำการก่อสร้างสิ่งปลูกสร้าง

      ใด ๆ เพื่อดำเนินกิจการท่องเที่ยวและการบริการที่พักแรมได้แห่งละไม่เกิน ๑๐ ไร่ โดยให้พิจารณาเปรียบเทียบผลประโยชน์ที่รัฐจะได้รับกับความเสียหายของอุทยานแห่งชาติ อีกทั้ง

      คำนึงถึงผลกระทบต่อสภาพธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม และระบบนิเวศเป็นสำคัญ

      การอนุญาตหรือการทำความตกลงผูกพันตามวรรคหนึ่ง ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่คณะกรรมการกำหนด

    • มาตรา ๔๑
    • หากการดำเนินกิจกรรมตามมาตรา ๓๗ มาตรา ๓๘ มาตรา ๓๙

      (๑)(ข)(ค)(ง) มาตรา ๓๙ (๒) (ข)(ค)(ง) และมาตรา ๔๐ มีความจำเป็นต้องทำให้เกิดความเสียหาย แก่สภาพธรรมชาติของอุทยานแห่งชาติ ผู้ดำเนินกิจกรรมนั้นต้องแจ้งและขออนุญาตต่อพนักงาน

      เจ้าหน้าที่ และพนักงานเจ้าหน้าที่จะอนุญาตให้กระทำได้เมื่อการกระทำนั้นต้องไม่ก่อให้เกิดความเสียหายจนเกินสมควร และผู้กระทำต้องทำให้กลับคืนสภาพธรรมชาติดังเดิมหรือจ่ายค่าชดเชยความเสียหายในสภาพธรรมชาติ ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนดในระเบียบของคณะกรรมการ

    • มาตรา ๔๒
    • ให้พนักงานเจ้าหน้าที่จัดให้มีการประชาสัมพันธ์ การดูแลรักษา

      ความปลอดภัย การอำนวยความสะดวก การให้คำแนะนำ การจัดระบบการเตือนภัยตามสมควร การติดป้ายประกาศ การให้ความรู้ความเข้าใจธรรมชาติ และการเรียนการสอนแก่นักท่องเที่ยว

      รวมทั้งการให้บริการต่าง ๆ ในอุทยานแห่งชาติตามความเหมาะสมและจำเป็น

      การดำเนินการตามวรรคหนึ่งพนักงานเจ้าหน้าที่ อาจขอให้องค์กรปกครอง

      ส่วนท้องถิ่นมีส่วนร่วมดำเนินการตามมาตรานี้ก็ได้

    • มาตรา ๔๓
    • ถ้าเห็นเป็นการสมควรให้ประชาชนชำระเงินเป็นค่าบริการเนื่องในการที่พนักงานเจ้าหน้าที่ให้บริการหรือให้ความสะดวกต่าง ๆ ในอุทยานแห่งชาติหรือให้บุคคลใดชำระเงินเป็นค่าธรรมเนียม หรือค่าตอบแทนสำหรับการที่ได้รับอนุญาตให้ดำเนินกิจการหรือพักอาศัยอยู่ในอุทยานแห่งชาติ อธิบดีโดยความเห็นชอบของคณะกรรมการมีอำนาจกำหนดอัตรา

      และวางระเบียบเกี่ยวกับการเก็บค่าบริการ ค่าธรรมเนียมหรือค่าตอบแทนดังกล่าว


      เงินที่เรียกเก็บได้ตามวรรคหนึ่ง ให้ได้รับการยกเว้นไม่ต้องเสียภาษีอากรใด ๆ

      และให้กันไว้ใช้จ่ายในการบำรุงรักษาอุทยานแห่งชาติที่จัดเก็บไม่น้อยกว่าร้อยละห้าสิบของเงิน

      ที่เรียกเก็บได้ทั้งหมด และจัดส่งให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นไม่เกินกว่าร้อยละห้าของเงิน

      ที่เรียกเก็บได้นั้น ส่วนที่เหลือให้นำส่งเป็นรายได้ของกองทุนอุทยานแห่งชาติ

      การเก็บ การรักษา การใช้จ่าย และการนำส่งเงินตามมาตรานี้ ให้เป็นไปตาม

      หลักเกณฑ์และวิธีการที่คณะกรรมการกองทุนอุทยานแห่งชาติกำหนด

    • มาตรา ๔๔
    • การจับกุมปราบปรามผู้กระทำความผิดตามพระราชบัญญัตินี้

      ให้พนักงานเจ้าหน้าที่เป็นพนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณา

      ความอาญา

    • มาตรา ๔๕
    • เมื่อปรากฏว่าผู้เข้าไปในเขตอุทยานแห่งชาติได้กระทำความผิด

      ตามพระราชบัญญัตินี้ หรือไม่ปฏิบัติตามประกาศของอุทยานแห่งชาติ ประกาศกรม ประกาศกระทรวง หรือคำสั่งของพนักงานเจ้าหน้าที่ ให้พนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจจับและควบคุมตัวผู้นั้น

      เพื่อดำเนินคดีโดยทันที

      ในกรณีที่พนักงานเจ้าหน้าที่เห็นว่าการกระทำดังกล่าวเป็นการกระทำความผิด

      เล็กน้อยและยังไม่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่อุทยานแห่งชาติ หรือมีเหตุอันจำเป็นและสมควร

      ต่อความปลอดภัยของผู้นั้นหรือของประชาชนอื่น หรือกระทำความผิดอาญาตามกฎหมายอื่น พนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจออกคำสั่งให้ผู้กระทำระงับ ยับยั้ง หรือยุติการกระทำนั้น หรือเข้า

      ควบคุมสถานการณ์และออกคำสั่งให้ผู้นั้นหยุดการกระทำความผิดและสั่งให้ออกไปจากเขต อุทยานแห่งชาติ หรือสั่งให้ผู้นั้นอยู่ในพื้นที่ที่กำหนดเป็นการชั่วคราว

    • มาตรา ๔๖
    • ในกรณีที่มีข้อเท็จจริงปรากฏหรือมีเหตุอันสมควรสงสัยว่ามีการกระทำผิดตามพระราชบัญญัตินี้ ให้พนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจ ดังต่อไปนี้

      (๑) สั่งให้ผู้หนึ่งผู้ใดออกจากเขตอุทยานแห่งชาติ หรือให้งดเว้นการกระทำใด ๆ ในเขตอุทยานแห่งชาติ

      (๒) สั่งเป็นหนังสือให้ผู้กระทำผิดต่อพระราชบัญญัตินี้รื้อถอน แก้ไข หรือทำประการอื่นใดแก่สิ่งที่เป็นอันตราย หรือสิ่งที่ทำให้เสื่อมสภาพในเขตอุทยานแห่งชาติภายในเวลา

      ที่กำหนด

      (๓) ยึด ทำลาย รื้อถอน แก้ไขหรือทำประการอื่นเมื่อผู้กระทำผิดไม่ปฏิบัติ

      ตาม (๒) ไม่ปรากฏตัวผู้กระทำผิดหรือรู้ตัวผู้กระทำผิดแต่หาตัวไม่พบ

      ถ้าพนักงานเจ้าหน้าที่ได้ปฏิบัติการอย่างหนึ่งอย่างใดดังกล่าว และได้เสียค่าใช้จ่ายเพื่อการนั้น ให้ผู้กระทำผิดชดใช้หรือออกค่าใช้จ่ายนั้นทั้งหมดหรือให้พนักงานเจ้าหน้าที่นำ

      ทรัพย์สินที่ยึดไว้ได้ออกขายทอดตลาดหรือขายโดยวิธีอื่น ตามที่เห็นสมควร เพื่อชดใช้ค่าใช้จ่ายนั้น และให้นำความในมาตรา ๑๓๒๗ แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาใช้บังคับแก่เงิน

      ที่ได้จากการขายทรัพย์สินนั้นโดยอนุโลม

      (๔) ดำเนินการอย่างหนึ่งอย่างใดที่เห็นสมควร ทั้งนี้ เพื่อป้องกันหรือบรรเทาความเสียหายแก่อุทยานแห่งชาติในกรณีที่มีเหตุฉุกเฉิน

    • มาตรา ๔๗
    • ในกรณีที่มีทรัพย์สินอันเป็นของกลางในการดำเนินคดี ให้พนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจยึดหรืออายัดไว้เป็นการชั่วคราวจนกว่าศาลจะมีคำสั่งอย่างหนึ่งอย่างใด

      การจัดการทรัพย์สินหรือสิ่งปลูกสร้างและแนวปฏิบัติในการดำเนินการของพนักงานเจ้าหน้าที่ตามมาตรานี้ ให้เป็นไปตามระเบียบที่คณะกรรมการกำหนด

    • หมวด ๒ วนอุทยาน
    • มาตรา ๔๘
    • บริเวณที่ดินแห่งใดมีสภาพธรรมชาติเป็นที่น่าสนใจ สมควรให้คงอยู่ในสภาพธรรมชาติเดิม เพื่อสงวนไว้ ให้เป็นแหล่งคุ้มครองทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม หรือเพื่อเป็นแหล่งศึกษาเรียนรู้ธรรมชาติ หรือเป็นแหล่งนันทนาการของประชาชนโดยส่วนรวม หรือที่ดินแห่งใดมีความเหมาะสมที่จะประกาศเป็นอุทยานแห่งชาติ ตามมาตรา ๖ และมีความจำเป็นเร่งด่วนที่จะเข้าไปคุ้มครองสภาพธรรมชาติ ทรัพยากร และสิ่งแวดล้อมไม่ให้เกิดความเสียหาย ให้คณะกรรมการเสนอต่อรัฐมนตรีเพื่อประกาศกำหนดบริเวณที่ดินแห่งนั้นเป็นวนอุทยาน โดยให้

      มีแผนที่แสดงแนวเขตและรายละเอียดภูมิประเทศนั้นแนบท้าย และให้พนักงานเจ้าหน้าที่จัดทำหลักเขต ป้าย หรือเครื่องหมายแสดงแนวเขตวนอุทยาน โดยให้นำความในมาตรา ๙ มาใช้บังคับโดยอนุโลม

      ที่ดินที่จะกำหนดให้เป็นวนอุทยานนั้น ต้องเป็นที่ดินที่มิไดัมีบุคคลใดซึ่งมิใช่ทบวงการเมืองมีกรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครองโดยชอบด้วยกฎหมาย

    • มาตรา ๔๙
    • การอนุญาตให้กระทำการใด ๆ ในเขตวนอุทยาน ให้พนักงาน

      เจ้าหน้าที่อนุญาตได้เมื่อกิจกรรมนั้นไม่ก่อให้เกิดความเสียหายตามสภาพธรรมชาติของวนอุทยาน และอนุญาตได้เฉพาะในกรณีดังต่อไปนี้

      (๑) การสำรวจ การศึกษาวิจัย หรือการทดลองทางวิชาการที่ไม่เกิดความเสียหายต่อวนอุทยาน

      (๒) การท่องเที่ยวศึกษาธรรมชาติที่ไม่เกิดความเสียหายต่อวนอุทยาน

      (๓) การให้บริการเพื่อการท่องเที่ยวหรือที่พักแรมชั่วคราวแก่นักท่องเที่ยว

      (๔) การถ่ายทำภาพยนตร์ วีดีทัศน์ สารคดี และการถ่ายภาพ

      หากการดำเนินกิจกรรมตามวรรคหนึ่ง มีความจำเป็นต้องทำให้เกิดความเสียหายแก่สภาพธรรมชาติของวนอุทยาน ผู้กระทำต้องทำให้กลับคืนสภาพธรรมชาติดังเดิมหรือจ่ายค่า

      ชดเชยความเสียหายในสภาพธรรมชาติ ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนดในระเบียบของ

      คณะกรรมการ

    • มาตรา ๕๐
    • ให้นำบทบัญญัติมาตรา ๓๒ มาตรา ๓๓ มาตรา ๓๔ มาตรา ๓๕ มาตรา ๓๖ มาตรา ๔๒ มาตรา ๔๓ มาตรา ๔๔ มาตรา ๔๕ มาตรา ๔๖ และมาตรา ๔๗ มาใช้บังคับแก่วนอุทยานโดยอนุโลม
    • หมวด ๓ กองทุนอุทยานแห่งชาติ
    • มาตรา ๕๑
    • ให้จัดตั้งกองทุนขึ้นกองทุนหนึ่งในกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช เรียกว่า กองทุนอุทยานแห่งชาติ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้การสนับสนุนในด้านการเงินในการคงอยู่ในสภาพธรรมชาติ ทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม ตลอดจนให้เป็นทุนในการศึกษาวิจัย พัฒนา ป่าให้คงสภาพสมบูรณ์ เพื่อความมั่นคงในด้านอนุรักษ์และสิ่งแวดล้อม ตลอดจนการให้ความรู้ความเข้าใจในการอนุรักษ์สภาพธรรมชาติ ทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม และการอย่างอื่นเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ของกองทุนดังกล่าว และให้ได้รับยกเว้นไม่ต้องเสียภาษีอากรใด ๆ

    • มาตรา ๕๒
    • กองทุนประกอบด้วยเงินและทรัพย์สิน ดังต่อไปนี้

      (๑) เงินอุดหนุนจากรัฐบาลหรือที่ได้รับจากงบประมาณรายจ่ายประจำปี

      (๒) เงินหรือทรัพย์สินที่ได้จากการบริจาค

      (๓) เงินหรือทรัพย์สินที่ตกเป็นของกองทุน

      (๔) ค่าตอบแทนสำหรับการได้รับอนุญาตให้ดำเนินกิจการในเขตอุทยานแห่งชาติและวนอุทยาน

      (๕) ค่าธรรมเนียม ค่าบริการ หรือค่าตอบแทนที่พักในเขตอุทยานแห่งชาติและ

      วนอุทยาน

      (๖) ค่าสินไหมทดแทนหรือค่าความเสียหายตามมาตรา ๕๖

      (๗) เงินหรือทรัพย์สินที่ได้จากการกระทำความผิดตามพระราชบัญญัตินี้

      (๘) เงินที่ได้จากการจำหน่ายทรัพย์สินของกองทุน

      (๙) ดอกผลหรือรายได้จากเงินหรือทรัพย์สินของกองทุน

      หลักเกณฑ์ วิธีการ การเก็บรักษา การนำส่ง และการเบิกจ่ายเงินจากกองทุน

      ให้เป็นไปตามระเบียบที่คณะกรรมการกองทุนอุทยานแห่งชาติกำหนด

    • มาตรา ๕๓
    • เงินกองทุนให้ใช้จ่ายเพื่อกิจการดังต่อไปนี้

      (๑) เป็นเงินลงทุนและดำเนินงานของอุทยานแห่งชาติและวนอุทยาน

      (๒) เป็นเงินช่วยเหลือและอุดหนุนกิจการใด ๆ ที่เกี่ยวกับการส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมในเขตอุทยานแห่งชาติและวนอุทยาน ตามที่คณะกรรมการกองทุนเห็นสมควร

      (๓) เป็นค่าใช้จ่ายในการบริหารกองทุน

      (๔) เป็นสวัสดิการหรือเงินช่วยเหลือให้แก่เจ้าหน้าที่หรืออาสาสมัครที่ได้รับอันตราย บาดเจ็บ หรือเสียชีวิต จากการปฏิบัติหน้าที่ในการดูแลรักษาอุทยานแห่งชาติหรือ

      วนอุทยาน

      (๕) เพื่อการอื่นตามที่คณะกรรมการกองทุนอุทยานแห่งชาติเห็นสมควร

      หลักเกณฑ์ในการจัดสรรและการจ่ายเงินกองทุนอุทยานแห่งชาติ ให้เป็นไปตามระเบียบที่คณะกรรมการกองทุนอุทยานแห่งชาติกำหนด

    • มาตรา ๕๔
    • ให้มีคณะกรรมการกองทุนอุทยาน แห่งชาติคณะหนึ่ง ประกอบด้วยปลัดกระทรวงทรัพยากร ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นประธานกรรมการ อธิบดีกรมป่าไม้

      อธิบดีกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง อธิบดีกรมทรัพยากรน้ำ อธิบดีกรมส่งเสริมการปกครอง

      ส่วนท้องถิ่น และผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งคณะกรรมการแต่งตั้งจากผู้มีความรู้ความเชี่ยวชาญในด้านการ

      ป่าไม้และอุทยานแห่งชาติ การเงิน การคลัง และการลงทุน จำนวนไม่เกินสามคนเป็นกรรมการ

      ให้อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช เป็นกรรมการและเลขานุการ

      ให้นำความในมาตรา ๑๗ มาตรา ๑๘ และมาตรา ๑๙ มาใช้บังคับกับการดำรงตำแหน่งของกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการกองทุนโดยอนุโลม

    • มาตรา ๕๕
    • คณะกรรมการกองทุนอุทยานแห่งชาติมีอำนาจหน้าที่ดังต่อไปนี้

      (๑) วางระเบียบเกี่ยวกับการบริหารจัดการกองทุน

      (๒) วางระเบียบเกี่ยวกับการเงินของกองทุน

      (๓) วางระเบียบเกี่ยวกับการหาผลประโยชน์จากเงินและทรัพย์สินของกองทุน

      (๔) ออกระเบียบเกี่ยวกับการรับเงิน การจ่ายเงิน การใช้เงินและการเก็บรักษาเงินกองทุน

      (๕) เสนอต่อคณะกรรมการเพื่อออกระเบียบการเก็บ การรักษา การใช้จ่าย และ

      การนำส่งเงินกองทุน

      (๖) ออกระเบียบเกี่ยวกับการช่วยเหลือหรืออุดหนุนด้านสวัสดิการแก่เจ้าหน้าที่

      ผู้ปฏิบัติงานในเขตอุทยานแห่งชาติหรือวนอุทยาน

      (๗) วางระเบียบเกี่ยวกับการศึกษา วิจัย อนุรักษ์ ส่งเสริม สงวน คุ้มครอง ดูแล และบำรุงรักษาป่าไม้และทรัพยากรธรรมชาติ

      (๘) พิจารณาอนุมัติช่วยเหลือในด้านการเงินแก่โครงการต่างๆ ที่ขอรับการสนับสนุน

      (๙) ปฏิบัติหน้าที่อื่นตามที่กฎหมายและระเบียบ กำหนดไว้ และตามที่

      คณะกรรมการมอบหมาย
    • หมวด ๔ ความรับผิดทางแพ่ง
    • มาตรา ๕๖
    • ผู้ใดกระทำหรือละเว้นการกระทำด้วยประการใด โดยมิชอบด้วยกฎหมายอันเป็นการทำลายหรือ ทำให้สูญหายหรือเสียหายแก่ทรัพยากรธรรมชาติในเขตอุทยานแห่งชาติหรือวนอุทยาน มีหน้าที่ต้องรับผิดชอบชดใช้ค่าสินไหมทดแทนหรือค่าเสียหายให้แก่รัฐตามมูลค่าทั้งหมดของทรัพยากรธรรมชาติที่ถูกทำลาย สูญหาย หรือเสียหายไปนั้น

      ค่าสินไหมทดแทนหรือค่าเสียหายตามวรรคหนึ่ง หมายความรวมถึงค่าความ

      เสื่อมสภาพ หรือราคาของที่ดินอุทยานแห่งชาติหรือวนอุทยาน หรือทรัพยากรธรรมชาตินั้น

      และค่าใช้จ่ายทั้งหมดที่ทางราชการต้องรับภาระจ่ายจริงในการขจัดความเสียหายที่เกิดขึ้นนั้นด้วย

      หลักเกณฑ์การคำนวณค่าสินไหมทดแทนและค่าความเสียหาย ให้เป็นไปตาม

      ที่คณะกรรมการกำหนด

    • หมวด ๕ บทกำหนดโทษ
    • มาตรา ๕๗
    • ผู้ใดฝ่าฝืนคำสั่งพนักงานเจ้าหน้าที่ตามมาตรา ๓๒ ต้องระวางโทษ

      จำคุกไม่เกินหนึ่งเดือน หรือปรับไม่เกินหนึ่งพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

    • มาตรา ๕๘
    • ผู้ใดฝ่าฝืนมาตรา ๓๓ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสิบห้าปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งแสนห้าหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

      ถ้าการกระทำตามวรรคหนึ่งเป็นการกระทำในเขตหวงห้าม ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ห้าปีแต่ไม่เกินสิบห้าปี หรือปรับตั้งแต่สองหมื่นบาทแต่ไม่เกินหนึ่งแสนห้าหมื่นบาท หรือ

      ทั้งจำทั้งปรับ
    • มาตรา ๕๙
    • ผู้ใดฝ่าฝืนมาตรา ๓๔ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปี หรือปรับ

      ไม่เกินห้าหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

      ถ้าปรากฏว่าการกระทำตามวรรคหนึ่งเป็นกระทำแก่สัตว์หรือทรัพย์สินที่เก็บหาหรือนำออกมีมูลค่ารวมกันไม่เกินสองพันบาท หรือทำให้เกิดความเสียหายมีมูลค่าไม่เกินสองพันบาท ต้องระวางโทษปรับตั้งแต่สองพันบาทแต่ไม่เกินห้าพันบาท

      ถ้าการกระทำตามวรรคหนึ่งและวรรคสองเป็นการกระทำในเขตหวงห้าม

      ให้ต้องระวางโทษเป็นอัตราสองเท่าของโทษที่กำหนดสำหรับความผิดนั้น ๆ

    • มาตรา ๖๐
    • บรรดาความผิดตามมาตรา ๕๗ มาตรา ๕๙ วรรคสอง และมาตรา ๕๙ วรรคสาม กรณีที่มีโทษปรับสถานเดียว ให้พนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจเปรียบเทียบได้

      เมื่อผู้กระทำความผิดได้เสียค่าปรับตามที่ได้เปรียบเทียบแล้ว ให้ถือว่าคดีเลิกกันตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา

    • มาตรา ๖๑
    • เงินค่าปรับที่ได้รับจากผู้กระทำความผิดตามพระราชบัญญัตินี้

      ให้นำไปจัดแบ่งเป็นเงินรางวัลและเงินสินบนได้ก่อนนำเข้าเงินกองทุนอุทยานแห่งชาติ

      หลักเกณฑ์ วิธีการในการจัดแบ่งเป็นเงินรางวัลและเงินสินบนตามวรรคหนึ่ง

      ให้เป็นไปตามระเบียบที่กระทรวงการคลังกำหนด

    • มาตรา ๖๒
    • บรรดาทรัพยากรธรรมชาติที่ได้มาหรือเกิดขึ้นหรือมีไว้เนื่องจากการกระทำความผิดตามพระราชบัญญัตินี้ ให้ศาลสั่งริบเสียทั้งสิ้น

      ทรัพยากรธรรมชาติตามวรรคหนึ่ง เมื่อรัฐมนตรีทำความตกลงกับหน่วยงาน

      ราชการที่เกี่ยวข้องแล้ว ให้คณะกรรมการออกระเบียบเพื่อเก็บ ดูแลรักษา จำหน่าย โอน ทำลาย

      ไว้ใช้ในราชการ หรือจัดการอย่างใด ซึ่งรวมทั้งการกำหนดชนิด ประเภท ของทรัพยากรธรรมชาติ

      ที่ควรจำหน่ายและที่ไม่ควรจำหน่าย
    • มาตรา ๖๓
    • บรรดาอาวุธ เครื่องมือ เครื่องใช้ ยานพาหนะ และสัตว์พาหนะใด ๆ ซึ่งบุคคลได้ใช้หรือมีไว้เพื่อใช้ในการกระทำความผิดหรือสิ่งปลูกสร้าง ทรัพย์สิน หรือสิ่งใด ๆ ที่เกิดขึ้นจากฐานการกระทำความผิดตามมาตรา ๓๓ และมาตรา ๓๔ ซึ่งมีบทกำหนดโทษตามมาตรา ๕๘ และมาตรา ๕๙ วรรคหนึ่ง ให้ศาลสั่งให้ตกเป็นของแผ่นดิน โดยไม่ต้องคำนึงว่าเป็นของผู้กระทำความผิดและมีผู้ถูกลงโทษตามคำพิพากษาของศาลหรือไม่ หรือผู้เป็นเจ้าของทรัพย์สินนั้น

      จะรู้เห็นเป็นใจหรือมีส่วนร่วมกระทำความผิดด้วย หรือไม่ก็ตาม เมื่อศาลมีคำสั่งแล้วให้ส่งแก่

      กองทุนอุทยานแห่งชาติเพื่อจัดการหรือจัดสรรทรัพย์สินดังกล่าวสำหรับใช้ในกิจการของอุทยานแห่งชาติหรือจัดการตามที่เห็นสมควรต่อไป

      บรรดาอสังหาริมทรัพย์จำพวกสิ่งปลูกสร้างที่ส่งให้แก่กองทุนอุทยานแห่งชาติ

      ตามวรรคหนึ่ง ไม่เป็นที่ราชพัสดุตามกฎหมายว่าด้วยที่ราชพัสดุ

    • มาตรา ๖๔
    • ภายใต้บังคับมาตรา ๖๓ ในกรณีที่ปรากฏหลักฐานเป็นที่เชื่อได้ว่าทรัพย์สินใดเป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิด ให้อธิบดีส่งเรื่องให้พนักงานอัยการพิจารณาเพื่อยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้ทรัพย์สินนั้นตกเป็นของแผ่นดินโดยเร็ว
    • มาตรา ๖๕
    • ผู้ซึ่งอ้างว่าเป็นเจ้าของทรัพย์สินที่ศาลสั่งให้ตกเป็นของแผ่นดินตามมาตรา ๖๓ อาจยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อพิจารณาสั่งให้คืนทรัพย์สิน หรือให้ผู้กระทำความผิดชดใช้ราคาทรัพย์สินหรือค่าเสียหายแทน แล้วแต่กรณี โดยแสดงให้ศาลเห็นว่าตนเป็นเจ้าของที่แท้จริง และทรัพย์สินนั้นไม่ใช่ทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิด และตนมิได้รู้เห็นเป็นใจหรือมี

      ส่วนร่วมกระทำความผิด

      คำร้องตามวรรคหนึ่งจะต้องยื่นภายในหกเดือน นับแต่คำสั่งศาลให้ทรัพย์สิน

      ตกเป็นของแผ่นดินถึงที่สุด

    • มาตรา ๖๖
    • บรรดาข้อพิพาทที่เกิดขึ้น อันเนื่องมาจากการโต้แย้งสิทธิในที่ดิน

      หรือการดำเนินการใด ๆ ของพนักงานเจ้าหน้าที่ตามพระราชบัญญัตินี้ ให้มีสิทธิฟ้องคดีต่อศาล

      ปกครองได้ ภายในกำหนดหนึ่งร้อยแปดสิบวัน นับแต่วันที่รู้หรือควรรู้ถึงเหตุแห่งการฟ้องคดี

    • บทเฉพาะกาล
    • มาตรา ๖๗
    • บรรดาใบอนุญาต อาชญาบัตร และประทานบัตร ตามกฎหมาย

      ว่าด้วยแร่หรือสัมปทานตามกฎหมายว่าด้วยปิโตรเลียม หนังสืออนุญาตเข้าทำประโยชน์

      หรืออยู่อาศัยตามกฎหมายว่าด้วยป่าสงวนแห่งชาติ ซึ่งได้ออกให้แก่บุคคลใดไว้แล้วก่อนวันที่

      พระราชกฤษฎีกาซึ่งออกตามความในมาตรา ๗ ใช้บังคับ ให้ถือเป็นอันสิ้นสุดลง ในวันที่

      พระราชกฤษฎีกาดังกล่าวมีผลใช้บังคับ และให้รัฐจ่ายค่าเสียหายแก่ผู้ได้รับใบอนุญาต

      อาชญาบัตร และประทานบัตร หรือหนังสืออนุญาตเข้าทำประโยชน์หรืออยู่อาศัยเท่าที่จำเป็น

      แต่ไม่ให้รวมถึงค่าความเสียหายในอนาคตจากการไม่ได้ใช้ประโยชน์ในพื้นที่ดังกล่าว

    • มาตรา ๖๘
    • การอนุญาต ใบอนุญาต และหนังสืออนุญาตที่ออกให้แก่บุคคลใด ๆ ตามกฎหมายว่าด้วยอุทยานแห่งชาติก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ หากกิจการที่ได้รับอนุญาตนั้นมีลักษณะไม่ขัดต่อบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัตินี้ ให้การอนุญาต ใบอนุญาต

      และหนังสืออนุญาตดังกล่าวยังคงใช้ได้ต่อไปจนสิ้นอายุตามที่ระบุไว้ในใบอนุญาตหรือหนังสืออนุญาตนั้น

    • มาตรา ๖๙
    • บรรดาพระราชกฤษฎีกา กฎกระทรวง ระเบียบ ประกาศใด ๆ ที่ออกตามความในพระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๐๔ ให้ยังคงใช้บังคับได้ในส่วนที่ไม่ขัดกับพระราชบัญญัตินี้ไปพลางก่อนจนกว่าจะมีพระราชกฤษฎีกา กฎกระทรวง ระเบียบ หรือประกาศ

      ที่ออกตามความในพระราชบัญญัตินี้
         
      ข้อมูลส่วนบุคคล
         
      เพศ
      อายุ ปี
      อาชีพ
      รายได้ บาท
      จังหวัด
      E-mail