Facebook


สิ่งที่คุณเดือนเพ็ญทุบไม่ใช่แค่รถ

วัน, วันที่ เดือน ปี ชม:นาที อ่าน 3390 เวลา ส่งออกข้อมูล XML ไฟล์

สิ่งที่คุณเดือนเพ็ญทุบไม่ใช่แค่รถ

โดย สาวตรี สุขศรี*

หลังจากติดตามอ่านเรื่อง ฮอนด้า ซีอาร์-วี กับคุณเดือนเพ็ญ ยอมรับว่า แรกเริ่มที่อ่าน เกิดคำถามหลาย ข้อ คือ สงสัยว่าเคยเกิดปัญหาแบบนี้กับคนอื่นบ้างหรือไม่ เขาแก้ไขปัญหากันอย่างไร และสุดท้ายคือ แอบหวั่นใจกับการแก้ไขปัญหาทำนองนี้ในประเทศไทยต่อไปในอนาคต และหากติดตามข่าวนี้ จะพบนักกฎหมายอยู่สองประเภทที่ออกมาให้ข่าวคือ กลุ่มหนึ่ง ออกมากล่าวถึงข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้อง กับอีกกลุ่มหนึ่งที่ออกมาสนับสนุนการกระทำของคุณเดือนเพ็ญว่าถูกต้องแล้ว โดยบอกว่า บ้านเราไม่มีกฎหมายหรือมีช่องว่าง โดยไม่ให้รายละเอียดใด ๆ เลยว่า กฎหมายที่มีอยู่ มีอยู่อย่างไร และมีช่องว่างตรงไหน ได้แต่ออกมาเชียร์ หรือแนะนำว่า การทุบรถประจาน เป็นวิธีการที่ถูกต้อง ได้ประโยชน์กว่า และเป็นการกระตุ้นให้มาตรฐานการคุ้มครองผู้บริโภคของไทยดีขึ้น ต่อกรณีดังกล่าวในฐานะที่ผู้เขียนเป็นนักกฏหมาย และค่อนข้างกังวลใจต่อวิธีการแก้ปัญหาด้วยค้อนของคุณเดือนเพ็ญ จึงใคร่ขอแสดงความคิดเห็นดังต่อไปนี้

ประเด็นแรก ประเทศไทยมีกฎหมายให้คุ้มครองผู้ซื้อจากความชำรุดบกพร่องของสินค้าหรือไม่ ซึ่งประเด็นนี้ ต้องกล่าวว่า แท้จริงแล้วบ้านเรามีกฎหมาย และตัวบทกฎหมายที่มีอยู่ของเรา ก็ให้ความคุ้มครองครอบคลุมไม่น้อยไปกว่าต่างประเทศเท่าใดนัก โดยกฎหมายบทหลักในเรื่องนี้ มีอยู่ 3 มาตราด้วยกันในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ อยู่ในส่วนเอกเทศสัญญาเรื่อง ซื้อขาย ในหมวดที่ว่าด้วย “หน้าที่และความรับผิดของผู้ขาย” ในส่วน “ความรับผิดเพื่อชำรุดบกพร่อง”

มาตรา 472 “ในกรณีที่ทรัพย์สินซึ่งขาย นั้นชำรุดบกพร่องอย่างใดอย่างหนึ่ง อันเป็นเหตุให้เสื่อมราคาหรือเสื่อมความเหมาะสมแก่ประโยชน์อันมุ่งจะใช้เป็นปกติก็ดี ประโยชน์ที่มุ่งหมายโดยสัญญาก็ดี ท่านว่าผู้ขายต้องรับผิด
ความที่กล่าวมาในมาตรานี้ย่อมใช้ได้ ทั้งที่ผู้ขายรู้อยู่แล้วหรือไม่รู้ว่าความชำรุดบกพร่องมีอยู่”

มาตรา 473 “ผู้ขายย่อมไม่ต้องรับผิดในกรณีดั่งจะกล่าวต่อไปนี้ คือ
(1) ถ้าผู้ซื้อได้รู้อยู่แล้วแต่ในเวบาซื้อขายว่ามีความชำรุดบกพร่อง หรือควรจะได้รู้เช่นนั้นหากได้ใช้ความระมัดระวังอันจะพึงคาดหมายได้แต่วิญญูชน
(2) ถ้าความชำรุดบกพร่องนั้นเป็ฯอันเห็นประจักษ์แล้วในเวลาส่งมอง และผู้ซื้อรับเอาทรัพย์สินนั้นไว้โดยมิได้อิดเอื้อน
(3) ถ้าทรัพย์สินนั้นได้ขายทอดตลาด”
โดยอายุความในการฟ้องร้องกำหนด ด้วยว่า ผู้ซื้อจะต้องใช้สิทธิฟ้องร้องภายในหนึ่งปี นับแต่วันที่ได้พบเห็นความชำรุดบกพร่องนั้น (มาตรา 474)

ซึ่งเมื่อนำข้อกฎหมายดังกล่าวมาปรับเข้ากับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น รถใหม่ป้ายแดงที่ซื้อมาใช้ได้สามวันดีสี่วันซ่อม โดยเฉพาะการซ่อมเกี่ยวกับเครื่องยนต์ในลักษณะต่างๆ ย่อมถือเป็นความชำรุดบกพร่องในตัวทรัพย์ ซึ่งดูจะเป็นส่วนสำคัญของรถด้วย อาทิ สตาร์ทไม่ติด เครื่องเสียงดังตลอดเวลา (ตามรายละเอียดที่สื่อนำเสนอจากการสัมภาษณ์ของคุณเดือนเพ็ญ) จึงน่าจะเข้าลักษณะของการขายทรัพย์ชำรุดบกพร่อง ทำให้เสื่อมราคาหรือเสื่อมความเหมาะสมที่จะใช้ประโยชน์จากรถยนต์ใหม่

นอกจากนี้ รถที่ถูกทุบเป็นรถใหม่ป้ายแดง จึงค่อนข้างชัดเจนว่าพึ่งซื้อมาได้ไม่นาน แต่ต้องประสบกับปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดจากการทำงานของรถ ดังนั้น จึงมีความเป็นไปได้ค่อนข้างสูงว่า ความเสียหาย ชำรุดหรือบกพร่องต่าง ๆ เหล่านั้น แท้จริงแล้ว มีมากับตัวรถตั้งแต่ ก่อน ที่เธอจะซื้อมา จึงย่อมเข้าข่ายมาตรา 472 ซึ่ง ตามกฎหมายผู้ขายย่อมต้องรับผิดชอบอย่างหนึ่งอย่างใดแน่นอน (กรณีนี้ ไม่น่าจะเป็นความเสียหายที่เกิดขึ้นภายหลังทำสัญญา ซึ่งจะต้องนำข้อกฎหมายอีกมาตราหนึ่งมาพิจารณากันอีกที ถึงความรับผิดชอบต่อทรัพย์นั้น) และในประเทศไทยเองมีกรณีผู้บริโภคฟ้องร้องบริษัทเพื่อขอคืนรถ หรือขอเงินคืน รวมทั้งค่าเสียหายอื่น ซึ่งศาลพิพากษาให้ผู้บริโภคเป็นฝ่ายชนะมาหลายคดีแล้ว หากผู้บริโภคทำตามขั้นตอนการแก้ไขเท่าที่จำเป็น จึงน่าจะมั่นใจได้ว่า เรื่องของการเปลี่ยนหรือคืนสินค้าที่ชำรุดบกพร่อง หรือการเรียกร้องค่าเสียหาย เป็นสิ่งที่กระทำได้ในประเทศเรา ไม่ใช่ว่าทำไม่ได้ หรือไม่มีทางจะเกิดขึ้นได้เลย

ประเด็นที่สอง เมื่อมีกฎหมายแล้ว กฎหมายมีช่องว่างหรือไม่ อย่างไร จนทำให้นักกฎหมายบางคนออกมากล่าวแบบคลุมเคลือว่า มีช่องโหว่ แต่ไม่บอกว่า คือ อะไร แล้วสนับสนุนให้ใครต่อใคร แก้ปัญหาด้วยการทุบรถประจาน

การกล่าวว่ากฎหมายข้อดังกล่าว มีช่องว่างช่องโหว่ จะว่าถูกต้องนักคงไม่เชิงเพราะ ขึ้นชื่อว่ากฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ซึ่งเป็นเรื่องของข้อตกลงล้วน ๆ ระหว่างเอกชนด้วยกันเอง การเขียนกฎหมายลักษณะนี้ย่อมต้องยึดถือ ความอิสระในการตกลงใจและความพอใจในการทำสัญญาระหว่างกันของเอกชนทั้งสองฝ่ายเป็นสำคัญ หน้าที

  1. ลงทะเบียน
  2. หลักการ
  3. ปัญหาและสาเหตุฯ
  4. ความจำเป็นที่ต้องตรากฎหมายฯ
  5. สาระสำคัญ
  6. ประเด็นความคิดเห็น

    กฎหมายมหาชน คือ กฎหมายที่บัญญัติให้อำนาจและหน้าที่แก่รัฐ แก่หน่วยงานของรัฐ แก่เจ้าหน้าที่ของรัฐ และแก่ประชาชน ในการบริหาร การปกครองประเทศ และการบริการสาธารณะ ซึ่งหลักการ สำคัญของกฎหมายมหาชนนอกจากจะบัญญัติให้อำนาจและหน้าที่แก่หน่วยงานของรัฐหรือเจ้าหน้าที่ดังที่กล่าวมาแล้ว การใช้อำนาจหน้าที่ที่กฎหมายบัญญัติยังสามารถควบคุมตรวจสอบได้ ตามหลักเกณฑ์และกระบวนการของกฎหมายมหาชน

    กฎหมายมหาชน คือ กฎหมายที่บัญญัติให้อำนาจและหน้าที่แก่รัฐ แก่หน่วยงานของรัฐ แก่เจ้าหน้าที่ของรัฐ และแก่ประชาชน ในการบริหาร การปกครองประเทศ และการบริการสาธารณะ ซึ่งหลักการ สำคัญของกฎหมายมหาชนนอกจากจะบัญญัติให้อำนาจและหน้าที่แก่หน่วยงานของรัฐหรือเจ้าหน้าที่ดังที่กล่าวมาแล้ว การใช้อำนาจหน้าที่ที่กฎหมายบัญญัติยังสามารถควบคุมตรวจสอบได้ ตามหลักเกณฑ์และกระบวนการของกฎหมายมหาชน

    กฎหมายมหาชน คือ กฎหมายที่บัญญัติให้อำนาจและหน้าที่แก่รัฐ แก่หน่วยงานของรัฐ แก่เจ้าหน้าที่ของรัฐ และแก่ประชาชน ในการบริหาร การปกครองประเทศ และการบริการสาธารณะ ซึ่งหลักการ สำคัญของกฎหมายมหาชนนอกจากจะบัญญัติให้อำนาจและหน้าที่แก่หน่วยงานของรัฐหรือเจ้าหน้าที่ดังที่กล่าวมาแล้ว การใช้อำนาจหน้าที่ที่กฎหมายบัญญัติยังสามารถควบคุมตรวจสอบได้ ตามหลักเกณฑ์และกระบวนการของกฎหมายมหาชน

    กรุณากรอกข้อมูลพื้นฐานเพื่อประโยชน์และจัดทำรายงานสำหรับการรับฟังความคิดเห็น

    รายละเอียดบัญชีผู้ใช้งาน
    *
    *
    *
    *
    *
    *
    รายละเอียดส่วนตัว
    ช่องที่ทำสัญลักษณ์ดอกจัน (*) จำเป็นต้องกรอก
    ไม่มีหลักการที่เกี่ยวข้อง
    ไม่มีโครงสร้างที่เกี่ยวข้อง
    ไม่มีสาระสำคัญที่เกี่ยวข้อง
ไม่มีประเด็นที่เกี่ยวข้อง
    ไม่มีรายละเอียดของร่างที่เกี่ยวข้อง
         
      ข้อมูลส่วนบุคคล
         
      เพศ
      อายุ ปี
      อาชีพ
      รายได้ บาท
      จังหวัด
      E-mail