Facebook


ร่างพระราชบัญญัติการมีส่วนร่วมของประชาชน พ.ศ. ....

วัน, วันที่ เดือน ปี ชม:นาที อ่าน 11151 เวลา ส่งออกข้อมูล XML ไฟล์

ภูมิพลอดุลยเดช ป.ร.

 ให้ไว้ ณ วันที่.......................................

 เป็นปีที่...................... ในรัชกาลปัจจุบัน

 

          พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช 

          มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ประกาศว่าโดยที่เป็นการสมควรให้มีกฎหมายว่าด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน

          จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตราพระราชบัญญัติขึ้นไว้โดยคำแนะนำและยินยอมของรัฐสภา ดังต่อไปนี้

 มาตรา  1 พระราชบัญญัตินี้เรียกว่า พระราชบัญญัติการมีส่วนร่วมของประชาชน พ.. ....”

มาตรา 2 พระราชบัญญัตินี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป

มาตรา  3 ในพระราชบัญญัตินี้

คณ

  1. ลงทะเบียน
  2. หลักการ
  3. ปัญหาและสาเหตุฯ
  4. ความจำเป็นที่ต้องตรากฎหมายฯ
  5. สาระสำคัญ
  6. ประเด็นความคิดเห็น

    กฎหมายมหาชน คือ กฎหมายที่บัญญัติให้อำนาจและหน้าที่แก่รัฐ แก่หน่วยงานของรัฐ แก่เจ้าหน้าที่ของรัฐ และแก่ประชาชน ในการบริหาร การปกครองประเทศ และการบริการสาธารณะ ซึ่งหลักการ สำคัญของกฎหมายมหาชนนอกจากจะบัญญัติให้อำนาจและหน้าที่แก่หน่วยงานของรัฐหรือเจ้าหน้าที่ดังที่กล่าวมาแล้ว การใช้อำนาจหน้าที่ที่กฎหมายบัญญัติยังสามารถควบคุมตรวจสอบได้ ตามหลักเกณฑ์และกระบวนการของกฎหมายมหาชน

    กฎหมายมหาชน คือ กฎหมายที่บัญญัติให้อำนาจและหน้าที่แก่รัฐ แก่หน่วยงานของรัฐ แก่เจ้าหน้าที่ของรัฐ และแก่ประชาชน ในการบริหาร การปกครองประเทศ และการบริการสาธารณะ ซึ่งหลักการ สำคัญของกฎหมายมหาชนนอกจากจะบัญญัติให้อำนาจและหน้าที่แก่หน่วยงานของรัฐหรือเจ้าหน้าที่ดังที่กล่าวมาแล้ว การใช้อำนาจหน้าที่ที่กฎหมายบัญญัติยังสามารถควบคุมตรวจสอบได้ ตามหลักเกณฑ์และกระบวนการของกฎหมายมหาชน

    กฎหมายมหาชน คือ กฎหมายที่บัญญัติให้อำนาจและหน้าที่แก่รัฐ แก่หน่วยงานของรัฐ แก่เจ้าหน้าที่ของรัฐ และแก่ประชาชน ในการบริหาร การปกครองประเทศ และการบริการสาธารณะ ซึ่งหลักการ สำคัญของกฎหมายมหาชนนอกจากจะบัญญัติให้อำนาจและหน้าที่แก่หน่วยงานของรัฐหรือเจ้าหน้าที่ดังที่กล่าวมาแล้ว การใช้อำนาจหน้าที่ที่กฎหมายบัญญัติยังสามารถควบคุมตรวจสอบได้ ตามหลักเกณฑ์และกระบวนการของกฎหมายมหาชน

    กรุณากรอกข้อมูลพื้นฐานเพื่อประโยชน์และจัดทำรายงานสำหรับการรับฟังความคิดเห็น

    รายละเอียดบัญชีผู้ใช้งาน
    *
    *
    *
    *
    *
    *
    รายละเอียดส่วนตัว
    ช่องที่ทำสัญลักษณ์ดอกจัน (*) จำเป็นต้องกรอก


    หมวด 1 สิทธิของประชาชนในกระบวนการการมีส่วนร่วม (มาตรา 5 - มาตรา 8)
    หมวด 2 คณะกรรมการการมีส่วนร่วมของประชาชน (มาตรา 9 - มาตรา 21)
    หมวด 3 ศูนย์สนับสนุนและประสานงานกระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชน มาตรา 22
    หมวด 4 กองทุนเพื่อการพัฒนากระบวนการเรียนรู้การมีส่วนร่วมของประชาชน (มาตรา 23 - มาตรา 24)
    หมวด 5 บทลงโทษ มาตรา 25
    บทเฉพาะกาล (มาตรา 26 - มาตรา 27)






    • (1)การรับรองและคุ้มครองสิทธิของประชาชนในกระบวนการการมีส่วนร่วม
    • ประการที่ 1 กำหนดให้สิทธิและเสรีภาพของประชาชนในการมีส่วนร่วมตามรัฐธรรมนูญมาตรา 76 ได้รับการรับรอง คุ้มครองและนำไปสู่การปฏิบัติจริง โดยห้ามมิให้ผู้ใดกระทำการใดๆ อันเป็นการขัดขวางการใช้สิทธิและเสรีภาพโดยชอบด้วยกฎหมาย

      ประการที่ 2 กำหนดให้หน่วยงานของรัฐทุกหน่วยงานมีหน้าที่ต้องสนับสนุนและส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนอย่างเต็มที่ และในกรณีที่หน่วยงานของรัฐหรือเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องไม่สนับสนุนและส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนของให้ถือว่าเป็นการละเลยต่อการปฏิบัติหน้าที่

      ประการที่ 3 กำหนดถึงวิธีการในการสนับสนุนการมีส่วนร่วมของ ประชาชน ดังนี้
      (1)การให้ข้อมูลข่าวสารอย่างรอบด้านแก่ประชาชน
      (2)การรับฟังความคิดเห็นและปรึกษาหารือกับประชาชน
      (3)การให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการดำเนินงานและตัดสินใจ
      (4)การให้ประชาชนร่วมมือในการดำเนินการและตัดสินใจ
      (5)การมอบให้ประชาชนดำเนินงานและตัดสินใจ
      และเพื่อให้เกิดความชัดเจนในการปฏิบัติรายละเอียดของวิธีการในการสนับสนุนการมีส่วนร่วมของประชาชนให้เป็นไปตามระเบียบที่คณะกรรมการกำหนด

      ประการที่ 4 รับรองสิทธิในการมีส่วนร่วมของประชาชนในเรื่องที่มีความสำคัญและมีผลกระทบสำคัญต่อประโยชน์สาธารณะ คือ
      (1)การผังเมือง
      (2)การจัดรูปที่ดิน
      (3)การปฏิรูปที่ดิน
      (4)การดำเนินการที่มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม

      ประการที่ 5 กำหนดถึงระดับของการให้การคุ้มครองและนำไปปฏิบัติซึ่งสิทธิและเสรีภาพในการมีส่วนร่วมของประชาชน โดยจะต้องคำนึงถึงโอกาสในการพัฒนาระดับของการมีส่วนร่วมจากระดับแรกจนถึงระดับสุดท้าย

      ประการที่ 6 กำหนดให้การละเลยเพิกเฉยของหน่วยงานของรัฐหรือเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องในการพัฒนาจากระดับของการมีส่วนร่วมตามลำดับ อาจเป็นเหตุในการร้องเรียนเรื่องดุลยพินิจในการปฏิบัติหน้าที่ได้โดยให้เป็นไปตามที่คณะกรรมการกาiมีส่วนร่วมของประชาชนกำหนด
    • (2)คณะกรรมการการมีส่วนร่วมของประชาชน
    • ประการที่ 1 กำหนดให้มีคณะกรรมการจำนวน 15 คน โดยคณะกรรมการทั้งสิ้นมีที่มาจาก
      (1)บุคคลซึ่งเป็นตัวแทนจากภาคประชาชนกลุ่มต่างๆ ในสังคม จำนวน 8 คน
      (2)ผู้แทนจากสื่อมวลชนแขนงต่างๆ จำนวน 1 คน
      (3)ผู้แทนซึ่งเป็นอาจารย์ในมหาวิทยาลัย จำนวน 1 คน
      (4)ผู้แทนจากสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ จำนวน 1 คน
      (5)ผู้แทนจากสำนักงานคณะกรรมการข้อมูลข่าวสารของราชการ สำนักนายกรัฐมนตรี จำนวน 1 คน
      (6)ผู้แทนจากสำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ จำนวน 1 คน
      (7)ผู้แทนจากคณะกรรมการวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา จำนวน 1 คน
      (8)ผู้แทนจากกระทรวงการคลังจำนวน 1 คน

      ประการที่ 2 กำหนดให้กระบวนการสรรหาเป็นไปตามระเบียบที่รัฐมนตรีกำหนด ภายใต้กรอบของกระบวนการสรรหา คือ ต้องคำนึงถึงความรู้ความเข้าใจและประสบการณ์การมีส่วนร่วมเป็นสำคัญ

      ประการที่ 3 กรรมการจะต้องมีคุณสมบัติดังต่อไปนี้
      (1)มีสัญชาติไทย
      (2)มีอายุไม่ต่ำกว่าสี่สิบปีบริบูรณ์
      (3)ไม่เป็นบุคคลล้มละลาย ซึ่งศาลยังไม่สั่งให้พ้นจากคดี คนวิกลจริตหรือจิตฟั่นเฟือนไม่สมประกอบ
      (4)ไม่เคยได้รับโทษจำคุกโดยคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุกเว้นแต่เป็นโทษสำหรับความผิดที่ได้กระทำโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ
      (5)ไม่เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา ข้าราชการการเมือง สมาชิกสภาท้องถิ่น ผู้บริหารท้องถิ่น หรือดำรงตำแหน่งในพรรคการเมือง

      ประการที่ 4 กำหนดให้เงินเดือน เงินประจำตำแหน่งและประโยชน์อื่นของคณะกรรมการเป็นไปตามพระราชกฤษฎีกา

      ประการที่ 5 กำหนดวาระการดำรงตำแหน่งของกรรมการให้มีวาระสี่ปีนับแต่วันประกาศรายชื่อกรรมการในราชกิจจานุเบกษา และจะดำรงตำแหน่งติดต่อกันเกินสองวาระมิได้

      ประการที่ 6 นอกจากการพ้นจากตำแหน่งตามวาระกรรมการจะพ้นจากตำแหน่งเมื่อ
      (1)ตาย
      (2)ลาออก
      (3)ขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 10
      (4)ถูกจำคุกโดยคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก
      (5)คณะกรรมการมีมติให้พ้นจากตำแหน่ง

      ประการที่ 7 กำหนดอำนาจและหน้าที่ของคณะกรรมการไว้ดังต่อไปนี้
      (1)สนับสนุนและประสานงานความร่วมมือระหว่างหน่วยงานของรัฐ องค์กรพัฒนาเอกชน สถาบันวิชาการ องค์กรชาวบ้าน องค์กรภาคธุรกิจ สื่อมวลชน และประชาชนทั่วไปในการเสริมสร้างและพัฒนาความเข้มแข็งของกระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชน
      (2)ให้ความช่วยเหลือและสนับสนุนประชาชนในการใช้สิทธิและเสรีภาพในการมีส่วนร่วม ในการนี้หากมีการร้องเรียนว่าหน่วยงานใดของรัฐหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐละเลยหรือปฏิเสธมิให้ประชาชนมีส่วนร่วมตามกระบวนการที่กฎหมาย กฎ ระเบียบ หรือข้อบังคับ กำหนดไว้ ให้คณะกรรมการมีอำนาจฟ้องศาลปกครองแทนประชาชนได้
      (3)ให้คำปรึกษา แนะนำและฝึกอบรมแก่หน่วยงานของรัฐและประชาชน
      ในการปฏิบัติตามพระราชบัญญัติ
      (4)เสนอแนะและให้ความเห็นต่อองค์กรภายนอก และสาธารณชนเกี่ยวกับมาตรการและรูปแบบต่างๆ ในการมีส่วนร่วมของประชาชน
      (5)เป็นตัวแทนภาคประชาสังคมในการผลักดันเรียกร้องให้การปฏิบัติการต่างๆ ต้องเคารพต่อหลักการมีส่วนร่วมของประชาชน
      (6)ดำเนินการเท่าที่เหมาะสมและเปิดโอกาสให้มีการรับฟังความคิดเห็นจากสาธารณชน เกี่ยวกับนโยบาย โครงการและการปฏิบัติของหน่วยงานของรัฐ เจ้าหน้าที่ของรัฐ และองค์กรหรือบุคคลที่เกี่ยวข้องในแต่ละเรื่อง รวมทั้งให้ความเห็นจากผลของการรับฟังความคิดเห็นและการมีส่วนร่วมนั้น เพื่อนำไปสู่การปฏิบัติหรืองดเว้นการปฏิบัติต่อไป
      (7)จัดให้มีการศึกษา ค้นคว้า วิจัย ฝึกอบรม ประชุม สัมมนา อภิปราย เผยแพร่อย่างต่อเนื่องด้วยเครื่องมือ อุปกรณ์ สื่อการเรียนรู้ เครือข่ายเทคโนโลยีสื่อสารมวลชน เพื่อเพิ่มพูนองค์ความรู้ ทักษะ ภูมิปัญญา วิสัยทัศน์สากลให้เกิดการเรียนรู้ตลอดชีวิต ในการพัฒนาคุณค่าการปกครองระบอบประชาธิปไตยที่ยั่งยืนถาวร
      (8)เสนอแนะและจัดทำร่างกฎหมายเสนอต่อคณะรัฐมนตรีเพื่อเร่งรัดให้มีการจัดทำหรือแก้ไขกฎหมายที่เป็นอุปสรรคต่อการเข้ามีส่วนร่วมของประชาชน
      (9)เป็นตัวแทนภาคประชาสังคมในประชาคมโลกเพื่อการแลกเปลี่ยนความร่วมมือ การประชุม และการร่วมโครงการต่างๆ กับต่างประเทศ
      (10)ทำรายงานประจำปีเสนอต่อรัฐสภา คณะรัฐมนตรี และบุคคลทั่วไป เพื่อให้ทราบถึงสถานการณ์การมีส่วนร่วมของประชาชน โดยในรายงานให้ระบุโดยชัดแจ้งว่าหน่วยงานใดของรัฐที่ละเลยหรือปฏิเสธมิให้ประชาชนมีส่วนร่วมในด้านต่างๆ
      (11)กำกับดูแลการทำงานของสำนักงานสนับสนุนและประสานงานกระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชน
      (12)แต่งตั้งและถอดถอนคณะอนุกรรมการด้านต่างๆ มอบหมายให้ประธานอนุกรรมการเฉพาะด้านปฏิบัติหน้าที่แทน
      (13)มอบนโยบายและสนับสนุนงานธุรการของสำนักงานและศูนย์สนับสนุนและประสานงานกระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชน
      (14)ประสานงานนโยบายภายในระหว่างงานของสำนักงานและงานบริการของศูนย์ต่างๆ
      (15)บริหารจัดการกองทุนเพื่อการพัฒนากระบวนการเรียนรู้การมีส่วนร่วมของประชาชน
      (16)พิจารณาศึกษาเรื่องที่เห็นว่าสมควรกำหนดเป็นแนวทางในการกำหนดนโยบาย หรือแนวทางเพื่อให้เกิดกระบวนการที่จะส่งเสริมการมีสวนร่วมของประชาชนในด้านต่างๆ รวมทั้งจัดทำรายงานเกี่ยวกับภาวะทางเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ เพื่อเผยแพร่เป็นการทั่วไปก็ได้

      ประการที่ 8 อำนาจของคณะกรรมการในการดำเนินงาน มีดังต่อไปนี้
      (1)มีหนังสือสอบถามส่วนราชการ หน่วยงานของรัฐ หรือรัฐวิสาหกิจเพื่อให้มีหนังสือชี้แจงข้อเท็จจริงหรือให้ความเห็นเกี่ยวกับการปฏิบัติราชการหรืองานใดๆ หรือส่งวัตถุ เอกสาร หรือพยานหลักฐานอื่นที่เกี่ยวข้อง หรือส่งผู้แทนมาชี้แจงหรือให้ถ้อยคำประกอบการพิจารณาได้
      (2)มีหนังสือเรียกบุคคล นิติบุคคล หรือหน่วยงานเอกชนที่เกี่ยวข้องมาให้ถ้อยคำหรือให้ส่งวัตถุ เอกสาร หรือพยานหลักฐานอื่นที่เกี่ยวข้องมาตามวัน เวลา และสถานที่ที่กำหนด
      (3)ดำเนินการขอให้ศาลที่มีเขตอำนาจออกหมายเพื่อเข้าไปในเคหสถานหรือสถานที่ใดๆ เพื่อประโยชน์ในการตรวจสอบข้อเท็จจริงหรือเพื่อรวบรวมพยานหลักฐานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง
      (4)วางระเบียบเกี่ยวกับหลักเกณฑ์และวิธีการจ่ายค่าเบี้ยเลี้ยงและค่าเดินทางของพยานบุคคลหรือพนักงานเจ้าหน้าที่ที่คณะกรรมการแต่งตั้งเพื่อทำการตรวจสอบการละเมิดการมีส่วนร่วมของประชาชน

      ประการที่ 9 กรรมการ อนุกรรมการหรือพนักงานเจ้าหน้าที่ที่คณะกรรมการแต่งตั้งเพื่อทำการตรวจสอบการละเมิดการมีส่วนร่วมของประชาชน เป็นเจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญาในการปฏิบัติหน้าที่ตามพระราชบัญญัตินี้
    • (3) สำนักงานคณะกรรมการการส่วนร่วมของประชาชน
    • ประการที่ 1 กำหนดให้สำนักงานคณะกรรมการการมีส่วนร่วมของประชาชนมีชื่อเรียกโดยย่อว่า “ส.ส.ป.” และให้ใช้ชื่อเป็นภาษาอังกฤษว่า “Office for Public Participation” เรียกโดยย่อว่า “OPP”

      ประการที่ 2 กำหนดให้สำนักงานคณะกรรมการการมีส่วนร่วมของประชาชนเป็นองค์กรของรัฐที่เป็นอิสระ อยู่ภายใต้การบังคับบัญชาของประธานกรรมการ และมีฐานะเป็นส่วนราชการตามกฎหมายวิธีการงบประมาณ

      ประการที่ 3 สำนักงานมีที่ทำการใหญ่อยู่ในกรุงเทพมหานครหรือจังหวัดใกล้เคียง และอาจจัดตั้งศูนย์ประสานงานในภูมิภาคหรือท้องถิ่นก็ได้

      ประการที่ 4 ให้สำนักงานมีเลขาธิการคณะกรรมการหนึ่งคนซึ่งมาจากการแต่งตั้งของคณะกรรมการ รับผิดชอบการปฏิบัติงานของสำนักงานโดยขึ้นตรงต่อประธานกรรมการ

      ประการที่ 5 โครงสร้างของสำนักงานให้เป็นไปตามที่คณะกรรมการกำหนด
    • (4) ศูนย์สนับสนุนและประสานงานกระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชน
    • ประการที่ 1 กำหนดให้ศูนย์อยู่ภายใต้สังกัดของสำนักงาน โดยสามารถแบ่งส่วนงานออกเป็นศูนย์ย่อยที่มีคณะกรรมการโดยเฉพาะของตนเองได้

      ประการที่ 2 ศูนย์มีอำนาจหน้าที่ในการให้บริการแลกเปลี่ยน สื่อสาร และสำรวจความคิดเห็นของประชาชน ให้บริการปรึกษาข้อมูลวิชาการและฝึกอบรมกระบวนการและให้บริการจัดเวทีสาธารณะและสาธิตโครงการ
    • (5) กองทุนเพื่อการพัฒนากระบวนการเรียนรู้การมีส่วนร่วมของประชาชน
    • ประการที่ 1 กำหนดให้กองทุนอยู่ภายใต้สังกัดของสำนักงาน และการบริหารกองทุนให้เป็นไปตามระเบียบที่คณะกรรมการกำหนด

      ประการที่ 2 กำหนดวัตถุประสงค์ของกองทุน เพื่อเป็นทุนหมุนเวียนสนับสนุนกิจกรรมการมีส่วนร่วมของประชาชนและนำรายได้ของกองทุนไปใช้ในการบริหารงานการกำกับดูแล และการปฏิบัติหน้าที่ต่างๆ ของสำนักงาน คณะกรรมการ คณะอนุกรรมการ คณะกรรมการเฉพาะด้าน และศูนย์ต่างๆ

      ประการที่ 3 กำหนดแหล่งรายได้ของกองทุน ไว้ดังนี้
      (1) ทุนประเดิมที่รัฐบาลจัดสรรให้
      (2) เงินอุดหนุนทั่วไปเป็นรายปีจากรัฐบาล
      (3) เงินอุดหนุนจากภาคเอกชน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น องค์การระหว่างประเทศ และเงินหรือทรัพย์สินที่มีผู้อุทิศให้
      (4) ค่าธรรมเนียม ค่าบำรุง ค่าตอบแทน ค่าบริการ หรือรายได้อื่น จากการดำเนินการ
      (5) ดอกผลของเงิน รายได้ หรือทรัพย์สินอื่นใดของกองทุน
    • (6) บทลงโทษ
    • กรณีผู้ใดฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรา 5 วรรคสอง (ห้ามมิให้ผู้ใดกระทำการใดๆ อันเป็นการขัดขวางการใช้สิทธิและเสรีภาพโดยชอบด้วยกฎหมายตามหมวดนี้) ต้องระวางโทษปรับตั้งแต่หกพันบาทแต่ไม่เกินหนึ่งหมื่นสี่พันบาท
ไม่มีประเด็นที่เกี่ยวข้อง
    • หมวด 1
    • สิทธิของประชาชนในกระบวนการการมีส่วนร่วม
    • มาตรา 5
    • สิทธิและเสรีภาพของประชาชนในการมีส่วนร่วมในการกำหนดนโยบาย การตัดสินใจทางการเมือง การวางแผนพัฒนาทางเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง รวมทั้งการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐทุกระดับ ซึ่งได้รับรองไว้ในมาตรา 76 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 ย่อมได้รับการคุ้มครองและนำไปปฏิบัติ
      ห้ามมิให้ผู้ใดกระทำการใดๆ อันเป็นการขัดขวางการใช้สิทธิและเสรีภาพโดยชอบด้วยกฎหมายตามหมวดนี้
    • มาตรา 6
    • หน่วยงานของรัฐทุกหน่วยงานมีหน้าที่ต้องสนับสนุนและส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนอย่างเต็มที่
      การไม่สนับสนุนและส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนของหน่วยงานของรัฐหรือเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องย่อมถือว่าเป็นการละเลยต่อการปฏิบัติหน้าที่
    • มาตรา 7
    • การสนับสนุนและส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนอาจทำได้โดยระดับและวิธีการดังต่อไปนี้
      (1)การให้ข้อมูลข่าวสารอย่างรอบด้านแก่ประชาชน
      (2)การรับฟังความคิดเห็นและปรึกษาหารือกับประชาชน
      (3)การให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการดำเนินงานและตัดสินใจ
      (4)การให้ประชาชนร่วมมือในการดำเนินการและตัดสินใจ
      (5)การมอบให้ประชาชนดำเนินงานและตัดสินใจ

      เพื่อให้เกิดความชัดเจนในการปฏิบัติตามมาตรานี้ ให้คณะกรรมการตราระเบียบเพื่อกำหนดรายละเอียดของวิธีการในการมีส่วนร่วม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องการผังเมือง การจัดรูปที่ดิน การปฏิรูปที่ดิน และการดำเนินการที่มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม
    • มาตรา 8
    • การคุ้มครองและนำไปปฏิบัติซึ่งสิทธิและเสรีภาพในการมีส่วนร่วมของประชาชนตามมาตรา 7 จะต้องคำนึงถึงโอกาสในการพัฒนาระดับของการมีส่วนร่วมจาก ระดับแรกจนถึงระดับสุดท้าย
      การละเลยเพิกเฉยของหน่วยงานของรัฐหรือเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องไม่ให้โอกาสในการพัฒนาจากระดับของการมีส่วนร่วมตามลำดับ อาจเป็นเหตุในการร้องเรียนเรื่องดุลยพินิจใน
      การปฏิบัติหน้าที่ ทั้งนี้ตามที่คณะกรรมการกำหนด
    • หมวด 2
    • คณะกรรมการการมีส่วนร่วมของประชาชน
    • มาตรา 9
    • ให้มีคณะกรรมการการมีส่วนร่วมของประชาชน ซึ่งประกอบด้วยประธานกรรมการคนหนึ่ง และกรรมการอีกจำนวน 15 คน ซึ่งมีที่มาจาก
      (1)บุคคลซึ่งเป็นตัวแทนจากภาคประชาชนกลุ่มต่างๆ ในสังคมจำนวน 8 คน
      (2)ผู้แทนจากสื่อมวลชนแขนงต่างๆ จำนวน 1 คน
      (3)ผู้แทนซึ่งเป็นอาจารย์ในมหาวิทยาลัย จำนวน 1 คน
      (4)ผู้แทนจากสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ จำนวน 1 คน
      (5)ผู้แทนจากสำนักงานคณะกรรมการข้อมูลข่าวสารของราชการ สำนักนายกรัฐมนตรี จำนวน 1 คน
      (6)ผู้แทนจากสำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ จำนวน 1 คน
      (7)ผู้แทนจากคณะกรรมการวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา จำนวน 1 คน
      (8)ผู้แทนจากกระทรวงการคลัง จำนวน 1 คน
      การสรรหาเพื่อให้ได้มาซึ่งประธานกรรมการและผู้แทนตาม (1) , (2) , (3) ให้เป็นไปตามระเบียบที่คณะรัฐมนตรีกำหนดซึ่งจะต้องคำนึงถึงความรู้ ความเข้าใจ และประสบการณ์การมีส่วนร่วมของผู้นั้นเป็นสำคัญ
    • มาตรา 10
    • กรรมการต้องมีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามดังต่อไปนี้
      (1)มีสัญชาติไทย
      (2)มีอายุไม่ต่ำกว่าสี่สิบปีบริบูรณ์
      (3)ไม่เป็นบุคคลล้มละลาย ซึ่งศาลยังไม่สั่งให้พ้นจากคดี คนวิกลจริตหรือจิตฟั่นเฟือนไม่สมประกอบ
      (4)ไม่เคยได้รับโทษจำคุกโดยคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก เว้นแต่เป็นโทษสำหรับความผิดที่ได้กระทำโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ
      (5)ไม่เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา ข้าราชการการเมือง สมาชิกสภาท้องถิ่น ผู้บริหารท้องถิ่น หรือดำรงตำแหน่งในพรรคการเมือง
    • มาตรา 11
    • ให้กรรมการมีวาระการดำรงตำแหน่งสี่ปีนับแต่วันประกาศรายชื่อกรรมการในราชกิจจานุเบกษา และอาจได้รับการสรรหาใหม่ได้แต่จะดำรงตำแหน่งติดต่อกัน เกินสองวาระมิได้ กรรมการซึ่งพ้นจากตำแหน่งตามวาระ ต้องปฏิบัติหน้าที่ต่อไปจนกว่ากรรมการซึ่งได้รับการสรรหาขึ้นใหม่จะเข้ารับหน้าที่
    • มาตรา 12
    • นอกจากการพ้นตำแหน่งตามวาระ กรรมการพ้นจากตำแหน่งเมื่อ
      (1)ตาย
      (2)ลาออก
      (3)ขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 10
      (4)ถูกจำคุกโดยคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก
      (5)คณะกรรมการมีมติให้พ้นจากตำแหน่ง
    • มาตรา 13
    • เงินเดือน เงินประจำตำแหน่งและประโยชน์ตอบแทนอื่นของคณะกรรมการให้เป็นไปตามพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยการนั้น
    • มาตรา 14
    • ให้คณะกรรมการมีอำนาจและหน้าที่ดังต่อไปนี้
      (1)สนับสนุนและประสานงานความร่วมมือระหว่างหน่วยงานของรัฐ องค์กรพัฒนาเอกชน สถาบันวิชาการ องค์กรชาวบ้าน องค์กรภาคธุรกิจ สื่อมวลชน และประชาชนทั่วไป ในการเสริมสร้างและพัฒนาความเข้มแข็งของกระบวนการ มีส่วนร่วมของประชาชน
      (2)ให้ความช่วยเหลือและสนับสนุนประชาชนในการใช้สิทธิและเสรีภาพในการมีส่วนร่วม ในการนี้หากมีการร้องเรียนว่าหน่วยงานของรัฐหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐใดละเลยหรือปฏิเสธมิให้ประชาชนมีส่วนร่วมตามกระบวนการที่กฎหมาย กฎระเบียบ หรือข้อบังคับ กำหนดไว้ ให้คณะกรรมการมีอำนาจฟ้องศาลปกครองแทนประชาชนได้
      (3)ให้คำปรึกษา แนะนำและฝึกอบรมแก่หน่วยงานของรัฐและประชาชนในการปฏิบัติตามพระราชบัญญัตินี้
      (4)เสนอแนะและให้ความเห็นต่อองค์กรภายนอก และสาธารณชนเกี่ยวกับมาตรการและรูปแบบต่างๆ ในการมีส่วนร่วมของประชาชน
      (5)เป็นตัวแทนภาคประชาสังคมในการผลักดันเรียกร้องให้การปฏิบัติการต่างๆ ต้องเคารพต่อหลักการมีส่วนร่วมของประชาชน
      (6)ดำเนินการเท่าที่เหมาะสมและเปิดโอกาสให้มีการรับฟังความคิดเห็นจากสาธารณชน เกี่ยวกับนโยบาย โครงการและการปฏิบัติของหน่วยงานของรัฐ
      เจ้าหน้าที่ของรัฐ องค์กร หรือบุคคลที่เกี่ยวข้องในแต่ละเรื่อง รวมทั้งให้ความเห็นจากผลของการรับฟังความคิดเห็นและการมีส่วนร่วมนั้น เพื่อนำไปสู่การปฏิบัติหรืองดเว้นการปฏิบัติต่อไป(7)จัดให้มีการศึกษา ค้นคว้า วิจัย ฝึกอบรม ประชุม สัมมนา อภิปราย เผยแพร่อย่างต่อเนื่อง ด้วยเครื่องมือ อุปกรณ์ สื่อการเรียนรู้ เครือข่ายเทคโนโลยีสื่อสารมวลชน เพื่อเพิ่มพูนองค์ความรู้ ทักษะ ภูมิปัญญา วิสัยทัศน์สากล ให้เกิดการเรียนรู้ตลอดชีวิตในการพัฒนาคุณค่าการปกครองระบอบประชาธิปไตยที่ยั่งยืนถาวร
      (8)เสนอแนะและจัดทำร่างกฎหมายเสนอต่อคณะรัฐมนตรี เพื่อเร่งรัดให้มีการ จัดทำหรือแก้ไขกฎหมายที่เป็นอุปสรรคต่อการเข้ามีส่วนร่วมของประชาชน
      (9)เป็นตัวแทนภาคประชาสังคมในประชาคมโลก เพื่อการแลกเปลี่ยนความร่วมมือ การประชุม และการร่วมโครงการต่างๆ กับต่างประเทศ
      (10)ทำรายงานประจำปีเสนอต่อรัฐสภา คณะรัฐมนตรี และบุคคลทั่วไป เพื่อ ให้ทราบถึงสถานการณ์การมีส่วนร่วมของประชาชน โดยในรายงานให้ระบุโดยชัดแจ้งว่าหน่วยงานใดของรัฐที่ละเลยหรือปฏิเสธมิให้ประชาชนมีส่วนร่วมในด้านต่างๆ
      (11)กำกับดูแลการทำงานของสำนักงานสนับสนุนและประสานงานกระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชน
      (12)แต่งตั้งและถอดถอนคณะอนุกรรมการด้านต่างๆ มอบหมายให้ประธานอนุกรรมการเฉพาะด้านปฏิบัติหน้าที่แทน
      (13)มอบนโยบายและสนับสนุนงานธุรการของสำนักงานและศูนย์สนับสนุนและประสานงานกระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชน
      (14)ประสานงานนโยบายภายในระหว่างงานของสำนักงานและงานบริการของศูนย์ต่างๆ
      (15)บริหารจัดการกองทุนเพื่อการพัฒนากระบวนการเรียนรู้การมีส่วนร่วมของประชาชน
    • มาตรา 15
    • คณะกรรมการอาจพิจารณาศึกษาเรื่องที่เห็นว่าสมควรกำหนดเป็นแนวทางในการกำหนดนโยบาย หรือแนวทางเพื่อให้เกิดกระบวนการที่จะส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนในด้านต่างๆ รวมทั้งจัดทำรายงานเกี่ยวกับภาวะ ทางเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ เพื่อเผยแพร่เป็นการทั่วไปก็ได้
    • มาตรา 16
    • ในการปฏิบัติหน้าที่ให้คณะกรรมการมีอำนาจ ต่อไปนี้
      (1)มีหนังสือสอบถามส่วนราชการ หน่วยงานของรัฐ หรือรัฐวิสาหกิจเพื่อให้มีหนังสือชี้แจงข้อเท็จจริงหรือให้ความเห็นเกี่ยวกับการปฏิบัติราชการหรืองานใดๆ หรือส่งวัตถุ เอกสาร หรือพยานหลักฐานอื่นที่เกี่ยวข้อง หรือส่งผู้แทนมาชี้แจงหรือให้ถ้อยคำประกอบการพิจารณาได้
      (2)มีหนังสือเรียกบุคคล นิติบุคคล หรือหน่วยงานเอกชนที่เกี่ยวข้องมาให้ถ้อยคำหรือให้ส่งวัตถุ เอกสาร หรือพยานหลักฐานอื่นที่เกี่ยวข้องมาตามวัน เวลา และสถานที่ที่กำหนด การส่งหนังสือเรียกให้ส่งทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับ ณ ภูมิลำเนาหรือ สำนักงานของผู้รับ ในกรณีที่ไม่อาจส่งหนังสือเรียกให้แก่ผู้รับตามวิธีดังกล่าวได้ หรือไม่มีการปฏิบัติตามหนังสือเรียกภายในระยะเวลาอันสมควร ให้คณะกรรมการส่งโดยวิธีดังกล่าว อีกครั้งหนึ่ง หรือจะจัดส่งโดยวิธีอื่นตามที่คณะกรรมการเห็นสมควร
      (3)ดำเนินการขอให้ศาลที่มีเขตอำนาจออกหมายเพื่อเข้าไปในเคหสถานหรือสถานที่ใดๆ เพื่อประโยชน์ในการตรวจสอบข้อเท็จจริงหรือเพื่อรวบรวมพยานหลักฐานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง ซึ่งต้องกระทำเท่าที่จำเป็นและโดยไม่ชักช้า ก่อนการตรวจสอบหรือรวบรวมพยานหลักฐานดังกล่าวให้กรรมการหรือพนักงานเจ้าหน้าที่ ซึ่งได้รับมอบหมายแสดงความบริสุทธิ์ เสียก่อนและเท่าที่สามารถกระทำได้ให้ดำเนินการต่อหน้าผู้ครอบครองหรือดูแลสถานที่หรือ ผู้ซึ่งเกี่ยวข้อง หรือถ้าหากไม่สามารถกระทำการดังกล่าวได้ ก็ให้ดำเนินการต่อหน้าบุคคลอื่นอย่างน้อยสองคนซึ่งได้ขอร้องมาเป็นพยาน ในการนี้ให้ผู้ครอบครองหรือดูแลสถานที่ หรือผู้ซึ่งเกี่ยวข้องให้ความร่วมมือเพื่อให้การปฏิบัติหน้าที่ของกรรมการหรือพนักงานเจ้าหน้าที่ซึ่งได้รับมอบหมายเป็นไปโดยสะดวก
      (4)วางระเบียบเกี่ยวกับหลักเกณฑ์และวิธีการจ่ายค่าเบี้ยเลี้ยงและค่าเดินทางของบุคคลหรือพนักงานเจ้าหน้าที่ที่คณะกรรมการแต่งตั้งเพื่อทำการตรวจสอบการละเมิดการมีส่วนร่วมของประชาชน
    • มาตรา 17
    • ในการปฏิบัติหน้าที่ตามพระราชบัญญัตินี้ให้กรรมการ อนุกรรมการหรือพนักงานเจ้าหน้าที่ที่คณะกรรมการแต่งตั้ง เพื่อทำการตรวจสอบการละเมิดการมีส่วนร่วมของประชาชนเป็นเจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญา
    • มาตรา 18
    • ให้จัดตั้งสำนักงานคณะกรรมการการมีส่วนร่วมของประชาชนขึ้น เรียกโดยย่อว่า ส.ส.ป. และให้ใช้ชื่อเป็นภาษาอังกฤษว่า Office for Public Participation เรียกโดยย่อว่า OPP เป็นองค์กรของรัฐที่เป็นอิสระอยู่ภายใต้การบังคับบัญชาของประธานกรรมการ
      สำนักงานมีฐานะเป็นส่วนราชการตามกฎหมายวิธีการงบประมาณ
    • มาตรา 19
    • ให้สำนักงานมีที่ทำการใหญ่อยู่ในกรุงเทพมหานครหรือจังหวัดใกล้เคียง
      สำนักงานอาจจัดตั้งศูนย์ประสานงานในภูมิภาคหรือท้องถิ่นก็ได้ ทั้งนี้ ตามที่คณะกรรมการกำหนด
    • มาตรา 20
    • ให้สำนักงานดำเนินงานภายใต้วัตถุประสงค์ดังต่อไปนี้
      (1)สนับสนุนและให้ความช่วยเหลือแก่ประชาชน องค์กรชาวบ้านองค์กรพัฒนาเอกชน องค์กรธุรกิจ และหน่วยงานของรัฐต่างๆ ที่มีจุดหมายร่วมหรือใกล้เคียงกันในการสร้างกระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชน
      (2)สนับสนุนสร้างเครือข่ายและเสริมสร้างความร่วมมือด้านการมีส่วนร่วมของประชาชน ระหว่างภาคประชาสังคม ภาคทุน และภาครัฐ
      (3)เป็นศูนย์กลางในการเรียกร้อง แสดงความเห็น ขอให้รัฐรับฟังหรือชี้แจงและกิจกรรมต่างๆ เกี่ยวกับการมีส่วนร่วมของประชาชน ทั้งในรูปแบบที่เป็นทางการและในรูปแบบที่ไม่เป็นทางการ
      (4)กำหนดแผนการดำเนินงาน เพื่อสนับสนุนและประสานงานกระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชนตามนโยบายที่คณะกรรมการให้ความเห็น
      (5)เป็นหน่วยงานประสานงานในการนำนโยบายต่างๆ เกี่ยวกับการมีส่วนร่วมของประชาชนมาปฏิบัติ
    • มาตรา 21
    • ให้สำนักงานมีเลขาธิการคณะกรรมการคนหนึ่งรับผิดชอบการปฏิบัติงานของสำนักงานขึ้นตรงต่อประธานกรรมการและเป็นผู้บังคับบัญชาพนักงานและ ลูกจ้างสำนักงาน โดยจะให้มีรองเลขาธิการเป็นผู้ช่วยสั่งและปฏิบัติงานด้วยก็ได้
      การแต่งตั้งเลขาธิการให้เป็นอำนาจของคณะกรรมการ
      การจัดโครงสร้างของสำนักงานให้เป็นไปตามที่คณะกรรมการกำหนด
    • หมวด 3
    • ศูนย์สนับสนุนและประสานงานกระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชน
    • มาตรา 22
    • นอกจากโครงสร้างตามมาตรา 21 ให้จัดตั้งศูนย์สนับสนุนและ ประสานงานกระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชนขึ้นภายใต้สำนักงาน มีหน้าที่ในการให้บริการแลกเปลี่ยน สื่อสาร และสำรวจความคิดเห็นของประชาชน ให้บริการปรึกษาข้อมูลวิชาการและฝึกอบรมกระบวนการและให้บริการจัดเวทีสาธารณะและสาธิตโครงการ
      ศูนย์สนับสนุนและประสานงานกระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชนจะแบ่งส่วนงานออกเป็นศูนย์ย่อยที่มีคณะกรรมการโดยเฉพาะของตนเองก็ได้
    • หมวด 4
    • กองทุนเพื่อการพัฒนากระบวนการเรียนรู้การมีส่วนร่วมของประชาชน
    • มาตรา 23
    • ให้จัดตั้งกองทุนเพื่อการพัฒนากระบวนการเรียนรู้การมีส่วนร่วมของประชาชนขึ้นในสำนักงาน เพื่อเป็นทุนหมุนเวียนสนับสนุนกิจกรรมการมีส่วนร่วมของประชาชนและนำรายได้ของกองทุนไปใช้ในการบริหารงาน การกำกับดูแล และการปฏิบัติหน้าที่ต่างๆ ของสำนักงาน คณะกรรมการ คณะอนุกรรมการ คณะกรรมการเฉพาะด้าน และศูนย์ต่างๆ
      การบริหารกองทุนให้เป็นไปตามระเบียบที่คณะกรรมการกำหนด
    • มาตรา 24
    • รายได้ของกองทุนมาจากแหล่งต่างๆ ดังนี้
      (1)ทุนประเดิมที่รัฐบาลจัดสรรให้
      (2)เงินอุดหนุนทั่วไปเป็นรายปีจากรัฐบาล
      (3)เงินอุดหนุนจากภาคเอกชน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น องค์การระหว่างประเทศ และเงินหรือทรัพย์สินที่มีผู้อุทิศให้
      (4)ค่าธรรมเนียม ค่าบำรุง ค่าตอบแทน ค่าบริการ หรือรายได้อื่นจากการ
      ดำเนินการ
      (5)ดอกผลของเงิน รายได้ หรือทรัพย์สินอื่นใดของกองทุน
    • หมวด 5
    • บทลงโทษ
    • มาตรา 25
    • ผู้ใดฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรา 5 วรรคสอง ต้องระวางโทษปรับตั้งแต่หกพันบาทแต่ไม่เกินหนึ่งหมื่นสี่พันบาท
    • บทเฉพาะกาล
    • มาตรา 26
    • ภายในหกสิบวันนับแต่วันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับให้คณะ รัฐมนตรีดำเนินการออกระเบียบตามมาตรา 9 วรรคสอง
    • มาตรา 27
    • ภายใน 120 วันนับแต่วันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับให้ดำเนินการ จัดตั้งคณะกรรมการตามมาตรา 9 ให้แล้วเสร็จ
    • บทนำ
    • ภูมิพลอดุลยเดช ป.ร.

      ให้ไว้ ณ วันที่.......................................

      เป็นปีที่...................... ในรัชกาลปัจจุบัน


      พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ประกาศว่าโดยที่เป็นการสมควรให้มีกฎหมายว่าด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน

      จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตราพระราชบัญญัติขึ้นไว้โดยคำแนะนำและยินยอมของรัฐสภา ดังต่อไปนี้

      มาตรา 1 พระราชบัญญัตินี้เรียกว่า พระราชบัญญัติการมีส่วนร่วมของประชาชน พ.ศ. ....

      มาตรา 2 พระราชบัญญัตินี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป

      มาตรา 3 ในพระราชบัญญัตินี้

      คณะกรรมการ หมายความว่า คณะกรรมการการมีส่วนร่วมของประชาชน สำนักงาน หมายความว่า สำนักงานคณะกรรมการการมีส่วนร่วมของประชาชน

      มาตรา 4 ให้นายกรัฐมนตรีรักษาการตามพระราชบัญญัตินี้ และให้มีอำนาจออกระเบียบหรือประกาศ โดยความเห็นชอบของคณะกรรมการ เพื่อปฏิบัติการตามพระราชบัญญัตินี้


      ระเบียบและประกาศตามวรรคหนึ่งที่มีผลเป็นการทั่วไป เมื่อได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้วให้ใช้บังคับได้

         
      ข้อมูลส่วนบุคคล
         
      เพศ
      อายุ ปี
      อาชีพ
      รายได้ บาท
      จังหวัด
      E-mail
         

     


1 ความคิดเห็น

  • ลิงค์ความคิดเห็น พฤฒเสถียร วันที่/เดือน/ปี - ชม:นาที โพสต์โดย พฤฒเสถียร

    ถ้าเปรียบเป้าหมายของประเทศเป็นดวงจันทร์ กรรมการเหล่านี้คือคนที่สร้างบันไดขั้นนึงสูงเท่าท้องฟ้า จนคนธรรมดา เข้าถึงได้ยาก และมีส่วนร่วมได้ยาก ผมแนะนำให้เราปรับขั้นบันไดลงมาเหลือประมาณยอดไม้ คือระดับหมู่บ้านก็สามารถมีส่วนร่วมได้ ซึ่งคนที่ทำหน้าที่ในองกรนี้ ขอเรียกว่ากรรมการตำบล โดยหลักแล้วต้องทำหน้าที่คือ
    1 ประสานงานจากบนลงล่างและล่างขึ้นบน คือรับแนวทางที่เป็นเป้าหมาย จากส่วนกลางมา และประกาศให้ ผู้คนในพื้นที่รับทราบโดยทั่วกัน ว่าเรากำลังจะทำให้มีอะไรเกิดขึ้น และนัดวันประชุมคนในพื้นที่เพื่อเสนอแนวทางที่เป็นไปได้และจึง โหวดวิธีการว่าวิธีไหนคนในพื้นที่ต้องการมากที่สุด และจึงลงมือทำ ภายใต้กรอบเวลาที่ชัดเจน
    2 ช่วยเหลือพื้นที่ข้างเคียงเมื่อ แผนงานของพื้นที่ข้างเคียงไม่เป็นไปตามเป้าหมาย ทั้งในกรณีที่ผมสำเร็จเสร็จไม่ทันกรอบเวลาที่วางไว้ หรือ สิ่งที่ทำไม่อาจนำไปสู่ผลสำเร็จได้ สามารถรับช่วงต่อนโยบาย และนำไปบริหารเหมือนเป็นพื้นที่ตนเองได้เลย
    3 สร้างผู้ช่วย 4 คนเพื่อให้เกิดเป็นคนรุ่นใหม่ที่พร้อมทำงานอย่างเต็มความสามารถ และหากพื้นที่ข้างเคียงล้มเหลวในการปฏิบัติให้เกิดผลตามนโยบายที่วางไว้ติดต่อกัน 3 ครั้ง สามารถส่งผู้ช่วย 1 คนไปบริหารแทน กรรมการท้องถิ่นเป็นการชั่วคราว (พื้นที่ข้างเคียง ส่งพื้นที่ละ 1 คนจนพื้นที่ล้มเหลวมีผู้ช่วยจากต่างถิ่นครบ 4 คน)
    3.1 ผู้ช่วยจะมีหน้าที่สรรหากรรมการตำบลใหม่ จากคนในพื้นที่เพื่อทดแทนกรรมการเก่า ทันทีที่เข้ารับงานต่างพื้นที่นั้น
    4. กรรมการตำบล มีวาระต้องประชุมตามการนัดหมายของกรรมการจังหวัดเพื่อรับทราบแนวทางที่จังหวัดต้องทำให้ลุล่วงอย่างสม่ำเสมอ
    4.1 หากกรรมการตำบลขาดการประชุมจะต้องส่งผู้ช่วยมาแทนตัวเอง เสมอ
    5. กรรมการจังหวัดต้องแต่งตั้งผู้ช่วยจากคนที่อยู่ในตำแหน่งกรรมการตำบลมา 4 คนและตำบลที่ไม่มีกรรมการตำบลเพราะถูกแต่งตั้งขึ้นไป จะมีการเลือกกรรมการตำบลใหม่จากการออกเสียงส่วนมาก เลือกผู้ช่วยที่มีอยู่ในขณะนั้น
    6. กรรมการจังหวัดจะมี จังหวัดละ 2 คน โดยคนหนึ่งมาจากการเลื่อนขั้นกรรมการตำบล มาเป็นผู้ช่วย และผู้ช่วยมาเป็นกรรมการจังหวัด ตามลำดับ และคนที่ 2 มาจากการเลือกตั้งในระบบ สส (รูปแบบใหม่) (พร้อมแต่งตั้งผู้ช่วย 4 คนที่ไม่ได้เป็นกรรมการตำบลหรือผู้ช่วยแต่อย่างใด) ที่มีตำแหน่งเดียวกัน 2 คนมีเพื่อทำการคานอำนาจกัน หรือทำงานผสานกัน อย่างไรก็ตาม กรรมการจังหวัดยังคงมีภาระเดิมที่ต้องทำให้สำเร็จคือพัฒนาท้องถิ่นให้ได้ตามเป้าหมายและกรอบเวลาที่วางไว้ หากไม่สำเร็จติดต่อกัน 5 ครั้งก็จะถูกถอดถอนทั้ง 10 ตำแหน่งและสรรหาคนจา กรรมการจังหวัดข้างเคียงมาบริหารแทนรวม 10 ตำแหน่งทดแทน
    อย่างที่ผมได้แสดงไว้คร่าวๆ การกระทำเช่นนี้จะทำให้ท้องถิ่นมีความเข้มแข็งทางการเมืองอย่างมากเพราะต้องทำการตัดสินใจเลือกวิธีการลงมือทำเสมอ รวมทั้งกรรมการที่ไร้ความสามารถก็จะถูกถอดถอนออกไป เพื่อเปิดโอกาสให้คนที่มีความสามารถมาทำงานแทนที่อย่างสม่ำเสมอ
    ส่วนกรรมการของคุณตามมาตรา 9 ข้างบนก็เป็นคนที่จะกระจายนโยบายลงมาสู่ท้องถิ่นนี้ด้วยเช่นกัน