Facebook


ร่างพระราชบัญญัติจดหมายเหตุแห่งชาติ พ.ศ. ....

วัน, วันที่ เดือน ปี ชม:นาที อ่าน 6305 เวลา ส่งออกข้อมูล XML ไฟล์

ร่าง

 

 

พระราชบัญญัติ

 

จดหมายเหตุแห่งชาติ

 

.. ....

 

                  

 

 

……………………………

 

 

……………………………

 

 

……………………………

 

 

 

 

           

  1. ลงทะเบียน
  2. หลักการ
  3. ปัญหาและสาเหตุฯ
  4. ความจำเป็นที่ต้องตรากฎหมายฯ
  5. สาระสำคัญ
  6. ประเด็นความคิดเห็น

    กฎหมายมหาชน คือ กฎหมายที่บัญญัติให้อำนาจและหน้าที่แก่รัฐ แก่หน่วยงานของรัฐ แก่เจ้าหน้าที่ของรัฐ และแก่ประชาชน ในการบริหาร การปกครองประเทศ และการบริการสาธารณะ ซึ่งหลักการ สำคัญของกฎหมายมหาชนนอกจากจะบัญญัติให้อำนาจและหน้าที่แก่หน่วยงานของรัฐหรือเจ้าหน้าที่ดังที่กล่าวมาแล้ว การใช้อำนาจหน้าที่ที่กฎหมายบัญญัติยังสามารถควบคุมตรวจสอบได้ ตามหลักเกณฑ์และกระบวนการของกฎหมายมหาชน

    กฎหมายมหาชน คือ กฎหมายที่บัญญัติให้อำนาจและหน้าที่แก่รัฐ แก่หน่วยงานของรัฐ แก่เจ้าหน้าที่ของรัฐ และแก่ประชาชน ในการบริหาร การปกครองประเทศ และการบริการสาธารณะ ซึ่งหลักการ สำคัญของกฎหมายมหาชนนอกจากจะบัญญัติให้อำนาจและหน้าที่แก่หน่วยงานของรัฐหรือเจ้าหน้าที่ดังที่กล่าวมาแล้ว การใช้อำนาจหน้าที่ที่กฎหมายบัญญัติยังสามารถควบคุมตรวจสอบได้ ตามหลักเกณฑ์และกระบวนการของกฎหมายมหาชน

    กฎหมายมหาชน คือ กฎหมายที่บัญญัติให้อำนาจและหน้าที่แก่รัฐ แก่หน่วยงานของรัฐ แก่เจ้าหน้าที่ของรัฐ และแก่ประชาชน ในการบริหาร การปกครองประเทศ และการบริการสาธารณะ ซึ่งหลักการ สำคัญของกฎหมายมหาชนนอกจากจะบัญญัติให้อำนาจและหน้าที่แก่หน่วยงานของรัฐหรือเจ้าหน้าที่ดังที่กล่าวมาแล้ว การใช้อำนาจหน้าที่ที่กฎหมายบัญญัติยังสามารถควบคุมตรวจสอบได้ ตามหลักเกณฑ์และกระบวนการของกฎหมายมหาชน

    กรุณากรอกข้อมูลพื้นฐานเพื่อประโยชน์และจัดทำรายงานสำหรับการรับฟังความคิดเห็น

    รายละเอียดบัญชีผู้ใช้งาน
    *
    *
    *
    *
    *
    *
    รายละเอียดส่วนตัว
    ช่องที่ทำสัญลักษณ์ดอกจัน (*) จำเป็นต้องกรอก
    หลักการ ให้มีกฎหมายว่าด้วยจดหมายเหตุแห่งชาติ
    เหตุผล เนื่องด้วยงานจดหมายเหตุเป็นงานที่สำคัญและเป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติอย่างยิ่ง ประเทศไทยได้เริ่มงานด้านจดหมายเหตุตั้งแต่สมัยกรุงสุโขทัย โดยมีการจดบันทึกเหตุการณ์ต่างๆ ไว้เป็นหลักฐานต่อเนื่องมาจนปัจจุบัน สมควรที่จะกำหนดหลักเกณฑ์ แนวทางในการคุ้มครองจดหมายเหตุแห่งชาติ จดหมายเหตุ และจัดวางระบบการรวบรวมจดหมายเหตุแห่งชาติ จดหมายเหตุ รวมทั้งการคุ้มครอง ป้องกัน มิให้ถูกทำลาย ค้า ส่ง หรือนำออกนอกราชอาณาจักร รวมทั้งมีการส่งเสริมหรือสนับสนุนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจัดให้มีหอจดหมายเหตุ ทั้งนี้เพื่อประโยชน์แก่ประชาชนได้เข้าใช้บริการในหอจดหมายเหตุแห่งชาติและหอจดหมายเหตุ จึงจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้

    บทนิยาม (มาตรา ๓)
    หมวด ๑ การบริหารจัดการเอกสารราชการ (มาตรา ๕ - มาตรา ๗)
    หมวด ๒ การบริหารเอกสารที่อยู่ในความครอบครองของบุคคล (มาตรา ๘ - มาตรา๑๐)
    หมวด ๓ การคุ้มครองจดหมายเหตุแห่งชาติและจดหมายเหตุ (มาตรา ๑๑ - มาตรา ๑๗)
    หมวด ๔ จดหมายเหตุแห่งชาติและจดหมายเหตุที่เป็นข้อมูลข่าวสารลับ (มาตรา ๑๘ - มาตรา ๑๙)
    หมวด ๕ การบริการจดหมายเหตุแห่งชาติ (มาตรา ๒๐ - มาตรา ๒๓)
    หมวด ๖ หอจดหมายเหตุแห่งชาติ (มาตรา ๒๔ - มาตรา ๒๕)
    หมวด ๗ หอจดหมายเหตุ (มาตรา ๒๖ - มาตรา ๒๘)
    หมวด ๘ คณะกรรมการจดหมายเหตุแห่งชาติ (มาตรา ๒๙ - มาตรา ๓๖)
    หมวด ๙ กองทุนจดหมายเหตุแห่งชาติ (มาตรา ๓๗ - มาตรา ๔๐)
    หมวด ๑๐ พนักงานเจ้าหน้าที่ (มาตรา ๔๑ - มาตรา ๔๔)
    หมวด ๑๑ บทกำหนดโทษ (มาตรา ๔๕ - ๕๐)
    บทเฉพาะกาล (มาตรา ๕๑)

    • กำหนดนิยาม
    • กำหนดบทนิยามของคำว่า "จดหมายเหตุแห่งชาติ" "จดหมายเหตุ" "เอกสาร" "เอกสารราชการ" "หน่วยงานของรัฐ" "นักจดหมายเหตุ" "หอจดหมายเหตุแห่งชาติ" "หอจดหมายเหตุ" "ทำซ้ำ" "คณะกรรมการ" "กองทุน" "คณะกรรมการกองทุน" "พนักงานเจ้าหน้าที่" "ผู้อำนวยการ" "อธิบดี" และ "รัฐมนตรี"
    • กำหนดผู้รักษาการตามพระราชบัญญัติ (มาตรา ๔)
    • กำหนดให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรมเป็นผู้รักษาการตามพระราชบัญญัติฉบับนี้ และมีอำนาจแต่งตั้งพนักงานเจ้าหน้าที่ พร้อมทั้งออกกฎกระทรวงกำหนดกิจการอื่นเพื่อปฏิบัติตามพระราชบัญญัตินี้
    • การบริหารจัดการเอกสารราชการ (มาตรา ๕ - มาตรา ๗)
    • กำหนดให้หน่วยงานของรัฐเป็นผู้จัดเก็บเอกสารราชการที่อยู่ระหว่างการใช้งาน หรือเอกสารที่จำเป็นต้องเก็บรักษาให้อยู่ในสภาพสมบูรณ์ สามารถตรวจสอบอ้างอิงได้ โดยหน่วยงานของรัฐต้องจัดทำตารางกำหนดอายุและการทำลายเอกสารราชการตามหลักเกณฑ์ที่คณะกรรมการกำหนด และจะต้องสำรวจเอกสารอย่างน้อยปีละหนึ่งครั้ง จากการสำรวจหากเอกสารใดที่ครบอายุการเก็บรักษาตามตารางกำหนดอายุเอกสารและผ่านการประเมินคุณค่าเอกสารแล้วว่าเป็นจดหมายเหตุแห่งชาติ หรือจดหมายเหตุ ต้องส่งมอบเอกสารดังกล่าวให้หอจดหมายเหตุแห่งชาติ หรือหอจดหมายเหตุของหน่วยงาน ซึ่งคณะกรรมการจดหมายเหตุแห่งชาติจะเป็นผู้กำหนดระเบียบเพื่อวางหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการส่งมอบ นอกจากนี้การทำลายเอกสารราชการที่อยู่ในความครอบครองของหน่วยงานของรัฐจะทำลายไม่ได้ เว้นแต่ได้รับอนุญาตเป็นหนังสือจากผู้อำนวยการสำนักหอจดหมายเหตุแห่งชาติ หรือผู้ที่ได้รับมอบหมายจากผู้อำนวยการหอจดหมายเหตุแห่งชาติ ในกรณีทีผู้อำนวยการสำนักหอจดหมายเหตุแห่งชาติไม่อนุญาตให้ทำลายเอกสารราชการดังกล่าว หน่วยงานของรัฐที่เป็นผู้ครอบครองเอกสารต้องส่งมอบเอกสารนั้นให้หอจดหมายเหตุแห่งชาติ ทั้งนี้เพื่อประโยชน์ในการศึกษา ค้นคว้า วิจัย และดำเนินการตามระเบียบที่คณะกรรมการจดหมายเหตุแห่งชาติกำหนด
    • การบริหารเอกสารที่อยู่ในความครอบครองของบุคคล (มาตรา ๘ - มาตรา ๑๐)
    • ในกรณีที่พบว่ามีจดหมายเหตุแห่งชาติที่มีเหตุอันควรเชื่อว่าอาจอยู่ในความครอบครองของบุคคล กำหนดให้พนักงานเจ้าหน้าที่ตามพระราชบัญญัตินี้ มีอำนาจดำเนินการสำรวจจดหมายเหตุแห่งชาติดังกล่าว โดยหลักเกณฑ์ วิธีการสำรวจ ให้เป็นไปตามที่คณะกรรมการจดหมายเหตุแห่งชาติกำหนดไว้ หากพนักงานเจ้าหน้าที่ได้สำรวจแล้ว และหอจดหมายเหตุแห่งชาติพิจารณาแล้วเห็นว่าเป็นเอกสารราชการที่เป็นจดหมายเหตุแห่งชาติซึ่งอยู่ในความครอบครองของบุคคล ให้ส่งเก็บใน หอจดหมายเหตุแห่งชาติ นอกจากนี้ในกรณีที่คณะกรรมการจดหมายเหตุแห่งชาติเห็นว่าสมควรสงวน หรือเก็บรักษา จดหมายเหตุแห่งชาติ ที่อยู่ในความครอบครองของบุคคล หรือนิติบุคคล ไม่ว่าจะอยู่ภายในประเทศหรือต่างประเทศไว้เป็นสมบัติของชาติ ก็กำหนดให้กรมศิลปากรมีอำนาจจัดซื้อได้
    • การคุ้มครองจดหมายเหตุแห่งชาติและจดหมายเหตุ (มาตรา ๑๑ - มาตรา ๑๗)
    • ร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้จะกำหนดมาตรการคุ้มครองเอกสารที่ได้รับการประเมินตามหลักวิชาการจดหมายเหตุ จากหอจดหมายเหตุแห่งชาติ โดยกำหนดให้ หน่วยงานของรัฐ สถานศึกษา องค์กร รัฐวิสาหกิจ บุคคล และนิติบุคคล ที่เป็น เจ้าของหรือผู้ครอบครองจดหมายเหตุ ต้องส่งบัญชีรายการเอกสารที่มีลักษณะเป็นจดหมายเหตุให้หอจดหมายเหตุแห่งชาติเพื่อประโยชน์ในการศึกษา ค้นคว้า วิจัย นอกจากนี้ได้กำหนดห้ามมิให้กระทำดังต่อไปนี้กับจดหมายเหตุแห่งชาติที่เก็บรักษาในหอจดหมายเหตุแห่งชาติ
      (๑) ห้าม ทำสำเนาด้วยวิธีการใดๆ เว้นแต่ ผู้อำนวยการหอจดหมายเหตุแห่งชาติ หรือผู้ที่ได้รับมอบหมายจะอนุญาต
      (๒) ห้าม ส่ง หรือ นำออก จากหอจดหมายเหตุแห่งชาติ เว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากผู้อำนวยการหอจดหมายเหตุแห่งชาติ
      (๓) ห้าม เอาไป ทำให้เสียหาย ทำลาย ช่อนเร้น ทำให้เสื่อมค่า หรือทำให้ไร้ประโยชน์ ซึ่งจดหมายเหตุแห่งชาติ
      (๔) ห้าม ส่ง หรือ นำออก นอกราชอาณาจักร เว้นแต่ได้รับอนุญาตจากอธิบดีกรมศิลปากร
      (๕) ห้าม ซื้อ ขาย จำหน่าย หรือ รับไว้ด้วยประการใด ๆ และ ครอบครองไว้เป็นของตนเอง เว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากอธิบดีกรมศิลปากร
    • จดหมายเหตุแห่งชาติและจดหมายเหตุที่เป็นข้อมูลข่าวสารลับ (มาตรา ๑๘ - มาตรา ๑๙)
    • กำหนดให้การดำเนินการกับจดหมายเหตุแห่งชาติและจดหมายเหตุที่เป็นข้อมูลข่าวสารลับต้องปฏิบัติตามกฎหมายว่าด้วยข้อมูลข่าวสารทางราชการ นอกจากนี้กำหนดให้หน่วยงานของรัฐต้องจัดทำตารางกำหนดอายุจดหมายเหตุแห่งชาติและจดหมายเหตุที่เป็นข้อมูลข่าวสารลับ เพื่อประโยชน์ในการเก็บรักษาไว้ในการ ใช้สอย การขอขยายเวลาในการเปิดเผย การส่งมอบให้หอจดหมายเหตุแห่งชาติ หรือการทำลาย และในกรณีที่หน่วยงานของรัฐประสงค์จะทำลายจดหมายเหตุที่เป็นข้อมูลข่าวสารลับ หน่วยงานนั้นต้องส่งบัญชีให้หอจดหมายเหตุแห่งชาติพิจารณาคุณค่าทางจดหมายเหตุ การศึกษา ค้นคว้า วิจัย และถ้าหากจดหมายเหตุแห่งชาติพิจารณาแล้วเห็นว่าเป็นจดหมายเหตุแห่งชาติ ก็ให้หน่วยงานของรัฐ ส่งมอบจดหมายเหตุแห่งชาติ ที่เป็นข้อมูลข่าวสารลับนั้นให้หอจดหมายเหตุ แห่งชาติ
    • การบริการจดหมายเหตุแห่งชาติ (มาตรา ๒๐ - มาตรา ๒๓)
    • การขอเข้าใช้บริการเพื่อศึกษา ค้นคว้า วิจัยจดหมายเหตุแห่งชาติ หรือเพื่อประโยชน์ทางธุรกิจ รวมทั้งการทำสำเนาจดหมายเหตุแห่งชาติ ต้องยื่นคำขออนุญาตต่อผู้อำนวยการหอจดหมายเหตุแห่งชาติ โดยคณะกรรมการจดหมายเหตุแห่งชาติ จะเป็นผู้วางระเบียบกำหนด หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไข ในการ อนุญาต รวมทั้งกำหนดค่าทำสำเนาและค่าบริการอื่น
    • หอจดหมายเหตุแห่งชาติ (มาตรา ๒๔ - มาตรา ๒๕)
    • กำหนดให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรมเป็นผู้มีอำนาจประกาศในราชกิจจานุเบกษาจัดตั้งและยุบเลิกหอจดหมายเหตุแห่งชาติ รวมทั้งกำหนดให้หอจดหมายเหตุแห่งชาติมีอำนาจหน้าที่
      (๑) ติดตาม รวบรวม รับมอบจดหมายเหตุแห่งชาติ จากหน่วยงานของรัฐ องค์กร รัฐวิสาหกิจ สถาบันการศึกษา บุคคลและนิติบุคคล
      (๒) ประเมินคุณค่าเอกสาร
      (๓) จัดหมวดหมู่และจัดทำเครื่องมือช่วยค้นคว้า
      (๔) อนุรักษ์จดหมายเหตุ
      (๕) ให้บริการประชาชน เพื่อการศึกษา ค้นคว้า และวิจัย
      (๖) เผยแพร่ประชาสัมพันธ์
      (๗) บันทึกเหตุการณ์สำคัญของประเทศ
      (๘) ให้คำปรึกษา แนะนำ วิชาการบริหารเอกสารและจดหมายเหตุแห่งชาติ
      (๙) กำกับ ดูแล ส่งเสริม และสนับสนุนการดำเนินการจัดตั้งหอจดหมายเหตุ การบริหารจัดการเอกสารและจดหมายเหตุ
      (๑๐) เป็นศูนย์ข้อมูล และศูนย์ประสานงานจดหมายเหตุแห่งชาติและจดหมายเหตุ ทั้งในประเทศและต่างประเทศ
      (๑๑) ฝึกอบรมวิชาการจดหมายเหตุแก่บุคลากรของหน่วยงานของรัฐ องค์กร รัฐวิสาหกิจ สถาบันการศึกษา บุคคล และนิติบุคคล
      (๑๒) ปฏิบัติหน้าที่อื่นใดตามที่คณะกรรมการจดหมายเหตุแห่งชาติมอบหมาย
    • หอจดหมายเหตุ (มาตรา ๒๖ - มาตรา ๒๘)
    • กำหนดให้คณะกรรมการจดหมายเหตุแห่งชาติเป็นผู้กำหนดหลักเกณฑ์ มาตรฐาน วิธีการ เงื่อนไข ในการจัดตั้งหอจดหมายเหตุ โดยหากหน่วยงานของรัฐ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น สถาบันการศึกษา และหน่วยงานของเอกชน ประสงค์จะจัดตั้งหอจดหมายเหตุก็ให้ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ มาตรฐาน วิธีการ เงื่อนไข ดังกล่าว นอกจากนี้ยังได้กำหนดให้หอจดหมายเหตุที่จัดตั้งขึ้นเป็นเครือข่ายและศูนย์ประสานงานจดหมายเหตุกับหอจดหมายเหตุแห่งชาติ
    • คณะกรรมการจดหมายเหตุแห่งชาติ (มาตรา ๒๙ - มาตรา ๓๖)
    • กำหนดให้มีคณะกรรมการจดหมายเหตุแห่งชาติขึ้นคณะหนึ่ง พร้อมทั้งกำหนดอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการดังกล่าว รวมทั้งกำหนดการได้มา วาระการดำรงตำแหน่ง การพ้นจากตำแหน่ง และองค์ประชุมของคณะกรรมการ
    • กองทุนจดหมายเหตุแห่งชาติ (มาตรา ๓๗ - มาตรา ๔๐)
    • กำหนดให้จัดตั้งกองทุนจดหมายเหตุแห่งชาติ มีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการส่งเสริม สนับสนุน การดำเนินกิจการหอจดหมายเหตุ โดยกำหนดที่มาของ กองทุนจดหมายเหตุแห่งชาติ รวมทั้งกำหนดมาตรการส่งเสริม สนับสนุน ผู้บริจาคเงินหรือทรัพย์สินให้แก่กองทุน มีสิทธินำไปลดหย่อนในการคำนวนภาษีเงินได้ หรือได้มีการยกเว้นภาษีสำหรับเงินหรือทรัพย์สินที่บริจาค แล้วแต่กรณี ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไข ที่กำหนดในประมวลรัษฎากร ทั้งนี้การรับเงิน การจ่ายเงิน การเก็บรักษาเงิน การจัดหาผลประโยชน์ และการบริหารกองทุนจดหมายเหตุแห่งชาติ ให้เป็นไปตามระเบียบที่คณะกรรมการกองทุนจดหมายเหตุแห่งชาติกำหนด โดยระเบียบดังกล่าวต้องได้รับความเห็นชอบของกระทรวงการคลัง
    • อำนาจหน้าที่และการปฏิบัติงานของพนักงานเจ้าหน้าที่ (มาตรา ๔๑ - มาตรา ๔๔)
    • รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม มีอำนาจแต่งตั้ง ข้าราชการ เป็นพนักงาน เจ้าหน้าที่ เพื่อปฏิบัติตามอำนาจหน้าที่ที่ร่างพระราชบัญญัตินี้กำหนดไว้
    • บทกำหนดโทษ (มาตรา ๔๕ - มาตรา ๕๐)
    • ตามร่างกฎหมายได้กำหนดโทษในเรื่องต่อไปนี้
      (๑) ทำเอกสารปลอมจดหมายเหตุแห่งชาติ หรือ จดหมายเหตุขึ้นทั้งฉบับ หรือ แต่ส่วนหนึ่งส่วนใด เติม หรือ ตัดทอนข้อความ หรือ แก้ไข ด้วยประการใดในจดหมายเหตุแห่งชาติ หรือจดหมายเหตุ หรือประทับตราปลอมด้วยวิธีการใด
      โดยผู้ฝ่าฝืนจะต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปี หรือ ปรับไม่เกินหกแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
      (๒) ทำสำเนาด้วยวิธีการใด ๆ ซึ่งจดหมายเหตุแห่งชาติที่เก็บรักษาใน หอจดหมายเหตุแห่งชาติ โดยไม่ได้รับอนุญาตจากผู้อำนวยการหอจดหมายเหตุแห่งชาติ หรือผู้ที่ผู้อำนวยการหอจดหมายเหตุแห่งชาติมอบหมาย รวมทั้งไม่ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไข ที่คณะกรรมการจดหมายเหตุ แห่งชาติกำหนด ซึ่งผู้ฝ่าฝืนต่องระวางโทษจำคุกไม่เกินสองปี หรือ ปรับไม่เกิน
      สี่แสนบาท หรือ ทั้งจำทั้งปรับ
      (๓) ส่งหรือนำจดหมายเหตุแห่งชาติ ออกจากหอจดหมายเหตุแห่งชาติ โดยไม่ได้รับอนุญาตจากผู้อำนวยการหอจดหมายเหตุแห่งชาติ ผู้ฝ่าฝืนต้องระวางโทษ จำคุกตั้งแต่หนึ่งปีถึงห้าปี หรือปรับไม่เกินสองแสนบาทถึงหนึ่งล้านบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
      (๔) เอาไป ทำให้เสียหาย ทำลาย ซ่อนเร้น ทำให้เสื่อมค่า หรือ ทำให้ไร้ประโยชน์ ซึ่งจดหมายเหตุแห่งชาติ ผู้ฝ่าฝืนต้องระวางโทษไม่เกินสิบปี หรือปรับไม่เกินสองล้านบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
      (๕) ส่ง หรือ นำจดหมายเหตุแห่งชาติออกนอกราชอาณาจักร โดยไม่ได้รับอนุญาตจากอธิบดีกรมศิลปากร ผู้ฝ่าฝืนต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่หนึ่งปีถึงสิบปี หรือปรับตั้งแต่สองแสนบาทถึงสองล้านบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
      (๖) ซื้อ ขาย จำหน่าย หรือรับไว้ด้วยประการใด ๆ ซึ่งจดหมายเหตุแห่งชาติ และครอบครองไว้เป็นของตนเอง โดยไม่ได้รับอนุญาตจากอธิบดีกรมศิลปากร
      ผู้ฝ่าฝืนต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งล้านบาท หรือทั้ง จำทั้งปรับ
    • บทเฉพาะกาล (มาตรา ๕๑)
    • กำหนดในเรื่องการจัดทำตารางกำหนดอายุเอกสาร โดยกำหนดให้หน่วยงานของรัฐที่ยังไม่ได้จัดทำตารางกำหนดอายุเอกสารตามมาตรา ๕ ของพระราชบัญญัตินี้ จัดสำรวจเอกสารที่มีอายุเกินยี่สิบปีและจัดทำบัญชี พร้อมส่งมอบเอกสารให้ หอจดหมายเหตุแห่งชาติไว้ก่อนจนกว่าคณะกรรมการจดหมายเหตุแห่งชาติได้ จัดทำหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการเก็บรักษา และการจัดทำตารางกำหนดอายุเอกสาร
ไม่มีประเด็นที่เกี่ยวข้อง
    • มาตรา ๑
    • พระราชบัญญัตินี้เรียกว่า พระราชบัญญัติจดหมายเหตุแห่งชาติ พ.ศ. ....
    • มาตรา ๒
    • พระราชบัญญัตินี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป
    • มาตรา ๓
    • ในพระราชบัญญัตินี้
      จดหมายเหตุแห่งชาติ หมายความว่า เอกสารต้นฉบับหรือคู่ฉบับซึ่งได้รับการประเมินจากหอจดหมายเหตุแห่งชาติว่ามีคุณค่าทางประวัติศาสตร์ของชาติ ควรรักษาไว้เป็นทรัพย์สินของแผ่นดินและต้องจัดเก็บไว้ในหอจดหมายเหตุแห่งชาติเพื่อการศึกษา ค้นคว้า วิจัย และเผยแพร่
      จดหมายเหตุ หมายความว่า เอกสารต้นฉบับหรือคู่ฉบับไม่ว่าจะอยู่ในความครอบครองของหน่วยงานของรัฐหรือเอกชน ซึ่งได้รับการประเมินจากหอจดหมายเหตุแห่งชาติว่ามีคุณค่าทางประวัติศาสตร์ สมควรจัดเก็บไว้ใน หอจดหมายเหตุเพื่อการศึกษา ค้นคว้า และวิจัย
      เอกสาร หมายความว่า กระดาษหรือวัตถุอื่นใดซึ่งได้ทำให้ปรากฏความหมายด้วยตัวอักษร ตัวเลข ภาพ แสง เสียง ผังหรือแผนแบบอย่างอื่น ไม่ว่าจะเป็นโดยวิธีเขียน วาด พิมพ์ ถ่ายภาพ บันทึก วิธีทางอิเล็กทรอนิกส์หรือวิธีอื่นใดอันเป็นหลักฐานแห่งความหมายนั้น
      เอกสารราชการ หมายความว่า เอกสารซึ่งอยู่ในความครอบครองของหน่วยงานของรัฐที่เจ้าพนักงานได้ทำขึ้นหรือรับรองในหน้าที่ และให้หมายความรวมถึงสำเนาเอกสารนั้นๆ ที่เจ้าพนักงานรับรองในหน้าที่และข้อมูลข่าวสารของราชการตามกฎหมายว่าด้วยข้อมูลข่าวสารของราชการ
      หน่วยงานของรัฐ หมายความว่า ราชการส่วนกลาง ราชการส่วนภูมิภาค ราชการส่วน ท้องถิ่น รัฐวิสาหกิจ ส่วนราชการสังกัดรัฐสภา ศาลเฉพาะในส่วนที่ไม่เกี่ยวกับการพิจารณาพิพากษาคดี องค์กรควบคุมการประกอบวิชาชีพ องค์กรตามรัฐธรรมนูญ องค์การมหาชน และหน่วยงานอื่นตามที่กำหนดในกฎกระทรวง
      นักจดหมายเหตุ หมายความว่า บุคคลที่มีหน้าที่รับผิดชอบในการดำเนินงานตามหลักวิชาการจดหมายเหตุ
      หอจดหมายเหตุแห่งชาติ หมายความว่า หอจดหมายเหตุในสังกัดกรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรมซึ่งเป็นสถานที่เก็บรักษาจดหมายเหตุแห่งชาติ
      หอจดหมายเหตุ หมายความว่า หน่วยงานของรัฐหรือหน่วยงานอื่นใดที่มีระบบการดำเนินงานตามหลักวิชาการจดหมายเหตุของหน่วยงานนั้นในลักษณะงานจดหมายเหตุเช่นเดียวกับ หอจดหมายเหตุแห่งชาติ และหอจดหมายเหตุที่คณะกรรมการจดหมายเหตุแห่งชาติรับรองตามมาตรฐานที่กำหนด
      ทำซ้ำ หมายความว่า ทำสำเนา ทำแม่พิมพ์ บันทึกภาพ บันทึกเสียง หรือบันทึกทั้งภาพและเสียง จากต้นฉบับหรือสำเนาไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน และให้หมายรวมถึงคัดลอก เลียนแบบ ไม่ว่าด้วยวิธีใดๆ
      คณะกรรมการ หมายความว่า คณะกรรมการจดหมายเหตุแห่งชาติ
      กองทุน หมายความว่า กองทุนจดหมายเหตุแห่งชาติ
      คณะกรรมการกองทุน หมายความว่า คณะกรรมการกองทุนจดหมายเหตุแห่งชาติ
      พนักงานเจ้าหน้าที่ หมายความว่า ข้าราชการซึ่งรัฐมนตรีแต่งตั้งให้ปฏิบัติการตามพระราชบัญญัตินี้
      ผู้อำนวยการ หมายความว่า ผู้อำนวยการสำนักหอจดหมายเหตุแห่งชาติ หรือผู้ซึ่งได้รับมอบหมายจากผู้อำนวยการสำนักหอจดหมายเหตุแห่งชาติ
      อธิบดี หมายความว่า อธิบดีกรมศิลปากร
      รัฐมนตรี หมายความว่า รัฐมนตรีผู้รักษาการตามพระราชบัญญัตินี้
    • มาตรา ๔
    • ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรมรักษาการตามพระราชบัญญัตินี้ และให้มีอำนาจแต่งตั้งพนักงานเจ้าหน้าที่กับออกกฎกระทรวงกำหนดกิจการอื่นเพื่อปฏิบัติการตามพระราชบัญญัตินี้
      กฎกระทรวงนั้น เมื่อได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้วให้ใช้บังคับได้
    • หมวด ๑ การบริหารจัดการเอกสารราชการ
    • มาตรา ๕
    • ให้หน่วยงานของรัฐจัดเก็บเอกสารราชการที่อยู่ในระหว่างการใช้งาน หรือจำเป็นต้องเก็บรักษาให้อยู่ในสภาพสมบูรณ์สามารถตรวจสอบอ้างอิงได้ และจัดทำตารางกำหนดอายุและการทำลายเอกสารราชการตามหลักเกณฑ์ที่คณะกรรมการกำหนด
      หน่วยงานของรัฐอาจจัดให้มีนายทะเบียนจดหมายเหตุเพื่อทำหน้าที่เสมือนนักจดหมายเหตุประจำหน่วยงานนั้น
    • มาตรา ๖
    • ให้หน่วยงานของรัฐสำรวจเอกสารอย่างน้อยปีละหนึ่งครั้ง หากพบว่าเอกสารราชการใดครบอายุการเก็บรักษาตามตารางกำหนดอายุเอกสารและได้ผ่านการประเมินคุณค่าเอกสารแล้วว่าเป็นจดหมายเหตุแห่งชาติหรือจดหมายเหตุแล้วแต่กรณีต้องส่งมอบเอกสารดังกล่าวซึ่งเป็นจดหมายเหตุแห่งชาติหรือจดหมายเหตุแล้วแต่กรณี ให้หอจดหมายเหตุแห่งชาติ หรือหอจดหมายเหตุของหน่วยงานนั้น เว้นแต่หน่วยงานของรัฐนั้นจะได้ทำความตกลงกับหอจดหมายเหตุแห่งชาติ หรือมีกฎหมายกำหนดไว้เป็นอย่างอื่น
      หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการส่งมอบตามความในวรรคหนึ่งให้เป็นไปตามระเบียบที่คณะกรรมการกำหนด
    • มาตรา ๗
    • หน่วยงานของรัฐจะทำลายเอกสารราชการที่อยู่ในความครอบครองไม่ได้ เว้นแต่จะได้รับอนุญาตเป็นหนังสือจากผู้อำนวยการ
      ในกรณีที่ผู้อำนวยการไม่อนุญาตให้ทำลายเอกสารราชการตามวรรคหนึ่ง หน่วยงานของรัฐที่เป็นผู้ครอบครองเอกสารดังกล่าว ต้องส่งมอบเอกสารให้หอจดหมายเหตุแห่งชาติเพื่อประโยชน์ในการศึกษา ค้นคว้า วิจัย และดำเนินการตามระเบียบที่คณะกรรมการกำหนด
    • หมวด ๒ การบริหารเอกสารที่อยู่ในความครอบครองของบุคคล
    • มาตรา ๘
    • ให้พนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจดำเนินการสำรวจจดหมายเหตุแห่งชาติที่มีเหตุอันควรเชื่อว่าอาจอยู่ในความครอบครองของบุคคล
      หลักเกณฑ์ และวิธีการสำรวจให้เป็นไปตามระเบียบที่คณะกรรมการกำหนด
    • มาตรา ๙
    • เมื่อพนักงานเจ้าหน้าที่ได้ดำเนินการตามมาตรา ๘ แล้วและหอจดหมายเหตุแห่งชาติพิจารณาแล้วเห็นว่าเป็นเอกสารราชการที่เป็นจดหมายเหตุแห่งชาติซึ่งอยู่ในความครอบครองของบุคคลให้ส่งเก็บในหอจดหมายเหตุแห่งชาติ
    • มาตรา ๑๐
    • ในกรณีที่จดหมายเหตุแห่งชาติใดอยู่ในความครอบครองของบุคคลหรือนิติบุคคลใด ไม่ว่าจะอยู่ภายในประเทศหรือต่างประเทศ หากคณะกรรมการเห็นสมควรสงวนหรือเก็บรักษาไว้เป็นสมบัติของชาติ ให้กรมศิลปากรมีอำนาจจัดซื้อ
    • หมวด ๓ การคุ้มครองจดหมายเหตุแห่งชาติและจดหมายเหตุ
    • มาตรา ๑๑
    • เอกสารที่ได้รับการประเมินตามหลักวิชาการจดหมายเหตุจากหอจดหมายเหตุแห่งชาติ ให้ถือว่าเป็นเอกสารที่ได้รับความคุ้มครองตามพระราชบัญญัตินี้
    • มาตรา ๑๒
    • หน่วยงานของรัฐ สถานศึกษา องค์กร รัฐวิสาหกิจ บุคคลและนิติบุคคลที่เป็นเจ้าของหรือ ผู้ครอบครองจดหมายเหตุต้องส่งบัญชีรายการเอกสารที่มีลักษณะเป็นจดหมายเหตุให้หอจดหมายเหตุแห่งชาติ เพื่อประโยชน์ในการศึกษา ค้นคว้า และวิจัย
    • มาตรา ๑๓
    • ห้ามมิให้ผู้ใดทำสำเนาด้วยวิธีการใดๆ ซึ่งจดหมายเหตุแห่งชาติที่เก็บรักษาในหอจดหมายเหตุแห่งชาติ เว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากผู้อำนวยการหรือผู้ที่ผู้อำนวยการมอบหมาย
      การอนุญาตตามวรรคหนึ่งให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่คณะกรรมการกำหนด
    • มาตรา ๑๔
    • ห้ามมิให้ผู้ใดส่งหรือนำจดหมายเหตุแห่งชาติออกจากหอจดหมายเหตุแห่งชาติ เว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากผู้อำนวยการ
    • มาตรา ๑๕
    • ห้ามผู้ใดเอาไป ทำให้เสียหาย ทำลาย ซ่อนเร้น ทำให้เสื่อมค่า หรือทำให้ไร้ประโยชน์ ซึ่งจดหมายเหตุแห่งชาติ
    • มาตรา ๑๖
    • ห้ามมิให้ผู้ใดส่งหรือนำจดหมายเหตุแห่งชาติออกนอกราชอาณาจักร เว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากอธิบดี
    • มาตรา ๑๗
    • ห้ามมิให้ผู้ใดซื้อ ขาย จำหน่าย หรือรับไว้ด้วยประการใดๆ ซึ่งจดหมายเหตุแห่งชาติและครอบครองไว้เป็นของตนเอง เว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากอธิบดีกรมศิลปากร
    • หมวด ๔ จดหมายเหตุแห่งชาติและจดหมายเหตุที่เป็นข้อมูลข่าวสารลับ
    • มาตรา ๑๘
    • การดำเนินการเกี่ยวกับจดหมายเหตุแห่งชาติและจดหมายเหตุที่เป็นข้อมูลข่าวสารลับให้ปฏิบัติตามกฎหมายว่าด้วยข้อมูลข่าวสารของราชการ
      หน่วยงานของรัฐจะต้องจัดทำตารางกำหนดอายุจดหมายเหตุแห่งชาติและจดหมายเหตุที่เป็นข้อมูลข่าวสารลับ เพื่อประโยชน์ในการเก็บรักษาไว้ในการใช้สอย การขอขยายเวลาในการเปิดเผย การส่งมอบให้หอจดหมายเหตุแห่งชาติ หรือการทำลาย
    • มาตรา ๑๙
    • จดหมายเหตุที่เป็นข้อมูลข่าวสารลับที่หน่วยงานของรัฐประสงค์จะทำลาย จะต้องส่งบัญชีให้หอจดหมายเหตุแห่งชาติพิจารณาคุณค่าทางจดหมายเหตุ การศึกษา ค้นคว้า วิจัย
      หากหอจดหมายเหตุแห่งชาติพิจารณาเห็นว่าเป็นจดหมายเหตุแห่งชาติ ให้หน่วยงานของรัฐส่งมอบจดหมายเหตุแห่งชาติที่เป็นข้อมูลข่าวสารลับนั้นให้หอจดหมายเหตุแห่งชาติ
    • หมวด ๕ การบริการจดหมายเหตุแห่งชาติ
    • มาตรา ๒๐
    • ผู้ที่ประสงค์จะขอใช้บริการจดหมายเหตุแห่งชาติ เพื่อศึกษา ค้นคว้า วิจัย หรือเพื่อประโยชน์ทางธุรกิจให้ยื่นคำขอต่อผู้อำนวยการ
      หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการอนุญาตให้เป็นไปตามระเบียบที่คณะกรรมการกำหนด
    • มาตรา ๒๑
    • การทำสำเนาจดหมายเหตุแห่งชาติที่ขอใช้บริการตามมาตรา ๒๐ หรือเพื่อการอื่นใด ต้องได้รับอนุญาตจากผู้อำนวยการ
      หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการอนุญาตให้เป็นไปตามระเบียบที่คณะกรรมการกำหนด
    • มาตรา ๒๒
    • การให้บริการจดหมายเหตุตามมาตรา ๒๐ และมาตรา ๒๑ ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่คณะกรรมการกำหนด
    • มาตรา ๒๓
    • ผู้ขอใช้บริการต้องเสียค่าทำสำเนารวมทั้งค่าบริการตามที่คณะกรรมการกำหนด
    • หมวด ๖ หอจดหมายเหตุแห่งชาติ
    • มาตรา ๒๔
    • หอจดหมายเหตุแห่งชาติจะจัดตั้งขึ้น ณ ที่ใดหรือจะให้สถานที่ใดเป็นหอจดหมายเหตุ
      แห่งชาติ รวมทั้งการยุบเลิกหอจดหมายเหตุแห่งชาติ ให้รัฐมนตรีประกาศในราชกิจจานุเบกษา
    • มาตรา ๒๕
    • ให้หอจดหมายเหตุแห่งชาติมีอำนาจหน้าที่ ดังต่อไปนี้
      (๑) ติดตาม รวบรวม รับมอบจดหมายเหตุแห่งชาติจากหน่วยงานของรัฐ องค์กร รัฐวิสาหกิจ สถาบันการศึกษา บุคคลและนิติบุคคล
      (๒) ประเมินคุณค่าเอกสาร
      (๓) จัดหมวดหมู่และจัดทำเครื่องมือช่วยค้นคว้า
      (๔) อนุรักษ์จดหมายเหตุ
      (๕) ให้บริการประชาชนเพื่อการศึกษา ค้นคว้า และวิจัย
      (๖) เผยแพร่ประชาสัมพันธ์
      (๗) บันทึกเหตุการณ์สำคัญของประเทศ
      (๘) ให้คำปรึกษา แนะนำ วิชาการบริหารเอกสารและจดหมายเหตุแห่งชาติ
      (๙) กำกับ ดูแล ส่งเสริม และสนับสนุนการดำเนินการจัดตั้งหอจดหมายเหตุ การบริหารจัดการเอกสารและจดหมายเหตุ
      (๑๐) เป็นศูนย์ข้อมูลและศูนย์ประสานงานจดหมายเหตุแห่งชาติและจดหมายเหตุ ทั้งในประเทศและต่างประเทศ
      (๑๑) ฝึกอบรมวิชาการจดหมายเหตุแก่บุคลากรของหน่วยงานของรัฐ องค์กร รัฐวิสาหกิจ สถาบันการศึกษา บุคคลและนิติบุคคล
      (๑๒) ปฏิบัติหน้าที่อื่นใดตามที่คณะกรรมการมอบหมาย
    • หมวด ๗ หอจดหมายเหตุ
    • มาตรา ๒๖
    • หน่วยงานของรัฐ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและสถาบันการศึกษาประสงค์ที่จะจัดตั้ง
      หอจดหมายเหตุให้ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ มาตรฐาน วิธีการ เงื่อนไขที่คณะกรรมการกำหนด
    • มาตรา ๒๗
    • หอจดหมายเหตุที่จัดตั้งขึ้นโดยหน่วยงานของเอกชนให้ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ มาตรฐาน วิธีการ และเงื่อนไขที่คณะกรรมการประกาศกำหนด
    • มาตรา ๒๘
    • ให้หอจดหมายเหตุที่จัดตั้งขึ้นตามมาตรา ๒๖ และมาตรา ๒๗ เป็นเครือข่ายและศูนย์ประสานงานจดหมายเหตุกับหอจดหมายเหตุแห่งชาติ
    • หมวด ๘ คณะกรรมการจดหมายเหตุแห่งชาติ
    • มาตรา ๒๙
    • ให้มีคณะกรรมการจดหมายเหตุแห่งชาติ ประกอบด้วย
      (๑) นายกรัฐมนตรีหรือรองนายกรัฐมนตรีที่ได้รับมอบหมายจากนายกรัฐมนตรีให้กำกับดูแลงานของกระทรวงวัฒนธรรมเป็นประธานกรรมการ
      (๒) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรมเป็นรองประธานกรรมก
      (๓) ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ปลัดกระทรวงกลาโหม ปลัดกระทรวงการคลัง ปลัดกระทรวงการต่างประเทศ ปลัดกระทรวงมหาดไทย ปลัดกระทรวงยุติธรรม ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา เลขาธิการพระราชวัง อัยการสูงสุด เลขาธิการคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน ผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองแห่งชาติ ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการข้อมูลข่าวสารของราชการ และอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น เป็นกรรมการ
      (๔) ผู้แทนหอจดหมายเหตุจากหน่วยงานของรัฐ สถานศึกษา องค์กรและรัฐวิสาหกิจ บุคคลและนิติบุคคล และผู้แทนสมาคมจดหมายเหตุ จำนวนไม่เกินห้าคน เป็นกรรมการ
      (๕) ผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งรัฐมนตรีแต่งตั้งจำนวนไม่เกินแปดคน เป็นกรรมการ
      ให้อธิบดีกรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม เป็นกรรมการและเลขานุการ รองอธิบดีกรมศิลปากร เป็นกรรมการและผู้ช่วยเลขานุการ
    • มาตรา ๓๐
    • กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิตามมาตรา ๒๙(๕)ต้องมีคุณสมบัติ ดังนี้
      (๑) มีสัญชาติไทย
      (๒) อายุไม่เกินเจ็ดสิบห้าปีบริบูรณ์
      (๓) เป็นผู้เลื่อมใสในการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข
      (๔) เป็นผู้มีความรู้ความสามารถและความเชี่ยวชาญด้านวิชาการบริหารเอกสาร และจดหมายเหตุ ด้านภาษาและหนังสือและด้านอนุรักษ์จากภาครัฐและภาคเอกชน ซึ่งมีผลงานเป็นที่ประจักษ์ในความสามารถแล้ว
      (๕) เป็นผู้ทรงคุณวุฒิ มีคุณธรรม จริยธรรม และสถานภาพเป็นที่ยอมรับนับถือในสังคม
      (๖) เป็นผู้มีความสนใจและเห็นความสำคัญของการอนุรักษ์ ปกป้อง คุ้มครอง สืบทอด และสืบสาน จดหมายเหตุแห่งชาติและจดหมายเหตุ
      (๗) สามารถอุทิศเวลาให้แก่งานของกรมศิลปากรได้อย่างเต็มที่
      (๘) ไม่เป็นผู้ต้องตำแหน่งทางการเมือง กรรมการบริหารพรรคการเมืองและสมาชิก พรรคการเมือง
      (๙) ไม่เป็นผู้ประกอบการค้าหรือมีส่วนเกี่ยวข้องหรือผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในการค้า หนังสือเก่า เอกสารโบราณ
    • มาตรา ๓๑
    • คณะกรรมการมีอำนาจหน้าที่ดังต่อไปนี้
      (๑) กำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ ระเบียบ เงือนไข หรือข้อบังคับเกี่ยวกับการประเมิน
      คุณค่าจดหมายเหตุ และเพื่อปฏิบัติการตามพระราชบัญญัตินี้
      (๒) ให้คำปรึกษาแก่หน่วยงานของรัฐ องค์กร รัฐวิสาหกิจ สถาบันการศึกษา บุคคลและนิติบุคคล เกี่ยวกับการปฏิบัติตามพระราชบัญญัตินี้ และการดำเนินการทางวิชาการจดหมายเหตุตามที่ได้รับคำขอ
      (๓) เสนอแนะ ให้ความเห็น หรือคำแนะนำแก่รัฐมนตรี ในการออกกฎกระทรวงหรือระเบียบ กำหนดนโยบายเพื่อปฏิบัติตามพระราชบัญญัตินี้ รวมทั้งการแก้ไขปรับปรุงกฎหมายว่าด้วยจดหมายเหตุแห่งชาติ
      (๔) กำหนดระเบียบการรับเงิน การจ่ายเงิน การเก็บรักษาเงิน การจัดหาผลประโยชน์และการบริหารกองทุน
      (๕) ดำเนินการในเรื่องอื่นใดตามที่คณะรัฐมนตรีหรือนายกรัฐมนตรีมอบหมาย
      (๖) ให้คำแนะนำ ดูแล และติดตามผลการดำเนินงานด้านจดหมายเหตุรวมทั้งให้การรับรองฐานะหอจดหมายเหตุ
      (๗) พิจารณาและเสนอนโยบายและแผนการบริหารงานจดหมายเหตุแห่งชาติ
      (๘) ปฏิบัติหน้าที่อื่นตามที่กำหนดในพระราชบัญญัตินี้
    • มาตรา ๓๒
    • ให้กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิตามมาตรา ๒๙ (๕) มีวาระอยู่ในตำแหน่งคราวละสองปี
      ในกรณีที่มีการแต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิแทนตำแหน่งว่าง ให้ผู้ได้รับแต่งตั้งอยู่ในตำแหน่งคราวละสองปี
      กรรมการซึ่งพ้นจากตำแหน่งตามวาระตามมาตรา ๓๑ วรรคหนึ่ง อาจได้รับแต่งตั้งเป็นกรรมการอีกได้
    • มาตรา ๓๓
    • นอกจากการพ้นจากตำแหน่งตามวาระ ตามมาตรา ๓๑ วรรคหนึ่ง กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิพ้นจากตำแหน่งเมื่อ
      (๑) ตาย
      (๒) ลาออก
      (๓) คณะรัฐมนตรีให้ออกเพราะบกพร่องหรือไม่สุจริตต่อหน้าที่หรือหย่อนความสามารถหรือมีความประพฤติเสื่อมเสีย
      (๔) เป็นบุคคลล้มละลาย
      (๕) เป็นคนไร้ความสามารถหรือคนเสมือนไร้ความสามารถ
      (๖) ได้รับโทษจำคุกโดยคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก เว้นแต่เป็นโทษสำหรับความผิดที่ได้กระทำโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ
    • มาตรา ๓๔
    • การประชุมคณะกรรมการต้องมีกรรมการมาประชุมไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนกรรมการทั้งหมด จึงจะเป็นองค์ประชุม
      ถ้าประธานกรรมการไม่อยู่ในที่ประชุมหรือไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ได้ ให้รองประธาน ทำหน้าที่ประธานในที่ประชุม ถ้ารองประธานไม่อยู่ในที่ประชุมหรือไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ได้ให้กรรมการที่มาประชุมเลือกกรรมการคนหนึ่งทำหน้าที่ประธานในที่ประชุม
      การวินิจฉัยชี้ขาดของที่ประชุมให้ถือเสียงข้างมาก กรรมการคนหนึ่งให้มีเสียงหนึ่งใน การลงคะแนน ถ้าคะแนนเสียงเท่ากันให้ประธานในที่ประชุมออกเสียงเพิ่มขึ้นอีกเสียงหนึ่งเป็นเสียงชี้ขาด
      กรรมการผู้ใดมีส่วนได้ส่วนเสียเป็นการส่วนตัวในเรื่องใด ห้ามมิให้เข้าร่วมพิจารณาและออกเสียงลงคะแนนในเรื่องนั้น
    • มาตรา ๓๕
    • ให้คณะกรรมการมีอำนาจแต่งตั้งคณะอนุกรรมการเพื่อพิจารณาศึกษา ค้นคว้า วิจัย หรือปฏิบัติการอย่างหนึ่งอย่างใดตามที่คณะกรรมการมอบหมาย และให้นำมาตรา ๓๓ มาใช้บังคับกับการประชุมของคณะอนุกรรมการโดยอนุโลม
    • มาตรา ๓๖
    • ให้คณะกรรมการมีอำนาจเรียกให้บุคคลใดมาให้ถ้อยคำหรือส่งเอกสารและหลักฐาน หรือวัตถุอื่นใดมาประกอบการพิจารณาได้
      หน่วยงานของรัฐ สถานศึกษา องค์กร รัฐวิสาหกิจ บุคคลและนิติบุคคล ต้องยินยอมให้คณะกรรมการหรือผู้ซึ่งคณะกรรมการมอบหมายเข้าตรวจสอบจดหมายเหตุแห่งชาติที่อาจอยู่ในความครอบครองได้ไม่ว่าจะเป็นเอกสารลับหรือไม่ก็ตาม
    • หมวด ๙ กองทุนจดหมายเหตุแห่งชาติ
    • มาตรา ๓๗
    • ให้จัดตั้งกองทุนขึ้นกองทุนหนึ่ง เรียกว่า กองทุนจดหมายเหตุแห่งชาติ ในกรมศิลปากร มีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการส่งเสริมสนับสนุนการดำเนินกิจการจดหมายเหตุ
    • มาตรา ๓๘
    • กองทุนจดหมายเหตุแห่งชาติ ประกอบด้วย
      (๑) เงินอุดหนุนจากรัฐบาล
      (๒) เงินค่าบริการ เงินค่าใช้จ่ายหรือเงินที่ได้มาตามพระราชบัญญัตินี้
      (๓) เงินหรือทรัพย์สินที่มีผู้บริจาคให้
      (๔) เงิน ดอกเบี้ย หรือ ผลประโยชน์อื่นใดที่เกิดจากกองทุน
      (๕) เงินและทรัพย์สินอื่นที่ตกเป็นของกองทุน
      (๖) เงินหรือทรัพย์สินที่ได้รับจากภาคเอกชนทั้งภายในและภายนอกประเทศ รัฐบาล ต่างประเทศ หรือองค์กรต่างประเทศ
      เงินหรือทรัพย์สินตามวรรคหนึ่งให้ส่งเข้ากองทุนโดยไม่ต้องนำส่งคลังเป็นรายได้แผ่นดิน
    • มาตรา ๓๙
    • ผู้บริจาคเงินหรือทรัพย์สินให้แก่กองทุนมีสิทธินำไปลดหย่อนในการคำนวณภาษีเงินได้ หรือได้รับการยกเว้นภาษีสำหรับเงินหรือทรัพย์สินที่บริจาคแล้วแต่กรณี ทั้งนี้ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่กำหนดในประมวลรัษฎากร
    • มาตรา ๔๐
    • การรับเงิน การจ่ายเงิน การเก็บรักษาเงิน การจัดหาผลประโยชน์และการบริหารกองทุนให้เป็นไปตามระเบียบที่คณะกรรมการกองทุนกำหนดโดยความเห็นชอบของกระทรวงการคลัง
    • หมวด ๑๐ พนักงานเจ้าหน้าที่
    • มาตรา ๔๑
    • เพื่อประโยชน์ในการปฏิบัติหน้าที่ตามพระราชบัญญัตินี้ให้พนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจ
      ดังต่อไปนี้
      (๑) เข้าไปในหอจดหมายเหตุเพื่อตรวจดูว่ามีจดหมายเหตุแห่งชาติอยู่ในความครอบครองหรือไม่
      (๒) เข้าไปในเคหสถานหรือสถานที่เพื่อตรวจค้นเมื่อมีเหตุอันควรสงสัยว่ามีการซุกซ่อนหรือเก็บรักษาจดหมายเหตุแห่งชาติ หรือได้มาโดยมิชอบด้วยกฎหมาย หรือโดยการกระทำผิดประกอบกับมีเหตุอันควรเชื่อว่าเนื่องจากการเนิ่นช้ากว่าจะเอาหมายค้นหาได้ บุคคลนั้นจะหลบหนีหรือจดหมายเหตุแห่งชาติจะถูกซุกซ่อน ทำลาย เคลื่อนย้าย หรือ ทำให้เปลี่ยนสภาพไปจากเดิม
      (๓) ตรวจค้นบุคคลหรือยานพาหนะใด ๆ ที่มีเหตุอันควรสงสัยหรือมีเหตุอันควรเชื่อว่ามีจดหมายเหตุแห่งชาติซุกซ่อนอยู่โดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย
      (๔) เข้าไปยึดหรืออายัดจดหมายเหตุแห่งชาติที่มีเหตุอันควรสงสัยหรือมีเหตุอันควรเชื่อว่าเป็นจดหมายเหตุแห่งชาติที่ได้มาจากกรณีดังกล่าวใน(๑) (๒) และ(๓) เมื่อมีเหตุอันควรเชื่อว่าหากเนิ่นช้ากว่าจะเอาหมายค้นมาได้ จดหมายเหตุแห่งชาติดังกล่าวจะถูกโยกย้าย ซุกซ่อน ทำลาย หรือ ทำให้เปลี่ยนสภาพไปจากเดิม
      การตรวจ ยึด หรือ อายัดตามความใน(๔) ของวรรคหนึ่ง ให้กระทำได้ระหว่างพระอาทิตย์ขึ้นถึงพระอาทิตย์ตกหรือระหว่างเวลาทำการ และเมื่อดำเนินการไม่เสร็จจะกระทำต่อไปในเวลากลางคืนหรือนอกเวลาทำการของสถานที่นั้นต่อไปก็ได้ และเมื่อดำเนินการตรวจยึดหรืออายัดแล้ว ในเขตกรุงเทพมหานครให้รายงานต่ออธิบดี เขตจังหวัดอื่นให้รายงานต่อผู้ว่าราชการจังหวัด
      การตรวจยึดหรืออายัดตามความในวรรคสองในกรณีจำเป็นหรือเร่งด่วน หรือ ฉุกเฉินให้กระทำได้แม้ในเวลากลางคืน โดยให้นำความในวรรคสอง มาใช้บังคับโดยอนุโลม
      การใช้อำนาจตาม (๒) ให้พนักงานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติตามระเบียบที่คณะกรรมการกำหนดและแสดงความบริสุทธิ์ก่อนการเข้าค้น และรายงานเหตุผลของการตรวจค้นเป็นหนังสือต่อ
      ผู้บังคับบัญชาเหนือขึ้นไป และบันทึกเหตุอันควรสงสัยตามสมควร และเหตุอันควรเชื่อที่ทำให้สามารถเข้าค้นได้เป็นหนังสือให้ไว้แก่เจ้าของหรือผู้ครอบครองเคหสถาน หรือสถานที่ค้น
      หากไม่ปรากฏตัวเจ้าของหรือผู้ครอบครองอยู่ ณ ที่นั้น ให้พนักงานเจ้าหน้าที่ผู้ค้นส่งมอบสำเนาหนังสือนั้นให้แก่เจ้าของหรือผู้ครอบครองดังกล่าวในทันทีที่กระทำได้ หากเป็นการเข้าค้นในเวลากลางคืนภายหลังพระอาทิตย์ตก พนักงานเจ้าหน้าที่ผู้เป็นหัวหน้าในการเข้าค้นต้องเป็นข้าราชการตำแหน่งตั้งแต่ระดับ ๗ ขึ้นไป
    • มาตรา ๔๒
    • ในการปฏิบัติหน้าที่ของพนักงานเจ้าหน้าที่ ต้องแสดงบัตรประจำตัวต่อเจ้าของหรือผู้ครอบครองหรือผู้เกี่ยวข้องในหอจดหมายเหตุ เคหสถาน สถานที่ บุคคล และให้เจ้าของหรือ ผู้ครอบครอง หรือผู้เกี่ยวข้องดังกล่าวอำนวยความสะดวกตามสมควร
      บัตรประจำตัวพนักงานเจ้าหน้าที่ให้เป็นไปตามแบบที่กำหนดในกฎกระทรวง
    • มาตรา ๔๓
    • ในการปฏิบัติหน้าที่ ให้พนักงานเจ้าหน้าที่เป็นเจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญา
    • มาตรา ๔๔
    • เจ้าของหรือผู้ครอบครองเอกสารที่หอจดหมายเหตุแห่งชาติจำเป็นต้องใช้เพื่อการบันทึกเหตุการณ์สำคัญของชาติ เมื่อได้รับการร้องขอเป็นหนังสือจากผู้อำนวยการต้องอำนวยความสะดวกแก่พนักงานเจ้าหน้าที่ในการใช้เอกสารดังกล่าว
    • หมวด ๑๑ บทกำหนดโทษ
    • มาตรา ๔๕
    • ผู้ใดทำเอกสารปลอมจดหมายเหตุแห่งชาติหรือจดหมายเหตุขึ้นทั้งฉบับ หรือแต่ส่วนหนึ่งส่วนใด เติม หรือตัดทอนข้อความ หรือแก้ไขด้วยประการใดในจดหมายเหตุแห่งชาติหรือจดหมายเหตุ หรือประทับตราปลอมด้วยวิธีการใด ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหกแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
    • มาตรา ๔๖
    • ผู้ใดฝ่าฝืนมาตรา ๑๓ วรรคหนึ่ง หรือไม่ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่ออกตามมาตรา ๑๓ วรรคสอง ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสองปี หรือปรับไม่เกินสี่แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
    • มาตรา ๔๗
    • ผู้ใดฝ่าฝืนมาตรา ๑๔ ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่หนึ่งปีถึงห้าปี หรือปรับไม่เกินสองแสนบาทถึงหนึ่งล้านบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
    • มาตรา ๔๘
    • ผู้ใดฝ่าฝืนมาตรา ๑๕ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสิบปีหรือปรับไม่เกินสองล้านบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
    • มาตรา ๔๙
    • ผู้ใดฝ่าฝืนมาตรา ๑๖ ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่หนึ่งปีถึงสิบปี หรือปรับตั้งแต่สองแสนบาทถึงสองล้านบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
    • มาตรา ๕๐
    • ผู้ใดฝ่าฝืนมาตรา ๑๗ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งล้านบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
    • บทเฉพาะกาล
    • มาตรา ๕๑
    • ในกรณีที่หน่วยงานของรัฐยังไม่ได้จัดทำตารางกำหนดอายุเอกสารตามมาตรา ๕ ให้หน่วยงานของรัฐสำรวจเอกสารที่มีอายุเกินยี่สิบปีและจัดทำบัญชีพร้อมส่งมอบเอกสารให้หอจดหมายเหตุแห่งชาติไว้ก่อน จนกว่าคณะกรรมการจะได้จัดทำหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการเก็บรักษา และการจัดทำตารางกำหนดอายุเอกสาร
         
      ข้อมูลส่วนบุคคล
         
      เพศ
      อายุ ปี
      อาชีพ
      รายได้ บาท
      จังหวัด
      E-mail